ลิ้มรสชาติดินเนอร์สุดหรู ณ La Porte Aoyama อาคารใหญ่ในอาโอยาม่า ย่านสุดไฮโซของโตเกียว!

เวลาไปเที่ยวเรามักจะเรียกติดปากสั้นๆ ว่า "ไปโตเกียว" แต่อันที่จริงแล้วเมืองหลวงของญี่ปุ่นนี้แบ่งออกเป็นหลายเขตพื้นที่ ก็จะมีอย่างชินจูกุ ชิบูย่า อุเอโนะหรืออาซากุสะ ที่เรารู้จักกันดี ส่วนเขตที่เป็นพระเอกของเราในวันนี้ก็คือ "อาโอยาม่า" ซึ่งถึงแม้ว่าอาจจะไม่คุ้นหูใครหลายๆ คน แต่ก็มีดีกรีเป็นถึงต้นกำเนิดแฟชั่นของสาวญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว อาโอยาม่าไม่ใช่เมืองใหญ่ที่มีคนเดินขวักไขว่วุ่นวาย แล้วก็ไม่ใช่เมืองเก่าที่ให้กลิ่นอายพื้นบ้าน แต่เป็นเมืองสไตล์โมเดิร์นแสนสงบ มีชื่อจากการเป็นแหล่งที่ตั้งของภัตตาคารหรูๆ มากมาย ซึ่งศูนย์กลางของภัตตาคารเหล่านี้ก็คือ "La Porte Aoyama" ซึ่งเป็นอาคารที่รวมแต่ร้านอาหารดังๆ มาไว้ด้วยกันนั่นเอง และในบทความนี้เราก็จะมาตีแผ่ความดีงามของร้านยอดนิยมเหล่านี้ให้ได้เห็นกัน!

ฮาราจูกุ / โอโมเตะซันโด / อาโอยาม่า

อาหารการกิน

※ บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจาก La Porte Aoyama

・BENOIT / ชั้น 10

"BENOIT" ร้านอาหารบิสโทรชื่อดังจากปารีส ที่สืบสานชื่อและปณิธานของยอดฝีมือในวงการอาหารฝรั่งเศสอย่าง Alain Ducasse มากว่า 100 ปี โดยสาขาที่ Aoyama ได้เปิดให้บริการในปี 2005

เมื่อเดินขึ้นบันไดวนไปก็จะพบกับห้องอาหารแสนกว้างขวาง ที่รายล้อมด้วยกระจกใสและมีแบบจำลองหอไอเฟลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ BENOIT ตั้งตระหง่านอยู่ ตัวร้านตกแต่งแบบฝรั่งเศสทั้งหมด ทั้งพื้นแบบแวร์ซายส์ที่ทำจากไม้โอ๊ค เก้าอี้ซีเมนต์วาดลวดลายโบราณ ไปจนถึงโต๊ะไม้วอลนัทสไตล์บิสโทร ให้บรรยากาศสดใสอบอุ่นคล้ายกับคฤหาสน์หรูๆ ในฝรั่งเศสตอนใต้เลยทีเดียว

ของประดับอย่างพวกขวดเก่าๆ กล่องเหล็กโบราณและหม้อยาดินเผาก็เป็นสิ่งที่ Alain Ducasse เลือกเองทั้งหมด นอกจากนี้บนเพดานยังมีภาพสีเฟรสโกที่วาดเลียนแบบท้องฟ้าของโพรวองซ์ (ภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส อยู่ติดกับอิตาลีและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน) อยู่ด้วย

พูดถึงบิสโทรแบบปารีส ก็แน่นอนอยู่แล้วว่าจุดเด่นต้องอยู่ที่อาหารฝรั่งเศส เมนูของ BENOIT จะนำวัตถุดิบตามฤดูกาลชั้นเลิศจากทั้งฝรั่งเศสและญี่ปุ่นมาปรุงเป็นอาหารจานอร่อยปริมาณจุใจ นอกจากนี้ยังมีไวน์จากภูมิภาคต่างๆ ของฝรั่งเศสอย่าง Bordeaux, Burgundy, Corsica, Languedoc-Roussillon, Côtes du Rhône ไปจนถึง Provence ไว้ให้ได้ลิ้มลองกันด้วย โดยจะเลือกเปิดเป็นขวด (เริ่มต้น 5,800 เยน) หรือรับเป็นแก้วเบาๆ ก็ได้ (เริ่มต้น 950 เยน)

นอกจากร้านที่โตเกียวแล้วก็ยังมีสาขาที่ปารีสและนิวยอร์กด้วย แต่ทั้งตัวร้านและเมนูอาหารก็จะจัดไว้แตกต่างกันออกไปให้เข้ากับบรรยากาศของแต่ละเมืองนั่นเอง

พอปักไว้ว่าเป็นภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสแล้วก็อาจจะดูเกินเอื้อมไปสักหน่อย แต่อันที่จริงแล้วลูกค้าของ BENOIT จะค่อนข้างหลากหลาย ในช่วงกลางวันก็มีหนุ่มสาววัย 20 - 30 ปี มาทานข้าวกันเป็นปกติ หรือบางทีก็จะเห็นนักท่องเที่ยววัย 50 - 60 ปีมาแวะหาอะไรทานหลังไปเยี่ยมชมศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu) ด้วยเช่นกัน

ด้วยทางร้านมีพนักงานชาวฝรั่งเศสประจำอยู่ จึงให้บริการได้ทั้งภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ แม้จะไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ต้องกังวลไป มาสัมผัสการทานอาหารในบิสโทรแบบปารีสท่ามกลางแสงแดดอุ่นๆ และวิวสวยๆ กันได้เลย

・Casita/ ชั้น 3

ไม่ว่าเมื่อไรก็จะเป็นภัตตาคารที่อบอุ่นสำหรับคุณเสมอ คือคติที่ "Casita" ยึดถือมาโดยตลอด ภัตตาคารแห่งนี้ให้ความสำคัญกับมื้ออาหารที่ให้ความรู้สึกพิเศษอย่างดินเนอร์สุดหรูกับคนสำคัญ หรือการกินเลี้ยงเฉลิมฉลองในวันที่น่ายินดี แต่ก็มีเมนูอาหารจานเดียวในราคาเบาๆ ให้สั่งได้เช่นกัน

ทางร้านมักจะถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยง จึงมีบริการพิเศษหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นผ้าเช็ดปากที่สั่งปักชื่อได้ การ์ดอวยพร หรือพนักงานเปิดประตูสำหรับรับแขก ร้านสามารถรับรองลูกค้าได้ 80 ท่าน สำหรับการนั่งทานปกติ และ 150 ท่าน ถ้าเป็นงานเลี้ยงแบบยืนทาน ในช่วงที่อากาศดีก็ยังสามารถเปิดระเบียงได้ ซึ่งจะรับรองแขกได้ถึง 200 ท่านเลยทีเดียว หรือถ้าใครที่มาเป็นกลุ่มเล็กๆ ก็มีห้องส่วนตัวสำหรับ 22 ท่านอยู่อีกด้วย

แม้จะเป็นร้านอาหารตะวันตก แต่เรื่องบริการก็ทำให้ทุกระดับประทับใจกันแบบญี่ปุ่นแท้ๆ แน่นอน ทั้งที่นั่งบริเวณระเบียงเปิดโล่งให้จัดปาร์ตี้ได้ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวญี่ปุ่น หรือจะแวะมาทานอาหารที่ชั้น 3 แล้วขึ้นไปหาอะไรดื่มกันต่อที่ระเบียงหรือเลานจ์ชั้น 6 ก็ดี ใช้เป็นที่จัดเลี้ยงต้อนรับก็ได้ หรือจะทานกับคนรักหรือครอบครัวก็ไม่เลว

อาหารกลางวันเริ่มต้นที่ประมาณ 2,500 เยน โดยแขกที่มาช่วงนี้ 95% มักจะเป็นผู้หญิง จะเข้ามาทานแค่ขนมหวานหรือแค่สั่งเครื่องดื่มที่บาร์ก็ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังมีเมนูภาษาอังกฤษ และสามารถโทรหรือส่งอีเมล์จองก่อนล่วงหน้าเป็นภาษาอังกฤษ/ภาษาฝรั่งเศสได้ หรือถ้าใครต้องการรับเป็นอาหารแบบฮาลาลหรือวีแกนก็สามารถแจ้งได้เช่นกัน

Casita จะให้คุณได้ใช้เวลาในวันพิเศษไปกับอาหารอร่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน เรียกได้ว่านอกจากอิ่มท้องแล้วยังอิ่มใจด้วย! นอกจากนี้ร้านนี้และเลานจ์ที่ชั้น 6 ยังอยู่ในเครือเดียวกับร้าน Aoyama Shokudo ที่ชั้น B1F จึงสามารถสั่งอาหารในเมนูของ Aoyama Shokudu ได้เช่นกัน

・Casita Lounge / ชั้น 6

"Casita Lounge" จะรับอาหารอิตาเลียนสุดหรูมาจาก Casita และเสิร์ฟอาหารแคชชวลๆ อย่างมันฝรั่งทอด คาราอาเกะ สลัดเต้าหู้ หรือพาสต้า Napolitan มาจาก Aoyama Shokudo ซึ่งเป็นร้านในเครือเดียวกันจึงมีเมนูที่ค่อนข้างหลากหลาย เป็นร้านที่ตอบโจทย์ผู้ใหญ่ที่ชอบเมนูอาหารแบบอิซากายะหรือร้านเหล้าแต่ไม่ชอบที่เสียงดังวุ่นวาย โดยที่เลานจ์จะมีเครื่องดื่มและไวน์ให้เลือกเยอะเป็นพิเศษ ใครที่อยากนั่งดื่มแบบสงบๆ ท่ามกลางบรรยากาศหรูๆ ก็ต้องมาลองกันแล้ว

ในส่วนของการบริการก็ไม่ต้องเป็นห่วง ที่นี่เตรียมพร้อมพนักงานไว้สำหรับการจัดงานเลี้ยงอยู่แล้ว จึงมักจะสามารถตอบสนองความต้องการของแขกและตอบคำถามต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว ถ้าหากมีสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ก็มักจะหาอะไรมาทดแทนได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะปาร์ตี้ไหนๆ ก็ไม่กร่อยอย่างแน่นอน

ลิฟท์ที่ใช้ขึ้นมาที่เลานจ์จะแยกออกมาจากลิฟท์ของชั้นอื่น โดยประตูจะเป็นประตูเลื่อนที่เป็นกระจกเงา และยังมีห้องคาราโอเกะส่วนตัว (จุได้ประมาณ 10 - 13 คน) ของทางร้านให้บริการด้วย รับประกันความเป็นส่วนตัวกันแบบสุดๆ

โดยราคาสำหรับการเข้าใช้ 2 ชั่วโมงจะอยู่ที่ 15,000 เยน ถ้าไปเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ก็นับว่าราคาไม่แพงเลย ว่ากันว่ามักจะมีแขก VIP หรือคนใหญ่คนโตมาใช้งานกันบ่อยๆ เสียด้วย

Aoyama Hoshi no Naruki (青山 星のなる木) / 4F

“Aoyama Hoshi no Naruki” ร้านอาหารที่อนุรักษ์วัฒนธรรมและสไตล์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ในขณะเดียวกันก็คิดค้นและเสิร์ฟอาหารไคเซกิ (คอร์สอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม) ในรูปแบบใหม่ๆ ร้านแห่งนี้มีคอนเซ็ปต์ว่า “การต่อยอดใหม่จากเก่าคือการผสมผสานวัฒนธรรมเข้ากับวิวัฒนาการ” มีการสั่งตรงสาเกและโชจูที่คัดสรรมาอย่างดีจากทั่วญี่ปุ่น เพียบพร้อมไปด้วยไวน์ญี่ปุ่นคุณภาพยอดเยี่ยมที่หาได้ยาก แม้ว่าจะเสิร์ฟโดยผ่านการผสมผสานที่หลากหลาย แต่ก็เป็นอาหารไคเซกิที่ไม่ลืมรากฐานของความเป็นญี่ปุ่น การันตีได้ว่าคุณจะได้พบกับช่วงเวลาที่แสนวิเศษอย่างแน่นอน

เมนูที่เราอยากแนะนำเป็นพิเศษของร้านนี้คือ “ทาคูมิคอร์ส (匠コース)” ราคา 15,000 เยน (ไม่รวมภาษี) ซึ่งทำขึ้นโดยใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงในฤดูกาลอย่างไม่หวง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือรสชาติก็สามารถสัมผัสได้ถึงวัตถุดิบอันสดใหม่ เรียกได้ว่าเป็นเมนูที่หัวหน้าพ่อครัวทุ่มเทแรงใจอย่างเต็มทีเลยทีเดียว
ทางร้านมีห้องส่วนตัวอยู่ 7 ห้อง สามารถรองรับได้ตั้ง 4 - 70 คน นอกจากผู้ที่แวะมารับประทานอาหารญี่ปุ่นชั้นเลิศในระหว่างการเดินทางแล้ว ยังเหมาะสำหรับโอกาสพิเศษต่างๆ อย่างเช่น งานเลี้ยงรับรอง งานพบปะสังสรรค์ ปาร์ตี้ธุรกิจ งานเลี้ยงต้อนรับ และปาร์ตี้พบเพื่อนเก่า เป็นสถานที่ที่ควรแก่การเรียกว่าเป็น “สถานที่ลับสำหรับผู้ใหญ่มีคลาส” คุณจะได้ลิ้มรสอาหารญี่ปุ่นที่ไม่เป็นรองใคร พลางชมวิวยามค่ำคืนของอาโอยาม่าภายใต้บรรยากาศแบบโมเดิร์น เงียบสงบ และห่างไกลจากความวุ่นวายของตัวเมืองโตเกียว นอกจากนี้ ทางร้านยังพร้อมไปด้วยเมนูภาษาอังกฤษ และคุ้นชินกับการต้อนรับแขกชาวต่างชาติ เนื่องจากเป็นร้านที่ต้องทำการจองล่วงหน้า อีกทั้งยังได้รับความนิยมจนที่นั่งเต็มอยู่บ่อยครั้ง จึงขอแนะนำให้ติดต่อจองล่วงหน้าผ่านทางพนักงานต้อนรับของโรงแรมต่างๆ

・ALFRED TEA ROOM / ชั้น 1 และ 2

ร้านสาขาของชาแบรนด์ "ALFRED TEA ROOM" ที่ส่งตรงจาก Los Angeles ตัวร้านออกแบบโดยเน้นใช้สี Millennium Pink หวานๆ ชาของทางร้านชงจากใบชาที่คัดมาอย่างพิถีพิถัน และยังมีเมนูขนมต่างๆ ไว้ให้สั่งมาทานคู่กันเพิ่มความอร่อยด้วย

ช่วงนี้กระแสชานมไข่มุกค่อนข้างมาแรงในกลุ่มหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่น และ ALFRED TEA ROOM ก็เป็นหนึ่งในร้านที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จุดเด่นของร้านนี้คือไม่ได้เน้นที่ไข่มุกเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับรสชาติของชาด้วย

โดยจะเริ่มจากการชงชานานาชนิดที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้วจากผู้เชี่ยวชาญ ใส่ไข่มุกหรือวุ้นมะพร้าวลงไป จากนั้นก็เติมนม นมอัลมอนด์ หรือเพิ่มท็อปปิ้งต่างๆ ตามชอบได้เลย แถมยังเหมาะสำหรับถ่ายรูปลงโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คมากๆ เสียด้วย!

ขนมบางส่วนของทางร้านอย่างคัพเค้กจะไม่ใช้ไข่และผลิตภัณฑ์จากนมเป็นส่วนผสม สำหรับใครที่ห่วงเรื่องสุขภาพ หรือกำลังทานวีแกนหรือมังสวิรัติก็สั่งมาทานกันได้สบายๆ

ภายในร้านออกแบบและตกแต่งสวยงาม ไม่ว่าจะสั่งเป็นเครื่องดื่มหรือขนมก็นำมาจัดถ่ายรูปน่ารักๆ ได้ เมนูชาก็มีหลากหลายทั้งชาญี่ปุ่น ชาไต้หวัน และชาอื่นๆ ที่คัดสรรมาจากทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ยังมีการใช้ผงของบีทรูทมาผสมให้ได้เป็นชาสีชมพูด้วย

ALFED TEA ROOM มีดีไซน์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว แถมยังเสิร์ฟชาและขนมคุณภาพดี จึงได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มหนุ่มสาวทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่น แม้จะให้บรรยากาศที่ดูหรูหราไฮโซแต่ก็ไม่ใช่ร้านแพงๆ หรือเฉพาะกลุ่มอะไร สามารถเข้าไปนั่งจิบชาสบายๆ เหมือนนั่งคาเฟ่ทั่วไปได้เลย

ELLE Café / 1F・2F

“ELLE” เป็นนิตยสารผู้หญิงของฝรั่งเศสที่เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1945 “ELLE cafe” แห่งนี้ได้ยึดหลักการว่า “Open Your Appetite / ปลดปล่อยความอยากรู้อยากเห็นของคุณ” และสืบทอดแนวคิดที่ได้ครองใจของผู้อ่านของนิตยสารดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแฟชั่น ความงาม เวลาว่าง หรือสุขภาพ เป็นคาเฟ่ที่นำเสนอรูปแบบของอาหารเพื่อให้คนในยุคปัจจุบันมีสุขภาพกายใจที่ดี และสวยงามและเจิดจรัสมากยิ่งขึ้น ภายในร้านเต็มไปด้วยพืชพันธุ์สีเขียว มีการวางพืชตกแต่งไว้ในทุกซอกทุกมุม เกิดเป็นพื้นที่แห่งการผ่อนคลายที่ปลอดโปร่งและอุดมไปด้วยธรรมชาติ ร้านนี้พิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นรวมไปถึงผู้ผลิต เพื่อเสิร์ฟอาหารด้วยวัตถุดิบที่ผ่านเกณฑ์ของทางร้านแล้วเท่านั้น มีการบริหารร้านอย่างระมัดระวังและงละเอียดถี่ถ้วน ราวกับข้อมูลรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในนิตยสาร

อาหารแต่ละจานสวยงามราวกับนิตยสาร ELLE ที่ถักทอขึ้นอย่างประณีต สีสันของแต่ละเมนูนั้นสดใสราวกับแฟชั่นหรือผลงานศิลปะเลยทีเดียว ELLE café มุ่งมั่นในการค้นคว้ารสชาติใหม่ๆ เพื่อที่จะสามารถตอบรับความต้องการที่หลากหลายของคนในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัตถุดิบมังสวิรัติ เมนูกลูเตนฟรี หรือแม้แต่เมนูที่มีน้ำตาลและแคลอรี่ต่ำ เนื่องจากเมนูมื้อกลางวันของร้านนี้มีชาแดงและขนมปังใต้เติมอย่างอิสระ จึงทำให้มันเป็นที่นิยมจนมีคนต่อคิวรอกันเป็นแถว หากไม่สะดวกที่จะแวะมาในช่วงมื้อกลางวัน การแวะมาในมื้อค่ำอย่างไม่ต้องรีบร้อน และลองปาร์ตี้แสนโรแมนติกท่ามกลางแสงเทียนดูก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

นอกจากนี้ ทางร้านก็ยังมีเมนูเทคเอาท์อย่างสลัดกล่อง แกงกะหรี่สูตรยา มัฟฟินเค้ก สคอน และ Cold-pressed juice ลองมาสัมผัสประสบการณ์อาหารที่จะเติมเต็มทั้งกายและใจภายใต้พื้นที่ที่แสนผ่อนคลายนี้ดูสิ

Room 403 / 1F

“Room403” ร้านจิลเวลรี่ที่มีคอนเซ็ปต์ว่า “ห้องที่รังสรรค์ความหรูหราอันละเอียดอ่อน” วางจำหน่ายเครื่องเพชรในดีไซน์ที่ประณีตละเอียดอ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก เครื่องเพชรของร้านนี้ถูกทำขึ้นแบบแฮนด์เมดโดยผู้เชี่ยวชาญชิ้นต่อชิ้น มีประเภทสินค้าหลักเป็นสินค้าจากเพชรและทอง (K10, K18)

สินค้าที่เราขอแนะนำเป็นพิเศษคือ แหวนคู่ “orne pinkie ring (オルネピンキーリング)” ราคา 20,000 เยน+ภาษี แหวนคู่ที่เป็นสินค้าซิกเนเจอร์ของ Room403 ได้รับความนิยมจากดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ก็ดูหรูหรา นอกเหนือจากแหวนคู่แล้ว ทางร้านก็ยังเพียบพร้อมไปด้วยสินค้าอื่นๆ อย่างกำไลคู่และสร้อยคอคู่อยู่อีกด้วย แหวนของ Room403 นั้นส่วนใหญ่จะมีดีไซน์ละเอียดอ่อนที่ “ไม่เด่นจนเกินไป” จึงสามารถสวมใส่ได้ในหลายๆ โอกาส กล่าวได้ว่าการที่สามารถเข้ากับอะไรหลายๆ อย่างได้ง่ายนี้ถือว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มันคงความนิยมไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังสามารถดัดแปลงสวมใส่ได้หลากหลายรูปแบบ เช่นนำมาสวมซ้อนกันเพื่อให้ดูมีวอลลุ่มมากขึ้น นอกจากนี้ สินค้าของร้านนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นของที่สามารถหาซื้อได้ในญี่ปุ่นเท่านั้น จึงคุ้มค่าแก่การแวะมาลองเลือกซื้อดูสักครั้ง แม้ว่าจะไม่มีพนักงานที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ประจำอยู่ที่ร้านตลอดเวลา แต่ก็สามารถซื้อทางโทรศัพท์ผ่านคอลเซนเตอร์ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ จีน เกาหลี และไทยได้ รับรองได้ว่าคุณจะสามารถเพลิดเพลินไปกับการช็อปได้โดยไม่ต้องสนใจเรื่องกำแพงภาษา

แหล่งรวมร้านอาหารชั้นใต้ดิน

ภัตตาคารในชั้นสูงๆ ของ La Porte Aoyama โดยส่วนใหญ่จะเป็นร้านที่ดูหรูหราเข้ากับบรรยากาศของตัวเมือง แต่ที่ชั้นใต้ดินจะเป็นร้านอาหารที่ดูเรียบง่ายลงมาบ้างและราคาค่อนข้างสบายกระเป๋า จะแวะมาทานอาหารกลางวันก็ได้ อาหารเย็นก็ดี หรือใครอยากจะจิบแอลกอฮอล์สักหน่อยก็โอเค เรียกได้ว่าดูเป็นกันเองจนสามารถแวะมาได้ทุกวันเลยทีเดียว

・Aoyama Shokudo / ชั้น B1

ที่นี่ตั้งเป้าหมายว่าจะยืนหนึ่งในฐานะโรงอาหาร สามารถเข้ามาหาอะไรทานได้ไม่ว่าจะมาคนเดียว มากับเพื่อน หรือมาเดท ใช้วัตถุดิบที่สดใหม่และคุณภาพดีแต่ก็สามารถสั่งได้ในราคาย่อมเยา เสน่ห์ของ "Aoyama Shokudo" อยู่ที่บรรยากาศสบายๆ ดูเข้าถึงง่าย ตัดสินใจเข้าร้านก็ง่าย อาหารก็ทานง่าย จะมาอีกรอบหรือมาทุกวันก็มาได้ง่ายๆ เช่นกัน 

อาหารของทางร้านจะเน้นไปที่ซาชิมิ (ปลาดิบ) เทมปุระ และเมนูจากปลาต่างๆ และถ้าต้องการสามารถรับคู่กับสาเกญี่ปุ่นได้เช่นกัน ในส่วนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีตั้งแต่แบบดีกรีสูงๆ ไปจนถึงเหล้าผลไม้ที่ค่อนข้างเบาให้เลือกสรร และยังสามารถถามหาเมนูเครื่องดื่มแนะนำของวันนั้นๆ จากพนักงานได้อีกด้วย

ที่นี่มักจะใช้วัตถุดิบที่มีอยู่มาคิดค้นเป็นอาหารเมนูใหม่ๆ และถ้าเห็นว่าจานไหนอร่อยก็จะนำมาใส่เพิ่มในเมนู โดยบางครั้งก็จะใช้คำแนะนำจากลูกค้าขาประจำประกอบการตัดสินใจด้วย ทางร้านจึงมีเมนูที่แปลกใหม่ออกมาให้เราได้ลองทานกันเสมอ

บรรยากาศภายในร้านอบอุ่นเป็นกันเอง พนักงานก็กระตือรือร้นที่จะให้บริการสุดๆ บางครั้งก็โผล่มาคุยเล่นเรื่องดินฟ้าอากาศ เสื้อผ้า หรือมาแนะนำเมนูให้ ไม่แปลกใจเลยที่หลายๆ คนจะติดใจ ว่ากันว่าลูกค้าประจำบางคนก็แวะมาที่ร้านเกิน 20 ครั้งใน 1 เดือนกันไปเลยทีเดียว

ร้านจะค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษในช่วง 19:30 และ 22:30 น. (ลูกค้ากลุ่มหนึ่งจะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง) หากใครไม่อยากรอก็พยายามเลี่ยงเอาไว้จะดีกว่า

・Yashuya / ชั้น B1

"Yashuya" ร้านอาหารแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ราคาเอื้อมถึงแม้จะอยู่ในย่านค่าครองชีพสูงอย่างอาโอยาม่า ที่นี่มีที่นั่งกั้นไว้กึ่งๆ จะเป็นห้องส่วนตัว ภายในร้านออกแบบด้วยไม้อย่างเรียบง่ายและให้บรรยากาศสบายๆ หลายคนก็อาจจะคุ้นตากับคอนเซปต์แบบนี้ เพราะดีไซเนอร์ที่ออกแบบร้านเป็นคนเดียวกับที่ออกแบบสินค้าให้กับ MUJI นั่นเอง

ที่ร้านจะมีทั้งลูกค้าที่มาทานอาหารตามปกติ และลูกค้าที่มาในโอกาสพิเศษๆ อย่างมาพบปะเพื่อนเก่า ความหนาแน่นของลูกค้าก็แตกต่างกันไปในแต่ละวัน แต่โดยทั่วไปแล้วถ้าไม่ได้จองก็มีโอกาสได้เข้าร้านน้อยมากๆ วันหนึ่งอาจจะเข้าได้แค่ 1 - 2 กลุ่มเท่านั้นเอง

อาหารที่เสิร์ฟเป็นอาหารตามฤดูกาล โดยเมนูจะเปลี่ยนไปทุกๆ 2 เดือน ใครที่อยากลองทานอาหารสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ก็ต้องที่นี่เลย!

โดยปกติแล้วทางร้านจะรับจองออนไลน์ผ่านเว็บไซต์อย่าง ikyu, tabelog หรือ Hot Pepper หรือจองทางโทรศัพท์เป็นหลัก สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่สามารถสะดวกจองเองก็ลองสอบถามไปให้ทางที่พักช่วยจองดูได้

COSARI TOKYO / B1F

“COSARI TOKYO” ร้านที่เสิร์ฟอาหารเกาหลีรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานความเก่าแก่เข้ากับความสร้างสรรค์ เป็นร้านที่บริหารโดยเจ้าของที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผักที่มีคติประจำใจว่า “รับประทานแล้วสวย รับประทานแล้วสุขภาพดี” เสิร์ฟสุดยอดเมนูเกาหลีที่ใช้ผักตามฤดูกาลอย่างไม่หวง ปราศจากผงชูรส และดีต่อทั้งสุขภาพและผิวพรรณ ไม่เพียงแค่อาหารเกาหลีดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังมี “อาหารเกาหลีครีเอทีฟ” ที่ไม่เหมือนใครเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญของร้าน โดยเป็นอาหารที่เกิดจากการผสมผสานไอเดียต่างๆ ที่ไม่มีใครคาดฝันว่าจะเข้ากันได้ดีกับอาหารเกาหลี

เมนูที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษคือ “โตเกียวบูลโกกิ (東京プルコギ)” ไซส์ใหญ่ราคา 2,780 เยน ไซส์เล็กราคา 1,980 เยน (ไม่รวมภาษี) นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเมนูที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์อย่างชิจิมิ (แพนเค้กเกาหลี) ที่ได้รับการปรับแต่งให้เป็นสไตล์ตะวันตก และเรเมง (ราเมงเย็นสไตล์เกาหลี) ที่ตกแต่งด้วยสีสันประจำฤดูกาล ไปจนถึงเมนูพื้นฐานอย่างซัมกยอบซัล (หมูสามชั้นย่าง) และซุนดูบูชีเก (ซุปกิมจิเต้าหู้) ทั้งยังมีเช็ตอาหารกลางวันให้เลือกรับประทานอยู่ถึง 22 เซ็ต จึงมีเคล็ดลับของความนิยมคือ ไม่ว่าจะมากี่ครั้ง ไม่ว่าจะมาเมื่อไร ก็มีเมนูอยู่หลากหลายให้เพลิดเพลินได้เสมอ นอกจากเมนูภาษาญี่ปุ่นแล้ว ยังเตรียมเมนูภาษาอังกฤษไว้ให้อีกด้วย มีพนักงานที่สามารถพูดภาษาอังกฤษและเกาหลีได้คอยให้บริการอยู่ตลอดเวลา เป็นร้านที่ชาวต่างชาติก็สามารถเข้าใช้บริการได้อย่างสบายใจ ทั้งยังมีการให้บริการที่เอาใจใส่ ตอบรับความต้องการที่ละเอียดอ่อนของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องมังสวิรัติหรือชีวจิต หากมีโอกาสแล้วเราอยากให้คุณลองแวะมาที่ “COSARI TOKYO” ร้านอาหารเกาหลีที่มีราคาสบายกระเป๋า มีบรรยากาศที่น่านั่ง และเป็นร้านที่คุณจะได้ลิ้มรสผักสดใหม่ในรูปแบบที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ยังเป็นร้านที่ได้วางแผนจะขยายสาขาออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย

La Porte Aoyama

เกี่ยวกับ JRF

ศูนย์การค้าในบทความนี้บริหารโดย Japan Retail Fund Investment Corporation (JRF)

JRF ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Real Estate Investment Trust (“REIT”) ของ Tokyo Stock Exchange (รหัสหลักทรัพย์: 8953) ตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ.2002 เป็นห้างหุ้นส่วนแห่งแรกในญี่ปุ่นที่มุ่งเน้นเป้าหมายและลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สำหรับทำการค้า

ในฐานะ J-REIT ที่ใหญ่ที่สุดซึ่งมุ่งเน้นด้านอสังหาริมทรัพย์สำหรับทำการค้า JRF ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างความมั่นคงในการกระจายส่วนแบ่งให้กับผู้ถือหุ้น รวมถึงเพิ่มมูลค่าของตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านการเลือกสรรอสังหาริมทรัพย์สำหรับทำการค้าที่มีคุณภาพสูง

ข้อมูลเพิ่มเติม: คลิกที่นี่


คำสงวนสิทธิ์
* บทความนี้เขียนขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอ Japan Retail Fund Investment Corporation (JRF) มืใช่คำเชิญชวนให้ลงทุนในหลักทรัพย์ของ JRF หรือกองทุนใดๆ กรุณาเลือกลงทุนด้วยการตัดสินใจและความเสี่ยงของคุณเอง
บริษัทหลักทรัพย์: Mitsubishi Corp. -UBS Realty Inc.
(ผู้บริหารตราสารทางการเงิน: Kanto Local Finance Bureau (FIBO) No. 403, สมาชิก The Investment Trusts Association, Japan)

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร