สัมผัสศิลปะญี่ปุ่นผ่านเสื้อเชิ้ตพิมพ์ลาย! ความมุ่งมั่นและการรังสรรค์ของคุณโคไม มาโคโตะ

ใน "People of Japan" ซีรีส์บทสัมภาษณ์ที่ tsunagu Japan ภูมิใจนำเสนอนี้ คุณจะได้รู้จักกับเหล่าคนญี่ปุ่นจากหลากหลายวงการที่มีความหลงใหลในงานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารกิจการ หรือช่างฝีมือที่สืบสานวัฒนธรรมอันเก่าแก่ หากได้ลองอ่านซีรีย์นี้ คุณจะรู้สึกใกล้ชิดกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากขึ้นอย่างแน่นอน ในครั้งนี้เราจะแนะนำให้คุณรู้จักกับคุณโคไม มาโคโตะ ที่อยู่ในจังหวัดชิสึโอกะ ผู้มุ่งมั่นที่จะ "นำเสน่ห์ของงานฝีมือดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คน โดยผ่านสื่อกลางง่ายๆ ที่เรียกว่าเสื้อเชิ้ต" และได้ข้องเกี่ยวกับการผลิตเสื้อเชิ้ตลายศิลป์มาแล้วกว่า 25 ปี ในบทความนี้เราจะมาบอกเล่าถึงความทุ่มเทและแรงผลักดันของคุณโคไม พร้อมนำเสนอผลงานเสื้อเชิ้ตอันน่าตกละลึงที่เขาเป็นผู้สร้างขึ้น

ชิสึโอกะ

วัฒนธรรมญี่ปุ่น

คุณโคไม มาโคโตะ ศิลปินแห่ง Wajin Art T-shirts Japan (工房倭人)

บนทางเขาที่เงียบสงบใน Nishiizu ของจังหวัดชิสึโอกะ เป็นที่ตั้งของบ้านเก่าแก่อายุกว่า 100 ปีที่เป็นทั้งบ้านและสตูดิโอของคุณโคไม มาโคโตะ (駒井慎) ศิลปินที่ออกแบบและพิมพ์ "เสื้อเชิ้ตลายศิลป์" ของญี่ปุ่นมาแล้วกว่า 25 ปี  

ตอนที่คุณใช้บริการสนามบินนาริตะ หากคุณมีโอกาสได้เดินชมร้านค้าต่างๆ ที่อยู่ในสนามบินแล้วล่ะก็ คุณก็อาจเคยเจอกับผลงานของคุณโคไมแล้วก็ได้ ก่อนที่ประเทศญี่ปุ่นจะจำกัดการเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวในปี 2020 ผลงานของคุณโคไมเคยถูกวางไว้ตามร้านค้าเหล่านี้ มันได้รับความนิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวในฐานะสินค้าที่ช่วยระลึกถึงช่วงเวลาในญี่ปุ่น คุณโคไมกำลังทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อนำศิลปะของญี่ปุ่นเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านการบริหารบริษัทที่ชื่อว่า Wajin Art T-shirts Japan

จากแบ็คแพ็คเกอร์สู่ศิลปิน

เดิมทีคุณโคไมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าอยากเป็นศิลปิน ตอนอายุ 20 ปีเขาได้เดินทางไปทั่วโลกในฐานะแบ็คแพ็คเกอร์ แต่ก็ไม่ได้วางแผนไว้แน่นอนว่าหลังจากนั้นจะทำงานอะไร เพื่อหางบในการท่องเที่ยว คุณโคไมได้เสาะหาผลงานศิลปะในต่างประเทศและนำมาขายในญี่ปุ่น การท่องเที่ยวในลักษณะนี้เกือบ 10 ปีทำให้เขามีวิสัยทัศน์ที่ล้ำลึกมากเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างชาติ ในขณะเดียวกันก็ทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของวัฒนธรรมของประเทศตัวเองด้วย

หลังจากที่คุณโคไมได้ใช้เวลาไปกับการนำเสนอผลงานศิลปะหรือวัฒนธรรมต่างชาติให้กับญี่ปุ่น เขาก็สังเกตเห็นว่าศิลปะของญี่ปุ่นเองก็มีความเป็นเอกลักษณ์มาก มีความพิเศษจนควรค่าที่จะแบ่งปันให้กับชาวชาติด้วย ความคิดนี้ประกอบกับความต้องการที่จะลองผลิตและขายผลงานของตัวเองได้ปลุกไฟในตัวของคุณโคไม จากนั้นเขาจึงเริ่มออกแบบลวดลายแนวญี่ปุ่น และพิมพ์ลงบนเสื้อเชิ้ตด้วยวิธี Silk Screen ซึ่งในตอนนั้นไม่มีใครเคยทำมาก่อน

จากตลาดนัดสู่ธุรกิจเต็มรูปแบบ

แม้ว่าจะไม่ได้เรียนศิลปะมาโดยเฉพาะ หรือรับการฝึกฝนมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่เซ้นส์ทางด้านศิลปะที่คุณโคไมมีก็โดดเด่นมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการออกแบบ ด้วยเหตุนี้เอง คนจำนวนมากจึงชอบผลงานของคุณโคไมตั้งแต่ที่เขาเริ่มกิจการ ในตอนแรกเขาได้ขายเสื้อเชิ้ตผ่านร้านขาจรอย่างเช่น ตลาดนัดวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ผลงานของคุณโคไมก็เข้าตาผู้ค้ารายย่อยอย่างรวดเร็ว และติดต่อขอนำเสื้อเชิ้ตของคุณโคไมไปขายตามร้านของพวกเขา

ตั้งแต่นั้นมา กิจการกว่าครึ่งก็เปลี่ยนจากการขายโดยตรงมาเป็นขายให้กับตัวแทน โดยโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดของเขาก็คือ การได้ขายผ่านร้านค้าของสนามบินนาริตะ ที่ร้านดังกล่าว สินค้าทุกรายการที่คุณโคไมผลิตขึ้นได้ทุกวางจำหน่ายในทุกไซส์ ในช่วงพีคสุดก่อนที่จะมีการจำกัดการเข้าประเทศเนื่องจากไวรัสโคโรน่าในปี 2020 นั้น กล่าวกันว่าเสื้อเชิ้ตของเขาขายได้กว่า 2,000 ตัวต่อเดือนเลยทีเดียว

เมื่อทำกิจการการผลิตไปได้สักพัก คุณโคไมได้ตัดสินใจที่จะเลือกใช้แต่เพียงเสื้อเชิ้ตของอุตสาหกรรมสิ่งทอ Kume (久米繊維工業) ซึ่งมีฐานที่ตั้งอยู่ที่โตเกียว Kume เป็นบริษัทผลิตเสื้อเชิ้ตที่ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทอผ้า จะถูกทำขึ้นในญี่ปุ่นทั้งหมด แม้ว่ามีราคาค่อนข้างสูงกว่าเสื้อเชิ้ตส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของโลก แต่คุณภาพ Made in Japan อันไร้ที่ตินี้ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับคุณโคไม โดยเขาได้กล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ว่า "ผมคิดว่ามีลูกค้าชาวต่างชาติจำนวนมากขึ้นที่ซื้อเชิ้ตของผม นอกเหนือจากดีไซน์ภาพพิมพ์แล้ว สิ่งสำคัญคือควรส่งมอบผลงานที่สัมผัสได้ถึงความสุดยอดของทักษะช่างญี่ปุ่นในทุกๆ แง่มุม"

ตามติดเบื้องหลังการผลิตดีไซน์เสื้อเชิ้ตระดับมืออาชีพ ~ ขั้นตอนการผลิตของคุณโคไม

พวกเราได้สอบถามคุณโคไมเกี่ยวกับขั้นตอนการให้กำเนิดดีไซน์ใหม่ๆ เขาบอกว่าตอนแรกในหัวมีแต่ภาพคร่าวๆ ว่าอยากจะถ่ายทอดบางอย่างในทิศทางไหน จากนั้นจึงรวบรวมไอเดียทีละเล็กละน้อยจากภาพถ่าย ผลงานศิลปะของญี่ปุ่นสมัยโบราณ หรือภาพและลวดลายที่อยู่ในนิตยสาร แล้วค่อยสร้างผลงานขึ้นมา

"ตอนแรกนั้นไม่มีอะไรเลย แต่พอได้เชื่อมต่อไอเดียไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วก็พอที่จะถ่ายทอดภาพที่อยู่ในหัวตัวเองตั้งแต่ตอนแรกออกมาได้ ยกตัวอย่างเช่น ถึงจะมีภาพปลาทองอยู่ข้างใน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมตั้งใจจะวาดปลาทองตั้งแต่แรกเสมอไป เวลาเราเห็นปลาทองครั้งแรกจะมีความรู้สึกใช่ไหมครับ เช่น "น่ารัก" "น่าพิศวง" หรือ "สวยจัง" ความรู้สึกพวกนี้แหละคือสิ่งที่ผมรู้สึกและต้องการจะถ่ายทอดตั้งแต่แรก ระหว่างการผลิตสิ่งเหล่านี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่จะค่อยๆ ตัดสินใจไปว่าอยากออกแบบให้เป็นแนวไหน หรือสุดท้ายแล้วจะผสานความรู้สึกพวกนี้ออกมาเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร"

หลังจากได้ภาพที่เกิดจากไอเดียหรือความรู้สึกที่ต้องการถ่ายทอดตั้งแต่แรกแล้ว ก็จะนำส่วนประกอบที่วาดขึ้นด้วยมือชิ้นต่อชิ้นนั้นไปสแกนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นจึงปรับตำแหน่งหรือขนาด และทำเป็นดีไซน์ขึ้นมา จากนั้นก็นำภาพที่ได้ไปเปลี่ยนเป็นลายฉลุที่ต่างกัน 3 ประเภท (แต่ละประเภทจะมีการเปลี่ยนสีที่ต่างกัน) ต่อไปก็ส่งพวกมันให้กับบริษัทที่ผลิตแผ่น Silk Screen (แผ่นสำหรับพิมพ์ดีไซน์)

แม้ว่าการวาดเส้นของลายฉลุจะสามารถทำผ่านโปรแกรมได้โดยตรง โดยไม่ต้องมานั่งวาดด้วยมือคน แต่คุณโคไมก็ชอบที่จะวาดด้วยมือก่อน จากนั้นค่อยใช้โปรแกรมปรับแต่งอีกครั้งหนึ่ง เขากล่าวว่า "ผมให้ความสำคัญกับการเหลือลายเส้นที่วาดด้วยมือไว้ในต้นฉบับขั้นสุดท้าย หากใช้เมาส์วาดแล้ว มันน่าจะให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันแน่ๆ"

ดีไซน์ของคุณโคไมส่วนใหญ่แล้วจะประกอบไปด้วย 3 ชั้นของ 3 สีที่ต่างกัน เนื่องจากในการพิมพ์ด้วยแผ่น Silk Screen แต่ละครั้งจะต้องผสมหมึกด้วยมือ การผลิตเสื้อเชิ้ตแต่ละครั้งจึงมีความต่างเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้น ความแตกต่างนี้เป็นหนึ่งในเสน่ห์ของเสื้อเชิ้ตที่คุณโคไมผลิตขึ้น ทั้งยังเป็นเสน่ห์ที่หาสัมผัสไม่ได้ในเสื้อเชิ้ตที่ผลิตแบบแมสอีกด้วย

อีกจุดหนึ่งที่คุณโคไมให้ความสำคัญก็คือ การใช้หมึกน้ำแทนที่จะเป็นหมึกน้ำมันอย่างที่วงการพิมพ์เสื้อนิยมใช้กัน หมึกน้ำมีข้อเสียที่ทำให้ต้องใช้เวลาในการพิมพ์มากกว่า เนื่องจากหมึกน้ำแห้งเร็ว หากไม่เช็ดให้หมดจดหลังการพิมพ์ก็จะเข้าไปอุดรูของแผ่นสกรีนได้ อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วผลงานที่ได้จากพิมพ์ด้วยหมึกน้ำจะดีกว่าของหมึกน้ำมัน ในขณะที่หมึกน้ำแห้งด้วยอุณหภูมิตามธรรมชาติ แต่หมึกน้ำจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนให้ความร้อนก่อน ส่งผลให้ผลงานที่ได้จากหมึกน้ำมีภาพพิมพ์ที่นิ่มและเที่ยงตรงกว่า นอกจากนี้ ในหมึกน้ำยังมีสารเคมีน้อยกว่าหมึกน้ำมันมาก จึงกล่าวได้ว่าเป็นตัวเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าอีกด้วย

นำศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้าสู่ชีวิตประจำวัน ~ ความมุ่งมั่นที่มีอยู่ในทุกผลงานของคุณโคไม

การออกแบบของคุณโคไมจะสามารถสัมผัสได้ถึงสไตล์ที่แตกต่างกันในงานแต่ละชิ้น มีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ธีม สี โครงสร้าง ไปจนถึงสไตล์ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชิ้นไหนก็จะมีความงามที่แท้จริงแบบญี่ปุ่นแฝงอยู่ พอได้สวมแล้วก็จะสามารถนำศิลปะของญี่ปุ่นเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันได้ หากได้ชมผลงานของคุณโคไมด้วยตาตัวเองแล้ว คุณจะเข้าใจสาเหตุที่มันถูกเรียกว่า "เสื้อเชิ้ตงานศิลป์" อย่างแน่นอน

ดีไซน์ของคุณโคไมต่างกับดีไซน์โหลๆ ที่จำหน่ายในราคาประหยัดตามร้านขายของฝากอย่างสิ้นเชิง ผลิตภัณฑ์จะดูมีชีวิตชีวา และเปี่ยมล้นไปด้วยความหลงใหลของคุณโคไม จะนำไปใส่กรอบและแขวนประดับผนังราวกับเป็นผลงานศิลปะก็ได้เช่นกัน

มีหลายครั้งที่ผลงานของคุณโคไมใช้ศาสนาพุทธเป็นธีม จะสามารถเห็นภาพที่เกี่ยวกับพระพุทธรูปหรือพุทธศาสนาได้ในงานหลายๆ ชิ้น เมื่อเราถามคุณโคไมเกี่ยวกับประเด็นนี้ เราก็ได้รู้ว่า เนื่องจากศิลปะแบบศาสนาพุทธมีการมองโลกที่แตกต่างกับผลงานสมัยเอโดะ ซึ่งผู้คนมักนึกถึงอยู่แล้วเมื่อพูดถึงญี่ปุ่น คุณโคไมจึงชอบสร้างผลงานที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธเป็นพิเศษ แน่นอนว่าดีไซน์แนวเอโดะที่เรารู้จักกันดีก็มีอยู่เช่นกัน แต่โดยส่วนตัวแล้ว เขาชอบและหลงใหลความงามหรือบรรยากาศที่ชวนให้สงบของผลงานจากศิลปะแบบศาสนาพุทธของญี่ปุ่นมากกว่า

คุณโคไมได้สร้างผลงานจำนวนมากมาเป็นเวลาหลายปี แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ยังคงสร้างดีไซน์ใหม่ๆ ออกมาทุกปี จากประสบการณ์แล้ว เขามองว่ายากที่จะคาดการณ์ว่าดีไซน์แบบไหนที่จะกลายมาเป็นสินค้ายอดนิยม แม้แต่ผลงานที่คุณโคไมถูกใจเป็นพิเศษก็เคยขายแทบไม่ออก กาลเวลาทำให้ดีไซน์ของคุณโคไมกลายเป็นการต่อสู้เพื่ออยู่รอดตามกฎธรรมชาติ ดีไซน์ที่ได้รับความนิยมจะอยู่รอด ดีไซน์ที่ไม่ได้รับความนิยมจะไม่ถูกพิมพ์ใหม่อีกเลย ที่น่าตกใจก็คือ ปลาทองซึ่งเป็นหนึ่งในดีไซน์ที่เก่าที่สุดที่ผลิตมาแล้วกว่า 20 ปี แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ศิลปะของคุณโคไมสามารถก้าวข้ามอุปสรรคที่เรียกว่ายุคสมัยและครองใจของผู้คนไว้ได้

ความคาดหวังของคุณโคไมที่มีต่ออนาคต

ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ร้านค้าในสนามบินนาริตะที่จำหน่ายสินค้าทุกรายการของคุณโคไมและครองยอดขายกว่าครึ่งนั้น ได้ปิดไปแล้วเนื่องจากการหยุดรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2020 ก่อนจะถึงตอนนั้น คุณโคไมก็เคยเปิดเว็บไซต์เพื่อทำเป็นออนไลน์สโตร์มาแล้ว แต่เนื่องจากหัวใจของกิจการนั้นอยู่ที่การขายหน้าร้าน จึงไม่ได้ทุ่มเทไปกับทางออนไลน์สโตร์เท่าไรนัก

อย่างไรก็ตาม คุณโคไมก็ได้เริ่มทดลองวิธีการที่สร้างสรรค์ใหม่ๆ เพื่อเผยแพร่เสื้อเชิ้ตลายศิลป์ของตัวเอง ผ่านการขายทางออนไลน์สโตร์เป็นหลัก หนึ่งในนั้นก็คือแคมเปญ Kickstarter สิ่งนี้เป็นการระดมทุนสาธารณะที่เริ่มขึ้นโดยร่วมมือกับ tsunagu Japan คุณโคไมได้ออกแบบเสื้อเชิ้ต 3 ตัวที่มีลายศาลเจ้าญี่ปุ่นชื่อดังขึ้นมาใหม่เพื่อแคมเปญนี้โดยเฉพาะ เขาหวังที่จะให้โปรเจกต์นี้ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น และช่วยให้ผู้คนนึกถึงการเดินทางในญี่ปุ่นและอยากมาเยี่ยมชมใหม่อีกครั้ง

*ลิงก์ของโปรเจกต์ระดมทุนสาธารณะ

การถ่ายทอดเสน่ห์ของศิลปะญี่ปุ่นให้ผู้คนรู้จักผ่านเสื้อชิ้ตลายศิลป์ สิ่งนี้คือแรงพลักดันที่ทำให้คุณโคไมเดินหน้าต่อไป เพื่อตอบสนองความมุ่งมั่นนี้ คุณโคไมจึงอยากจะเชื่อมต่อกับลูกค้าให้มากขึ้นผ่านทางออนไลน์สโตร์ โดยเขาได้กล่าวไว้ว่า "ผมจะดีใจมากหากผลงานของผมได้กลายเป็นวิธีใหม่ๆ ในการชื่นชมของเก่าแก่ หากทุกคนตีความศิลปะในแบบของตัวเองและนำมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แค่นี้ก็ทำให้ผมมีความสุขแล้ว"

มนต์เสน่ห์ชูบุ

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

เกี่ยวกับนักเขียน

Kurisu
Kurisu

ค้นหาร้านอาหาร