สำหรับสายกิน ! 100 หน้า 'ซูชิ' ในญี่ปุ่นพร้อมฤดูกาลวัตถุดิบ ครบในบทความเดียว !!

คุณเคยไปร้านซูชิที่ญี่ปุ่นแต่ไม่รู้ว่าจะสั่งอะไรไหม ? เราจะช่วยคุณเอง ! มาญี่ปุ่นแล้วก็ต้องลองซูชิ วันนี้เรารวบรวมข้อมูลมากมายให้คุณได้ผจญภัยไปกับโลกของซูชิได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าคุณจะพอรู้จักซูชิอยู่แล้วหรือยังเต็มไปด้วยความสงสัย ลิสนี้มีข้อมูลให้สำหรับทุกคน ! เนื้อปลาที่นำมาทำหน้าซูชิจะแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ หากคุณอยากทราบส่วนไหนก็คลิกที่ประเภทนั้นได้เลย !

ทั่วประเทศ

อาหารการกิน

สารบัญ

โปรดคลิกหัวข้อที่คุณสนใจเพื่อข้ามไปยังหัวข้อนั้นๆ

  1. ปลาเนื้อแดง

  2. ปลาเนื้อขาว

  3. เนื้อปลาที่มีหนังมันวาว

  4. กุ้งและปู

  5. หมึกและหมึกยักษ์

  6. หอยต่างๆ

  7. ไข่ปลา

  8. อื่นๆ

  9. ซูชิโรล

 

ปลาเนื้อแดง

1. โอโทโร่ (Otoro : Hon-Maguro)

เนื้อปลาทูน่าครีบน้ำเงินที่มีไขมันเยอะที่สุด

โอโทโร่ (大トロ) เป็นเนื้อปลาทูน่าส่วนที่มีไขมันเยอะที่สุดและแพงที่สุดเมื่อเทียบกับส่วนอื่น ช่วงที่เหมาะแก่การรับประทานคือเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ต้องขอบคุณไขมันเหล่านี้ที่ทำให้เราได้ลิ้มรองรสชาติอันเยี่ยมยอด !

2. ชูโทโร่ (Chutoro : Hon-maguro)

เนื้อปลาทูน่าครีบน้ำเงินที่มีไขมันปานกลาง

ชูโทโร่ (中トロ) เป็นเนื้อส่วนที่มีไขมันน้อยกว่าโอโทโร่ เนื้อทุกชิ้นที่หั่นจะมีสีแดงของเนื้อผสมกับสีขาวของไขมันครึ่งต่อครึ่ง คุณจะได้ลิ้มรสความอร่อยของทูน่าของแท้ด้วยการผสมผสานระหว่างความอร่อยของเนื้อแดงและความหวานของไขมัน

3. อาคามิ (Akami : Hon-maguro)

เนื้อแดงจากปลาทูน่าครีบน้ำเงิน

ราคาอาจไม่หรูหราเท่าโอโทโร่หรือชูโทโร่ เนื้ออาคามิ (赤身) จะมีความเปรี้ยวเล็กน้อยแฝงอยู่ และเนื้ออาคามิชั้นเยี่ยมจากปลาทูน่านั้นอร่อยอย่าบอกใคร ! (หากคุณมีโอกาสได้ลอง) นี่อาจจะเป็นหนึ่งในซูชิที่รับประทานได้ง่ายที่สุดหากคุณยังไม่เคยรับประทานซูชิมาก่อน

4. โอโทโร่ (Otoro : Minami Maguro)

เนื้อปลาทูน่าครีบน้ำเงินจากทางใต้ที่มีไขมันเยอะที่สุด

ฤดูกาลที่เหมาะกับการรับประทานปลาทูน่าครีบน้ำเงินจากทางใต้หรือ Minami Maguro (みなみまぐろ) จะไม่เหมือบกับปลาทูน่าครีบน้ำเงิน โดยจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม เนื้อโอโทโร่นั้นมีไขมันที่หวานหอมและละลายในปากได้เลยทีเดียว

5. ชูโทโร่ (Chutoro : Minami Maguro)

เนื้อปลาทูน่าครีบน้ำเงินจากทางใต้ที่มีไขมันปานกลาง

ปลาทูน่าครีบน้ำเงินจากทางใต้นั้นมีไขมันมากกว่าปลาทูน่าพันธุ์อื่นๆ ชูโทโร่จากปลาทูน่าสายพันธุ์นี้จึงได้รสชาติไขมันมากกว่าเช่นกัน

6. อาคามิ (Akami : Minami Maguro)

เนื้อแดงจากปลาทูน่าครีบน้ำเงินทางใต้

ด้วยลักษณะของเนื้อที่อ่อนนุ่ม อาคามิจากทูน่าครีบน้ำเงินทางใต้จึงให้รสชาติและสัมผัสที่นุ่มละมุน การจับปลาทูน่าครีบน้ำเงินทางใต้นั้นมีการควบคุมอย่างเข้มงวดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นเนื้อปลาสายพันธุ์นี้ที่เห็นในญี่ปุ่นส่วนมากจะนำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย นี่เป็นอีกหนึ่งในตัวเลือกที่ดีสำหรับใครที่อยากเริ่มรับประทานซูชิ !

7. อาคามิ (Akami : Mebachi Maguro)

เนื้อแดงจากปลาทูน่าตาโต (Mebachi Maguro・めばちまぐろ)

เนื้อทูน่าตาโตที่แล่สดๆ นั้นอาจมีราคาที่สูงมาก ในขณะที่เนื้อแช่แข็งจะมีราคาที่ถูกกว่า อาคามิจากทูน่าตาโตจะมีความหวานเป็นหลักจากไขมัน ผสมความเปรี้ยวเล็กน้อย ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัว ช่วงที่เหมาะจะรับประทานที่สุดคือตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงกุมภาพันธ์

8. เนกิโทโร่ (Negitoro)

เนื้อทูน่าส่วนที่มีไขมันโรยด้วยต้นหอม

เนกิโทโร่ (ネギトロ) เป็นเนื้อจากบริเวณรอบกระดูกสันหลังที่ขูดออกมาและสับจนละเอียด จากนั้นนำมาวางบนข้าว โรยด้วยต้นหอมและห่อไว้ด้วยโนริ (สาหร่าย) มีให้รับประทานตลอดทั้งปี คุณสามารถรับประทานในราคาย่อมเยาได้ตามร้านซูชิหมุน นอกจากนี้ยังรับประทานง่ายแม้คุณจะยังไม่คุ้นกับซูชิมากนักเพราะเป็นเนื้อปลาที่สับจนละเอียดแล้ว

9. บินโจ มากุโร่ (Bincho Maguro)

ปลาทูน่าครีบยาว (びんちょうまぐろ)

ปลาทูน่าขนาดเล็กที่นำมาทำทูน่ากระป๋อง มีรสชาติและรสสัมผัสของไขมันที่ให้ความอร่อยต่างไปจากเนื้อทูน่าสายพันธุ์อื่นๆ ซึ่งกลายมาเป็นหน้าซูชิยอดนิยมเมื่อไม่กี่ปีมานี้ และมักพบได้ตามร้านซูชิหมุน มีให้รับประทานได้ตลอดทั้งปี

10. คัทสึโอะ (Katsuo)

ปลาทูน่าท้องแถบ (ปลาโอ・かつお)

ช่วงที่นิยมรับประทานที่สุดคือฤดูใบไม้ผลิ ปลาทูน่าท้องแถบมีให้รับประทานเกือบตลอดทั้งปีตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม เนื้อรสชาติหวานฉ่ำและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ อาจรับประทานคู่กับต้นหอมหรือขิงเพื่อเพิ่มรสชาติให้ดียิ่งขึ้น !

11. เมกะจิกิ (Mekajiki)

เมกะจิกิ (ปลากระโทงดาบ・めかじき)

ปลากระโทงดาบเป็นปลาที่มีไขมันมาก มีให้รับประทานตลอดทั้งปี แต่ปลากระโทงดาบในญี่ปุ่นจะมีฤดูกาลตั้งแต่ฤดูร้อนจนถึงฤดูใบไม้ร่วง เนื้อมีไขมันสูงและสัมผัสที่อ่อนนุ่มที่ละลายในปากได้ง่าย

 

ปลาเนื้อขาว

 

12. มะได (Madai)

มะได (Red Seabream・まだい)

ปลามะไดเป็นปลาที่มีไขมันน้อยแต่มีรสชาตินุ่มละมุนและกลิ่นหอม ปลามะไดที่จับได้จากทะเลนั้นมีราคาแพงมาก แต่ปลาที่เลี้ยงเองในฟาร์มอาจมีราคาที่ถูกกว่า ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม 

13. คาสุโกะ (Kasugo)

คาสุโกะ (Young Seabream・かすご)

เป็นปลาที่มักจะแล่เนื้อให้ติดหนังและเฉือนเข้าไปด้านในแบบรูปด้านบน ก่อนนำไปทำหน้าซูชิจะนำไปหมักกับน้ำส้มสายชู เป็นหน้าซูชิที่หายากและมีให้รับประทานแค่ช่วงเดือนมีนาคมจนถึงพฤษภาคม

14. คุโรได (Kurodai)

คุโรได (Black Seabream・くろだい)

ปลาคุโรไดเป็นปลาที่มีเนื้อนุ่มและไขมันน้อย ให้รสชาติที่สดชื่นและมีกลิ่นหอมจากทะเล อาจไม่ค่อยเห็นมากเท่าปลามะได สามารถรับประทานได้ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน

15. ฮิราเมะ (Hirame)

เนื้อปลาฮิราเมะ (ปลาตาเดียว・ひらめ)

อยู่ในประเภทปลาเนื้อขาวชั้นยอดที่เหมาะจะรับประทานในช่วงเดือนกันยนจนถึงกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นช่วงที่ปลาเริ่มมีไขมันและเริ่มมีสีเหลืองอำพัน รสชาติดีอย่าบอกใคร

16. เอ็นกาวะ (Engawa)

ครีบปลาฮิราเมะ (ครีบปลาตาเดียว・えんがわ)

เป็นเนื้อส่วนที่หายาก มีความกรุบกรอบแต่ก็มีความนิ่มและหวานของไขมัน เพราะเป็นเนื้อที่หายากจึงมีราคาสูง แต่คุณสามารถรับประทานเอ็นกาวะได้ตามร้านซูชิหมุน ซึ่งจะใช้เนื้อครีบปลาสายพันธุ์อื่นแทน

17. มาโคกะเร (Makogarei)

มาโคกะเร (Marbled Flounder・まこがれい)

เป็นปลาวงศ์ปลาลิ้นเสือที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ในญี่ปุ่น เนื้อปลามาโคกะเรเป็นหนึ่งในหน้าซูชิยอดฮิตที่สื่อถึงฤดูร้อน เนื้อมีสีขาวโปร่ง มีรสสัมผัสดีและหวานอ่อนๆ

18. คินเมะได (Kinmedai)

คินเมะได (きんめだい)

เป็นปลาทะเลน้ำลึก เนื้อมีไขมันมากแต่ให้รสชาติเบาและรสสัมผัสที่นุ่มจนน่าตกใจที่แทบจะละลายทันทีเมื่อรับประทานเข้าไป เหมาะจะรับประทานในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์

19. ซูซูกิ (Suzuki)

ซูซูกิ (ปลากระพงญี่ปุ่น・すずき)

เป็นปลาฤดูร้อนที่รับประทานกันมานานในญี่ปุ่น เนื้อมีความนุ่มและมีความหวานอ่อนๆ เป็นเนื้อปลาที่ไม่มีกลิ่นจึงรับประทานง่าย

20. บุริ (Buri)

บุริ (ปลาหางเหลือง・ぶり)

มีมากในช่วงฤดูหนาว เป็นหนึ่งในปลาเนื้อขาวแม้ว่าเดิมเนื้อจะเป็นสีแดง โดยจะเริ่มมีสีขาวเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเพราะเนื้อเริ่มมีไขมันมากขึ้น แน่นอนว่ารสชาตินั้นเต็มไปด้วยความหอมและหวานของไขมัน

 

21. ฮามาจิ (Hamachi)

ฮามาจิ (ปลาหางเหลือง・はまち)

ฮามาจิคือปลาบุริ หรือปลาหางเหลืองที่ยังไม่โตเต็มที่ ปลาฮามาจิที่เลี้ยงในฟาร์มมีให้รับประทานตลอดทั้งปี เนื้อเต็มไปด้วยไขมันจนมีคนกล่าวว่ารสชาติดีกว่าทูน่าเสียอีก !

22. คัมปาจิ (Kanpachi)

คัมปาจิ (Greater Amberjack・かんぱち)

อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาบุริหรือปลาหางเหลือง ปลาคัมปาจิได้ชื่อว่าเป็นปลาฤดูร้อน มักนิยมรับประทานในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม มีรสชาติของไขมันที่ไม่มากจนเกินไป ให้ความอร่อยแบบกลมกล่อม และมีความหวานในปากหลังจากที่รับประทาน ทำให้ติดใจอยากรับประทานเพิ่ม

23. โนโดกุโร่ (Nodoguro)

โนโดกุโร่ (Blackthroat Seaperch・のどぐろ)

เริ่มเป็นที่รู้จักว่าเป็นเนื้อปลาเกรดสูงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ บางครั้งจะนำมาเผาให้แห้งก่อนนำไปทำซูชิซึ่งจะทำให้ไขมันที่อยู่ในเนื้อละลาย ได้รสชาติและสัมผัสนุ่มลึก ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์

24. อิชิได (Ishidai)

อิชิได (ปลานกแก้ว・いしだい)

เป็นเนื้อปลาเกรดสูงสำหรับนำมาทำซูชิ ปลาอิชิไดที่จับได้ตามธรรมชาติจะมีราคาแพงมาก เนื้อมีกลิ่นเล็กน้อยแต่หวานมาก มีให้รับประทานในช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงสิงหาคม

25. โคโชได (Koshodai)

โคโชได (Grunt・こしょうだい)

เนื้อมีความนุ่ม รสสัมผัสที่ดีเยี่ยมและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว บางครั้งมักนำมาเผาเพื่อเพิ่มความอร่อย แม้เมื่อก่อนจะเป็นเนื้อปลาที่หายากมาก แต่ในปัจจุบันเริ่มแพร่หลายมากขึ้น สามารถรับประทานได้ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน

26. คาวาฮากิ (Kawahagi)

คาวาฮากิ (ปลาหน้าวัว・かわはぎ) 

ปลาคาวาฮากินั้นมีอยู่ทั่วญี่ปุ่นและเป็นหนึ่งในปลาที่นำมาทำหน้าซูชิไม่กี่ชนิดที่สามารถจับได้ในอ่าวโตเกียว ด้วยปริมาณไขมันปานกลางในเนื้อปลาทำให้ได้รสสัมผัสที่แน่นและหนึบ ความอร่อยที่ค่อยๆ ซึมลึกขึ้นทุกครั้งที่คุณเคี้ยว เหมาะจะรับประทานในช่วงเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม

27. อุมาสึระฮากิ (Umazurahagi)

อุมาสึระฮากิ (Black Scraper・うまづらはぎ)

มีรสสัมผัสคล้ายกับเนื้อปลาคาวาฮากิแต่เบากว่า นอกจากนี้ส่วนตับยังค่อนข้างมีราคา บางร้านจึงนำไปวางไว้บนหน้าซูชิแบบในรูปด้านบน เนื้อปลาอุมาสึระฮากิจะอร่อยในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงกุมภาพันธ์

28. เมจินะ (Mejina)

เมจินะ (Largescale Blackfish・めじな)

ปลาฤดูหนาวที่มีเนื้อสีชมพูอ่อน บางครั้งมักนำไปเผาเพื่อเพิ่มรสชาตความอร่อย ในฤดูหนาวเนื้อจะมีไขมันมาก ทำให้ได้ความหวานเต็มที่และรสสัมผัสที่น่าลิ้มลอง

29. คามาสึ (Kamasu)

คามาสึ (ปลาสาก・かます)

ปลาคามาสึ เป็นปลาที่ชอบอยู่ในน้ำอุ่นซึ่งอยู่ทางใต้และมีฟันอันแหลมคม มีรสชาติเบาๆ แต่เต็มไปด้วยความอร่อย ฤดูของปลาคามาสึอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม

30. คาซาโกะ (Kasago)

คาซาโกะ (Marbled Rockfish・かさご)

ปลาขนาดเล็กที่เคยมีจำนวนมากในอดีต แต่ปัจจุบันกลายเป็นปลาหายาก มักรับประทานโดยจิ้มซอสโชยุเพียงเล็กน้อยเพื่อให้คุณได้สัมผัสความอร่อยของเนื้อปลาอย่างเต็มที่ หาจังหวะเหมาะๆ ช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคมแล้วไปลองให้ได้นะ

31. ไอนาเมะ (Ainame)

ไอนาเมะ (Fat Greenling・あいなめ) 

เนื้อปลาที่อุดมไปด้วยไขมันและพบได้ทั่วไปในทะเลญี่ปุ่น มีรสชาติโดดเด่นที่ยังคงความอร่อยไว้หลังรับประทาน เหมาะที่จะรับประทานในช่วงฤดูใบไม้ผลิแต่อาจแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้นๆ

32. มุทสึ (Mutsu)

มุทสึ (Gnomefish・むつ)

ในอดีตถือเป็นวัตถุดิบธรรมดาๆ แต่ปัจจุบันมุทสึเป็นปลาเนื้อขาวเกรดสูงบนหน้าซูชิ เป็นปลาเนื้อสีชมพูอ่อนซึ่งบ่งบอกถึงปริมาณไขมันในเนื้อที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป เหมาะที่จะรับประทานในฤดูหนาวเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีเยี่ยม แต่อาจหายากสักหน่อยเพราะบางที่ก็ไม่มีเนื้อปลาชนิดนี้

33. ฮาตะ (Hata)

ฮาตะ (Grouper・はた)

เป็นปลาหายากและทุกคนรู้จักกันดี และมีในร้านซูชิไม่กี่แห่ง เป็นเนื้อปลาที่ไม่มีกลิ่น เนื้อนุ่มและหวาน เหมาะที่จะรับประทานช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม

34. อิซากิ (Isaki)

อิซากิ (Chicken Grunt・いさき)

เป็นเนื้อปลาที่ไขมันแทรกอยู่ตลอด มีรสชาติที่โดดเด่นและจะเพิ่มความอร่อยยิ่งขึ้นเมื่อรับประทานกับข้าวซูชิซึ่งหมักด้วยน้ำส้มสายชู มีความนุ่มละมุนลิ้น ฤดูกาลของปลาอิซากิคือฤดูร้อน

35. เมบารุ (Mebaru)

เมบารุ (Japanese Rockfish・めばる)

ปลาเมบารุเป็นปลาที่ให้รสชาติของปลาเนื้อขาวได้ตรงกับที่คุณคาดหวังว่าจะได้ลิ้มลองจากปลาประเภทนี้ รสชาติอ่อนนุ่มนี้จะเริ่มมีไขมันมากขึ้นในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิซึ่งจะเพิ่มความหวานให้กับเนื้อปลา

36. คิงคิ (Kinki)

คิงคิ (Broadbanded Thornyhead・きんき)

หนึ่งในปลาที่นำไปทำคามะโบโกะ (ลูกชิ้นปลา) แต่ในช่วงหลังๆ มานี้ปลาคิงคิมักพบได้ในภัตตาคารหรูเท่านั้น เนื้อสีขาวเป็นชั้นคล้ายกับวุ้นที่ดูแล้วเหมือนจะละลายได้ ให้ความหวานหอม เหมาะจะรับประทานในช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคม

37. บุได (Budai)

บุได (ปลานกแก้ว・ぶだい) 

ปลานกแก้วเป็นปลาที่มีรูปร่างแปลกสักหน่อยแต่อร่อยใช่ย่อย มันกินสาหร่ายเป็นอาหารหลักจึงทำให้เนื้อไม่ค่อยมีกลิ่นเหมือนปลาอื่นๆ ให้รสชาติอ่อนๆ และมีความนุ่มหยุ่น เหมาะที่จะรับประทานในฤดูหนาว

38. ปลาปักเป้า (Fugu)

ฟุกุ (ปลาปักเป้า・ふぐ)

เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นปลาที่มีพิษร้ายแรง เป็นเนื้อปลาเกรดสูงที่มีรสสัมผัสและรสชาติที่แตกต่างจากปลาชนิดอื่น ในญี่ปุ่นรับประทานปลาปักเป้ามากมายหลายชนิด แต่มักไม่ค่อยพบเห็นเนื้อปลาโทระฟุกุมากนัก อาจเป็นเพราะเนื้อ หนังและน้ำคัดหลั่งของปลาปักเป้าชนิดนี้ไม่มีพิษเหมือนปลาปักเป้าชนิดอื่น เหมาะที่จะรับประทานในฤดูหนาว

39. ฮัคคาคุ (Hakkaku)

ฮัคคาคุ (ปลามังกรญี่ปุ่น・はっかく)

ฮัคคาคุมีรสชาติที่โดดเด่นตรงข้ามกับหน้าตาของปลาชนิดนี้ที่ค่อนข้างแปลก ฮัคคาคุนั้นไม่ได้หารับประทานได้ทุกที่ นอกจากนี้ยังเป็นที่นิยมเพราะมีรสชาติที่ตัดกันได้อย่างลงตัวกับความหวานจากไขมันของเนื้อปลา

 

เนื้อปลาที่มีหนังมันวาว

 

40. โคฮาดะ (Kohada)

โคฮาดะ (ปลาหลังเขียว・こはだ)

ปลาโคฮาดะเป็นปลาขนาดเล็ก มีเนื้อนุ่มและนำมาทำหน้าซูชิตั้งแต่ยุคเอโดะ (ปี 1603 - 1868) เป็นเนื้อปลาที่เสียง่ายจึงต้องนำมาหมักกับน้ำส้มสายชูและเกลือขณะที่เนื้อยังสดอยู่ ซึ่งจะทำให้รสชาติของเนื้อปลาแตกต่างกันไปตามแต่และร้าน มีให้รับประทานตลอดทั้งปี

41. ชินโกะ (Shinko)

ชินโกะ (ปลาหลังเขียว・しんこ)

ปลาหลังเขียวจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามอายุของปลา โดยเมื่อโตจนมีขนาดประมาณ 4 - 10 เซนติเมตรจะเรียกว่า "ชินโกะ" เนื่องจากเป็นปลาที่ยังโตไม่เต็มที่เนื้อจึงนุ่มและละเอียดจนแทบละลายในปาก เมื่อโตเต็มวัยจะเรียกว่า "โคฮาดะ" ซึ่งปลาชนิดนี้โตเร็วมาก "ชินโกะ" จึงหารับประทานได้ในช่วงสั้นๆ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม

42. คิสุ (Kisu)

คิสุ (ปลาเห็ดโคน・きす)

เป็นปลาน้ำตื้นที่มักปรากฎอยู่ในเมนูของภัตตาคารหรู มีราคาสูงมากตามตลาดที่รับมาขายอีกที ยิ่งเนื้อใสมากเท่าไรแสดงว่ายิ่งมีความสดมากเท่านั้น นอกจากนี้รสชาติของเนื้อปลายังไม่ถูกข้าวซูชิที่หมักด้วยน้ำส้มสายชูกลบจนหมดอีกด้วย

43. ชิมะอาจิ (Shima-aji)

ปลาชิมะอาจิ (ปลาสีขน・しまあじ)

พบได้ในทะเลที่มีกระแสน้ำอุ่น และอาจมีขนาดใหญ่ถึง 10 กิโลกรัม เนื้อที่รสชาติดีคือเนื้อปลาชิมะอาจิขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ซึ่งรับประทานได้ในฤดูร้อน หนังปลาสีเงินและเนื้อสีขาวนั้นให้รสชาติที่นุ่มละมุนเป็นอย่างยิ่ง

44. อาจิ (Aji)

ปลาอาจิ (Japanese Horse Mackerel・あじ)

เป็นปลาทั่วไปที่หาได้ทั่วญี่ปุ่น มีรสชาตินุ่มละมุน และช่วงที่เหมาะแก่การรับประทานคือช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับใครที่ยังไม่คุ้นกับซูชิ เพราะมักรับประทานคู่กับขิงหรือเครื่องเคียงอื่นๆ

45. อิวาชิ (Iwashi)

อิวาชิ (ปลาซาร์ดีน・いわし)

มักใช้เป็นอาหารสำหรับปลาใหญ่อย่างปลาทูน่าหรือปลากระโทงดาบ ปลาซาร์ดีนสดสำหรับรับประทานนั้นในอดีตจะมีเฉพาะแหล่งที่จับปลาได้เท่านั้น แต่ปัจจุบันเพิ่มแพร่หลายมากขึ้น หากอยากรับประทานอิวาชิที่อร่อยต้องรับประทานช่วงเริ่มฤดูฝน เพราะปลาจะเริ่มสะสมไขมันไว้ที่ใต้ท้อง เนื้อปลาชนิดนี้มีรสชาติโดดเด่นจึงไม่ถูกข้าวหรือเครื่องเคียงกลบจนหมด

46. ชิเมะซาบะ (Shimesaba)

ชิเมะซาบะ (ปลาแมคเคอเรล・しめさば)

เป็นปลาที่รู้กันดีว่ารักษาความสดไว้ได้ยาก ในอดีตจึงมักนำไปปรุงหรือหมักกับน้ำส้มสายชู ปัจจุบันนี้คุณสามารถหาแมคเคอเรลสดมารับประทานได้แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะหมักกับน้ำส้มสายชูไว้แล้วเพื่อเพิ่มความหวานและความอร่อยและเพิ่มรสสัมผัสให้ดีขึ้น เหมาะที่จะรับประทานในช่วงเดือนกันยายนถึงมกราคม

48. นามะซาบะ (Namasaba)

นามะซาบะ (ปลาแมคเคอเรลดิบ・生さば)

ต้องขอบคุณความก้าวหน้าของฟาร์มปลาและการประมงทุกวันนี้ที่ทำให้คุณสามารถรับประทานปลาแมคเคอเรลได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น ปลาจากฟาร์มจะมีรสชาติที่ชัดเจนและโดดเด่น ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

48. ซัมมะ (Sanma)

ซัมมะ (Pacific Saury・さんま)

ปลาที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่นซึ่งจะเริ่มมีไขมันมากในฤดูใบไม้ร่วง ไขมันเหล่านี้จะทำให้ได้รสสัมผัสที่นุ่มละมุนและลายในปาก เป็นเนื้อปลาที่มีกลิ่นเล็กน้อยแต่มักรับประทานกับขิงหรือเครื่องเคียงอื่นๆ ทำให้ดึงเอารสชาติที่เป็นจุดเด่นออกมาได้อย่างดีเยี่ยม หากคุณชอบปลานี่คือหน้าซูชิที่ทำมาเพื่อคุณ !

49. นิชิน (Nishin)

นิชิน (Pacific Herring・にしん)

เป็นปลาที่เลี้ยงในฮอกไกโดและไม่ค่อยพบเห็นมากนักหากไม่ใช่ร้านซูชิในเขตที่เลี้ยงปลาชนิดนี้ มีรสชาติโดดเด่นกว่าปลาที่มีหนังมันวาวชนิดอื่นๆ มักนำไปหมักกับน้ำส้มสายชู ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน

50. ซาวาระ (Sawara)

ซาวาระ (Japanese Spanish Mackerel・さわら)

Japanese Spanish mackerel จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามขนาด ซึ่งซาวาระหมายถึงปลา Japanese Spanish mackerel ที่มีขนาดเกิน 70 เซนติเมตร เนื้อมีรสชาติและสัมผัสที่นุ่มละมุนจึงเป็นที่นิยมในบางพื้นที่พอๆ กับปลาทูน่าและมีราคาค่อนข้างสูง ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือเดือนธันวาคมถึงเมษายน

51. ซาโยริ (Sayori)

ซาโยริ (ปลาเข็ม・さより)

เป็นปลารูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด มีขากรรไกรล่างยาวกว่าขากรรไกรบน (ถ้าปลามีขากรรไกรนะ!) มีความอร่อยแบบกลมกล่อมอย่างลงตัวกับความขมของเนื้อปลา แนะนำให้รับประทานโดยไม่ต้องจิ้มซอสโชยุเพราะจะได้ลิ้มรสของเนื้อปลาได้แบบเต็มที่ ฤดูที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูใบไม้ผลิ

52. ทาจิอุโอะ (Tachi-uo)

ทาจิอุโอะ (ปลาดาบเงินใหญ่・たちうお)

เป็นปลาที่ยิ่งตัวใหญ่เท่าไร ไขมันก็มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งไขมันนี้จะให้ความหวานที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับข้าวซูชิที่หมักด้วยน้ำส้มสายชู เป็นเนื้อปลาที่ยังคงความหอมกรุ่นไว้ในปากหลังรับประทาน และมีให้รับประทานตลอดทั้งปี

53. ฮาตะฮาตะ (Hata-hata)

ฮาตะฮาตะ (Sailfin Sandfish・はたはた)

ปลาฮาตะฮาตะเป็นปลาที่นำมาทำหน้าซูชิมาตั้งแต่ในอดีต มักนำไปหมักกับน้ำส้มสายชูก่อน มีรสอ่อนๆ และคงความหวานไว้ในปากหลังรับประทาน ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูหนาวถึงฤดูใบไม้ผลิ

54. ฮิรามาสะ (Hiramasa)

ฮิรามาสะ (Yellowtail Amberjack・ひらまさ)

พบได้ในทะเลน้ำอุ่น เป็นปลาในฤดูร้อนที่ถือเป็นวัตถุดิบเกรดสูง กลิ่นหอมและรสชาติของเนื้อปลาชนิดนี้ทำให้หลายๆ คนต้องติดใจ

55. โทบิอุโอะ (Tobi-uo)

โทบิอุโอะ (ปลาบินหรือปลานกกระจอก・とびうお)

เป็นปลาที่ราคาไม่แพงมากและหาได้ทั่วไป สามารถรับประทานได้สดๆ หรือนำไปหมักน้ำส้มสายชู เนื้อมีรสชาติหลากหลายทั้งแต่อ่อนไปจนถึงแรง ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูร้อน 

 

กุ้งและปู

 

56. โบะตันเอบิ (Botan-ebi)

โบะตันเอบิ (Corn-stripe Shrimp・ぼたんえび)

เป็นกุ้งที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื้อหวานและนุ่มมาก บางครั้งอาจนำมาเสิร์ฟทั้งหัว ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูหนาว

57. คุรุมะเอบิ (Kuruma-ebi)

คุรุมะเอบิ (กุ้งลายเสือ・くるまえび)

เป็นกุ้งที่พบได้ในทะเลทั่วญี่ปุ่น มีราคาไม่แพงมากนักเพราะมีฟาร์มเพาะเลี้ยงอยู่ทั่วประเทศ มักนำไปต้มก่อนนำมาทำหน้าซูชิเพื่อเพิ่มความหวานและกลิ่นหอม เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใครที่อยากลองซูชิหน้ากุ้งเป็นครั้งแรก ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน

58. อามะเอบิ (Ama-ebi)

อามะเอบิ (กุ้งโอคัก・あまえび)

เป็นกุ้งในทะเลลึกที่มักนำมาทำหน้าซูชิ เนื้อมีความหวานและอร่อยที่สุดหากรับประทานในฤดูหนาว หากคุณรับประทานกุ้งดิบได้ อามะเอบิถือเป็นอีกตัวเลือกที่แนะนำ

59. ซากุระเอบิ (Sakura-ebi)

ซากุระเอบิ (กุ้งซากุระ・さくらえび)

กุ้งซากุระมักรับประทานสดหรือนำไปทอด หากเป็นนิกิริหรือข้าวปั้นมักห่อด้วยสาหร่ายแล้ววางกุ้งไว้ด้านบน มักเสิร์ฟพร้อมกับขิงและวาซาบิเพื่อเพิ่มรสชาติ มีความหวานและรสสัมผัสอ่อนนุ่ม ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือเมษายนถึงมิถุนายน และ ตุลาคมถึงธันวาคม

60. ทาราบะกานิ (Taraba-gani)

ทาราบะกานิ (ปูทาราบะ・たらばがに)

เป็นปูขนาดใหญ่ เมื่อวัดรวมก้ามที่กางออกมาแล้วอาจมีขนาดถึง 1 เมตร มีรสชาติที่โดดเด่น เนื้อแน่นและหวานกว่าปูชนิดอื่นๆ เนื้อปูทาราบะสดถือเป็นหน้าซูชิเกรดสูง ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม

61. ซูไวกานิ (Zuwai-gani)

ซูไวกานิ (ปูซูไว・ずわいがに)

เป็นปูที่อาศัยอยู่ในน้ำเย็น ปูซูไวที่คุณเห็นในญี่ปุ่นส่วนมากมักนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาไม่แพงมาก เนื้อมีความนุ่มและหวานเข้ากับข้าวซูชิที่หมักน้ำส้มสายชูได้เป็นอย่างดี ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูหนาว

62. ชาโกะ (Shako)

ชาโกะ (กั้ง・しゃこ)

มีหลายคนที่ขอถอยเพราะเห็นหน้าตาของกั้ง แต่อันที่จริงแล้วกั้งเป็นหน้าซูชิที่ยอดเยี่ยมหน้าหนึ่ง โดยปกติจะนำไปต้มก่อนนำมาทำซูชิ เนื้อหนาและมีรสชาติโดดเด่น ช่วงที่เหมาะที่จะลองที่สุดคือเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน

 

หมึกและหมึกยักษ์

 

 

63. เคนซากิอิกะ (Kensaki-ika)

เคนซากิอิกะ (หมึกกล้วย・けんさきいか)

มีให้รับประทานตลอดทั้งปี เนื้อนุ่มและหวานเข้ากันได้ดีเป็นอย่างยิ่งกับข้าวซูชิที่หมักน้ำส้มสายชู

64. มงโกะอิกะ (Mongo-ika)

มงโกะอิกะ (Ocellated Cuttlefish・もんごいか)

เป็นหมึกกระดองที่ถือเป็นวัตถุดิบชั้นเยี่ยมในแถบคันไซ แต่ในคันโตไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก รสชาติเต็มไปด้วยความหวานและเป็นหน้าซูชิที่ค่อนข้างได้รับความนิยม เหมาะที่จะรับประทานในช่วงตุลาคมถึงเมษายน

65. อาโอริอิกะ (Aori-ika)

อาโอริอิกะ (หมึกหอม・あおりいか)

หมึกขนาดใหญ่ที่ว่ากันว่าเป็นหมึกเกรดสูงที่สุดที่นำมาทำหน้าซูชิ เนื้อมีความโปร่ง ดูน่ารับประทาน เนื้อแน่นและมีความหวานเฉพาะตัว สามารถรับประทานได้ตลอดทั้งปี

66. สึรุเมะอิกะ (Surume-ika)

สึรุเมะอิกะ (หมึกบินญี่ปุ่น・するめいか) 

รับประทานได้ตลอดทั้งปี เป็นหมึกที่คุณเห็นแล้วอาจบอกว่ารูปร่างหน้าตาเหมือนหมึกที่สุดในบรรดาหมึกประเภทอื่นๆ มักหั่นให้หนาและบั้งเป็นแนวให้รับประทานง่าย เนื้อมีความหนึบทำให้เคี้ยวเพลิน

67. โฮตารุอิกะ (Hotaru-ika)

โฮตารุอิกะ (หมึกหิ่งห้อย・ほたるいか)

หมึกหิ่งห้อยจะเปล่งแสงเมื่อถูกคุกคาม เมื่อนำมาทำหน้าซูชิจะนำไปลวกก่อน วางบนข้าวแล้วพันด้วยสาหร่าย เนื้อนุ่มและมีกลิ่นเล็กน้อยซึ่งจะถูกกลบด้วยขิงที่เสิร์ฟมาด้วยกัน ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน

68. ทาโกะ (Tako)

ทาโกะ (หมึกยักษ์・たこ)

โดยปกติมักจะต้มก่อนแล้วค่อยนำไปทำเป็นอาหารคุณจึงไม่ค่อยเห็นหมึกยักษ์สดๆ ตามร้านซูชิ หมึกยักษ์ในญี่ปุ่นจะมีกลิ่นแรงที่เฉพาะตัว เนื้อมีความหนึบและหวานอ่อนๆ สามารถรับประทานได้ตลอดทั้งปี

69. มิสุดาโกะ (Mizu-dako)

มิสุดาโกะ (North Pacific Giant Octopus・みずだこ) 

เป็นหมึกยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกโดยอาจมีความยาวถึง 3 เมตร มิสุดาโกะจะต่างกับทาโกะตรงที่มักจะเสิร์ฟแบบสดๆ เนื้อมีความนุ่มและหวานที่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกคำที่กัด ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน

 

หอย

 

70. อาวาบิ (Awabi)

อาวาบิ (หอยเป๋าฮื้อ・あわび)

เป็นหอยที่เริ่มจับได้น้อยลงทุกปี ทำให้เป็นวัตถุดิบที่ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื้อเต็มไปด้วยความหวาน มีรสสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์และกลิ่นของทะเล ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูร้อน

71. อากะไก (Aka-gai)

อากะไก (หอยแครง・あかがい)

เป็นหอยที่นำมาทำหน้าซูชิมากที่สุดและได้รับความนิยมมานานตั้งแต่อดีต แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เริ่มกลายเป็นวัตถุดิบเกรดสูง มีกลิ่นหอมของทะเลที่เฉพาะตัวและมีรสขมๆ เหมือนโลหะนิดหน่อย ซึ่งจะช่วยเพิ่มฮีโมโกลบินในเลือด ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูหนาว

72. อาโอยากิ (Aoyagi)

อาโอยากิ (Surf Clam・あおやぎ)

พบได้ทั่วญี่ปุ่น เมื่อกัดเข้าไปคำแรกคุณจะสัมผัสได้ถึงความหวานแล้วตามมาด้วยความขม เหมาะที่จะรับประทานในช่วงเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคม

 

73. ฮามากุริ (Hamaguri)

ฮามากุริ (Common Shield-clam・はまぐり)

มักนำไปต้มแล้วราดซอสให้ชุ่มก่อนเสิร์ฟ เนื้อมีหวามหนาและนุ่ม ส่วนซอสที่ราดนั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละร้าน ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม

74. โทริไก (Tori-gai)

โทริไก (Japanese Cockle・とりがい) 

หอยที่รสดีไม่ว่าจะรับประทานแบบดิบหรือสุก หอยโทริไกในญี่ปุ่นส่วนมากมักนำเข้าจากประเทศจีนและเกาหลี เนื้อจะยิ่งหวานขึ้นเมื่อนำไปทำให้สุก เหมาะที่จะรับประทานช่วงเมษายนถึงมิถุนายน

75. ฮกคิไก (Hokki-gai)

ฮกคิไก (หอยปีกนก・ほっきがい) 

รสชาติจะยอดเยี่ยมเมื่อรับประทานในฤดูหนาว เนื้อมีความนุ่มและหวาน มีกลิ่นหอมของทะเล สามารถรับประทานได้ทั้งดิบและสุก

76. โฮตาเตะ (Hotate)

โฮตาเตะ (หอยเชลล์・ほたて) 

เป็นหอยที่รับประทานได้ตลอดทั้งปีในราคาย่อมเยาเพราะปัจจุบันมีฟาร์มเพาะเลี้ยงมากมาย นิยมรับประทานแบบดิบ เนื้อนุ่มและหวานอ่อนๆ จึงเป็นอีกตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่อยากลองซูชิหน้าหอยเป็นครั้งแรก

77. ไทระไก (Taira-gai)

ไทระไก (หอยจอบ・たいらがい)

หอยขนาดใหญ่ซึ่งเมื่อโตเต็มที่อาจมีขนาดใหญ่ถึง 30 เซนติเมตร แม้ว่าหน้าตาจะดูคล้ายหอยเชลล์แต่มีความหวานมากกว่า นอกจากนี้ยังมีกลิ่นของทะเลและความขม ส่วนรสสัมผัสนั้นต้องบอกว่าดีกว่าหอยเชลล์ เป็นหน้าซูชิหายากที่ควรรับประทานในฤดูหนาว

78. ทสึบุไก (Tsubu-gai)

ทสึบุไก (Whelk・つぶがい)

นิยมรับประทานมากในฮอกไกโดและแถบโทโฮคุ เนื้อมีความกรุบกรอบและมีรสหวานอ่อนๆ เหมาะที่จะรับประทานในช่วงเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคม

79. คาคิ (Kaki)

คาคิ (หอยนางรม・かき)

หอยนางรมที่เราเห็นกันตามร้านอาหารส่วนมากมักมากจากฟาร์มเพาะเลี้ยง ในร้านซูชิมักรับประทานแบบดิบๆ คู่กับเครื่องเคียงที่จะช่วยดึงเอารสชาติอันโดดเด่นของหอยนางรมออกมา เหมาะที่จะรับประทานในเดือนที่มีอากาศหนาว

80. ไบไก (Bai-gai)

ไบไก (Finely Striate Buccinum・ばいがい) 

เป็นหอยที่อยู่ในทะเลลึก มีเนื้อนุ่ม หวาน และมีกลิ่นหอมของทะเลที่เข้ากันได้ดีกับข้าวซูชิซึ่งหมักด้วยน้ำส้มสายชู เหมาะที่จะรับประทานในฤดูหนาว

81. ฮงมิรุไก (Honmiru-gai)

ฮงมิรุไก (Trough Shell・ほんみるがい) 

เป็นหอยขนาดใหญ่และเป็นหน้าซูชิที่พบเห็นได้ทั่วไปในอดีต บางคนอาจรู้สึกว่ามีกลิ่นและรสชาติที่แรงมากแต่บางคนก็ชอบรับประทาน มีเนื้อแน่นไม่เหมือนใคร เหมาะที่จะรับประทานในช่วงธันวาคมถึงพฤษภาคม

 

ไข่ปลาและสัตว์ทะเลต่าง ๆ 

 

82. อิคุระ (Ikura)

อิคุระ (ไข่ปลาแซลมอน・いくら)

ให้รสสัมผัสแบบหนึบๆ บางคนอาจไม่ชอบรูปร่างหน้าตาของไข่ปลาแซลมอนนี้แต่ขอบอกเลยว่ามันทั้งอร่อยและหวาน มักนำไปหมักเกลือหรือซอสถั่วเหลืองก่อนนำไปทำหน้าซูชิ นอกจากนี้ยังมักเสิร์ฟโดยวางไว้บนข้าวและพันด้วยสาหร่าย ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูใบไม้ร่วง

83. บะฟุงอุนิ (Bafun Uni)

บะฟุงอุนิ (Japanese Green Sea Urchin・ばふんうに) 

เป็นไข่หอยเม่นทะเลชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในน้ำเย็นและกินสาหร่ายเป็นอาหาร ไข่หอยเม่นคุณภาพดีจะต้องดูแน่นและมีรสสัมผัสที่ละลายในปากเมื่อรับประทานเข้าไป มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของทะเล อาจไม่ใช่ทุกคนที่ชอบไข่หอยเม่นแต่ก็เป็นอาหารที่อยากให้คุณลองสักครั้ง ช่วงที่เหมาจะรับประทานคือเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม

84. คิตะ มุราซากิอุนิ (Kita Murasaki Uni)

คิตะ มุราซากิอุนิ (Northern Sea Urchin・きたむらさきうに) 

หอยเม่นชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่และหนามที่แหลมกว่าชนิดอื่น มีรสสัมผัสที่อ่อนนุ่ม ละลายในปากได้มากกว่าและราคาค่อนข้างแพง ว่ากันว่ารับประทานง่ายกว่าไข่หอยเม่นชนิดอื่นจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เพิ่งลองรับประทานไข่หอยเม่นเป็นครั้งแรก ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูร้อน

85. ทาราโกะ (Tarako)

ทาราโกะ (ไข่ปลาคอด・たらこ)

ด้วยรสชาติที่เข้ากับข้าวได้อย่างดีเยี่ยม ทาราโกะจึงเป็นหน้าซูชิที่ได้รับความนิยมในช่วงหลายปีมานี้ โดยทั่วไปจะนำไปหมักเกลือและเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่รับประทานไข่ปลาเป็นครั้งแรก มีรสสัมผัสที่นุ่มและมีให้รับประทานตลอดทั้งปี

86. คาสุโนะโกะ (Kazu no Ko)

คาสุโนะโกะ (ไข่ปลาเฮอร์ริ่ง・数の子)

เป็นไข่ปลาที่มีความกรุบกรอบและกลมกล่อมมากกับข้าวซูชิที่หมักด้วยน้ำส้มสายชู เหมาะที่จะรับประทานในฤดูใบไม้ผลิ

87. โทบิโกะ (Tobiko)

โทบิโกะ (ไข่ปลาบิน・とびこ)

ไข่เล็กๆ ที่จะแตกตัวและปล่อยรสเค็มทันทีในคำแรกที่คุณกัดเข้าไป หากคุณชอบรับประทานไข่ปลาจะต้องชอบกับรสชาติและสัมผัสของโทบิโกะแน่นอน มีให้รับประทานตลอดทั้งปี

88. โคโมจิคอมบุ (Komochi Kombu)

โคโมจิคอมบุ (ไข่ปลาเฮอร์ริ่งพันสาหร่าย・子持ち昆布)

ปลาเฮอร์ริ่งมักจะวางไข่บนสาหร่าย ซึ่งสาหร่ายที่เก็บได้พร้อมไข่จะนำมาพันและเสิร์ฟเป็นซูชิ โคโมจิคอมบุจึงมีรสของสาหร่ายและความกรอบของไข่ปลาเฮอร์ริ่งผสมผสานกัน ช่วงที่แนะนำให้รับประทานคือฤดูใบไม้ผลิ

89. ชิชามกโกะ (Shishamokko)

ชิชามกโกะ (ไข่ปลาเคปลิน・ししゃもっこ) 

มีรสสัมผัสคล้ายกับไข่ปลาบิน มักนำไปหมักทั้งกับเกลือและซอสถั่วเหลือง ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือเดือนตุลาคมถึงธันวาคม

90. ชิราโกะ (Shirako)

ชิราโกะ (ถุงน้ำเชื้อปลา・白子) 

เมนูสำหรับใครที่ชอบลองอะไรแปลกใหม่ โดยส่วนมากร้านซูชิมักใช้ถุงน้ำเชื้อหรือน้ำอสุจิของปลาคอดมาทำเมนูนี้ มีผู้ชื่นชอบมากมายเพราะรสสัสผัสที่นุ่ม ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูหนาว

 

อื่น ๆ

 

91. อานาโกะ (Anago)

อานาโกะ (ปลาไหลญี่ปุ่น・穴子) 

อานาโกะเป็นหน้าซูชิระดับสูงมาตั้งแต่สมัยเอโดะ มักนำไปปรุงด้วยการเคี่ยวหรือย่างก่อนนำมาเสิร์ฟจึงมีรสชาติแตกต่างกันไปตามแต่ละร้าน มีรสสัมผัสที่นุ่มละมุน ด้านบนจะราดซอสหรือโรยเกลือ เหมาะสำหรับคนที่ลองรับประทานซูชิครั้งแรก ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือฤดูร้อน

92. ฮาโมะ (Hamo)

ฮาโมะ (Dagger-tooth Pike Conger・はも)

เป็นญาติกับปลาไหลขนาดเล็ก มีก้างเล็กๆ จำนวนมากซึ่งเชฟซูชิจะนำออกอย่างระมัดระวัง มักนำไปลวกแล้วเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงต่างๆ มีรสนุ่มละมุนและมีให้รับประทานแค่ช่วงสั้นๆ ตั้งแต่กรกฎาคมถึงสิงหาคม

93. ชิราอุโอะ (Shira-uo)

ชิราอุโอะ (ปลาน้ำแข็ง・しらうお)

ไม่ใช่หน้าซูชิที่หาได้ทั่วไป ปลาน้ำแข็งเป็นปลาขนาดเล็ก มีความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร มีรสขมเล็กน้อยจึงมักเสิร์ฟคู่กับขิงหรือเครื่องเคียงอื่นๆ มีรสสัมผัสที่นุ่มละมุน ช่วงที่เหมาะจะรับประทานคือเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม

94. นามะชิราสุ (Nama Shirasu)

นามะชิราสุ (ปลา Whitebait ดิบ・生しらす)

ชิราสุ เป็นชื่อเรียกรวมๆ ของลูกปลาสีขาว เป็นปลาที่คงความสดไว้ได้ยากจึงแนะนำให้รับประทานตามร้านที่ใกล้กับแหล่งจับปลา มีรสสัมผัสที่โดดเด่น มักเสิร์ฟคู่กับขิงเพื่อตัดความขมของเนื้อปลา สามารถรับประทานได้เกือบตลอดทั้งปียกเว้นเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์

95. ทามาโกะยากิ (Tamagoyaki)

ทามาโกะยากิ (ไข่หวาน・玉子焼き)

ต่อให้คุณยังไม่คุ้นกับรสชาติของซูชิที่มักจะใช้เนื้อปลาดิบๆ ก็ขอรับรองว่าต้องชอบซูชิหน้านี้แน่นอน ซูชิหน้าไข่หวานเป็นหน้าที่มีในทุกร้านซูชิ และว่ากันว่าเราสามารถบอกทักษะของเชฟคนนั้นได้โดยดูจากไข่หวานที่เขาทำ ไข่หวานรสค่อนข้างหวานและนุ่ม

96. แซลมอน (Salmon)

แซลมอน (Salmon・サーモン)

หนึ่งในหน้าซูชิที่ทุกร้านต้องมี ในญี่ปุ่นแซลมอนเป็นหน้าซูชิที่อยู่ตามร้านซูชิหมุนแต่จะไม่มีตามร้านซูชิดั้งเดิม แซลมอนเป็นที่นิยมของผู้คนมากมายเพราะรสชาติและราคาที่ไม่แพง นอกจากนี้ยังมีให้รับประทานได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย

 

ซูชิโรล

 

97. คัมเปียวมากิ (Kanpyo-maki)

คัมเปียวมากิ (น้ำเต้าตากแห้ง・かんぴょう巻き)

เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ไม่เคยรับประทานซูชิมาก่อนเพราะไม่มีเนื้อปลาแต่เป็นน้ำเต้าตากแห้งม้วนด้วยข้าวห่อสาหร่าย มีรสสัมผัสกรุบกรอบและความหวานของน้ำเต้า

98. คับปะมากิ (Kappa-maki)

คับปะมากิ (Kappa-maki・かっぱ巻き)

ซูชิโรลไส้แตงกวาที่หาได้ทั่วไปตามร้านซูชิ เหมาะสำหรับใครที่ยังไม่คุ้นกับซูชิเช่นกัน

99. แคลิฟอร์เนียมากิ (California-maki)

แคลิฟอร์เนียมากิ (California Roll・カリフォルニア巻き)

มีต้นกำเนิดจากอเมริกาและเป็นซูชิที่ไม่มีปลาดิบ วัตถุดิบหลักจะเป็นปูอัด อะโวคาโด มายองเนสและส่วนผสมอื่นๆ ห่อในข้าว และอีกสิ่งหนึ่งที่ต่างจากซูชิญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิงคือมีสาหร่ายอยู่ข้างใน คุณอาจพบได้ตามร้านซูชิหมุนบางร้าน อย่างไรก็ตามแคลิฟอร์เนียมากิไม่ใช่ซูชิทั่วไปที่หาได้ทุกร้านในญี่ปุ่น

100. โทโร่ทาคุ (Toro Taku)

โทโร่ทาคุ (เนื้อทูน่าส่วนที่มีไขมันและไชโป้ว・トロタク)

เป็นเนื้อทูน่าส่วนที่มีไขมันเยอะซึ่งขูดออกจากก้างแล้วนำมาผสมกับไชโป้ว (หัวไชเท้าดอง) จากนั้นนำมาม้วนกับข้าวห่อสาหร่าย ให้รสสัมผัสกรุบกรอบและความสดชื่นจากไชโป้วซึ่งเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับรสของโทโร่

 

ยังไม่หลงใหลซูชิถึงขนาดนั้นใช่มั้ย? ไม่ต้องกังวล นอกจากซูชิยังมีอีกหลายเมนูในญี่ปุ่นที่น่าสนใจรอคุณอยู่ !

จากลิสหน้าซูชิเหล่านี้ คุณจะเห็นได้เลยว่าการรับประทานซูชิในญี่ปุ่นนั้นแตกต่างจากประเทศอื่นเพราะมีเนื้อปลาและวัตถุดิบที่หลากหลายกว่าให้คุณเลือก เก็บลิสนี้ไว้ดูแล้วไปลิ้มลองซูชิหน้าต่างๆ ให้เต็มที่ไปเลย ! 

 

หากคุณต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความของเรา มีเรื่องที่อยากทราบหรือมีคำถามเกี่ยวกับญี่ปุ่น ก็สามารถบอกเราได้ทางI FacebookTwitter, หรือบอกเราโดยตรงได้เลยผ่าน Google Form!

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร