สุดยอดคำแนะนำสำหรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในญี่ปุ่น

เมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่น คุณอาจพบปัญหาเรื่องการเข้าถึง Wi-Fi หรือเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต แต่ไม่ต้องเป็นห่วงอีกต่อไป เราขอแนะนำ 7 วิธีง่ายแสนง่ายในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตระหว่างที่คุณเป็นนักท่องเที่ยวอยู่ในญี่ปุ่น รีบจดเคล็ดลับแล้วไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเลยค่ะ !

ทั่วประเทศ

เคล็ดลับ

หนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่น คือมี Wi-Fi ไม่เพียงพอ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในญี่ปุ่นจากสมาร์ทโฟนของต่างประเทศ (หรือแม้แต่ไม่ใช้โทรศัพท์ก็ตาม) ต้องอาศัยการทำงานสักเล็กน้อย แต่ใช้ได้แน่นอนค่ะ! นี่คือ 7 วิธีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตระหว่างที่เดินทางท่องเที่ยวอยู่ในญี่ปุ่น ไปดูกันเลย !

best-wifi-analyzer-apps-1024x667

 

[สารบัญ]

 

 

1. ลงทะเบียนใช้ Wi-Fi service 

ถ้าคุณเคยมาเที่ยวญี่ปุ่นโดยที่ไม่ได้เอา Wi-Fi มาด้วย คุณอาจจะสังเกตเห็นว่ามักจะมีเครื่อข่าย Wi-Fi ที่ล็อกเอาไว้เด้งขึ้นมาบนโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาที่คุณค้นหา Wi-Fi คุณสามารถเข้าถึงเครือข่ายเหล่านั้นได้ถ้าคุณเชื่อมต่อกับ Wi-Fi service ซึ่งปกติแล้วจะต้องดาวน์โหลดแอพก่อน พอคุณดาวน์โหลดแอพและเชื่อมต่อกับมันเรียบร้อย คุณก็จะสามารถเข้าถึงเครื่อข่ายเหล่านั้นได้ทันที

และนี่เป็นแอพที่ในตอนนี้เปิดให้คุณสามารถลงทะเบียนเพื่อรับ Wi-Fi ได้ทั่วญี่ปุ่นค่ะ

a) docomo Wi-Fi for visitor

 

ในญี่ปุ่นจะมีจุดปล่อยสัญญาณ Wi-Fi ที่คุณจะสามารถใช้ได้ก็ต่อเมื่อคุณใช้โทรศัพท์มือถือของค่ายนั้นๆ เท่านั้น จุดปล่อยสัญญาณจะถูกล็อกเอาไว้ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะลงทะเบียนกับค่ายนั้น ในกรณีนี้ ถ้าคุณจ่ายเงินเพื่อสร้างบัญชีสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวญี่ปุ่น คุณก็จะสามารถใช้จุดปล่อยสัญญาณของ NTT DOCOMO (ค่ายโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น) ที่ล็อกอยู่ได้ ! คุณสามารถเลือกแพ็กเกจแบบ 1 สัปดาห์ ราคา 900 เยน (ประมาณ 260 บาท) หรือแบบ 3 สัปดาห์ ราคา 1,300 เยน (ประมาณ 380 บาท) 

จุดเด่นก็จะร่วมไปถึงการป้องกันการสนทนาขั้นสูงที่ใช้กันในแวดวงธุรกิจ และจุดปล่อยสัญญาณ Wi-Fi ของ docomo ที่มีอยู่เป็นวงกว้างครอบคลุมทุกที่ในญี่ปุ่นเมื่อทำสัญญา และสามารถใช้บริการคอลเซ็นเตอร์สำหรับผู้ทำสัญญาโดยเฉพาะได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย

เว็บไซต์: docomo Wi-Fi for visitor

 

b) TRAVEL JAPAN WiFi

 

หลังจากดาวน์โหลดและติดตั้งแอพซึ่งให้บริการทั้งใน iTunes Store และ Google Play Store แล้ว คุณสามารถใช้งานเมื่อไหร่ก็ได้ตราบใดที่คุณเปิดการตั้งค่า Wi-Fi บนโทรศัพท์มือถือให้อยู่ในโหมด "เปิด" โทรศัพท์ของคุณจะเชื่อมต่อกับจุดปล่อยสัญญาณที่ใกล้ที่สุดโดยอัตโนมัติ หรือจะบอกคุณว่าจุดปล่อยสัญญาณที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ใดและบอกเส้นทางในการเดินไปยังบริเวณนั้น คุณยังจะได้รับเคล็ดลับในการเดินทางและคำแนะนำสำหรับสถานที่และร้านอาหารที่น่าสนใจในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย โดยตัวแอพพลิเคชั่นสามารถเลือกใช้ได้หลายภาษา 

เว็บไซต์: TRAVEL JAPAN WiFi

 

c) Japan Connected-Free WiFi

 

ในแอพมีให้เลือกได้หลายภาษาและมีให้บริการในสโตร์ของสองสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ หลังจากติดตั้งแอพและลงทะเบียนแล้ว วิธีใช้ก็ง่ายๆ ค่ะ พอคุณเปิดแอพขึ้นมาก็แค่กด "search" แล้วจะแสดงแผนที่ของจุดปล่อย Wi-Fi ที่ใกล้ที่สุดขึ้นมาให้ พอไปถึงแล้วก็กดปุ่ม "connect" เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วค่ะ !

เว็บไซต์: Japan Connected-Free WiFi

 

d) JAL Free Wifi

 

ถ้าคุณขึ้นเที่ยวบินของสายการบิน JAL (Japan Airline) ไปญี่ปุ่นในฐานะนักท่องเที่ยวต่างชาติ คุณจะมีสิทธิ์ได้รับ username และ password สำหรับใช้บริการ Wi-Fi ของแอพ JAL ได้ฟรี (สามารถดาวน์โหลดได้ตอนกดดูการจองของคุณ) พอคุณลงทะเบียนและติดตั้งแอพเรียบร้อยแล้ว คุณก็ต้องเลือกระหว่าง Wi-Fi สองตัว คือ NTT East hotspots ซึ่งครอบคลุมฮอกไกโด อาโอโมริ อิวาเตะ อากิตะ มิยางิ ยามากาตะ ฟุคุชิม่า อิบารากิ โทชิกิ กุนมะ ไซตามะ ชิบะ โตเกียว คานากาว่า ยามานาชิ นากาโน่และนีกาตะ หรือ Wi-2 Access Points ซึ่งครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ

จุดปล่อยสัญญาณของ NTT East จะให้คุณเชื่อมต่อได้ 14 วัน (336 ชั่วโมง) ดูแผนที่ขอบเขตสัญญาณ คลิก 

Wi-2 Access Points จะให้คุณเชื่อมต่อได้ 2 สัปดาห์และใช้งานผ่านแอพ TRAVEL JAPAN Wi-Fi หรือแอพตัวแรกในลิสต์นี้ การใช้แอพนั้นด้วย username กับ password ของ JAL จะทำให้คุณสามารถเข้าถึงการใช้งานที่ไม่สามารถใช้ได้ในเวอร์ชั่นปกติ และยังสามารถเชื่อมต่อกับเครื่อข่ายได้มากกว่าปกติด้วย ดูแผนที่ขอบเขตสัญญาณ คลิก

เว็บไซต์: JAL Free Wifi

 

e) FREE WI-FI PASSPORT

 

บริการนี้เป็นของ SoftBank ซึ่งเป็นเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่มีจุดปล่อยสัญญาณ Wi-Fi สาธารณะมากที่สุดในญี่ปุ่น มันฟรีแน่นอนค่ะ ที่คุณต้องทำก็แค่ตั้งค่าโรมมิ่งของโทรศัพท์ให้เป็น SoftBank (คำแนะนำสำหรับ Android คลิก iPhone คลิก)  โทรไปที่หมายเลขบริการที่ใช้งาน (มีบอกอยู่ในเว็บไซต์) และคุณจะได้รับ password สำหรับเชื่อมต่อเครือข่ายชื่อ ".FREE_Wi-Fi_PASSPORT." มา คุณสามารถใช้บริการนี้ได้ 2 สัปดาห์ พอหลังจากนั้น ที่คุณต้องทำก็แค่โทรไปขอรับ password ใหม่ค่ะ

เว็บไซต์: FREE WI-FI PASSPORT

ตารางเปรียบเทียบด้านล่างแสดงให้เห็นถึงจำนวนจุดปล่อยสัญญาณที่มีให้บริการ ภาษาที่สามารถใช้ได้และค่าใช้จ่ายในการให้บริการ หมายเหตุเอาไว้ว่า ถึงแม้การบริการจะไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่คุณก็อาจจะถูกเรียกเก็บค่าบริการโรมมิ่งจากเครือข่ายมือถือของที่บ้านคุณได้ เพราะฉะนั้น ลองเช็กกับทางค่ายดูให้ดีก่อนนะคะ

 

ตารางเปรียบเทียบ (ตารางนี้สามารถเลื่อนในแนวนอนได้)

บริการ จำนวนจุดปล่อยสัญญาณ  ภาษา ราคา
docomo Wi-Fi for visitor 150,000 อังกฤษ จีน (ตัวเต็ม/ตัวย่อ) ญี่ปุ่น เกาหลี 1 สัปดาห์ 900 เยน
3 สัปดาห์ 1,300 เยน
TRAVEL JAPAN WiFi 200,000+ อังกฤษ จีน (ตัวเต็ม/ตัวย่อ) เกาหลี ไทย ฟรี
Japan Connected Free Wi-Fi ~130,000

อังกฤษ จีน (ตัวเต็ม/ตัวย่อ) เกาหลี ไทย

ฟรี
JAL Free Wi-Fi  200,000+ (Wi-2), 40,000+ (NTT East) อังกฤษ จีน (ตัวเต็ม/ตัวย่อ) เกาหลี ไทย (Wi-2 เท่านั้น) ฟรี แต่ต้องซื้อตั๋วกับ JAL
FREE WI-FI PASSPORT ~400,000 อังกฤษ จีน (ตัวเต็ม/ตัวย่อ) เกาหลี ฟรี

 

ข้อดี:
- ใช้งานง่าย
- สามารถเลือกได้หลายภาษา 
- ส่วนมากการดาวน์โหลดแอพมาใช้มักจะไม่มีค่าใช้จ่าย
- เครือข่ายอาจจะมีคนใช้งานไม่มาก ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของตัวแอพ คุณจึงได้ใช้อินเตอร์เน็ตที่เร็วขึ้น
- เครือข่ายที่ล็อกไว้มีอยู่ในหลายๆ ที่ โดยเฉพาะจุดท่องเที่ยว
- บางแอพจะให้คุณใช้งานและเชื่อมต่อได้ถึง 2 สัปดาห์

ข้อเสีย:
- อินเตอร์เน็ตอาจจะวิ่งช้าหรือมีผู้ใช้งานเยอะเกินไป ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหน
- ในขณะที่เครือข่ายกระจายให้ใช้งานได้เป็นวงกว้าง แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ได้มีอยู่ทั่วทุกที่
- คุณอาจจะใช้งานแอพบางตัวไม่ได้ ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของตัวแอพ ซึ่งอาจจะมีความเร็วอินเตอร์เน็ตที่ดีกว่า 
- ถ้าคุณอยู่ที่ญี่ปุ่นมากกว่า 2 สัปดาห์ การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของคุณจะสิ้นสุดลง

2. เช่า Wi-Fi router (pocket Wi-Fi) 

หากคุณอยากพก Wi-Fi ส่วนตัวไปไหนมาไหนด้วยแล้วล่ะก็ pocket Wi-Fi คือทางที่ใช่ของคุณ คุณสามารถสั่งจองล่วงหน้าและเครื่องก็จะถูกส่งไปยังที่พักของคุณ หรือคุณจะเช่าจากตู้ตอนมาถึงที่สนามบินก็ได้ บางเจ้าจะให้คุณกรอกใบคำร้องก่อนที่จะสั่งจองเครื่อง และบางเจ้าจะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับเป็นค่าประกัน ค่าดูแลและ/หรือค่าจัดส่งที่สนามบิน บางเจ้าก็จะให้คุณสั่งจองล่วงหน้าตามวันที่กำหนดหรือสั่งจองออนไลน์เท่านั้น เพราะฉะนั้น อย่าลืมเช็กตารางเปรียบเทียบด้านล่างและเข้าไปดูในเว็บไซต์ เพื่อที่คุณจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องนะคะ

เมื่อคุณใช้เครื่องเสร็จแล้ว คุณสามารถส่งไปรษณีย์คืนมายังผู้ให้บริการได้เลย บางครั้งทางโรงแรมหรือโฮสเทลของคุณก็ถึงขั้นจัดการให้เลยด้วยซ้ำ หรือคุณจะแค่เอาไปส่งตามจุดที่กำหนดหรือคืนที่สนามบินก่อนที่คุณจะกลับก็ได้ค่ะ 

 

ตารางเปรียบเทียบ (ตารางนี้สามารถเลื่อนในแนวนอนได้)

ชื่อผู้ให้บริการ ราคา ความเร็วในการเชื่อมต่อ ขีดจำกัดข้อมูล ภาษา สนามบิน
Air's 1,530 เยน/วัน (ประกัน 130 เยน/วัน) ค่ามัดจำ 30,000 เยน ถ้าจ่ายเป็นเงินสด

ดาวโหลด 75Mbps

อัพโหลด 25Mbps

ไม่จำกัด อังกฤษ ญี่ปุ่น นาริตะ อาคาร 1 และ 2
G-Call 1,000 เยน/วัน (+1,000 เยนสำหรับค่าจัดส่งหรือรับที่นาริตะหรือฮาเนดะ)

ดาวโหลด 7.2Mbps

อัพโหลด 5.7Mbps

ไม่จำกัด

อังกฤษ ญี่ปุ่น

นาริตะ อาคาร 1 และ 2 ฮาเนดะ
Global Advanced Communications 870 - 1,750 เยน/วัน (มีให้เลือกหลายแพ็กเกจ) การจัดส่งบางตัวเลือกมีค่าใช้จ่าย 21Mbps - 165Mbps (มีหลายตัวเลือก ตั้งแต่ eco ถึง high-speed) ไม่จำกัด

อังกฤษ ญี่ปุ่น

นาริตะ อาคาร 1 และ 2 ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ ชิโตเสะ (ฮอกไกโด) ฟุกุโอกะ
JAL ABC Rental Phone 1290 เยน/วัน (สำหรับ WiFi แบบถือ ไม่ใช่แบบ USB WiFi)

ดาวโหลด 7.2Mbps

อัพโหลด 5.8Mbps

ไม่ระบุ (อาจจะไม่จำกัด)

อังกฤษ ญี่ปุ่น

นาริตะ อาคาร 1 และ 2 คันไซ
PUPURU 400 เยนหรือ 800 เยน/วัน (สองแพ็กเกจ) มีค่าธรรมเนียมอื่นๆ (ค่าจัดส่ง ประกัน แบตเตอรี่ ฯลฯ)

ดาวโหลด 75Mbps

อัพโหลด 28Mbps หรือ 

ดาวโหลด 9.2Mbps

อัพโหลด 5.5Mbps

10GB หรือไม่จำกัด

อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี

นาริตะ อาคาร 1 และ 2 ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ
SoftBank Global Rental  1290 เยน/วัน 970 เยน/วัน สำหรับการเช่าระยะยาว (มีค่าธรรมเนียมอื่นๆ)  4G - ดาวโหลด 110Mbps

อัพโหลด 10Mbps

3G - ดาวโหลด 42Mbps

อัพโหลด 5.7Mbps

ไม่ระบุ (อาจจะไม่จำกัด) อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี  นาริตะ อาคาร 1 และ 2 ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ ชิโตเสะ (ฮอกไกโด) 
Telecom Square  1625 เยน/วัน สำหรับ "แบบวงกว้าง" 1,296 เยน/วัน สำหรับ "แบบในเมือง" (มีค่าธรรมเนียมอื่นๆ)

 แบบวงกว้าง

ดาวโหลด 75Mbps

อัพโหลด 25Mbps

 แบบในเมือง

ดาวโหลด 75Mbps

อัพโหลด 25Mbps

 ไม่ระบุ (อาจจะไม่จำกัด)

อังกฤษ ญี่ปุ่น

นาริตะ อาคาร 1 และ 2 ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ ชิโตเสะ (ฮอกไกโด) ฟุกุโอกะ ทาคามัตสึ 
World Cellular Phone Rental (docomo Business Net)  1,200 เยน/วัน (มีค่าธรรมเนียมอื่นๆ)  ไม่ระบุ  ไม่ระบุ    อังกฤษ ญี่ปุ่น นาริตะ อาคาร 1 และ 2 ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ
WiFi-HIRE.com  2,680 - 18,500 เยน ราคาไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนวันแต่เป็นราคาคงที่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่อยู่ และมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย  

ดาวโหลด 75Mbps

อัพโหลด 25Mbps

ไม่จำกัด

อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน

นาริตะ อาคาร 1 และ 2 ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ ชิโตเสะ (ฮอกไกโด) ฟุกุโอกะ นาฮะ
Ninja WiFi 900 เยน/วัน (เป็นราคาคงที่ ค่าธรรมเนียมอื่นๆ จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่อยู่และการเลือกใช้บริการ)

แบบที่ 1

ดาวโหลด 75Mbps

อัพโหลด 25Mbps

แบบที่ 2

ดาวโหลด 165-188Mbps

อัพโหลด 10-37.5Mbps

(ขึ้นอยู่กับว่าเป็น 4G หรือ 4G-LTE)

ไม่จำกัด อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี  นาริตะ อาคาร 1 และ 2 ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ ชิโตเสะ (ฮอกไกโด) ฟุกุโอกะ นาฮะ 

 

ข้อดี:
- คุณไม่ต้องคอยหาจุดปล่อยสัญญาณ Wi-Fi อีกต่อไป คุณจะมีไวไฟของตัวเอง และยังมีพาสเวิร์ดป้องกันด้วย
- ใช้งานได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ๆ
- สามารถเปิดหรือปิดได้ตามต้องการเพื่อรักษาแบตเตอรี่
- รับและส่งคืนได้ง่าย 

ข้อเสีย:
- ใช้งานในเขตชนบทไม่ค่อยได้
- ต้องคอยชาร์จแบต
- อาจจะทำให้คุณรำคาญเวลาที่ต้องพกไปไหนมาไหน
- ใช้งานกับโทรศัพท์ของคุณได้ในระยะห่างที่กำหนดเท่านั้น 
- ถ้าคุณใช้ข้อมูลเยอะๆ ในทีเดียวหรือเชื่อมต่อหลายเครื่องเกินไป ความเร็วในการเชื่อมต่อจะช้าลง

3. เช่าซิมการ์ด 

คุณสามารถเช่าซิมการ์ดสำหรับมือถือของคุณก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเป็น iPhone จะต้องเป็น iPhone 4 หรือรุ่นใหม่กว่า และจะต้องปลดล็อกแล้วเท่านั้น คุณจึงสามารถสลับซิมการ์ดได้ ถ้าพูดถึงในแง่ของการมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ นี่อาจจะเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุดแล้ว แต่ปกติก็จะแพงที่สุดด้วยเช่นกัน

การเช่าซิมการ์ดนั้นทำแบบเดียวกับการเช่า pocket Wi-Fi คุณจะสั่งจองไว้ล่วงหน้าหรือไปรับตอนถึงสนามบินแล้วก็ได้ หรือจะหาเช่าทีหลังก็ได้เช่นกัน แต่การเช่าซิมการ์ดหลังจากที่มาถึงสองสามวันแล้วไม่ใช่สิ่งที่แนะนำเท่าไหร่ เพราะการบริการนอกสนามบินของบางเจ้าอาจจะต้องการที่อยู่ในญี่ปุ่นหรืออื่นๆ (เช่น บัตรประชาชนญี่ปุ่น) แถมการเช่าให้เสร็จเรียบร้อยเลยก็ง่ายกว่าด้วย แต่ก็สามารถทำได้ค่ะ 

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว การบริการของหลายเจ้ามีข้อกำหนด ราคา ขอบเขตและกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น อย่าลืมเช็กตารางเปรียบเทียบด้านล่างและเข้าไปดูในเว็บไซต์ก่อน เพื่อที่คุณจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องนะคะ แต่ละเว็บไซต์ก็จะมีขั้นตอนในการเปิดใช้งานซิมการ์ดและวิธีการตั้งค่าโทรศัพท์เพื่อใช้งานอธิบายไว้ด้วยเช่นเดียวกัน

 

ตารางเปรียบเทียบ (ตารางนี้สามารถเลื่อนในแนวนอนได้)

ชื่อผู้ให้บริการ ประเภทของซิม ขีดจำกัดการใช้ ขีดจำกัดข้อมูล ค่าใช้จ่าย การใช้งาน  การเปิดใช้งาน ภาษา สถานที่จำหน่าย
Prepaid SIM for VISITOR ปกติ ไมโคร นาโน  7 วัน หรือ 14 วัน  150 Mbps  3,218 เยน หรือ 3,780 เยน (รวมภาษี) การสื่อสารข้อมูลเท่านั้น ไม่รวมโทร จำเป็น อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี สนามบินนาริตะ อาคาร 1 และ 2 ฮาเนดะ นีงาตะ คันไซ ชูบุ ชิโตเสะ (ฮอกไกโด) ฟุกุโอกะ นาฮะ คาโกชิม่า
BIGLOBE NINJA SIM

ปกติ ไมโคร นาโน

31 วัน  1 GB 3 GB หรือ 7 GB

 1 GB 2,700 เยน

3 GB 4,500 เยน

7 GB 7,300 เยน

การสื่อสารข้อมูลเท่านั้น ไม่รวมโทร  จำเป็น

อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน

 AEON, Yodobashi Camera, Tokyo Central Youth Hostel, Wasabee, Washington Hotel
VISITOR SIM 

ปกติ ไมโคร นาโน

14 วัน 1 GB   3,686 เยน (ไม่รวมภาษี)

การสื่อสารข้อมูลเท่านั้น ไม่รวมโทร

จำเป็น อังกฤษ ภาษาอื่นไม่ระบุ 

เว็บไซต์ Amazon.co.jp, yodobashi.com Yodobashi Camera สามารถจัดส่งที่สนามบินได้

Japan Travel SIM powered by IIJmio

ปกติ ไมโคร นาโน

30 วัน หรือ 3 เดือน  1 GB หรือ 2 GB  ร้านค้าเป็นผู้กำหนด

การสื่อสารข้อมูลเท่านั้น ไม่รวมโทร

จำเป็น อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน Bic Camera, Blue Sky (สาขาสนามบิน), G-Call (สาขาสนามบิน), AEON, Yamada Denki, Yodobashi Camera ฯลฯ ดูทั้งหมด คลิก
PAYG SIM

ปกติ ไมโคร นาโน

โทร 60 นาที หรือ 7 วัน ขึ้นอยู่กับว่าอันไหนถึงก่อน  3 GB  9,980 เยน (ไม่รวมภาษี)

การสื่อสารข้อมูลเท่านั้น ไม่รวมโทร

PAYG SIM จะจำหนดวันเปิดใช้งาน อังกฤษ จีน

Hyatt Regency Kyoto, Kyoto Royal Hotel & Spa เว็บไซต์ yodobashi.com, Amazon.co.jp, Yodobashi Camera, AEON, Dospara

T-SIM นาโน (มาพร้อมกับตัวแปลงสำหรับขนาดไมโครและปกติ)  3 GB หรือ 30 วัน ขึ้นอยู่กับว่าอันไหนถึงก่อน 3 GB  3,980 เยน 

การสื่อสารข้อมูลเท่านั้น ไม่รวมโทร

จำเป็น

อังกฤษ ญี่ปุ่น (ภาษาอื่นไม่ระบุ)  เว็บไซต์
Wi-Ho! Prepaid SIM  ไมโคร นาโน  30 วัน  150 Mbps เปิดแพ็กเกจราคา (ขึ้นอยู่กับการใช้งาน)

การสื่อสารข้อมูลเท่านั้น ไม่รวมโทร

จำเป็น อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี สนามบินสนามบินนาริตะ อาคาร 1 และ 2 ฮาเนดะ นีงาตะ คันไซ ชูบุ ชิโตเสะ (ฮอกไกโด) ฟุกุโอกะ

 

และยังมี J Walker SIM ซึ่งเจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวจากไต้หวัน และ Baidu SIM ซึ่งเล็งไปยังกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวจากจีน คุณสามารถซื้อ Baidu SIM ได้จาก Rakuten เช่นกัน

 

ข้อดี:
- คุณไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องการหาอินเตอร์เน็ตหรือคอยพก pocket Wi-Fi คุณสามารถใช้งานข้อมูลได้เลย
- ซิมจะมีเบอร์โทรศัพท์ญี่ปุ่นให้ด้วย คุณจะสามารถโทร/รับสายได้ ซิมบางตัวถึงขั้นสามารถโทรฟรีได้แบบจำกัดจำนวนครั้ง 
- สะดวกในการเช่าก่อนที่จะมาญี่ปุ่นหรือมาถึงแล้วเหมือนกับ pocket Wi-Fi และส่งคืนได้ด้วยวิธีเดียวกัน

ข้อเสีย:
- มีราคาแพง 
- คุณจะต้องมีโทรศัพท์ที่สามารถใส่ซิมการ์ดได้ 
- คุณอาจจะลืมคืนซิมก่อนที่จะกลับ และหากคุณไม่ตัดการเชื่อมต่อ คุณจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม 

4. ใช้ Wi-Fi ฟรี 


คุณอาจจะไม่เชื่อว่าญี่ปุ่นซึ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแบบสุดๆ มี Wi-Fi ให้เชื่อมต่อได้แบบจำกัด แต่มันเป็นเรื่องจริงที่ญี่ปุ่นไม่ได้มี Wi-Fi ฟรีให้ใช้มากเหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่ก็ยังมีตามสถานที่ต่างๆ อย่างเช่นร้านสะดวกซื้อ (คอมบินิ แต่ไม่ได้มีทุกร้าน) ร้านกาแฟ สถานีรถไฟใต้ดินและห้างสรรพสินค้าต่างๆ 

วิธีนี้อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพราะ Wi-Fi ฟรีอาจจะไม่ได้เร็วอย่างที่คุณต้องการ อันที่จริงแล้ว มันอาจจะช้าซะจนพอคุณต่อเสร็จปุ๊บก็กดปิดออกไปเลยก็ได้ และในสถานที่ข้างต้นนั้น ในความเป็นจริงแล้วหลายๆ ที่ส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่มี Wi-Fi ฟรีให้ใช้ค่ะ และบริเวณที่อยู่ก็อาจจะมีผลต่อการมีหรือไม่มี Wi-Fi ฟรีให้ใช้อีกด้วย 

ข้อดี: 
- เข้าถึงง่าย 
- ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนก่อน
- บางครั้งก็ใช้งานได้ดีมาก

ข้อเสีย:
- ไม่ได้มีในทุกร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ สถานีรถไฟใต้ดิน ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ 
- คุณอาจจะเชื่อมต่อได้ แต่ใช้งานจริงไม่ได้ 
- ความเร็วอาจจะช้ามาก
- ไม่ได้มีอยู่ทั่วญี่ปุ่น ปกติจะมีเฉพาะตามเขตเมืองใหญ่ๆ

5. หาร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ 

อินเตอร์เน็ตคาเฟ่อาจจะไม่เหมือนคาเฟ่ทั่วไปสักเท่าไหร่ เพราะมันเป็น "บ้าน" หลังที่สองของคนที่ไม่อยากอยู่บ้านตัวเอง บ่อยครั้งที่อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ก็เป็นมังงะคาเฟ่ด้วย เป็นที่ที่คุณสามารถอ่านมังงะได้เป็นตั้งๆ ในราคาที่ตั้งไว้พร้อมกับเครื่องดื่ม และขนม มีห้องส่วนตัว หรือแม้กระทั่งห้องอาบน้ำ คุณสามารถใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตได้ตามเวลาจำนวนเวลาที่กำหนดโดยมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย ร้านส่วนใหญ่จะมีปริ้นเตอร์ให้อีกด้วย ถ้าคุณชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยเฉพาะวัฒนธรรมวัยรุ่น หรือเคยดูละครมา คุณก็อาจจะคุ้นเคยกับอินเตอร์เน็ตและมังงะคาเฟ่แล้ว

การหาร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่อาจจะยากสักเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหน แต่ปกติแล้วถ้าคุณเห็นป้ายที่บอกว่า "อินเตอร์เน็ตคาเฟ่" หรือ "มังงะคาเฟ่" (หรือแค่ "อินเตอร์เน็ต" หรือ "มังงะ" พร้อมกับรูปแก้วกาแฟหรือบางอย่างที่ใกล้เคียงกัน) คุณก็สามารถเข้าไปและดูว่าเขามีคอมพิวเตอร์ที่คุณสามารถใช้ได้ไหม ในโตเกียว อินเตอร์เน็ตและมังงะคาเฟ่มักจะมีคำแนะนำเป็นภาษาอังกฤษบอกวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ไว้ให้ แต่บางครั้งก็ต้องรอสักครู่

ข้อดี: 
- ได้ประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม 
- คุณสามารถมีห้องส่วนตัวและพักผ่อนได้ (หรือแม้กระทั่งค้างคืนก็ได้) 
- คุณยังสามารถอ่านมังงะได้ด้วย ได้เครื่องดื่มฟรีจากการจ่ายค่าคอมพิวเตอร์ และถึงขั้นอาบน้ำได้ด้วยถ้าคุณต้องการ
- มีพื้นที่ส่วนตัวในห้องส่วนตัว

ข้อเสีย:
- ไม่ใช่ตัวเลือกในการเข้าถึงที่ใหญ่นัก
- ถูกมองว่าเป็นงานอดิเรก "ใต้ดิน" เลยอาจจะสลัวๆ เล็กน้อย
- ผู้เข้ารับบริการมักจะใช้บริการเป็นเวลานาน เลยอาจจะหาเครื่องว่างได้ยาก 

6. หาร้าน 電源/dengen cafe 

dengen cafe แปลตรงตัวว่า "สายไฟ" หรือ "ไฟฟ้า" บ่อยครั้งที่การหาร้าน dengen cafe หมายถึงการที่คุณหาที่ที่มีปลั๊กสำหรับชาร์จแล็ปท็อปหรือโทรศัพท์ ที่เสียบสาย LAN (ถ้าคุณมีสาย) หรือ Wi-Fi (แต่มักจะไม่ใช่เรื่องนี้เสมอไป) 

ส่วนที่ยากที่สุดคือการหาร้าน dengen cafe เว็บไซต์ Dengen Cafe มีแค่ภาษาญี่ปุ่น แต่ถ้าคุณสามารถกดไปถูกได้ มันจะมีประโยชน์มากๆ เลยค่ะ เพราะคุณจะสามารถค้นหาได้ทั้งแบบตามพื้นที่และเขตย่อยๆ เช่น คุณสามารถเลือกแท็ป "โตเกียว" แล้วข้างในก็จะมีเป็นข้อๆ ให้คุณสามารถเลือก "เขตชิบูย่า" (渋谷区) หรือ "เขตชินจูกุ" (新宿区) ได้ ในเว็บจะมีข้อมูลของอำเภอส่วนใหญ่เลยค่ะ 

ข้อดี:
- เป็นสถานที่ที่ดี และมีเอกลักษณ์
- มักจะมี Wi-Fi ฟรี
- เป็นสถานที่ที่ดีต่อการชาร์จโทรศัพท์ (และตัวคุณเอง)

ข้อเสีย:
- หายาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณไม่สามารถอ่านภาษาญี่ปุ่นได้
- อาจไม่ได้มี Wi-Fi ให้ใช้เสมอไป
- คนอาจจะเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์กับวันหยุด

7. หาร้านกาแฟแฟรนไชส์ที่มี Wi-Fi ฟรี


tullys.co.jp

การรวมกันของข้อ 4 และข้อ 6 ของลิสต์นี้จะให้คุณได้ร้านกาแฟแฟรนไชส์ที่มี Wi-Fi ฟรีค่ะ ในขณะที่ร้าน dengen cafe บางร้านก็เป็นแฟรนไชส์ด้วยเหมือนกัน แต่การหาร้านกาแฟแฟรนไชส์นั้นง่ายกว่าอย่างไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ โดยเฉพาะกับคนที่อาจจะอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก แต่ถ้าคุณชอบสถานที่แนวๆ ที่ไม่ใช่ว่าคุณคนจะไปกัน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าคุณเป็นสายร้านกาแฟแบบฮิปๆ การหาร้าน dengen cafe ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับคุณมากกว่าค่ะ 

นี่เป็นลิสต์ร้านกาแฟแฟรนไชส์ที่มี Wi-Fi ฟรีค่ะ

Starbucks (network: at_STARBUCKS_Wi2)
Tully's Coffee (network: tully's Wi-Fi2)
Komeda Kohiya/コメダ珈琲店 (network: FREESPOT)
Seattle's Best Coffee (network: FREESPOT)

ข้อดี:
- สามารถหาเจอได้ง่าย 
- บางครั้งก็มีปลั๊กให้สำหรับเสียบชาร์จโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ของคุณ
- คุณอาจจะคุ้นเคยเมนูต่างๆ อยู่แล้ว
- ขอความช่วยเหลือได้ง่าย เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักจะรู้จักร้านกาแฟเหล่านี้

ข้อเสีย: 
- Wi-Fi อาจจะมีให้ใช้แต่ใช่ไม่ได้เนื่องจากสัญญาณอ่อนหรือมีผู้ใช้งานมากเกินไป
- คนอาจจะเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนของวัน 
- ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเท่าไหร่ 

 

 

คุณอาจจะชอบบทความเหล่านี้:

[เคล็ดลับการท่องเที่ยวในญี่ปุ่น]

38 วิธีประหยัดเงินระหว่างเที่ยวในญี่ปุ่น

สุดยอดคำแนะนำวิธีการใช้รถไฟในญี่ปุ่นแบบครบจบในหนึ่งเดียว

สิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ JR Pass ระหว่างเที่ยวในญี่ปุ่น

10 รายละเอียดสนุกๆ ในญี่ปุ่นที่ต้องจับตามอง

[เที่ยวญี่ปุ่น]

47 สถานที่ท่องเที่ยวใน 47 อำเภอของญี่ปุ่น

50 วิวตระการตาในญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาด

30 เหตุผลที่คุณควรไปญี่ปุ่นก่อนตาย

30 จุดชมวิวยอดฮิตที่ญี่ปุ่นสำหรับชาวต่างชาติ 

20 สถานที่ในญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวเลือกแล้วว่าไม่ควรพลาดอย่างแรง 

คำแนะนำในการไปมรดกโลกของ UNESCO ทั้ง 18 แห่งในญี่ปุ่น

15 หมู่บ้านญี่ปุ่นสวยๆ ที่คุณต้องไปให้ได้

30 ศาลเจ้าและวัดในญี่ปุ่นสำหรับหาเครื่องรางความรัก

16 สวนดอกไม้ทั่วญี่ปุ่นที่ต้องไปชม

แนะนำ 12 จุดรับพลังงานด้านบวกของญี่ปุ่น

30 สิ่งที่คุณต้องลองสัมผัสเมื่อมาที่ญี่ปุ่น

 

 

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร