ทริปเที่ยวภูมิภาคชูโกคุของญี่ปุ่น: ยามากุจิ ฮิโรชิม่า ทตโตริ และอื่นๆ อีกมากมาย

แม้ภูมิภาคชูโกคุ (Chugoku) จะเต็มไปด้วยหาดสวย ป่าเขาอุดสมบูรณ์ ทิวทัศน์ทะเลทรายเหนือจินตนาการ และเรื่องราวที่แสนวิเศษมากมาย แต่ภูมิภาคนี้ก็ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมของเหล่านักท่องเที่ยวมากนัก ชูโกคุเป็นพื้นที่ที่มีตำนานเก่าแก่ เต็มไปด้วยของอร่อยทั้งจากผืนดินและทะเล และมีสิ่งน่าอัศจรรย์ใจอยู่ทั่วทุกมุม ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปเที่ยวทริปห้าจังหวัดในชูโกคุ ประกอบไปด้วยยามากุจิ ฮิโรชิม่า ชิมาเนะ โอคายาม่า และทตโตริ พร้อมทำความรู้จักที่เที่ยวน่าตื่นตาและอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย

ชูโกคุ

เคล็ดลับ

เกี่ยวกับภูมิภาคชูโกคุ

ภูมิภาคชูโกคุตั้งอยู่ในส่วนตะวันตกของเกาะหลักฮอนชู ประกอบไปด้วยห้าจังหวัด ได้แก่ ยามากุจิ (Yamaguchi) ฮิโรชิม่า ชิมาเนะ (Shimane) โอคายาม่า (Okayama) และทตโตริ (Tottori) แม้จะมีนักท่องเที่ยวน้อยเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นของญี่ปุ่น แต่ก็เป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยความงดงามตามธรรมชาติ กิจกรรมน่าตื่นเต้น และอาหารชั้นเยี่ยม คุณจะได้วนรอบทะเลสีฟ้าใส นั่งกอนโดลาผ่านคลองที่เรียงรายไปด้วยบ้านซามูไรเก่าแก่ ไปแสวงหาวิญญาณบนยอดเขามากมายของชูโกคุ และลิ้มรสองุ่นที่คุณเด็ดด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ภูมิภาคนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ทั้งโบราณและร่วมสมัย ตั้งแต่ตำนานเทพเกี่ยวกับต้นกำเนิดหมู่เกาะญี่ปุ่น ไปจนถึงอนุสรณ์แด่โศกนาฏกรรมสงครามแปซิฟิก

ภูมิภาคชูโกคุเป็นสถานที่ยอดเยี่ยมสำหรับสัมผัสอีกแง่มุมหนึ่งของญี่ปุ่น หรือสำหรับหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ๆ อย่างโตเกียวและโอซาก้าก็ได้ เส้นทางที่เราจะพาคุณไปชมในบทความนี้นั้น จะเยี่ยมยอดมากหากคุณเดินทางมาจากภูมิภาคคันไซ โดยเราจะเริ่มต้นที่โอคายาม่า มุ่งหน้าไปทางตะวันตก เลาะชายฝั่งทะเลเซโตะในของฮิโรชิม่า วนรอบบริเวณตะวันตกของคาบสมุทรฮอนชูในยามากุจิ กลับขึ้นเหนือและตะวันออกไปตามชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นของชินาเมะ และสิ้นสุดการเดินทางที่ทตโตริ มาค้นพบมุมสวยและเงียบสงบของญี่ปุ่นโดยไปต้องไปเบียดฝูงชนกันเถอะ! (...อย่างน้อยก็ก่อนที่ทุกคนจะรู้ว่าชูโกคุยอดเยี่ยมแค่ไหน)

1. โอคายาม่า: ดินแดนแห่งผลไม้ ประวัติศาสตร์ และศิลปะ

เมืองโอคายาม่า

คุณสามารถเดินทางไปเมืองโอคายาม่าด้วยรถไฟ JR Tokaido และ Sanyo Shinkansen จากโตเกียว โอซาก้า และเกียวโต เมืองนี้เป็นเมืองขนาดกะทัดรัด มีไฮไลท์มากมายที่สามารถเดินถึงได้จากสถานีโอคายาม่า ลองดื่มด่ำประสบการณ์เชิงประวัติศาสตร์ที่ ปราสาทโอคายาม่า (Okayama Castle) คุณจะได้แต่งชุดญี่ปุ่นดั้งเดิมเพื่อเก็บภาพ เข้าร่วมเวิร์คช็อปเครื่องปั้นดินเผา และชื่นชมสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ การตกแต่งภายนอกของปราสาทที่มีสีดำทำให้มันมีชื่อเล่นว่า "ปราสาทอีกา" ทั้งยังมีฐานเป็นรูปห้าเหลี่ยมซึ่งหายากในญี่ปุ่น เมื่อข้ามสะพานไปสู่อีกฝากหนึ่งของแม่น้ำอาซาฮิ คุณก็จะพบกับ สวนโคราคุเอน (Korakuen Garden) (แนะนำให้ซื้อ Okayama Castle & Korakuen Garden Pass) สวนอายุกว่า 3,000 ปีนี้ได้รับรางวัลมากมาย และถูกระบุให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ภายในมีทั้งสวนที่ได้รับการตัดแต่งสวยๆ บ่อน้ำที่เต็มไปด้วยปลาคาร์ปญี่ปุ่น และตะเกียงไม้ไผ่ที่จะจุดไฟในช่วงเย็นของฤดูร้อนอันอบอุ่น จุดที่ห้ามพลาดเป็นอย่างยิ่งคือโรงน้ำชาเก่าแก่ คุณจะได้ผ่อนคลายไปกับชาและวิวที่น่าดึงดูด ราวกับได้เป็นเจ้าครองแคว้นในสมัยก่อนเลยทีเดียว

หากคุณอยู่ในโอคายาม่าช่วงกุมภาพันธ์ และสนใจกิจกรรมที่ชายนุ่งผ้าเตี่ยวกว่า 10,000 คนวิ่งวุ่นแย่งแท่งนำโชค ก็ไม่ควรพลาดชม (หรือเข้าร่วมหากคุณแกร่งพอ) ไซไดจิเอโจฮาดากะมัตสึริ (Saidai-ji Eyo Hadaka Matsuri) เทศกาลที่แสนวุ่นวายของโอคายาม่า หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า เทศกาลชายโป๊
 

เมื่อนั่งรถไฟ 15 นาทีจากสถานี Okayama คุณก็จะถึงเอบิสึ บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าเอบิสึ (Kibitsu Shrine) สุดแสนอลังการ ที่ปรากฏอยู่ในนิทานญี่ปุ่นชื่อดังเรื่อง "โมโมทาโร่" ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 1425 อาคารศาลหลักและหอสักการะถูกจัดเป็นทรัพย์สินแห่งชาติ ไฮไลท์ของที่นี่คือระเบียงเดินยาว 360 เมตรที่ลดหลั่นไปตามเนินเขาอย่างน่าตกตะลึง คุณจะได้ชมวิวซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ดอกสึสึจิในเดือนพฤษภาคม และดอกอาจิไซกว่า 1,500 ต้นที่จะบานสะพรั่งในเดือนมิถุนายน

เกาะศิลปะในทะเลเซโตะใน

ผู้ชื่นชอบศิลปะไม่ควรพลาดนาโอะชิมะและอินุจิมะ เกาะศิลปะที่สามารถไปกลับได้ภายในวันเดียวจากเมืองโอคายาม่า

นาโอะชิมะ (Naoshima) เป็นหนึ่งในเกาะศิลปะที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่โด่งดังระดับโลก ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนศิลปะ ผู้คลั่งไคล้สถาปัตยกรรม หรือเพียงคนที่ชอบเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ก็ควรไปนาโอะชิมะให้ได้สักครั้งในชีวิต เกาะนี้มีงานแสดงของศิลปินหลายท่าน ตัวอย่างเช่น Claude Monet, James Turrell, Tadao Ando, และ Yayoi Kusama อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ เกาะนี้ยังอนุรักษ์อัตลักษณ์ทางอุตสาหกรรมบางอย่างจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมญี่ปุ่นไว้ด้วย

อินุจิมะ (Inujima) เคยเป็นที่ซ่อนตัวของโจรสลัดที่เรืองอำนาจอยู่ในทะเลเซโตะใน เกาะนี้ไม่เพียงแต่โด่งดังในฐานะเกาะศิลปะเท่านั้น แต่ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าหลงใหล เริ่มตั้งแต่เป็นหมู่บ้านประมง สู่โซนอุตสาหกรรมที่แออัด จนกลายเป็นเมืองร้างที่แทบไม่มีคนอยู่ ปัจจุบันทั่วทั้งเกาะเต็มไปด้วยงานศิลปะที่น่าตื่นตา ที่กล่าวได้ว่าโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค เกาะนี้ยังมีหาดสงบๆ สำหรับตั้งแคมป์และปิกนิก และจุดตั้งแคมป์พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการพักค้างคืน

ทั้งนาโอะชิมะและอินุจิมะสามารถเดินทางถึงได้ด้วยเรือเฟอร์รี่จากโอคายาม่า

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกาะศิลปะในทะเลเซโตะในได้ที่นี่

คุราชิกิ

เมื่อเดินทางต่อไปทางตะวันตก ก็จะพบกับ คุราชิกิ (Kurashiki) เมืองประวัติศาสตร์น่าหลงใหลที่เป็นบ้านเกิดของผ้าเดนิมในญี่ปุ่น ลองเดินผ่าน เขตอนุรักษ์คุราชิกิบิคัง (Kurashiki Bikan Historical Quarter) หรือล่องเรือกอนโดลาบนคลองที่ขนาบด้วยต้นยานางิ ผ่านคฤหาสน์ยุคเอโดะที่รักษาแพงขาวและหน้าต่างระแนงไม้ไว้เป็นอย่างดี บางครั้งคุราชิกิถูกกล่าวว่าเป็นเวนิสแห่งญี่ปุ่น ที่หักฝูงนักท่องเที่ยวและเรือท่องเที่ยวออกไป บวกเข้าไปด้วยเสน่ห์แบบเมืองญี่ปุ่นเล็กๆ ในระหว่างทางกลับสถานี แนะนำให้ลองชิมขนมน่าอร่อย หรือไม่ก็ซื้องานฝีมือพื้นบ้านกลับไปเป็นของฝาก ที่โชเทนไก (ย่านช็อปปิ้งในร่ม) ของเมืองนี้

เก็บผลไม้

ทริปโอคายาม่าไม่อาจสมบูรณ์ได้เลยหากไม่ได้เก็บและรับประทานผลไม้ท้องถิ่นสดๆ ! โอคายาม่าโด่งดังไปทั่วญี่ปุ่นในฐานะแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพสูงที่หอมหวานเกินต้านทาน จนได้รับชื่อเล่นว่า "อาณาจักรผลไม้" โอคายาม่าผลิตผลไม้หลายหลากชนิดในฤดูที่ต่างกัน พีชขาวช่วงกรกฎาคมถึงสิงหาคม องุ่นมัสแคทช่วงมิถุนายนถึงตุลาคม และสตรอว์เบอร์รีช่วงธันวาคมถึงพฤษภาคม ขับรถไปที่สวนและรับประทานผลไม้ชวนน้ำลายไหลให้สะใจในคอร์สกินไม่อั้นแบบจำกัดเวลา เสร็จแล้วก็เลือกซื้อบางอย่างกลับบ้านไปด้วย! สวนบางแห่งจำเป็นต้องจองล่วงหน้า และสวนส่วนใหญ่ก็ต้องเดินทางโดยรถยนต์เท่านั้น

2. ฮิโรชิม่า: จังหวัดโปรโมทสันติภาพที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรมและของอร่อย!

เมืองฮิโรชิม่า

ฮิโรชิม่าเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากโศกนาฏกรรมการทิ้งระเบิดปรมาณู เกนบาคุโดม (Genbaku Dome) หรือโดมปรมาณู ที่ถูกทำลายไปส่วนหนึ่งนั้น ตั้งอยู่ภายในสวนอนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิม่า (Hiroshima Peace Memorial Park) พร้อมกับอนุสรณ์อื่นๆ ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความน่ากลัวของสงครามและอาวุธนิวเคลียร์ การที่มรดกโลกขององค์การยูเนสโกแห่งนี้ได้รับการอนุรักษ์อย่างดี และยังคงยืนหยัดอยู่จนวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการไม่ลืมบทเรียนจากอดีต

วิธีดีที่สุดในการสัมผัสประวัติศาสตร์ส่วนนี้ของเมืองคือ เข้าร่วมทัวร์เดินชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มักจัดขึ้นโดยผู้อยู่อาศัยชาวฮิโรชิม่า ทัวร์นี้จะทำให้คุณได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับความทุกข์ทรมานที่ชาวฮิโรชิม่าต้องแบกรับ รวมถึงการฟื้นฟูเมืองและการให้คำมั่นสัญญาต่อสันติภาพของเมืองนี้

ในวันที่ 6 สิงหาคมของทุกปี ทางเมืองจะจัดงานอนุสรณ์เพื่อระลึกถึงเหยื่อของระเบิดปรมาณู โดยผู้คนนับพันจะเขียนข้อความลงบนโคมกระดาษ จุดไฟ และปล่อยให้มันไหลไปตามแม่น้ำข้างๆ เกนบาคุโดม

เมื่อพูดถึงฮิโรชิม่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักนึกถึงระเบิดปรมาณูเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วเมืองนี้ก็ยังมีอะไรอีกมากมายนอกเหนือจากประวัติศาสตร์ที่น่าเจ็บปวด

นักกินต่างรู้กันว่าฮิโรชิม่ามีโอโคโนมิยากิ (แพนเค้กญี่ปุ่น) เวอร์ชั่นของตัวเอง โดยอีกเวอร์ชั่นยอดนิยมก็คือสไตล์โอซาก้า สถานที่ที่ดีที่สุดในการลองเมนูนี้คือ โอโคโนมิมูระ (Okonomimura) แหล่งรวมแผงลอยโอโคโนมิยากิที่เริ่มก่อตัวขึ้นในเขตชินเทนจิ (Shintenchi district) หลังสงคราม จากนั้นก็ได้กลายเป็นร้านค้าที่กระจุกตัวอยู่ในบริเวณเดียวกัน เนื่องจากมีร้านให้เลือกถึง 25 ร้าน รับรองได้ว่าคุณจะต้องการคู่มือช่วยเลือกอย่างแน่นอน อ่านต่อที่นี่สำหรับโอโคโนมิยากิฮิโรชิม่าที่เราขอแนะนำ!

หลังจากรับประทานโอโคโนมิยากิแล้ว ก็มาเดินย่อยกันที่ สวนชุคเคเอน (Shukkei-en Garden) สวนสวยๆ ที่เน้นการจำลองย่อส่วนทิวทัศน์ธรรมชาติ เช่น ภูเขา หน้าผา และทะเลสาบ เป็นจุดยอดนิยมในการชมซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ดอกบัวในฤดูร้อน และใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

เติมปอดของคุณให้เต็มด้วยอากาศบริสุทธิ์ และออกทริปไปเช้าเย็นกลับสู่ ช่องเขาซันดันเคียว (Sandankyo Gorge) ทิวทัศน์ธรรมชาติที่น่าตกตะลึงของที่นี่เหมาะมากสำหรับคนรักธรรมชาติ มีทั้งเส้นทางเดินเขา เรือคายัคให้เช่าพายสำรวจช่องเขาจากบนน้ำ และเรือเฟอร์รี่ที่จะพาคุณล่องไปตามห้วยลึก

สำหรับไอเดียเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งน่าทำในละแวกฮิโรชิม่า เราขอแนะนำให้อ่านบทความนี้ ซึ่งมีรายละเอียดของสถานที่ทั้งหมดที่เราได้กล่าวไปเมื่อสักครู่!

มิยาจิมะและศาลเจ้าอิสึคุชิมะ

แม้มิยาจิมะ (Miyajima) เป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่มีประชากรประมาณ 1,600 คน (บวกด้วยกวางใจดีอีกจำนวนหนึ่ง) แต่ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมและถ่ายรูปมากที่สุดในญี่ปุ่น ก็ต้องขอบคุณ ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) และซุ้มโทริอิที่จะดูเหมือนลอยน้ำเวลาน้ำขึ้น ที่ดึงดูดคนเข้ามา

ในทุกปี ผู้คนกว่า 4 ล้านคนจะมามิยาจิมะเพื่อชมศาลเจ้าและโทริอิลอยน้ำ ซึ่งเป็นมรดกโลกในองค์การยูเนสโกด้วยกันทั้งคู่ คุณสามารถเดินออกไปยังซุ้มโทริอิขนาดใหญ่ในเวลาน้ำลง แต่ก็ไม่ควรหยุดแค่เพียงนี้ เกาะนี้มีจุดวิวอลังการอีกมากมายที่รอให้คุณสำรวจอยู่ ทั้ง โกะจูโนะโท (Gojunoto) เจดีย์สีแดง 5 ชั้นแสนสวยที่ตัดกันอย่างลงตัวกับวิวสีเขียวรอบข้าง และ เซนโจคาคุ (Senjokaku) สิ่งก่อสร้างแบบเปิดโล่งอันยิ่งใหญ่ ซึ่งมีวิวน่าตื่นตาของน้ำและพื้นที่เขียวชอุ่มโดยรอบให้รับชม

นอกจากนี้ ลองสวมรองเท้าที่เดินสะดวกและเลือกเดินเขาใน 3 เส้นทาง (แต่ละทางใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง) สู่ยอดของ ภูเขามิเซน (Mount Misen) เพื่อชมวิวที่น่าตกตะลึงของเกาะและท่าเรือ ใครที่ไม่อยากออกแรงมากก็สามารถใช้บริการรถกระเช้าได้เช่นกัน วัดไดโชอิน (Daishoin Temple) บนจุดยอดของเกาะนี้เป็นทิวทัศน์ที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูใบไม้ร่วง เนื่องจากเมเปิ้ลบริเวณรอบวัดจะพากันเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง และก็อย่าลืมที่จะแวะชม "โคมนับพัน" ที่น่าหลงใหล และรูปปั้นจิโซ (รูปปั้นเทพเจ้าที่คอยปกป้องเด็กและการคลอดลูก) ขนาดเล็กน่ารักในบริเวณวัดด้วย!

ด้วยความโด่งดังของเกาะแห่งนี้ ที่นี่จะเริ่มเก็บภาษีนักท่องเที่ยวเป็นราคา 100 เยนนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2021 ซึ่งเงินส่วนนี้จะถูกนำไปใช้บำรุงรักษาเกาะและบริการสาธารณะ เช่น ห้องน้ำและ Wi-Fi ฟรี

หากคุณมาเยี่ยมชมในฤดูร้อน แนะนำให้จับตามอง เทศกาลคันเกนไซ (Kangen-sai Festival) ไว้ด้วย เทศกาลยอดนิยมนี้จะจัดขึ้นประมาณกลางกรกฎาคมถึงต้นสิงหาคม โดยเรือแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า โกซัง จะล่องออกไปบริเวณน่านน้ำรอบศาลเจ้า ภาพของเรือที่จุดคบเพลิงและเสียงดนตรีพื้นเมืองชั้นสูงนั้นน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง

ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมและสิ่งน่าทำอื่นๆ ในมิยาจิมะได้ที่นี่!

โอคุโนะชิมะ (เกาะกระต่าย)

โอคุโนะชิมะ (Okunoshima) เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงจากกระต่ายน่ารักๆ จำนวนมากที่วิ่งว่อนไปทั่ว ตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งฮิโรชิม่า แต่สิ่งที่ขัดกับประชากรขนปุยผู้น่ารัก ก็คือตึกร้างที่กระจายอยู่รอบเกาะ ซึ่งบางส่วนเคยเป็นโรงงานก๊าซพิษ โรงเก็บของ ค่ายทหาร และเครื่องกำเนิดพลังงานในอดีต เกาะแสนประหลาดนี้ได้ถูกระบุให้เป็นอุทยานแห่งชาติ คนรักกระต่ายไม่ควรพลาดโอกาสที่จะได้พบกระต่ายน่ารักๆ กว่า 1,000 ตัวในเกาะขนาดจิ๋วแห่งนี้ แฟนประวัติศาสตร์อาจอยากเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์การผลิตก๊าซพิษที่นี่ รวมถึงสิ่งก่อสร้างทางทหารที่ถูกทิ้งร้างอยู่ทั่วเกาะ เนื่องจากปกติแล้วอากาศจะค่อนข้างอบอุ่น กิจกรรมยอดฮิตจึงเป็นการเช่าจักรยาน ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถปั่นรอบเกาะ ระหว่างที่สัมผัสทิวทัศน์แบบเขตร้อนไปด้วยนั่นเอง

3. ยามากุจิ: มุดถ้ำหินปูน ลิ้มรสปลาปักเป้า และสำรวจมรดกซามูไร

เมืองยามากุจิ

ศูนย์กลางของจังหวัดยามากุจิคือเมืองที่อัดแน่นไปด้วยวัฒนธรรม เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ เป็นที่รู้จักในฐานะ "เกียวโตแห่งตะวันตก" (หักฝูงชนออกไป) เมืองนี้โด่งดังจากวัดที่สวยงาม และสถานที่มากมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติเมจิ

คุณห้ามพลาด วัดรูริโคจิ (Rurikoji Temple) เด็ดขาด ที่นี่เป็นที่ตั้งของเจดีย์ 5 ชั้นที่สร้างขึ้นเมื่อปี 1442 เป็นหนึ่งในสมบัติชาติที่มีความสำคัญของญี่ปุ่น เจดีย์นี้เป็นหนึ่งในสามสุดยอดเจดีย์ของญี่ปุ่น และมีอายุเก่าแก่เป็นอันดับสิบของประเทศ ภายในวัดคุณจะได้พบกับ จินริวเท (Chinryutei) โรงน้ำชาที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าได้อย่างฟรีๆ และเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีบทบาทในการปฏิวัติเมจิ ซึ่งเหตุการณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

แวะพักและเติมพลังที่ ยูดะออนเซ็น (Yuda Onsen) ย่านยอดนิยมของคนท้องถิ่นที่เต็มไปด้วยบ่อน้ำพุธรรมชาติ คุณสามารถพักผ่อนแช่เท้าของคุณได้ที่อาชิยุ (บ่อแช่เท้า) ซึ่งกระจายอยู่ตามถนน หรือจะเดินทางไปผ่อนคลายที่ออนเซ็นแบบไปกลับซึ่งมีให้เลือกหลายแห่ง บริเวณนี้ก็ยังมีเรียวกัง (ที่พักสไตล์ญี่ปุ่น) หลากหลายประเภทให้นักเดินทางได้เลือกพักค้างคืนอยู่เช่นกัน

อาคิโยชิได (Akiyoshidai) เป็นที่ราบสูงแบบคาสต์ (พื้นที่หินปูนที่น้ำฝนชะล้างจนเกิดมีถ้ำ) ที่สมบูรณ์ที่สุดในญี่ปุ่น และหนึ่งในทิวทัศน์ธรรมชาติที่น่าประทับสุดในภูมิภาค ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากเมืองยามากุจิเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น อาคิโยชิโด (Akiyoshido) ซึ่งอยู่ข้างใต้ที่ราบสูงนี้ เป็นถ้ำหินปูนที่ใหญ่และยาวที่สุดของญี่ปุ่น มาปั่นจักรยานสำรวจอนุสาวรีย์ธรรมชาติที่แสนพิเศษนี้ และดื่มด่ำไปกับทิวทัศน์ที่ไม่ธรรมดากันเถอะ!

อิวาคุนิ

เมืองปราสาทที่เงียบสงบแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ สะพานคินไทเคียว (Kintaikyo Bridge) หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่น่าตื่นตาที่สุดของญี่ปุ่น สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1673 สะพานที่ประณีตและสร้างสรรค์นี้ได้รับกล่าวขานว่าเป็นความสมบูรณ์แบบของวิศวกรรมสะพาน และเป็นหนึ่งในสามสะพานชื่อดังของญี่ปุ่น หากคุณรู้สึกอยากออกแรง แนะนำให้ลองขึ้นเนินไปชม ปราสาทอิวาคุนิ (Iwakuni Castle) ที่มีกำแพงขาวสวยงาม (หรือจะนั่งกระเช้าขึ้นไปก็ได้) ซึ่งเป็นผลจากการบูรณะปราสาทหลังเดิมในปี 1608 อย่างไร้ที่ติ พื้นที่ของปราสาทและ สวนคิคโค (Kikko Park) เป็นจุดชมซากุระที่ได้รับความนิยมมากในฤดูใบไม้ผลิ

อีกหนึ่งอย่างที่ไม่ควรพลาดคือ อิวาคุนิซูชิ (Iwakunizushi) เป็นซูชิแบบพิเศษ ไม่มีใครเหมือน ที่ทำโดยการเรียงข้าวและวัตถุดิบประจำฤดูเป็นชั้นๆ เหมือนเลเยอร์เค้ก จากนั้นก็กดให้แน่นและตัดแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กๆ

ฮางิ

ถนนกำแพงขาวและละแวกที่เงียบสงบของฮางินั้น นอกจากจะสวยงามน่าเดินชมแล้ว ยังมีความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อีกด้วย เมืองปราสาทแห่งนี้เต็มไปด้วยบ้านซามูไรที่อนุรักษ์ไว้ดีมากๆ รวมถึงมรดกโลก 5 แห่งที่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ฮางิมีสถานที่มากมายให้แวะชมระหว่างเดินเที่ยว ตัวอย่างเช่น ร้านขายเครื่องปั้นฮางิ (Hagi Ware) ที่เป็นของขึ้นชื่อของเมือง และคาเฟ่น่านั่งที่รีโนเวทมาจากบ้านเก่าแก่ของชาวบ้าน

ศาลเจ้าโมโตโนะซุมิ

ศาลเจ้าโมโตโนะซุมิ (Motonosumi Shrine) ที่ห่างไกลแห่งนี้และอุโมงค์โทริอิ 123 ต้นที่เลียบไปตามชายฝั่ง ได้ถูก CNN เลือกให้เป็นหนึ่งใน "31 สถานที่ที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น" ขอแนะนำให้ลองมองหารูปปั้นจิ้งจอกขนาดเล็กในระหว่างที่คุณเดินลอดผ่านโทริอิ และเมื่อถึงโทริอิต้นสุดท้าย หากมองขึ้นไปคุณก็จะพบกับกล่องรับบริจาควางอยู่ กล่าวกันว่าความปรารถนาของคุณจะเป็นจริงหากสามารถโยนเหรียญลงกล่องนี้ได้!

ชิโมโนะเซกิ

เนื่องจากมีชายฝั่งติดทะเลเซโตะในอยู่ค่อนข้างมาก ยามากุจิจึงโด่งดังในเรื่องอาหารทะเล โดยเมนูท้องถิ่นประจำจังหวัดก็คือ ฟุกุ (ปลาปักเป้า) ฟุกุมีชื่อเสียงจากการมีพิษหากไม่ปรุงอย่างถูกต้อง! คนรักอาหารทะเลห้ามพลาดที่จะเดินทางไป ตลาดคาราโตะ (Karato Market) ในชิโมโนะเซกิเพื่อลิ้มรสอาหารทะเลที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น หลังจากรับประทานดงบุริหน้าอาหารทะเล (ข้าวหน้าอาหารทะเล) อร่อยๆ เสร็จ ก็ตามด้วยสาเกดัซไซ (Dassai) สาเกชื่อดังที่มีต้นกำเนิดจากยามากุจิ

การชม สะพานสึโนะชิมะ (Tsunoshima Bridge) เลียบไปตามทะเลสีมรตกในวันฤดูร้อนที่อากาศปลอดโปร่งนั้นน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นก็ลงมาพักเบรคที่หาดทรายของเกาะ และแวะประภาคารน่าถ่ายรูปเพื่อชมอาทิตย์ตกดินที่แสนโรแมนติก

4. ชิมาเนะ: แดนในเทพนิยายที่เต็มไปด้วยหาดแสนสวยและเกาะเงียบสงบ

ศาลเจ้าอิซุโมะไทชะ

ชิมาเนะเป็นจังหวัดที่มีคนเที่ยวไม่มาก แม้แต่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นด้วยกันเอง แต่จังหวัดนี้ก็เป็นที่ตั้งของ อิซุโมะไทชะ (Izumo Taisha) ศาลเจ้าชินโตที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น มุมที่เงียบสงบของญี่ปุ่นนี้เคยถูกกล่าวถึงใน โคจิคิ (บันทึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และตำนานเทพที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น) วัตถุโบราณที่ขุดได้จากพื้นที่นี้แสดงให้เห็นถึงบทบาททางประวัติศาสตร์ที่อิซุโมะมีต่อตำนานต้นกำเนิดญี่ปุ่น มีความเชื่อในลัทธิชินโตที่ว่ามีเทพอยู่กว่าแปดล้านองค์ และศาลเจ้านี้ก็เป็นสถานที่ที่เทพทั้งหมดจะมารวมตัวกันในเดือนตุลาคมของทุกปี แนะนำให้เที่ยว “พาวเวอร์สปอต” แห่งนี้ไปพร้อมกับ พิพิธภัณฑ์อิซุโมะโบราณแห่งจังหวัดชิมาเนะ (Shimane Museum of Ancient Izumo) เพื่อสัมผัสโลกของตำนานเทพญี่ปุ่น และเข้าใจว่าตำนานกลายมาเป็นประวัติศาสตร์ได้อย่างไร

อิวามิกินซัง

ครั้งหนึ่งญี่ปุ่นเคยเป็นผู้ผลิตแร่เงินถึงหนึ่งในสามของโลก และแร่เหล่านั้นก็พบในชิมาเนะแห่งนี้ ที่เหมืองเงินใต้ดินชื่อ อิวามิกินซัง (Iwami Ginzan) เหมืองนี้ถูกขุดติดต่อกันยาวนานถึงเกือบ 400 ปี ตั้งแต่ปี 1526 ถึง 1923 และได้กลายเป็นมรดกโลกในองค์การยูเนสโกเมื่อปี 2007 พร้อมกับทิวทัศน์ป่าไม้โดยรอบ เหมืองนี้สร้างขึ้นในพื้นที่ป่าหนาแน่น และป่าที่เขียวชอุ่มเหล่านี้ก็ได้รับการดูแลโดยชาวเหมืองในอดีต มันอาจดูเป็นตัวเลือกที่แปลกอยู่บ้างสำหรับการท่องเที่ยว แต่ที่แห่งนี้ก็มีกิจกรรมให้ทำมากมายเช่นกัน

คุณสามารถเลือกได้ว่าจะมุดลงใต้ดินและท่องไปตามทางเหมืองเพื่อค้นพบร่องรอยการทำเหมืองตลอดหลายศตวรรษ หรือเดินเล่นในเมืองเหมืองเก่า โอโมริ (Omori) ที่เรียงรายไปด้วยศาลเจ้า บ้านพ่อค้าเก่า คาเฟ่และร้านค้าที่ดัดแปลงมาจากบ้านซามูไร ดื่มด่ำไปกับความเงียบสงบของธรรมชาติโดยรอบด้วยการเดินเล่นหรือเดินเขา โดยมีเส้นทางให้เลือกมากมาย ทั้งเส้นทางผ่าดงไผ่ที่จะผ่านศาลเจ้าโบราณ และเส้นทางภูเขาที่แสนขรุขระ ตามที่คุณต้องการ
 

มัตสึเอะ

ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำ คลอง และชายฝั่งติดทะเล ทั้งยังตั้งอยู่รอบทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของญี่ปุ่น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมมัตสึเอะถึงเป็นที่รู้จักในชื่อ "เมืองแห่งน้ำ" เมืองปราสาทนี้เคยเป็นป้อมปราการของเจ้าครองแว้นในยุคเอโดะ และได้ทำนุบำรุง ปราสาทมัตสึเอะ (Matsue Castle) ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสองปราสาทต้นฉบับของญี่ปุ่นไว้เป็นอย่างดี คุณสามารถเห็นวิวพาโนราม่าที่ยอดเยี่ยมของตัวเมืองและ ทะเลสาบชินจิ (Lake Shinji) ได้จากชั้นบนสุดของปราสาทได้ บริเวณปราสาทเต็มไปด้วยซากุระกว่า 200 ต้น เป็นทิวทัศน์ที่น่าตื่นตามากในฤดูใบไม้ผลิ ในบางเดือนของปีจะมีการจัดแสดงไฟยามค่ำคืน หรือไม่ก็เทศกาลที่มีโคมไฟส่องแสงหลากสีสันลอยไปตามทางน้ำในช่วงเย็น เขตบ้านซามูไรที่อยู่รอบๆ ก็มีพิพิธภัณฑ์และโบราณสถานมากมาย และสามารถเดินสำรวจได้ง่ายๆ จากตัวปราสาท

มัตสึเอะมีศาลเจ้าหลายแห่งที่ข้องเกี่ยวกับตำนานเทพญี่ปุ่น เช่น ศาบเจ้ายาเอกาคิ (Yaegaki Shrine), ศาลเจ้าคุมาโซะ (Kumaso Shrine), และ ศาลเจ้าซุงะ (Suga Shrine) ควรเตรียมกล้องของคุณให้พร้อมเก็บภาพพระอาทิตย์ตกดินที่น่าตื่นตาบนทะเลสาบชินจิ หากคุณอยากให้มันพิเศษขึ้นไปอีก ก็สามารถนั่งเรือสำราญไปเก็บภาพจากบนทะเลสาบได้ด้วย!

เนื่องจากเมืองนี้ตั้งอยู่กลางจังหวัด คุณจึงสามารถไปเที่ยวสถานที่ใกล้เคียง เช่น อิซุโมะไทชะ, ซาไคมินาโตะ (Sakaiminato), หาดอินาซะ (Inasa Beach), และสถานที่น่าอัศจรรย์อื่นๆ ทั่วชิมาเนะ ได้ไม่ยากเลย!

5. ทตโตริ: เนินทราย แนวชายฝั่งสวยๆ และโชคด้านความรัก

เนินทรายทตโตริ

หากจะมีอะไรที่ทุกคนรู้จักเกี่ยวกับทตโตริ สิ่งนั้นก็ต้องเป็น เนินทรายทตโตริ (Tottori Sand Dunes) เนินทรายยอดนิยมอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น ทะเลทรายจิ๋วนี้เป็นแลนด์มาร์คที่โด่งดังและมีคนเข้าชมมากที่สุดของทตโตริ ดึงดูดผู้คนกว่า 2 ล้านคนให้มาที่จังหวัดที่มีประชากรน้อยสุดของญี่ปุ่นในทุกปี นอกจากการเดินไปรอบๆ เนินทรายและเก็บภาพทิวทัศน์ธรรมชาติที่แสนอลังการแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่จะเพิ่มรสชาติให้กับประสบการณ์ต่างแดนนี้ เช่น กระดานโต้ทราย ขี่อูฐ และพาราไกลด์ดิ้ง!

คุณสามารถเรียนมุ่งหน้าไปที่รู้เกี่ยวกับธรณีวิทยาของพื้นที่ และชมประติมากรรมทรายระดับโลกที่ทำขึ้นโดยศิลปินแกะสลักชั้นยอดได้ที่ พิพิธภัณฑ์ทราย (Sand Museum) ที่อยู่ใกล้ๆ พิพิธภัณฑ์นี้จะมีอะไรใหม่ๆ ให้ชมตลอดเวลา เนื่องจากผลงานและธีมจัดแสดงจะเปลี่ยนไปทุกปี คล้ายกับธรรมชาติของทรายที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา!

ชายฝั่งอุราโดเมะ

เมื่อเดินเลียบไปตามชายฝั่งคุณจะพบกับ ชายฝั่งอุราโดเมะ (Uradome Coast) ที่โด่งดังจากหาดขาวทรายละเอียด เวิ้งตื้นๆ และโครงสร้างหินที่สวยงาม น้ำที่ใสสะอาดถือว่าเพอร์เฟ็คสำหรับการว่ายและดำน้ำ แต่ในพักหลังนี้การพายเรือคายัคท้องใสก็ได้รับความนิยมเช่นกัน คุณจะสามารถมองทะลุผ่านท้องเรือในขณะที่ออกสำรวจเวิ้งน้ำ หน้าผา และถ้ำ สำหรับอะไรที่ดูใช้แรงน้อยลงหน่อย แนะนำให้นั่งเรือสำราญชมวิวที่ให้บริการช่วงมีนาคมถึงพฤศจิกายน เพื่อเพลิดเพลินไปกับภูมิประเทศที่น่าตื่นตาอย่างใกล้ชิด ทางตะวันตกของหาดหลักอุราโดเมะก็ยังมีเส้นทางเดินเขาที่อยู่บริเวณยอดผา ซึ่งมีวิวน่าอัศจรรย์ของเวิ้งน้ำและทะเลสีเขียวอมฟ้าที่อยู่รอบๆ

มิซาซะออนเซ็นและภูเขามิโทคุ

สะบัดทรายออกจากรองเท้า และมุ่งหน้าขึ้นเนินเพื่อแช่บ่อน้ำร้อนธรรมชาติของ มาซาซะออนเซ็น (Misasa Onsen) น้ำพุของที่นี่โด่งดังจากปริมาณแร่ธาตุเรดอนที่สูง ซึ่งมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการปวดข้อต่อ การอักเสบเรื้อรัง และภูมิแพ้ แนะนำให้คุณลองดื่มน้ำด้วย เนื่องจากน้ำนี้มีประสิทธิภาพช่วยพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและเมแทบอลิซึม

ผู้คลั่งไคล้การผจญภัยไม่ควรพลาด ภูเขามิโทคุ (Mount Mitoku) เพื่อสัมผัสประสบการณ์คอร์สปีนเขาสั้นๆ แต่ท้าทาย เส้นทางแสวงบุญที่เลาะไปตาม "ทางเข้าวัดที่อันตรายที่สุดของญี่ปุ่น" นี้ จะพาคุณไปปีนรากไม้และโซ่ และทุลักทุเลไปบนสันเขาที่ขรุขระ แต่สุดท้ายแล้ว คุณก็จะได้รับรางวัลเป็นทิวทัศน์ที่แสนยิ่งใหญ่ของ วัดเซนบุตสึ (Sanbutsu Temple) ที่ซึ่ง นาเกอิเระโด (Nageiredo) สถาปัตยกรรมโบราณที่ถูกสร้างไว้ในหน้าผาอย่างชาญฉลาด

ศาลเจ้าฮาคุโตะ

กลับมาที่ตำนานเทพ ศาลเจ้าฮาคุโตะ (Hakuto Shrine) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ชื่อดังเกี่ยวกับตำนานกำเนิดญี่ปุ่นที่ถูกกล่าวถึงในโคจิคิ เรื่องราวของ "อินาบะโนะฮาคุโตะ (กระต่ายขาวอินาบะ)" กล่าวกันว่าเป็นเรื่องรักเรื่องแรกของญี่ปุ่น ปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่รู้จักในฐานะ "แดนศักดิ์สิทธิ์ของคู่รัก" ที่ให้โชคด้านความรักและการแต่งงาน ในฤดูร้อน บริเวณชายหาดฮาคุโตะหน้าศาลเจ้าจะคึกคักไปด้วยเหล่านักว่ายน้ำและโต้คลื่น

สำหรับสิ่งน่าทำอื่นๆ และรายละเอียดเพิ่มเติมของสถานที่ท่องเที่ยวในทตโตริ ขอแนะนำให้อ่านต่อที่บทความนี้

หลงใหลไปกับชูโกคุ!

ภูมิภาคชูโกคุอาจยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติสักเท่าไร แต่ภูมิภาคนี้ก็มีอะไรบางอย่างสำหรับทุกคน! ตั้งแต่เส้นทางเดินเขาลุยๆ สวนที่ร่มเย็น หาดทรายแสนสะอาด ไปจนถึงเมืองซามูไรที่เงียบสงบ ประกอบกับอาหารดีๆ มากมายที่หาได้ที่นี่ ความอัศจรรย์ของชูโกคุก็คงเป็นความลับได้อีกไม่นานนัก จึงขอแนะนำให้ใส่ภูมิภาคนี้ไว้ในอันดับแรกของแพลนเที่ยวญี่ปุ่นของคุณ!


หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร