คุณป้า "อุชิดะ คาโฮรุ" เจ้าของฟาร์มสตอเบอรี่ชื่อดัง Dragon Farm ที่คอยมอบความสุขให้ทุกคนที่มาเยือน

หลายคนที่มาเที่ยวญี่ปุ่นในหน้าหนาวหรือฤดูใบไม้ผลิ กิจกรรมที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ "การไปเก็บสตอเบอรี่" ซึ่งหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ Dragon Farm ที่มีสตอเบอรี่ให้เก็บมากกว่า 17 ชนิด ทำไมที่นี่ถึงเป็นที่นิยมและทำไมถึงมีสตอเบอรี่หลากหลายพันธุ์ขนาดนี้ ซีรีย์ "People of Japan" วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ คุณป้า "อุชิดะ คาโฮรุ" เจ้าของฟาร์ม Dragon Farm กันว่ามีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้ ไม่ว่าใครจะมาสักกี่ครั้ง ก็ได้รับความสุขกลับไปแบบอิ่มเอมใจกันเสมอ

ชิบะ

อาหารการกิน

Klook.com

Dragon Farm ฟาร์มที่ปลูกสตอเบอรี่มากกว่า 17 สายพันธุ์!

จังหวัดชิบะที่อยู่ติดกับโตเกียวนั้น ในช่วงฤดูเก็บสตอเบอรี่จะเต็มไปด้วยผู้คนที่แวะเวียนกันมาที่ฟาร์มสตอเบอรี่ และฟาร์ม Dragon Farm  ก็เป็นหนึ่งในฟาร์มที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมไม่เพียงแต่กับชาวญี่ปุ่นเท่านั้นแต่ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย โดยเฉพาะคนไทยต่างพากันแวะเวียนมากันอย่างไม่ขาดสาย (ในช่วงที่ยังไม่มีโควิด)


ใช้เวลาเดินทางมาที่ฟาร์มประมาณ 70 นาทีโดยรถไฟจากใจกลางเมืองโตเกียว และประมาณ 40 นาทีโดยรถยนต์จากสนามบินนาริตะ แต่ทำไมต้องเป็นฟาร์มนี้? ก็เพราะว่าฟาร์มอื่นๆ คุณอาจจะได้กินสตอเบอรี่เพียงชนิดเดียว หรือเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น แต่ที่นี่คุณสามารถกินสตอเบอรี่ได้มากถึง 17 ชนิด และสามารถกินได้แบบไม่อั้นอีกด้วย

และนอกจากจะได้ชิมสตอเบอรี่มากถึง 17 ชนิด แล้ว เมื่อได้คุยกับคุณป้าเจ้าของ Dragon Farm ทำให้เราต้องตกใจกับสิ่งที่ทำให้ผู้คนที่เคยแวะมาใช้บริการ ต้องกลับมากันอีกแน่นอนในครั้งหน้า มาไขความลับของ Dragon Farm ไปด้วยกันเถอะ!

ทำความรู้จักกับเจ้าของ Dragon Farm คุณป้า "อุชิดะ"

คุณป้าอุชิดะ ได้เล่าให้เราฟังว่าแกเติบโตมาในครอบครัวทำไร่ ทำสวน ปลูกผัก อยู่ในจังหวัดชิบะ และรักในการปลูกต้นไม้มากๆ เพราะว่าการปลูกต้นไม้แต่ละต้นนั้นต้องใช้การใส่ใจดูแลเป็นอย่างมากเพื่อให้เติบโตไปเป็นต้นไม้ที่สวยงามในอนาคต

คุณป้าได้เปิดร้านขายดอกไม้ ดูแลดอกไม้นานพันธุ์มานานกว่า 30 ปี แต่หลังจากนั้นคิดว่าอยากลองปลูกอย่างอื่นดูบ้าง เลยหาต้นไม้อย่างอื่นที่ไม่ใช่ดอกไม้ปลูกเพิ่มเป็นงานอดิเรก และตัวเองก็ชอบทานบลูเบอรี่กับสตอเบอรี่มากเลยอยากลองปลูกดู คุณป้าจึงเริ่มจากปลูกบลูเบอรี่ก่อน โดยเริ่มจากปลูกที่ละน้อย และค่อยๆ เพิ่มสายพันธุ์ไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็ปลูกไปแล้วกว่า 30 สายพันธุ์ รวมทั้งหมดกว่า 2,000 ต้น จึงตัดสินใจปิดร้านขายดอกไม้ แล้วเปิดฟาร์มเก็บบลูเบอรี่เต็มตัว และเปิดให้เข้ามาเก็บบลูเบอรี่กันจนถึงปัจจุบัน

หลังจากที่เปิดบริการให้เก็บบลูเบอรี่ ก็ได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากบลูเบอรี่จะออกผลในช่วงหน้าร้อน เดือน มิถุนายน - สิงหาคม ของทุกปีเท่านั้น คุณป้าจึงอยากปลูกอย่างอื่นเพิ่มเติมที่ออกผลในคนละฤดูกาล คุณป้าจึงได้ทดลองปลูกสตอเบอรี่ควบคู่ไปด้วยกัน โดยสตอเบอรี่จะออกผลในช่วงหน้าหนาว เดือน มกราคม - พฤษภาคม เริ่มแรกนั้นปลูกเพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้น ได้แก่ เบนิฮปเปะ (Beni-Hoppe, 紅ほっぺ) และ อะกิฮิเมะ (Akihime, 章姫)

จากนั้นก็ได้เริ่มศึกษาเพิ่มเติมว่าสตอเบอรี่นั้นก็มีหลากหลายสายพันธุ์เช่นกัน แต่ละพันธุ์ก็จะมีรสชาติและรสสัมผัสที่แตกต่างกัน จึงค่อยๆ ปลูกพันธุ์ที่ตัวเองชอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 2 กลายเป็น 5 จาก 5 กลายเป็น 10 จนมาถึงปัจจุบันมีสตอเบอรี่ใน Dragon Farm กว่า 17 ชนิดเลยทีเดียว!

เราถามคุณป้าว่าทำไมถึงได้เปิดให้เข้ามาเก็บสตอเบอรี่ คุณป้าตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่า แกเองก็ชอบเด็ดสตอเบอรี่สดๆ แล้วกินเลย เพราะมันจะอร่อยที่สุด และที่สำคัญคือ เวลาได้เห็นคนที่มาฟาร์มแล้วได้กินสตอเบอรี่ของคุณป้าแล้วบอกว่า "อร่อย" นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ดีใจที่สุด แถมสตอเบอรี่เองก็เป็นผลไม้ที่มีวิตามิน C สูง ช่วยป้องกันไข้หวัดได้ ได้อร่อยและสุขภาพดีไปด้วย ก็สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะ

สตอเบอรี่ญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์มากๆ นับรวมกันทั้งประเทศอาจมีมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งนับรวมทั่วโลกแล้วที่ญี่ปุ่นมีสายพันธุ์มากกว่าครึ่งนึงของโลก เนื่องจากในแต่ละจังหวัดมีการผลักดันให้วิจัยสร้างสตอเบอรี่ที่เป็นพันธุ์ของจังหวัดตัวเองขึ้นมา อย่างเช่น จังหวัดชิบะเองก็จะมีพันธุ์ยอดนิยมคือ ชิบะเบรี่ (Chiba-Berry, チーバベリー) ที่เพิ่มมาใหม่ในปี 2015 และในญี่ปุ่นก็จะมีสตอเบอรี่พันธุ์ใหม่ๆ ออกมาให้ได้ลิ้มลองในทุกๆ ปี เลยทีเดียว

เคล็ดลับวิธีการเลี้ยงดูสตอเบอรี่ให้อร่อย

ในส่วนของการปลูกสตอเบอรี่นั้น คุณป้าบอกว่าใช้เวลาปลูกค่อนข้างนาน เริ่มจากเลี้ยงต้นอ่อนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ประมาณเดือนกันยายน) กว่าจะเติบโตจนเปิดให้เข้ามาเก็บได้ก็ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปีเต็มๆ เลยทีเดียว

เมื่อสตอเบอรี่เติบโตจนสามารถให้เข้ามาเก็บกันได้แล้ว คุณป้าก็ยังต้องคอยดูแลอย่างเอาใจใส่เพื่อที่จะได้สตอเบอรี่ที่สวยงามและรสชาติอร่อยๆ ให้พวกเราได้เก็บกัน ในแต่ละวันต้องคอยเด็ดดอกสตอเบอรี่ที่บานออกมาให้เหลือเพียง 5-6 ดอกต่อต้นเท่านั้น ซึ่งแต่ละต้นนั้นจะบานถึงประมาณ 20 ดอกเลยทีเดียว หากไม่เด็ดออกผลสตอเบอรี่จะลูกเล็กลงเพราะสารอาหารที่ได้จะไปอยู่ที่ดอกไม้นั่นเอง และหากมีผลสตอเบอรี่ลูกเล็กที่ไม่ต้องการก็ต้องทำการเด็ดออกเช่นกัน การเด็ดดอกไม้แบบนี้ภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า 摘花 (Tekika) ส่วนการเด็ดผลเล็กๆ ออกจะเรียกว่า 摘果 (Tekka)

การปลูกสตอเบอรี่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะว่าต้นสตอเบอรี่จะติดโรคได้ง่าย ต้องระวังไม่ให้มีโรคต่างๆ จากภายนอกเข้าไปในโรงเรือนได้ รวมทั้งแมลงต่างๆ ด้วย การที่จะให้สตอเบอรี่ออกผลสวยงาม รูปทรงไม่บิดเบี้ยวนั้นจะขึ้นอยู่กับสิ่งๆ นึง นั่นก็คือ..... 

"ผึ้ง" นั่นเองโดยในแต่ละโรงเรือนจะเลี้ยงผึ้งไว้ เพื่อให้ผึ้งมาหาน้ำหวานที่ดอกสตรอเบอรี่ จะบินหาน้ำหวานไปเรื่อยๆ จากดอกหนึ่งไปอีกดอกหนึ่ง ทำไมมีเกสรตัวผู้จากดอกไม้ติดตามตัวผึ้งไป และเวลาผึ้งดูดน้ำหวานเกสรตัวผู้ที่ติดกับตัวผึ้งจะฟุ้งกระจายลงไปผสมกับเกสรตัวเมีย ทำให้ผลิดอกออกผลที่สวยงามนั่นเอง เพราะฉะนั้นผึ้งจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเพาะปลูกสตอเบอรี่ ซึ่งผึ้งจะไม่ทำอันตรายคุณก่อนแน่นอน (อย่าไปตีผึ้งนะ) เพราะฉะนั้นเมื่อเจอผึ้งในโรงเรือนก็สามารถอุ่นใจได้เลย

เคล็ดลับเพิ่มความสนุกในการเก็บสตอเบอรี่

คุณป้ายังได้บอกเคล็ดลับในการมาเก็บสตอเบอรี่กับเรามาอีกด้วย นั่นก็คือ.......

1. ดูสภาพอากาศก่อนจองวันมาเก็บสตอเบอรี่

การเลือกวันมาเก็บสตอเบอรี่ ถ้าช่วงไหนฝนตก เมฆเยอะ แสงอาทิตย์น้อย เป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน สตอเบอรี่สีจะไม่แดงสด แต่ถ้าวันไหนอากาศดีติดกันหลายวัน คุณป้ารับรองได้เลยว่าสตอเบอรี่จะสีสันสดใสน่าทานเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นการเลือกวันมาเก็บสตอเบอรี่ก็สำคัญไม่แพ้กันเลย

2. รสชาติที่เปลี่ยนไปในแต่ละเดือน

อีกจุดน่าสังเกตของสตอเบอรี่ก็คือในแต่ละช่วง (เดือน) รสชาติจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วย โดยในช่วงออกผลแรกๆ เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ จะใช้เวลานานกว่าผลจะสุกและให้ความหวาน (อาจเจอผลเปรี้ยวค่อนข้างเยอะกว่า) แต่เมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคม เมษายนแล้ว จะเป็นช่วงที่สตอเบอรี่มีความหวานมากที่สุด แต่หลังจากนั้นในเดือน 5 จะมีความเปรี้ยวเพิ่มขึ้นและค่อยๆ มีผลผลิตน้อยลง และแน่นอนเวลาในการให้บริการก็ต้องเปลี่ยนไปตามจำนวนสตอเบอรี่ที่มีให้เก็บด้วย

3. มองหาสตอเบอรี่ที่มีรอยแตกแบบนี้!!

และเคล็บลับสุดท้ายนั่นก็คือ สตอเบอรี่ที่มีรอยแตก (แบบในรูปด้านบน) จะมีรสชาติหวานมากๆ แตกต่างจากสตอเบอรี่ต่างๆ อย่างสิ้นเชิง ซึ่งคุณป้าบอกว่าหายากมากๆ คนที่มาเก็บสตอเบอรี่ก็จะตามหาและทานกันเป็นอันดับแรกๆ เลย เพราะหาซื้อที่ไหนไม่ได้ จะเจอก็แค่ที่ฟาร์มสตอเบอรี่เท่านั้น

ซึ่งในวันที่ไปสัมพาษณ์คุณป้า เราได้เจอสตอเบอรี่ที่มีรอยแตกถึง 2 ผลด้วยกัน ซึ่งพอได้ชิมแล้วก็เป็นตามที่คุณป้าบอกจริงๆ มีรสชาติหวานแตกต่างไปจากสตอเบอรี่ทั่วไปมากๆ หากใครมีโอกาสมาเก็บสตอเบอรี่ก็อยากลืมเดินมาสตอเบอรี่ที่มีรอยแตกชิมกันดูนะ 

Dragon Farm ไม่ได้มีเพียงแค่สตอเบอรี่เท่านั้น!! ยังมีบริการที่อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านตัวเอง

คุณป้าบอกเราว่าตัวป้าเองก็ชอบไปเก็บสตอเบอรี่ของฟาร์มอื่นๆ เหมือนกัน ไปหลายที่เลย แต่ว่าส่วนมากไปกินไปชิมเสร็จแล้วพอหมดเวลาก็กลับทันที จึงรู้สึกว่ามันรวดเร็วเกินไป ไม่เหมือนกับที่ Dragon Farm ของเรา ที่มีที่นั่งให้ได้นั่งพักผ่อนกันหลังจากเก็บสตอเบอรี่เสร็จ แถมยังมีบริการ ชาหรือกาแฟ ฟรี 1 แก้วอีกด้วย ใครท้องหิวก็มีอาหารเบาๆ เช่น โอเด้ง และขนมหวานต่างๆ รวมไปถึงยังมีมันเผาอร่อยๆ (อร่อยจริงๆ นะ) ด้วยเหมือนกัน 

นี่แหละมันเผาสุดอร่อย ที่เมื่อเข้ามาด้านในต้องมองหาเป็นสิ่งแรกเลย! โดยส่วนตัวทางทีมงาน tsunagu Japan คิดว่า มันเผาของที่นี่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาเลย 

คุณป้ายังบอกกับเราว่า แต่ก่อนคุณป้าย่างมันเผาเป็นงานอดิเรกแล้วก็ตัดแบ่งให้กับลูกค้าให้ได้ชิมๆ กันคนละนิดคนละหน่อย ใครไปใครมาก็ต้องถามว่าวันนี้มีมันเผามั้ย สมัยก่อนตอนมีรถทัวร์มา ไกด์ก็จะแวะมาถามว่าวันนี้มีมันเผาหรือไม่ ถ้าวันไหนมีมันเผานะ ปรบมือร้องเฮกันทั้งคันรถเลย ทำแบบนี้มาเป็น 10 ปี ตอนนั้นสนุกและสุขใจมากๆ

แต่ภายหลังเริ่มมีคนเดินทางมาเพื่อมันเผาเยอะขึ้น บวกกับการที่งานคุณป้าก็ยุ่ง เวลาไม่พอมาย่าง คุณป้าจึงเปลี่ยนใจจ้างคนมาช่วยย่างและขายมันเผาไปด้วยนั่นเอง สนนราคาอยู่ที่เพียงหัวละ 250 เยนเท่านั้น (ราคาตามน้ำหนัก ถ้าหัวใหญ่อาจราคาสูงขึ้นนิดหน่อย) แต่เทียบราคากับความอร่อยแล้วถทอว่าถูกสุดๆ ไปเลย

สตอเบอรี่สายพันธุ์ใหม่ๆ กับความสุขจาก Dragon Farm หลังจากนี้

คุณป้าได้บอกกับเราว่าจะพัฒนา Dragon Farm ให้ดีขึ้นอีกเรื่อยๆ ทั้งในด้านบริการต่างๆ และจะนำสตอเบอรี่สายพันธุ์ใหม่ๆ มาให้ได้ลิ้มลองกันอีกด้วย โดยหลังจากนี้จะมีจำนวนพันธุ์ของสตอเบอรี่มากกว่า 17 ชนิดอย่างแน่นอน (คุณป้าคาดว่าปีหน้าจะมีเพิ่มอีก 2 ชนิด รวมเป็น 19 ชนิดเลยทีเดียว) ถ้าประเทศญี่ปุ่นเปิดให้เข้ามาท่องเที่ยวกันได้แล้วก็อยากให้ทุกคนได้แวะมาเก็บสตอเบอรี่อร่อยๆ เพราะการที่ได้เห็นผู้คนมาทานสตอเบอรี่ของฟาร์มแล้วบอกว่า หวานมาก อร่อยมาก นั้นเป็นอะไรที่ทำให้คุณป้าดีใจที่สุดเลยจริงๆ

ตั้งแต่มีการระบาดของโรคโควิด19 ลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติก็ลดลงมาก เหลือแต่คนญี่ปุ่นกับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเท่านั้น เวลาการทำการก็เลยปรับลดลงตามจำนวนของลูกค้าไปด้วย ลูกค้าหลายคนก็กลัวว่าจะติดเชื้อไม่กล้ามาเก็บสตอเบอรี่กัน ส่วนในเรื่องของมาตรการป้องกันโรคโควิด19 ก็อุ่นใจได้ เพราะรับรองว่าปลอดภัย มีการวัดอุณภูมิ และฆ่าเชื้อกันทุกครั้งก่อนเข้าเก็บสตอเบอรี่

วิธีเดินทางและวิธีจองเก็บสตอเบอรี่ที่ Dragon Farm

สุดท้ายนี้

หลังจากที่ได้คุยกับคุณป้าอุชิดะ เรารู้สึกได้จริงๆ ถึงความรักและความใส่ใจในการปลูกสตอเบอรี่ และยังรวมไปถึงบริการต่างๆ ของทาง Dragon Farm อีกด้วย ถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็อย่าแวะไปรับความสุขที่ฟาร์มแห่งนี้กันด้วยนะ จะไม่ได้เพียงแต่ความอร่อยของผลไม้ญี่ปุ่น แต่ยังได้สัมผัสถึงความรักและความใส่ใจของคุณป้า "อุชิดะ คาโฮรุ" อย่างแน่นอน

ใครที่ต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสตอเบอรี่ของทาง Dragon Farm สามารถเข้าไปดูกันต่อได้ที่บทความ พาทัวร์ Dragon Farm แนะนำสตอเบอรี่ทั้ง 17 ชนิด กันได้เลย

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

มนต์เสน่ห์คันโต

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

เกี่ยวกับนักเขียน

Mewvy
Mewvy
Klook.com

ค้นหาร้านอาหาร