[เที่ยวโทโฮคุและโฮคุริคุ] เดินทางข้ามเวลาชมวิวทิวทัศน์สไตล์ญี่ปุ่นสุดอลังการของนีงาตะ ยามากาตะ และอาคิตะ

"ภูมิภาคโทโฮคุและโฮคุริคุ" โด่งดังในนามดินแดนแห่งหิมะ ทั้งยังมีสิ่งน่าสนใจมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์เมืองเก่าญี่ปุ่นของเมืองมุราคามิ สัมผัสบรรยากาศญี่ปุ่นในวันวาน ณ ภูเขาฮากุโระซัง ชมโรงเก็บของซันเกียโซโกะซึ่งเป็นที่ถ่ายทำละครชื่อดังเรื่อง "โอชิน" เมืองซากาตะ เมืองท่าที่ยังคงหลงเหลือไว้ซึ่งวัฒนธรรมเรียวเท ไปจนถึงเนมุโนะโอกะที่มาพร้อมทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกดินในทะเลญี่ปุ่นให้ได้รับชม ตั้งแต่จังหวัด "นีงาตะ" "ยามากาตะ" ไปจนถึงจังหวัด "อาคิตะ" เต็มไปด้วยสิ่งตกทอดจากยุคเอโดะ (1603 - 1868) มากมาย และยังคงส่องประกายอยู่แม้แต่ในทุกวันนี้ ลองใช้เวลานั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง มาออกเดินทางก้าวข้ามเวลากันหน่อยไหมคะ?

โทโฮคุ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

[จังหวัดนีงาตะ (新潟県)]

เมืองชานปราสาท มุราคามิ (村上)

มุราคามิ คือเมืองชานปราสาทที่ตั้งอยู่บนเขตเหนือสุดของจังหวัดนีงาตะ เป็นเมืองที่ยังคงหลงเหลือไว้ซึ่งร่องรอยปราสาท วัด บ้านพักซามูไร และมาจิยะ (บ้านพ่อค้าสมัยก่อน) ทั้งยังมีย่านร้านค้าที่คึกคักและมีชีวิตชีวา เรียกได้ว่าอบอวลไปด้วยบรรยากาศแบบญี่ปุ่นโบราณดั้งเดิมเลยทีเดียว

รับรองได้ว่าระหว่างที่เดินในเมืองนี้ คุณจะดื่มด่ำไปกับทิวทัศน์ที่สัมผัสได้ถึงวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนั้น โดยในวันที่ 15 กันยายนถึง 15 ตุลาคมของทุกปีจะมีการจัดเทศกาล "โจกะมาจิมุราคามิ มาจิยะโนะเบียวบุมัตสึริ (城下町村上 町屋の屏風まつり)" ซึ่งจะมีการจัดแสดงเบียวบุ (ฉากพับกั้นห้อง) อันทรงคุณค่ามากมายที่สืบทอดกันมาในตระกูลพ่อค้าชื่อดัง โดยมีมาจิยะและร้านค้าต่างๆ เป็นพื้นที่จัดแสดง ทำให้สามารถเข้าไปยังสถานที่ที่ไม่สามารถเข้าไปชมได้ในเวลาปกติ

นอกจากเบียวบุที่ได้รับการรักษาดูแลอย่างดีโดยตระกูลพ่อค้า และสิ่งของอื่นๆ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้ว คุณยังสามารถรับชมชิ้นงานอย่าง มุราคามิคิโบริซึยชุ (村上木彫堆朱) หรือเครื่องเคลือบแลคเกอร์แดงสลักลายไม้มุราคามิ ซึ่งเป็นงานฝีมือพื้นเมืองอันภาคภูมิใจของมุราคามิ ไปจนถึงของเล่นและของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ เป็นโอกาสอันดีที่จะได้พบกับสมบัติทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ

นอกจากนี้ เมืองมุราคามิยังเป็นที่ตั้งของ "ถนนคุโรเบโดริ (黒塀通り)" หรือที่มีชื่ออย่างทางการว่า "ตรอกอันเซนโคจิ (安善小路)" ซึ่งเป็นเส้นทางแคบๆ ที่เรียงรายไปด้วยกำแพงสีดำ และอบอวลไปด้วยบรรยากาศแบบเมืองชานปราสาท และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเทศกาล "มุราคามิ โยยโนะทาเคะ โทโรมัตสึริ (むらかみ宵の竹灯籠まつり)" ที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี เมืองมุราคามิจะโดดเด่นไปด้วยโคมไฟไม้ไผ่กว่า 20,000 ดวง ส่องสว่างไปทั่วบริเวณวัดและศาลเจ้า เคล้าคลอไปด้วยการแสดงดนตรีจากมาจิยะ เป็นประสบการณ์เทศกาลแสนพิเศษที่ดูชมไม่ได้ง่ายๆ 

นอกจากนี้ ที่ "อาคารจัดแสดง นาโกมิกุระ (展示場 和水蔵)" ซึ่งเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ตลอดทั้งปี คุณยังสามารถหาซื้อและลองชิมสาเกท้องถิ่นได้ พลางรับฟังคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ โดยสาเกมุราคามินั้นทำขึ้นจากข้าวคุณภาพดีที่ปลูกขึ้นในพื้นที่ท้องถิ่นอันอุดมสมบูรณ์ ไร้ซึ่งสิ่งเจือปนและดื่มง่ายสุดๆ

ซันเนนซะเกะ คิกคะวะ (千年鮭きっかわ)

ซันเนนซะเกะ คิกคะวะ คืออีกจุดห้ามพลาดในเมืองมุราคามิ ในยุคเฮอัน (794 - 1192) เมื่อครั้นที่เกียวโตยังคงเป็นเมืองหลวง เมืองมุราคามิได้ทำการจ่ายภาษีให้แก่เมืองหลวงด้วยปลาแซลมอน สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว ปลาแซลมอนถือว่าเป็นปลาที่มีความพิเศษซึ่งคุ้นเคยกันมาตั้งแต่ 1,000 ปีก่อน เนื่องสามารถรับประทานได้แม้แต่ส่วนหัวหรือเครื่องใน จึงมีวิธีการปรุงอยู่ถึงกว่า 100 วิธี

โดยวิธีที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือ "แซลมอนหมักเกลือ (塩引鮭)" ทำขึ้นโดยนำแซลมอนไปคลุกกับเกลือ ตากแดด 3 - 5 วัน และนำไปตากลมเย็นๆ ของภาคตะวันตกเฉียงเหนืออีก 3 - 4 สัปดาห์ ด้วยการทำเช่นนี้ สารเอนไซม์ที่อยู่ในตัวแซลมอนจะทำปฏิกิริยาก่อให้เกิดกรดอะมิโน ทำให้มีรสอูมามิและเนื้อปลาที่แน่นกระชับไม่เหมือนใคร

ซันเนนซะเกะ คิกคะวะ เป็นร้านที่จำหน่ายสินค้าที่ปราศจากสารกันบูดและสารปรุงแต่ง มีเมนูแซลมอนท้องถิ่นคุณภาพสูงให้ลิ้มลองมากมาย ตั้งแต่เมนูที่ใช้เวลาในการหมักถึง 1 ปีอย่าง "แซลมอนชุ่มสาเก (鮭の酒びたし)" หรือ "แฮมสดแซลมอน (鮭の生ハム)" ไปจนถึงเมนูที่ทำขึ้นด้วยกระดูกสันหลังของปลาแซลมอนอย่าง "ดงการะนิ (どんがら煮)" ไปจนถึง "ข้าวต้มแซลมอน (鮭のお茶漬け)" แม้ว่าสินค้าแต่ละชนิดจะมีระยะเวลาในการเก็บรักษาที่แตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหนก็เป็นที่ชื่นชอบมาอย่างยาวนาน และยังเป็นสินค้าที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้ง่ายๆ เป็นอีกไอเดียของฝากที่เด็ดไม่เบา

และที่ภายในสุดของร้านซึ่งเป็นโดมะ (ห้องที่มีพื้นเป็นดิน) ยังมีปลาแซลมอนแขวนไว้กว่า 1,000 ตัว เป็นภาพอันน่าตื่นตาที่ควรถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกอย่างยิ่ง


รายการสินค้า: https://www.murakamisake.com/salmon_foods/ (ภาษาญี่ปุ่น)

ร้านอาหาร ซันเนนซะเกะคิกคะวะ อิสุสึยะ (千年鮭きっかわ 井筒屋)

ซันเนนซะเกะคิกคะวะ อิสุสึยะ ร้านอาหารเมนูแซลมอนโดย ซันเนนซะเกะคิกคะวะ เปิดเป็นที่พักสำหรับนักเดินทางมาตั้งแต่ยุคเอโดะ (1603 - 1868) เป็นที่รู้จักจากการที่นักไฮกุชื่อดังของญี่ปุ่น มัตสึโอะ บะโช (松尾芭蕉) และลูกศิษย์ เคยแวะมาเยี่ยมเยือน ตัวอาคารของร้านได้รับการระบุให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของญี่ปุ่น เมื่อมีนาคม 2017 และอาคารหลังนี้ได้รับการสืบทอดกลายมาเป็นร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูแซลมอนสูตรดั้งเดิมของมุราคามินั่นเอง

ที่นี่มีเมนูแซลมอนให้ลองเลือกรับประทานตั้งแต่ 7 ชนิด ไปจนถึง 21 ชนิด ตัวอย่างเช่น "แซลมอนหมักเกลือ" และ "แซลมอนชุ่มสาเก" มีราคาตั้งแต่ 1,950 - 5,900 เยน และคุณยังสามารถรับประทานเมนูแซลมอนที่ทำจากส่วนแปลกๆ ของปลาอย่าง เครื่องใน กระดูกสันหลัง หัวใจ เนื้อแก้ม และหนังปลา เป็นเมนูแซลมอนสุดแสนประณีตที่จะทำให้คุณได้ลิ้มรสชาติอีกระดับที่ไม่มีใครเหมือนของมุราคามิ

ร้านเนื้อมุราคามิกิว เอโดะโช (村上牛専門料理店 江戸庄)

เมื่อพูดถึงเมนูเด็ดของเมืองมุราคามิก็ต้องนึกถึง เนื้อมุราคามิกิว (村上牛) ซึ่งเป็นแบรนด์เนื้อวัวที่มีระดับ A4 หรือ B4 ขึ้นไป และที่นี่ ร้านเนื้อมุราคามิกิว เอโดะโช ก็เป็นร้านที่คุณจะได้ลิ้มลองเนื้อคุณภาพสูงนี้ในรูปแบบที่สุดยอดสุดๆ!

ภายในร้านอบอวลไปด้วยบรรยากาศแบบวันวาน เมนูที่เราขอแนะนำเป็นพิเศษคือ ข้าวหน้าเสต็กดิบ (レアステーキ丼) (2,750 เยน (รวมภาษี) / ภาพซ้าย) เนื้อคุณภาพดีที่นุ่มสุดๆ หั่นบางราดซอสแบบญี่ปุ่นซึ่งช่วยดึงเอาความหวานออกมาจากเนื้อวัว แค่เอาเข้าปาก รสอร่อยของเนื้อก็จะแผ่ซ่านไปอย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งเมนูที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ ข้าวหน้าสเต็ก (ステーキ丼) (2,750 เยน (รวมภาษี) / ภาพขวา) ใช้เนื้อมุราคามิวากิวน้ำหนัก 60 กรัม ให้รสสัมผัสที่ชุ่มฉ่ำ เข้ากันได้ดีกับข้าวโคชิฮิคาริที่ปลูกขึ้นในจังหวัดนีงาตะเป็นอย่างยิ่ง ความอร่อยของมันจะทำให้คุณหยุดไม่ได้เลยล่ะ

[จังหวัดยามากาตะ (山形県)]

ภูเขาฮากุโระซัง (羽黒山)

"สามภูเขาแห่งเดวะ (出羽三山)" เป็นที่คุ้นเคยกันในภูมิภาคโชไนของจังหวัดยามากาตะมาแต่โบราณ โดยเป็นชื่อเรียกรวมของภูเขาฮากุโระซัง ภูเขากัซซัง (月山) และภูเขายุโดโนะซัง (湯殿山) ซึ่งเป็นที่บำเพ็ญเพียรที่มีการสักการะเทพกงเก็งของชินบุตสึชูโก (ลัทธิที่ผสมกันระหว่างศาสนาพุทธกับชินโต) ได้มีการเรียกการเข้าสักการะสามเขาเดวะว่า "ฮิกาชิโนะโอคุไมริ (東の奥参り)" และการเข้าสักการะศาลเจ้าอิเสะจินกูแห่งตะวันตก (ศาลเจ้าที่ได้รับการนับถือในฐานะศาลแม่ของลัทธิชินโตสายหลักของญี่ปุ่น) ว่า "นิชิโนะอิเสะไมริ (西の伊勢参り)"

มีความเชื่อว่าการได้เข้าสักการะศาลเจ้าดังกล่าวทั้งสองแห่งนั้นเป็นหนึ่งในกุศลชีวิตที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง แม้แต่ในทุกวันนี้ก็ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการบำเพ็ญเพียร และมีผู้มาเข้าสักการะจากทั่วญี่ปุ่น รวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ภูเขาฮากุโระซัง คือหนึ่งในสามภูเขาแห่งเดวะ บนยอดเขามีศาลเจ้าเดวะซันซัง (出羽三山神社) จากประตูซุยชินมงที่ถือว่าเป็นทางเข้าสู่ยอดเขา เมื่อข้ามสะพานสีแดง แม่น้ำฮาไรกาวะ (祓川) และน้ำตกซุกะโนะทาคิ (須賀の滝) ที่บริเวณซ้ายมือของทางขึ้นอิจิโนะซากะ (一の坂) คุณจะพบกับเจดีย์ไม้ห้าชั้นที่สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว กล่าวกันว่าเจดีย์นี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ และได้รับการระบุเป็นสมบัติชาติของญี่ปุ่นในปี 1966

นอกจากนี้ ที่บริเวณใกล้ๆ กับเจดีย์ดังกล่าว ยังมีต้นสนญี่ปุ่นขนาดใหญ่อายุหลายพันปี ที่เป็นที่คุ้นเคยกันในชื่อ "จิจิซุกิ (爺杉)" หรือ "สนคุณปู่" เดิมทีที่บริเวณใกล้กันนี้ยังมี "บาบะซุกิ (婆杉)" หรือ "สนคุณย่า" อยู่ แต่ก็ได้โค่นล้มไปโดยไต้ฝุ่นในปี 1902 อย่างไรก็ตาม บริเวณนี้ก็ยังมีต้นสนอายุหลายร้อยปีหลงเหลืออยู่ และแผ่กว้างไปด้วยวิวทิวทัศน์อันยอดเยี่ยมของขั้นบันไดที่ขนาบไปด้วยต้นสน จนเป็นสถานที่ที่ได้รับรางวัล 3 ดาวจากมิชลินกรีนไกด์เลยทีเดียว

ขณะเดินเที่ยวเพลินๆ คุณอาจจะได้พบนักบวชสวมชุดขาว (ตามภาพด้านบน) ที่ถือแตรหอยสังข์อยู่ในมือ นอกจากนี้ จากซุยชินมงไปถึงยอดเขา เป็นเส้นทางที่ใช้เวลาเดินราว 1 ชั่วโมง กล่าวกันว่าในระหว่างที่ขึ้นบันไดหิน 2,446 นี้ หากสามารถหาลวดลายต่างๆ อย่างรูปถ้วยสาเก ที่มีอยู่ทั้งหมด 33 แห่งได้ จะทำให้สิ่งที่คาดฝันไว้กลายเป็นจริง ลองมาชำระล้างร่างกายและจิตใจด้วยพลังจากธรรมชาติของที่นี่ดูกันนะคะ!

สถานบำเพ็ญเพียรแห่งภูเขาฮากุโระซัง ไซคัง (羽黒山参籠所 斎館)

โชจินเรียวริ หรืออาหารสำหรับนักบวช เป็นคำที่ใช้เรียกเมนูที่มีส่วนผสมหลักเป็นผัก ซึ่งคิดค้นขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการพรากชีวิต โดยยึดหลักตามคำสอนของศาสนาพุทธ

ในอดีต เพื่อเป็นการใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง เหล่านักบวชที่มาบำเพ็ญเพียรที่สามภูเขาแห่งเดวะจะเก็บพืชพรรณภูเขาด้วยตัวเอง และนำมาเก็บรักษาไว้ด้วยการดองเกลือ 

"ไซคัง" ที่ตั้งอยู่บนภูเขาฮากุโระซัง เป็นร้านที่ใช้ศาสตร์ดังกล่าว และเสิร์ฟเป็นโชจินเรียวริในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว "ชิซูกะเซน (涼風膳) (5,500 เยน (รวมภาษี) / ต้องจองล่วงหน้า 3 วัน)" ด้วยการจัดวางที่สวยงาม อร่อยทั้งรสชาติและหน้าตาน่ากินสุดๆ ทำให้ มัตสึโอะ บะโช ได้เขียนกลอนไฮกุถึงมันไว้ว่า "ความหนาวเย็นนี้ จันทร์เสี้ยวที่เลือนลาง ฮากุโระซัง" เปรียบอาหารของที่นี่มาทำขึ้นเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนจากแดนไกลด้วยหัวใจที่เอาใส่ใจ ราวกับต้นสนที่ถูกลมเย็นๆ พัดนั่นเอง 

นอกจากนี้ก็ยังมี "สึคิอุซากิเซน (月うさぎ膳) (2,200 เยน (รวมภาษี))" เมนูเด็ดปราศจากเนื้อ ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนม เป็นเมนูที่คุณจะได้ลิ้มลองรสชาติของเทคนิคที่สืบทอดกันมาหลายต่อหลายรุ่น และสุดยอดโชจินเรียวริที่ทั้งโอ่อ่าและละเอียดอ่อนของ คุณอิโต ผู้เป็นหัวหน้าพ่อครัว

โกดังซันเกียโซโกะ (山居倉庫)

จังหวัดยามากาตะถูกห้อมล้อมไปด้วยภูเขาและทะเล ที่นี่นอกจากจะมีภูเขาอย่างฮากุโระซังอยู่มากมายแล้ว ยังมีเมืองท่าสำคัญอย่าง เมืองซากาตะ (酒田市) อยู่ด้วย และเมืองแห่งนี้ก็มีสิ่งก่อสร้างทรงคุณค่า ซึ่งได้แก่ โกดังซันเกียโซโกะ ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1893 มีโครงสร้างที่สามารถปกป้องข้าวจากฝนและลม พื้นที่ภายในที่มีการจัดการเป็นอย่างดี และมาตรฐานการคัดเลือกข้าวที่เข้มงวด เป็นหนึ่งในเคล็ดลับความอร่อยของแบรนด์ข้าวชื่อดัง ข้าวโชไนไม (庄内米) นั่นเอง

ภายในอาคารถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ นอกจากจะมีการจัดแสดงเครื่องมือและข้อมูลเกี่ยวกับข้าว ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสถึงช่วงเวลาอันรุ่งเรืองของเมืองซากาตะแล้ว ยังมีการจำหน่ายข้าวแบรนด์คุณภาพสูงอย่าง "ยูคิวาคามารุ (雪若丸)" และ "สึยะฮิเมะ (つや姫)" อยู่อีกด้วย

ที่บริเวณด้านหน้าโกดังยังเรียงรายไปด้วยต้นเคยากิ ทำหน้าที่ปกป้องโรงเก็บของจากแสงแดดและลมแรงของทะเลญี่ปุ่น ความขัดแย้งกันอย่างลงตัวระหว่างแนวต้นไม้ดังกล่าวกับโรงเก็บของแบบโดโซสึคุริ (สไตล์สถาปัตยากรรมที่มีการเคลือบกำแพงด้วยโคลน) นั้น ทำให้บริเวณนี้มีบรรยากาศสวยแปลกตาไปอีกแบบ 

ขอเชิญชวนให้ลองมาเดินเล่นที่ซันเกียโซโกะแห่งนี้ ที่เป็นที่รู้จักในฐานะสถานที่ถ่ายทำละครชื่อดังของญี่ปุ่นเรื่อง "โอชิน" และดื่มด่ำไปกับบรรยากาศแบบญี่ปุ่นในวันวาน รับรองได้ว่าคุณจะรู้สึกราวกับว่าได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตเลยทีเดียว

ซันโนคลับ (山王くらぶ)

"ซันโนคลับ" เปิดกิจการขึ้นเมื่อปี 1895 เป็นที่คุ้นเคยในฐานะเรียวเทเก่าแก่ทางการ และเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองท่าซากาตะเลยทีเดียว ปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์ไว้ในฐานะทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของประเทศ และถูกใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทอดวัฒนธรรมเรียวเทในอดีต

ที่นี่เป็นอาคารท่องเที่ยวที่เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมได้ ภายในมีการนำเสนอประวัติศาสตร์ของซากาตะในยุคที่รุ่งเรือง พ่อค้าซากาตะที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ดังกล่าว รวมไปถึงวัฒนธรรมเรียวเท วัด ศาลเจ้า และบุนจินบัคคาคุ (เหล่าผู้ที่ให้กำเนิดศิลปะที่มีความประณีตอย่างบทกวีและภาพเขียน) ซึ่งล้วนแต่พัฒนาขึ้นภายใต้อิทธิพลของเหล่าพ่อค้า ห้องแต่ละห้องของตัวอาคารนั้นมีสไตล์ที่แตกต่างกัน โดยทุกๆ ห้องนั้นอัดแน่นไปด้วยมนต์เสน่ห์ของซากาตะในอดีตอย่างเต็มเปี่ยม

อีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ การจัดแสดง "ซากาตะโนะคาซาฟุคุ (酒田の傘福)" ให้สามารถรับชมได้ตลอดทั้งปี เป็น 1 ใน 3 สึรุชิคาซาริ (หัตถกรรมพื้นบ้านแบบแขวนชนิดหนึ่ง) ที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น เคียงคู่ไปกับ "อิซุอินาโทริสึรุชิคาซาริ (伊豆稲取つるし飾り)" และ "ฟุกุโอกะยานากาวะซาเกมง (福岡柳川さげもん)" 

"คาซาฟุคุ (傘福)" นั้น เป็นเหมือนสิ่งสำหรับขอพรให้บุตรหลานเจริญรุ่งเรือง สุขภาพดีไม่ป่วยไข้ และครอบครัวมีความสุข โดยเหล่าหญิงสาวจะนำงานฝีมือที่เย็บปักขึ้นอย่างประณีตและอัดแน่นไปด้วยความรักและความปรารถนา ไปแขวนไว้กับร่ม

ในปี 2019 นี้เป็นการจัดแสดงครั้งที่ 14 ซึ่งมีไฮไลท์เป็น "อาราตานะคาซาฟุคุ (新たな傘福)" ที่เป็นเครื่องประดับแบบแขวนกว่า 999 ชิ้น และ "โคกะโซเมะโนะคาซาฟุคุ (紅花染の傘福)" ที่มีลักษณะอ่อนช้อยสวยงาม การจัดแสดงนี้จะมีไปจนถึงวันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม (* สำหรับปี 2020 จะจัดขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม - 5 พฤศจิกายน) 

ไมโกะชายะโซมาโร (舞娘茶屋相馬樓) / พิพิธภัณฑ์ศิลปะทาเคฮิซะยูเมจิ (竹久夢二美術館)

ในสมัยเอโดะ ซากาตะเคยมีเรียวเทชื่อดังนามว่า "โซมายะ (相馬屋)" ภายหลังโซมายะแห่งนี้ได้เปิดกิจการขึ้นอีกครั้งในชื่อ "โซมาโร" และได้เป็นที่คุ้นเคยกันในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของซากาตะ อีกทั้งยังได้รับการระบุให้เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของชาติในปี 1996 อีกด้วย

ที่นี่ยังเชื่อมต่อกับพิพิธภัณฑ์ของ ทาเคฮิซะ ยูเมจิ นักกวีและจิตรกรผู้ซึ่งออกเดินทางอยู่อย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อตามหาอิสระที่ไม่ถูกผู้ใดผูกมัด ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คุณจะได้รับชม "ภาพสาวงามในแบบยูเมจิ (夢二式美人画)" ผลงานชิ้นเอกที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของเซนส์ด้านความงามที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา รวมไปถึงผลงานชื่อดังหลากหลายชิ้นที่เปี่ยมล้นไปด้วยอารมณ์อันหลากหลาย

ชั้น 1 ของอาคารนี้เป็นสถานที่สำหรับผ่อนคลาย ส่วนชั้น 2 นั้นเป็นพื้นที่กว้างขวางที่คุณสามารถรับชมการเต้นรำของไมโกะ (เกอิชาฝึกหัด) พลางลิ้มรสอาหารชั้นยอดได้ (ให้บริการเพียงวันละ 1 ครั้ง ในตอน 12:00 น. เท่านั้น)

โดยอาหารนั้นมีให้เลือกอยู่ด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่ "ไมโกะไคเซกิ (舞娘懷石) (5,500 เยน (รวมภาษี))" "โฮเซกิชิราชิ (宝石ちらし) (5,000 เยน (รวมภาษี))" และ "โทคุไดอุนาจู (特大うなぎ重) (8,000 เยน (รวมภาษี))" รับรองได้ว่าคุณจะต้องเพลิดเพลินไปกับทั้งรสชาติและหน้าตาของมันอย่างแน่นอน
*อาจมีการแสดงการเต้นรำของไมโกะอีก 1 ครั้ง ในเวลา 14:00 น. (ไม่มีอาหาร)

พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮมมะ (本間美術館)

"พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮมมะ" ก่อตั้งขึ้นในปี 1947 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาวัฒนธรรมศิลปะ และเยียวยาจิตใจของผู้คนที่ได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ตระกูลฮมมะในเวลานั้นเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ครอบครองพื้นที่จำนวนมากที่สุดในภูมิภาคโชไนของจังหวัดยามากาตะ ได้ทำการเปิดคฤหาสน์รองที่มีอายุ 135 ปีให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชม นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งแรกของญี่ปุ่นที่บริหารโดยเอกชนเลยทีเดียว 

นอกจากจะถ่ายทอดความเพียรพยายามในการพัฒนาพื้นที่แล้ว ยังมีการจัดแสดงศิลปะต่างๆ ตั้งแต่ศิลปะสมัยโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน ที่สวน "คาคุบุเอน (鶴舞園)" คุณจะได้ชื่นชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมจากไม้ในสไตล์เกียวโต และยังเป็นสถานที่ที่ในอดีตเคยถูกใช้เป็นพื้นที่รับรองราชวงศ์และผู้มีตำแหน่งสูงในรัฐบาลอีกด้วย เนื่องจากสามารถดื่มชาไปพลางศึกษาวัฒนธรรมของซากาตะในยุคที่รุ่งเรือง ที่นี่จึงเป็นที่ชื่นชอบในฐานะพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ผสานวัฒนธรรม ธรรมชาติ และศิลปะเข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง

ตลาดอาหารทะเลซากาตะ (酒田海鮮市場)

ตั้งแต่ยุคเอโดะเป็นต้นมา ซากาตะได้รุ่งเรืองขึ้นในฐานะเมืองท่า แม้แต่ในทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์รวมอาหารทะเลสดใหม่ให้คุณได้มาลิ้มลองความอร่อยที่ "ตลาดอาหารทะเลซากาตะ" ซึ่งตั้งอยู่ติดกับอ่าวซากาตะ คุณจะได้ซื้ออาหารทะเลสดใหม่ที่ชั้น 1 และรับประทานเมนูจากอาหารทะเลที่เพิ่งจับขึ้นมาสดๆ ที่ "ไคเซนด้งยะ โทบิชิมะ (お食事処海鮮どんやとびしま)" บนชั้น 2

ไคเซนด้ง (ข้าวหน้าอาหารทะเล) ของที่นี่ใช้อาหารทะเลมากถึง 12 - 15 ชนิด และยังมีราคาแสนถูกอยู่ที่เพียง 1,000 เยน (ไม่รวมภาษี) นอกจากนี้ก็ยังมีเมนูอยู่มากมายให้คุณเลือกตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็น
นากะโทโระด้ง (ข้าวหน้าทูน่าขนาดกลาง) ราคา 1,500 เยน (ไม่รวมภาษี)
อิคุระด้ง (ข้าวหน้าไข่ปลาแซลมอน) ราคา 2,300 เยน (ไม่รวมภาษี)
อุนิอิคุระด้ง (ข้าวหน้าหอยเม่นและไข่ปลาแซลมอน) ราคา 2,300 เยน (ไม่รวมภาษี)
คานิด้ง (ข้าวหน้าปู) ราคา 1,200 เยน (ไม่รวมภาษี)
และอีกเมนูที่ไม่พลาดไม่ได้เลยคือ ฟุนาโมริเซน (舟盛膳) ราคา 1,000 เยน (ไม่รวมภาษี) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย และจำหน่ายในจำนวนจำกัดในแต่ละวัน แต่ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหนก็บอกได้เลยว่าถูกสุดๆ 

ที่นี่จึงเป็นอีกจุดที่ไม่ควรพลาดในเมืองซากาตะ และยิ่งไปกว่านั้นคุณยังสามารถรับชมวิวของอ่าวซากาตะแสนงดงามจากระเบียง และหากอากาศดี ก็ยังอาจได้ชมพระอาทิตย์ตกดินตกลงในทะเลญี่ปุ่นอีกด้วย

อาสึมิออนเซ็น บันโคคุยะ (あつみ温泉 萬国屋)

สำหรับผู้ที่กำลังมองทั้งอาหารอร่อยและวิวแสนสวย เราขอแนะนำ "อาสึมิออนเซ็น บันโคคุยะ" เรียวคังที่มีออนเซ็นอยู่ในตัว เปิดกิจการมาแล้วกว่า 300 ปี ได้รับเลือกให้อยู่ใน "100 โรงแรมและเรียวคังญี่ปุ่นเลือกสรรโดยผู้เชี่ยวชาญ" ในปี 1981 และหลังจากนั้นติดต่อกันมาอีก 38 ปี (ตำแหน่งในปี 2019 อยู่ที่อันดับที่ 11) เป็นเรียวคังเก่าแก่ชั้นแนวหน้าของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วญี่ปุ่น รวมไปถึงบุนจินบัคคาคุหลายท่านในสมัยก่อน

ทันทีที่เข้าไปภายใน คุณจะพบกับโถงต้อนรับสุดกว้างขวางที่ทำขึ้นจากไม้ ทั้งตัวอาคารตกแต่งไปด้วยดอกไม้สีสันสดใสตามฤดูกาล แค่เดินเล่นในอาคารก็ช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจของคุณได้แล้ว

ในส่วนของห้องพักนั้น ก็มีทิวทัศน์ที่ยิ่งใหญ่สวยงามของธรรมชาติในบริเวณรอบๆ ให้รับชม มีเสียงไหลของสายน้ำให้รับฟัง เมื่อมองลงไปก็จะพบกับพื้นที่อันเงียบสงบที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ตามป่าเขา รับรองได้ว่าคุณจะได้ผ่อนคลายอย่างสบายๆ ไปกับออนเซ็นที่ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติอันยิ่งใหญ่จนลืมเวลาอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ มื้อเย็นของที่นี่มาในคอนเสปต์ "เพลิดเพลินไปกับภูเขาและน้ำ" คุณจะได้ลิ้มรสเมนูชั้นยอดที่ทำขึ้นจากปลาสดใหม่ส่งตรงจากอ่าวญี่ปุ่น เนื้อวัวคุณภาพดีอย่างคุโรเกะวากิวและยามากาตะกิว และพืชผักภูเขาที่เก็บมาใหม่ๆ จากในบริเวณ หากได้ลองดื่มด่ำไปกับออนเซ็นท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และลิ้มรสอาหารอร่อยๆ แล้วล่ะก็ คุณจะเข้าใจได้เลยว่าอะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้เรียวคังแห่งนี้เป็นที่ชื่นชอบมาอย่างยาวนาน

SHONAI HOTEL SUIDEN TERRASSE

ยามากาตะไม่เพียงแต่โด่งดังจากเรียวคังสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมจากที่พักสไตล์โมเดิร์นอีกด้วย ในครั้งนี้ขอแนะนำ "SHONAI HOTEL SUIDEN TERRASSE" ที่มองจากภายนอกอาจจะนึกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์! ที่นี่ตั้งอยู่ท่ามกลางนาน้ำ ซึ่งคุณจะได้เพลิดเพลินไปกับความขัดแย้งอย่างลงตัวระหว่างสิ่งก่อสร้างสไตล์โมเดิร์น กับทิวทัศน์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่างนา 4 ฤดู

และหากสภาพอากาศเอื้ออำนวย คุณอาจได้ชมทิวทัศน์อันอลังการราวกับทะเลสาบเกลืออูยูนิ ที่ผืนนาจะกลายเป็นกระจกบานใหญ่ ส่องสะท้อนก้อนเมฆและตัวคาร สิ่งนี้เป็นการออกแบบโดยสถาปนิกที่ชื่อคุณ บัน ชิเกรุ (坂 茂) แม้จะสร้างขึ้นโดยใช้เทคนิคงานไม้แสนประณีตที่มักเห็นได้ในผลงานของเขา แต่ก็ได้มีการใช้ท่อกระดาษในหลายๆ จุดเพื่อให้เกิดเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร มีการคงวิวทิวทัศน์แบบนาไว้ ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างทางเดินลอยฟ้าที่เรียงรายไปด้วยห้องพัก ให้ความรู้สึกราวกับว่ากำลังเดินอยู่บนผิวน้ำ เกิดเป็นบรรยากาศอันสวยงามที่ตราตรึงใจแขกผู้มาเข้าพักทุกคน

ออนเซ็นธรรมชาติของที่นี่ผุดขึ้นมาจากชั้นใต้ดินลึก 1,200 เมตร ประกอบไปด้วยแร่ธาตุโซเดียม แคลเซียมซัลเฟต และคลอไรด์ โดยจะอยู่ในโดมที่ลอยเด่นอยู่เหนือนาน้ำ ตัวโรงน้ำอาบจะมีบรรยากาศและการจัดวางที่เหมือนกับยานอวกาศ รับรองได้ว่าหากได้ลองแช่ออนเซ็นในบรรยากาศหายากเช่นนี้แล้ว คุณจะรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่ทั้งกายและใจเลยทีเดียว (* บ่อผู้ชายเท่านั้นที่เป็นแบบกลางแจ้ง, บ่อผู้หญิงมีเพดานที่เป็นกระจก)

ในส่วนของอาหารเช้านั้น เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ที่มีอาหารญี่ปุ่นเป็นหลัก คุณจะได้ลิ้มรสวัตถุดิบของยามากาตะมากมาย ตั้งแต่ข้าวโชไนไมที่คัดสรรมาอย่างประณีต แฮมไก่จากไก่ยามากาตะที่เลี้ยงด้วยสมุนไพร ไปจนถึงปลาซาวาระหมักในสไตล์เกียวโต

[จังหวัดอาคิตะ (秋田県)]

จุดพักรถคิซากาตะ เนมุโนะโอกะ (道の駅象潟 ねむの丘)

ภายในพื้นที่กว่า 66,000 ตารางเมตร มีทั้งร้านขายของฝาก ร้านอาหาร จุดชมวิวและออนเซ็นชมวิวที่แผ่กว้างไปด้วยวิวของทะเลญี่ปุ่น ทำให้ "จุดพักรถคิซากาตะ เนมุโนะโอกะ" เป็นจุดพักรถโด่งดังที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ นอกจากจะเป็นจุดพักของนักเดินทางแล้ว ยังเป็นที่คุ้นเคยกันในฐานะสถานที่ผ่อนคลายของผู้คนในท้องที่อีกด้วย

ไม่เกินไปเลยที่จะกล่าวว่าที่นี่ครบครันไปด้วยของฝากทุกอย่างของอาคิตะ ไม่ว่าจะเป็น คิริทันโปะ (ข้าวพันไม้ย่าง) อินานิวะอุด้ง หรือสาเกท้องถิ่น ออนเซ็นชมวิวที่อยู่บนชั้น 4 นั้น เต็มไปด้วยแร่ธาตุที่ดีต่อผิวและให้ความชุ่มชื้น พลางชมวิวทะเลญี่ปุ่นที่สวยงามจนหาที่เปรียบไม่ได้

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีจุดชมวิวที่สามารถเข้าชมได้ฟรี (9:00 - 21:00 น.) คุณจะมองเห็นทะเลญี่ปุ่นจากฝั่งตะวันตก ภูเขาชื่อดัง "โจไคซัง (鳥海山)" จากฝั่งตะวันออก และ อนุสรณ์ธรรมชาติของญี่ปุ่น "คิซากะ คุจูคุชิมะ (象潟・九十九島)" จากด้านหน้า

หลังจากที่ซื้อของฝาก แช่ออนเซ็น และชมวิวสวยๆ เสร็จแล้ว ก็ไม่ควรพลาดไปแวะเดินเล่นที่ "1 ใน 100 เส้นทางเดินชมพระอาทิตย์ตกดินของญี่ปุ่น" ปิดท้าย จากสนามหญ้าที่ได้รับการดูแลอย่างดีนี้ คุณสามารถรับชมพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ จมลงไปในทะเลญี่ปุ่น รับรองได้ว่ามันจะกลายเป็นความทรงจำที่ลืมไม่ลงอย่างแน่นอน

บทความนี้เขียนขึ้นในความร่วมมือของ: THE SEA OF JAPAN KIRA KIRA UETSU TOURISM AREA

เว็บไซต์: https://discoveruetsu.com/ (ภาษาญี่ปุ่น)

เว็บไซต์: https://discoveruetsu.com/en/introduction/ (ภาษาอังกฤษ)

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร