รวมข้อมูลบัตร IC Card ทั้ง Suica, Pasmo และอื่นๆ นอกจากขึ้นรถไฟยังทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด!

คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับระบบรถไฟที่ยอดเยี่ยมของญี่ปุ่นมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะเดินทางอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด และถึงแม้ว่า JR Pass จะเป็นทางเลือกที่ดี แต่สำหรับบางคนราคานี้ก็อาจจะแพงเกินไป แถมอายุการใช้งานก็สั้นเพียง 21 วัน แต่รู้ไหมว่านอกจากรถไฟแล้วที่ญี่ปุ่นยังมีระบบขนส่งที่สะดวกสบายอีกหลายอย่าง เช่น การใช้บัตร IC Card ซึ่งจะทำให้คุณสามารถใช้บริการรถโดยสารสาธารณะในเมืองใหญ่ๆ ทั่วญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ในวันนี้เราจะมาแนะนำ IC Card ชนิดต่างๆ แบบละเอียดยิบ พร้อมวิธีซื้อบัตรและการใช้งานอื่นๆ นอกเหนือจากการขึ้นรถไฟ แล้วคุณจะรู้ว่า IC Card ใบเล็กๆ นี้สามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด

ทั่วประเทศ

เคล็ดลับ

IC Card คืออะไร ?

คำว่า IC Card ย่อมาจากคำว่า "Integrated Circuit Card" หรือบัตรวงจรรวม ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีประเภท "Smart Card" ได้กลายเป็นเรื่องปกติที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกไปแล้ว ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่คุ้นเคยกับการใช้งาน IC Card อย่างจริงจังก็ตาม แต่เทคโนโลยีชิป IC นั้นได้แทรกซึมเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราโดยที่ไม่รู้ตัว เช่น ในบัตรเครดิตรุ่นใหม่ๆ ที่มักมีการฝังชิป IC เข้าไปด้วย

ซึ่งเจ้า IC Card นั้นสามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่าง ตั้งแต่การระบุตัวตนไปถึงการรักษาความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในวันนี้เราจะมุ่งเน้นไปที่ข้อมูล IC Card ของญี่ปุ่นที่ใช้ในการเดินทางรถโดยสารต่างๆ ตั้งแต่รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ไปจนถึงรถบัสสาธารณะ

วิธีใช้งาน IC Card ของญี่ปุ่น

IC Card ของญี่ปุ่นนั้นเป็นเทคโนโลยีแบบไร้สัมผัส ดังนั้นเมื่อจะใช้งาน คุณก็แค่ยื่นบัตร IC Card ไปอยู่เหนือเครื่องอ่าน ตัวเครื่องจะส่งเสียง ปิ๊ป พร้อมแสดงยอดเงินคงเหลือในบัตรขึ้นบนหน้าจอ จากนั้นคุณก็เข้าไปได้เลย เครื่องอ่าน IC และหน้าจอแสดงผลนี้จะอยู่ทางด้านขวาของประตูตรวจบัตรสถานีรถไฟ หรืออยู่ติดกับคนขับรถบริเวณประตูทางเข้าของรถบัสสาธารณะ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขึ้นรถไฟในญี่ปุ่นได้ในบทความ 10 ข้อควรรู้เมื่อขึ้นรถไฟในญี่ปุ่น

วิธีการซื้อและเติมเงิน IC Card

เราสามารถหาซื้อบัตร IC Card เป็นของตัวเองได้ง่ายๆ จากตู้ขายตั๋วรถไฟอัตโนมัติในสถานีรถไฟสายหลักๆ หากเป็นที่สถานีรถไฟสาย JR ในโตเกียวเราจะพบกับตู้อัตโนมัติสีดำ ที่มีป้ายสีดำเหนือเครื่องเขียนว่า "Suica" อยู่ทางด้านซ้ายมือ มีค่าธรรมเนียมในการออกบัตร Suica ใบใหม่จะอยู่ที่ 500 เยน และจำเป็นต้องทำการเติมเงินเข้าบัตรอย่างน้อย 1,500 เยน เป็นขั้นต่ำในตอนซื้อ

หลังจากการท่องเที่ยวหากคุณไม่ต้องการเก็บบัตรใบนั้นไว้ ก็สามารถขอคืนบัตร IC Card และรับยอดเงินคงเหลือคืนได้ที่เคาน์เตอร์บริการของสถานี แต่บัตร IC Card บางชนิดจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการคืนบัตรมูลค่า 200 เยนด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนคืนบัตร

ในส่วนของการเติมเงินนั้นก็ง่ายมาก เพียงแค่ใส่บัตร IC card ของเราเข้าไปในตู้ และเลือกเมนูสำหรับเติมเงิน (ในบัตร 1 ใบ สามารถเติมเงินได้สูงสุด 20,000 เยน) ซึ่งเราสามารถเติมเงินได้กับทุกตู้ทั่วประเทศ โดยไม่ต้องคำนึงถึงชนิดของบัตรและพื้นที่ในการออกบัตรใดๆ ทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น หากเราซื้อบัตรใบใหม่มาจากจังหวัดทางฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น ก็สามารถนำบัตรใบนั้นมาใช้และเติมเงินในจังหวัดทางฝั่งตะวันตกได้เช่นกัน

ประเภทของบัตร IC Card ในญี่ปุ่น

หากจะให้พูดกันจริงๆ บัตร IC Card ที่ใช้ในญี่ปุ่นมีอยู่มากมายจากหลายบริษัทที่ให้บริการรถโดยสารจากทั่วประเทศ แต่สำหรับในวันนี้เราจะเน้นไปที่บัตร IC Card หลักๆ 10 แบบที่เป็นที่นิยมและใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

บัตรเหล่านี้สามารถใช้แทนกันได้แต่ก็อาจมีเงื่อนไขการใช้งานที่แตกต่างกันอยู่บ้างเล็กน้อย ดังนั้นจึงควรศึกษาให้ดีก่อนเริ่มใช้งาน

Suica (บริเวณ โตเกียว นีงาตะและเซนได)

คำว่า Suica นั้นเป็นคำย่อมาจาก "Super Urban Intelligent Card" ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นเป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า Suica(西瓜) ที่แปลว่า แตงโม ดังนั้นสัญลักษณ์และตัวบัตรจึงถูกออกแบบโดยสีเขียวเช่นเดียวกับสีของเปลือกแตงโม เป็นบัตร IC Card สำหรับรถไฟสาย JR East ที่เราสามารถหาได้ทั่วไปจากตู้ขายบัตรในโตเกียว 

นอกจากนี้ในเดือนกันยายน ปี 2019 ได้มีการเปิดการจำหน่ายบัตร "Welcome Suica" ซึ่งเป็นบัตร Suica เวอร์ชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งมีอายุใช้งานเพียง 28 วัน และไม่มีค่าธรรมเนียมในการเปิดบัตร บัตรประเภทนี้สามารถใช้งานได้เหมือนบัตร Suica แบบปกติทุกประการ ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงสามารถนำไปใช้เพื่อลดค่าบริการโดยสารลงได้เช่นกัน

บัตรชนิดนี้สามารถหาซื้อได้จากเครื่องจำหน่ายบัตร "Welcome Suica" บริเวณสนามบินนาริตะและฮาเนดะหรือบริเวณ JR EAST Travel Service Centers ที่ตั้งอยู่ตามสถานีใหญ่ๆ ทั่วกรุงโตเกียว

Pasmo (บริเวณโตเกียว)

Pasmo เป็นบัตร IC card ที่อยู่ในความดูแลของบริษัทรถไฟฟ้าใต้ดิน Tokyo Subway แต่ก่อนที่จะมีการรวมระบบให้ IC Card สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งหมด Pasmo เป็นบัตรที่มีเอกสิทธิ์ในการใช้กับบริการรถไฟใต้ดินและรถบัสสาธารณะ ในขณะที่ Suica สามารถใช้ได้กับบริการรถไฟสาย JR เท่านั้น 

ซึ่ง Passmo ก็มีบัตร IC card พิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีชื่อว่า "Pasmo Passport" มีอายุการใช้งาน 4 สัปดาห์ และไม่มีค่าธรรมเนียมในการเปิดบัตรใหม่ คุณสามารถหาซื้อบัตร Pasmo Passport ได้ในบริเวณสถานบินนาริตะและฮาเนดะ หรือเคาน์เตอร์ขายบัตรโดยสารในสถานีสำคัญๆ ของรถไฟฟ้าใต้ดิน Tokyo Metro ซึ่งจะมีราคา 2,000 เยน (รวมค่ามัดจำราคา 500 เยน)

Icoca (บริเวณ Osaka, Hiroshima และ Okayama Areas)

เป็นบัตร IC card สำหรับรถไฟสาย JR West ในภูมิภาคคันไซ ซึ่งบัตรพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวนั้น จะเรียกว่า "Kansai One Pass" ที่จะมอบส่วนลดถึง 20% และสิทธิพิเศษต่างๆ สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในคันไซ เช่น ส่วนลดค่าเข้าชมปราสาท Himeji หรือรับโปสการ์ดฟรีจากพิพิธภัณฑ์ Kyoto International Manga Museum และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งบัตร Kansai One Pass ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 3,000 เยน (รวมเงินมัดจำ 500 เยน) แต่ว่าจะไม่เหมือนกับบัตรของฝั่ง JR East เพราะไม่มีวันหมดอายุจึงสามารถนำมาใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ 

ผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อบัตร Kansai One Pass นี้ได้จากสนามบินคันไซ หรือบริเวณสถานีรถไฟสายหลักๆ ในจจังหวัดเกียวโต โอซาก้าและโกเบ

Pitapa (บริเวณโอซาก้า เกียวโต นารา นาโกย่าและชิซูโอกะ)

Pitapa เปรียบเสมือนบัตร Pasmo ของทางฝั่งคันไซ ที่ดูแลโดยบริษัทรถไฟฟ้าใต้ดินทั้งหมดที่ไม่ใช่สายของ JR ซึ่งจะเป็นบัตร IC card แบบรายเดือนที่จำเป็นต้องผูกเข้ากับบัญชีธนาคารของญี่ปุ่นทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่นอกญี่ปุ่นไม่สามารถใช้งานได้

Toica และ Manaca (บริเวณนาโกย่าและชิซูโอกะ)

Toica เป็นบัตร IC card ของจังหวัดนาโกย่าและบางส่วนของจังหวัดชิซูโอกะ ในขณะที่ Manaca นั้นจะดูแลระบบโดยบริษัทรถไฟฟ้าใต้ดิน Nagoya Subway ซึ่งความพิเศษของบัตร 2 ชนิดนี้ คือ คุณสามารถเดินผ่านเครื่องตรวจตั๋วเข้าไปยังภายในสถานีได้ถึงแม้ว่าจะมียอดเงินเหลืออยู่ในบัตรเพียง 0 เยน เพียงแต่เมื่อเดินทางถึงเป้าหมายจะต้องเติมยอดเงินให้พอดีก่อนจึงจะออกจากสถานีได้

Sugoica, Nimoca และ Hayakaken (บริเวณฟุกุโอกะ คุมาโมโตะ คาโกชิม่า โออิตะและนางาซากิ)

Sugoica เป็น IC card ของบริษัท JR Kyushu ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ของจังหวัดฟุกุโอกะ คุมาโมโตะ คาโกชิม่า โออิตะและนางาซากิ ในขณะที่ Nimoca จะเป็นบัตรในเครือของบริษัทรถไฟสาย Nishitesu Railroad ที่อยู่ในจังหวัดฟุกุโอกะและในเมืองใหญ่ๆ ของคิวชูและฮาโกดาเตะ ส่วน Hayakaken นั้นจะเป็นบัตรภายใต้การดูแลของบริษัทรถไฟฟ้าใต้ดิน Fukuoka Subway ซึ่งบัตรทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สามารถขึ้นโดยสารรถไฟได้ถึงแม้จะมีเงินอยู่ในบัตรเพียงแค่ 10 เยนเท่านั้น แต่ว่าเมื่อถึงสถานีปลายทางจะต้องทำการเติมยอดเงินเข้าไปในบัตรให้เพียงพอก่อนจึงจะสามารถออกจากสถานีได้

Kitaca (บริเวณซัปโปโร)

เป็นบัตร IC card ของบริษัท JR Hokkaido ที่สามารถใช้ได้กับรถโดยสารทุกรูปแบบในพื้นที่ซัปโปโร ซึ่งจำเป็นต้องเติมยอดเงินในบัตรให้เหลือเพียงพอกับค่าบริการโดยสารก่อนทำการใช้งานทุกครั้ง

ตามที่เคยได้กล่าวไว้ข้างต้น ว่า IC Card เหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ในทุกพื้นที่ไม่จำกัดก็จริง แต่ว่าการใช้งานอาจจะมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ในกรณีของบัตร ICOCA เมื่อเราเดินทางออกสู่พื้นที่อื่นๆ หรือเดินทางในระยะเกินกว่า 200 กิโลเมตรขึ้นไป จะต้องติดต่อกับนายสถานีเพื่อขอใบเสร็จสำหรับยืนยันในการเปิดใข้งานบัตรในภูมิภาคเดิม) 
และบางคนยังใช้การสะสมบัตร IC card จากภูมิภาคต่างๆ แทนการสะสมของที่ระลึกจากการเดินทางท่องเที่ยวทั่วญี่ปุ่นที่ไม่ซ้ำใครด้วย สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลดีๆ ในการเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยรถไฟก็สามารถตามไปอ่านได้ในบทความ สุดยอดคำแนะนำวิธีการใช้ 'รถไฟ' ในญี่ปุ่นแบบครบจบในหนึ่งเดียว ! 

การใช้ IC Card เพื่อซื้อของและอื่นๆ

ถึงแม้ว่าโดยทั่วเราจะใช้ IC Card ไปกับการขึ้นรถไฟและการเดินทางซะเป็นส่วนใหญ่ แต่แท้จริงแล้วเรายังสามารถนำ IC Card มาทำธุรกรรมหรือจ่ายเงินซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น การใช้ IC card เพื่อการซื้อสินค้าจากตู้ขายของอัตโนมัติที่อยู่บนชานชาลารถไฟ ให้ลองนึกภาพดูว่าตอนที่เรากำลังวิ่งมาเพื่อต่อรถไฟขบวนถัดไป ในขณะที่เห็นรถไฟกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้สถานีมากขึ้น เกิดรู้สึกหิวน้ำขึ้นมาอย่างกะทันหันเนื่องจากการวิ่งมาไกล ทันใดนั้นก็หันไปพบกับตู้จำหน่ายเครื่องดื่มหยอดเหรียญที่อยู่ใกล้ๆ เข้าพอดี แค่เลือกรายการเครื่องดื่มแล้วก็แตะบัตร IC Card เข้ากับเครื่องอ่าน เท่านี้เครื่องดื่มที่ต้องการก็จะหล่นลงมาจากตู้รวดเร็วชนิดที่ว่ารถไฟที่กำลังรออยู่ยังไม่ทันจอดสนิทเลยด้วยซ้ำ! สะดวกมากๆ เลยใช่ไหมล่ะ!

แต่ว่าการใช้บัตร IC Card สำหรับการซื้อของยังทำอะไรได้มากกว่าการซื้อของที่ตู้อัตโนมัติ เพราะแม้แต่ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ๆ ทั่วญี่ปุ่น รวมถึงร้านอาหารที่สามารถนั่งทานภายในร้านได้ ต่างก็รองรับการชำระเงินด้วยบัตร IC Card เช่นกัน

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้บัตร IC Card ในการจ่ายค่าใช้งานตู้เก็บของภายในสถานีรถไฟได้ด้วย โดยส่วนมากตู้เหล่านี้จะสามารถจ่ายได้ด้วยเหรียญ 100 เยน กับ 500 เยนเท่านั้น แต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ล็อกเกอร์หยอดเหรียญทุกตู้จะสามารถใช้บัตร IC Card ในการจ่ายได้ ดังนั้นหากไปเจอเข้าก็ลองใช้บริการดูนะ

สุดท้ายนี้

ถึงแม้ว่าคุณจะมีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่นแค่ในระยะสั้นๆ การซื้อบัตร IC Card ก็เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าแน่นอน เพราะนอกจากจะใช้ในการเดินทางแล้ว ก็ยังสามารถใช้ซื้อสินค้าต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องมาวุ่นวายกับการนับเหรียญที่เราไม่คุ้นเคยหรือตรวจสอบเงินทอนให้เสียเวลา ดังนั้นอย่าลืมเติมเงินเข้าบัตร IC Card เอาไว้ แล้วไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นกันอย่างอิสระกันเถอะ!

หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าแล้วจะทำอย่างไรกับบัตร IC Card หลังเที่ยวเสร็จแล้วดี อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าคุณสามารถทำเรื่องคืนบัตรเพื่อรับเงินมัดจำจำนวน 500 เยนคืนได้ หรือจะเก็บบัตร IC Card ไว้เป็นที่ระลึกก็ได้เช่นกัน และหากคุณวางแผนไว้ว่าจะกลับมาเที่ยวญี่ปุ่นอีกในอนาคต คุณก็น่าจะลองเก็บไว้ดูเพราะ IC Card จะไม่มีวันหมดอายุตราบใดที่มีการใช้งานสัก 1 ครั้งในรอบ 10 ปี

หาก86Iต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IC Card และระบบใหม่ๆ ของ Suica และ Pasmo สามารถเข้าไปติดตามรายละเอียดต่างๆ แบบเจาะลึกได้ในบทความ Everything You Need to Know About the New Tokyo Metro and JR Suica Point Systems และหากอยากเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็นของญี่ปุ่น ก็ไปอ่านต่อที่บทความ The Perfect Guide to Shinkansen, the Japanese Bullet Train

Title photo credit: japantrends/Flickr

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร