8 ที่เที่ยววันเดย์ทริปจากเกียวโต-โอซาก้า! ไปซึมซับประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของญี่ปุ่นกัน!

คันไซมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างเกียวโตและโอซาก้า และภูมิภาคคันไซนี้เองที่เคยกุมอำนาจทางการเมืองของญี่ปุ่นเป็นเวลานานในอดีต ทำให้ภูมิภาคนี้มีทั้งมรดกทางประวัติศาสตร์และศาสนา โดยในบทความนี้เราจะขอแนะนำ 8 ที่เที่ยวที่สามารถไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับจากโตเกียวและโอซาก้าได้ แต่หากมีเวลาจะไปค้างคืนก็ได้เช่นกัน โดยสถานที่เหล่านี้จะพาคุณไปสัมผัสความงดงามของญี่ปุ่นในอดีต ตั้งแต่ทัศนียภาพงดงาม ออนเซ็นเพื่อผ่อนคลาย ไปจนถึงวิถีพุทธศาสนาเพื่อจิตใจอันสงบ

คันไซ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

1. วัด Enryaku-ji และภูเขา Hiei-zan ต้นกำเนิดของศาสนาพุทธในญี่ปุ่น [จ.ชิกะ]

ภูเขา Hiei-zan (比叡山) มีบทบาทที่สำคัญในวงการพุทธศาสนาญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยพระนามว่าไซโจ (最澄) เป็นผู้นำพุทธศาสนาลัทธิเทนได (天台宗) เข้ามาจากจีนและก่อตั้งวัดนี้ขึ้น ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับความนิยมและความเคารพจากราชสำนัก จนวัดนี้ได้กลายเป็นวัดหลักของนิกายไป

พระสงฆ์ชื่อดังจำนวนมากเคยศึกษาพุทธศาสนาที่วัดนี้ รวมถึงพระผู้ก่อตั้งนิกายใหญ่ๆ ในปัจจุบันอย่างนิกายสุขาวดี นิกายเซน และนิกายนิจิเรน (日蓮宗) เป็นต้น

วัดนี้มีอำนาจมากขนาดที่มีพระนักรบเป็นของตนเองเพื่อปกป้องอาณาเขต แต่เนื่องจากวัดนี้รุ่งเรืองอยู่ภายใต้ระบอบจักรพรรดิแบบโบราณของญี่ปุ่น เมื่อระบอบนี้สิ้นสุดลงทำให้อำนาจเกิดการกลับขั้ว กล่าวคือเมื่อญี่ปุ่นตกอยู่ภายใต้ความอลหม่าน โชกุน (ผู้นำทางทหาร) โอดะ โนบุนากะ (織田信長) ได้พยายามจะรวมประเทศ และเห็นว่าพระนักรบของวัดนี้เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายของเขา จึงได้มีคำสั่งให้เผาวัดนี้จนสิ้นซาก ดังนั้นอาคารวัดที่สามารถพบเห็นได้ในทุกวันนี้ล้วนแต่เป็นอาคารที่ได้รับการสร้างใหม่ในศตวรรษที่ 17 ทั้งสิ้น

วัด Enryaku-ji (延暦寺) ในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานประวัติศาสตร์เกียวโตโบราณ (Historic Monuments of Ancient Kyoto) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก วัดมีขนาดใหญ่จนอาจใช้เวลาเป็นวันในการสำรวจ โดยสามารถแบ่งคร่าวๆ ได้เป็น 3 โซน ได้แก่ โทโด (ศาลาตะวันออก) ไซโต (ศาลาตะวันตก) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือไป 1 กิโลเมตร และโยคาวะ ที่ห่างออกไป 4 กิโลเมตรทางทิศเหนือ

ในแต่ละโซนจะมีศาลาวัดขนาดใหญ่ ควรค่าแก่การเยี่ยมชมตามลำดับหากมีเวลา โดยสามารถเลือกเดินหรือนั่งรถบัสก็ได้ แต่ถ้าหากต้องการไปเพียงโซนใดโซนหนึ่ง ขอแนะนำเป็นโทโด เพราะเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดและมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุด เพราะสร้างโดยพระไซโจเองนั่นเอง

ลองสัมผัสบรรยากาศของการบำเพ็ญเพียรแล้วเปิดประสบการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิ หรือ zazen (座禅) รวมถึงการคัดลอกพระสูตร นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะได้ลองรับประทานอาหารมังสวิรัติของพระสงฆ์ที่เรียกว่า Shojin-ryori (精進料理) ถึงถิ่นอีกด้วย

หากคุณไม่ใช่สายที่ชอบสัมผัสบรรยากาศทางธรรมทั้งวัน คุณยังสามารถแวะภูเขา Hiei-zan ไปชมสิ่งงดงามมากมาย เช่น สวน Tsutsujigaoka (つつじヶ丘) หรือ Garden Museum Hiei ที่สามารถชมทิวทัศน์อันงดงามของเมืองเกียวโตและทะเลสาบบิวะได้ รวมถึงร้านอาหาร Minemichi Restaurant & Observatory ที่มีเมนูเนื้อวัวชื่อดังของท้องถิ่นอย่างเนื้อวัวโอมิได้อีกด้วย

คุณสามารถเดินทางไปยังวัด Enryaku-ji ได้ด้วยรถรางจาก 2 ทาง ได้แก่ รถราง Eizen Cable (叡山ケーブル) จากเกียวโตทางทิศตะวันตก และรถราง Sakamoto Cable (坂本ケーブル) จากทะเลสาบบิวะทางทิศตะวันออก

โดย Sakamoto Cable ถูกสร้างก่อนในปี 1927 ปัจจุบันจึงมีอายุเกือบศตวรรษแล้ว และเนื่องจากรถรางนี้ทำหน้าที่เชื่อมเมืองซากาโมโตะที่บริเวณตีนเขาเข้ากับตัววัดบนยอดเขา จึงเรียกได้ว่าเป็น “โอโมเตซันโด (表参道)” หรือถนนที่มุ่งสู่ประตูหลักของวัดหรือศาลเจ้านั่นเอง

ตัวรถรางสีแดงและสีเขียวมีชื่อว่า “En”(縁 โชคชะตา) และ “Fuku”(福 ความสุข) ให้อิมเมจความสวยงามตามแบบยุโรป กระเช้าเหล่านี้ทำงานโดยไร้สายไฟบดบังเส้นทาง ผู้โดยสารสามารถมองเห็นทะเลสาบบิวะได้อย่างไม่มีอะไรมากั้น ถือเป็นกระเช้าที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น โดยยาวกว่า 2 กิโลเมตร และไต่ระดับสูงถึง 480 เมตรจากตีนเขาจนถึงยอดเขาเลยทีเดียว

2. ประตูโทริอิลอยได้ ณ ศาลเจ้า Shirahige [จ.ชิกะ]

โทริอิ (鳥居) คือเสาประตูที่สามารถพบได้ ณ ด้านหน้าของศาลเจ้าทุกที่ในญี่ปุ่น และเป็นสัญลักษณ์ประจำประเทศญี่ปุ่น ทำหน้าที่แบ่งเขตแดนระหว่างโลกที่พวกเราอาศัยอยู่ และโลกแห่งวิญญาณ

หลายคนอาจเคยเห็นเสาโทริอิแสนโด่งดังที่ดูเหมือนกำลังลอยอยู่บนทะเลที่ศาลเจ้า Itsukushima ในจังหวัดฮิโรชิม่ามาก่อน แต่แท้จริงแล้วยังมีโทริลักษณะคล้ายกันตั้งอยู่ในทะเลสาบบิวะ ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โทริอินี้เป็นของศาลเจ้า Shirahige (白鬚神社) แห่งนี้เอง และจะสวยเป็นพิเศษในยามอาทิตย์ขึ้นอีกด้วย

ศาลเจ้าแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี และว่ากันว่าถูกสร้างโดยเจ้าหญิง Yamatohime-no-mikoto ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 11 ของญี่ปุ่น แต่ตัวโทริอิลอยน้ำนั้นถูกสร้างภายหลังในศตวรรษที่ 20

คำว่า “Shirahige” นั้นแปลตรงตัวว่าเคราสีขาว ซึ่งสื่อถึงเทพเจ้าในศาสนาชินโตชื่อ Sarutahiko (猿田彦) ผู้มีเคราสีขาวที่ได้รับการบูชาที่ศาลเจ้าแห่งนี้ เชื่อกันว่าศาลเจ้าแห่งนี้จะมอบความอายุยืนให้กับผู้มาเยือนอีกด้วย

ความสวยสะดุดตาของซุ้มประตูโทริอิที่ลอยอยู่บนทะเลสาบบิวะทำให้ศาลเจ้านี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวไปโดยปริยาย ถึงสำหรับใครที่ไม่มีรถอาจจะเดินทางค่อนข้างลำบาก เนื่องจากใช้เวลาเดินราว 40 นาทีจากสถานีที่ใกล้ที่สุด แต่ระยะทางก็ไม่เป็นอุปสรรคเลยเพราะจะมีหาดทรายที่งดงามคอยอยู่เป็นเพื่อนคุณตลอดการเดิน อีกทางเลือกคือเรียกรถแท็กซี่ หรือจะเช่าจักรยานปั่นไป-กลับจากสถานี Omi-Takashima และปั่นจักรยานเล่นบนนทางจักรยานรอบทะเลสาบก็ได้เช่นกัน

หากคุณสนใจในศาสนาในญี่ปุ่นและพอจะมีเวลาว่าง ขอแนะนำให้ลองไปที่เกาะ Chikubu (竹生島) เป็นเกาะที่ไร้ผู้คนซึ่งถูกรู้จักในนามของเกาะแห่งเทพเจ้า เพราะมีศาลเจ้าโบราณอยู่เป็นจำนวนมาก เริ่มจากที่ทาคาชิมะ ให้เดินทางเลียบชายหาดไปทางเหนือไปจนถึงท่าเรือข้างสถานี Omi-Imazu แล้วนั่งเรือท่องเที่ยวเพื่อไปยังเกาะแห่งนี้

3. วัด Eiheiji ที่ซึ่งวิถีแห่งสันโดษกลับคืนชีพ [จ. ฟุคุอิ]

วัด Eiheiji (永平寺) ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1244 โดย Dogen Zenshi (道元禅師) พระรูปหนึ่งที่ได้ศึกษาเล่าเรียนพุทธศาสนาแบบเท็นไดที่วัด Enryaku-ji แต่กลับรู้สึกผิดหวังในธรรมเนียมปฏิบัติหลายอย่าง จึงได้เดินทางไปที่ประเทศจีนเพื่อแสวงหาหนทางตรัสรู้ที่ดีกว่าเดิม

จากนั้นท่านได้นำนิกาย Soto Zen (曹洞禅) กลับมาที่ญี่ปุ่นและสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นวัดศูนย์กลางหลัก ขื่อของวัด Eihei-ji แปลว่า “วัดแห่งสันตินิรันดร์” และสาเหตุที่วัดถูกสร้างขึ้นในที่ที่เข้าถึงยากเช่นนี้ ก็เพื่อเว้นระยะห่างจากสำนักเก่าของเขานั่นเอง

วัด Eiheiji ยังคงเป็นที่จำพรรษาของพระสงฆ์กว่า 150 รูป ในขณะที่วัดส่วนมากจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว และวัดแห่งนี้ยังให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรอีกด้วย

นิกาย Soto Zen แตกต่างจากศาสนาพุทธดั้งเดิมตรงที่นิกายนี้มุ่งเน้นไปที่การนั่งสมาธิและการท่องพระสูตร ดังนั้นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถทำได้ที่นี่จึงมีทั้งการนั่งสมาธิ และคัดลอกพระสูตรด้วยพู่กัน ข้างๆ วัดมีทั้งที่พักแบบดั้งเดิมและที่พักแบบสมัยใหม่ ที่แขกผู้มาพักสามารถลองทานอาหารของวัด (楽膳料理) เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนา และทัวร์บริเวณวัดแบบมีผู้บรรยายอีกด้วย (จำเป็นต้องจองล่วงหน้า)

วัดแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมชั้นสูงอันสง่างาม ที่ผสมผสานกับป่ารอบข้างอย่างลงตัว ให้บรรยากาศอันเงียบสงบ ไม่ว่าคุณตั้งใจจะมาสัมผัสบรรยากาศทางธรรม หรือว่าจะมาแบบชิลๆ ก็ควรแวะที่ฮัตโต (法堂 ห้องฟังเทศน์) บุตสึเด็น (仏殿 โถงที่มีพระพุทธรูปทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต) และประตูซัมมง (山門) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมชื่อดังที่สุด 

ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด19 ในปัจจุบัน ทางวัดได้ขอความร่วมมือกับนักท่องเที่ยวให้ล้างมือที่บริเวณทางเข้าวัด วัดอุณหภูมิร่างกาย และใส่หน้ากากก่อนเข้าชมวัด จึงเข้าชมได้อย่างสบายใจหายห่วง

4. Amano Hashidate สะพานสู่สวรรค์ [จ. เกียวโต]

Amano Hashidate (天橋立) อยู่ที่ทางเหนือของจังหวัดเกียวโต และโด่งดังในฐานะ 1 ใน 3 สุดยอดทิวทัศน์งดงามของญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นสันทรายยาว 3.6 กิโลเมตร เกิดขึ้นจากการทับถมของทรายดูด สันทรายแห่งนี้เป็นตัวแยกในแนวตั้งระหว่างอ่าว Miyazu (ของทะเลญี่ปุ่น) และทะเล Aso มีลักษณะคล้ายกับมังกรที่กำลังมุ่งหน้าไปยังท้องฟ้า เป็นที่มาของชื่อ Amano Hashidate ที่แปลว่าสะพานสู่สวรรค์ และกลายเป็นทัศนียภาพที่โด่งดังแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

สถานที่ที่ดีที่สุดในการชมสะพานสู่สวรรค์คือสวน Kasamatsu (傘松公園) ซึ่งอยู่ที่ความสูง 130 เมตร จากระดับน้ำทะเล และมีจุดชมวิวสำหรับชมสันทรายได้อย่างเหมาะเจาะพอดี ที่สวนแห่งนี้ยังมีความเชื่ออีกอย่าง นั่นคือการชมสันทรายโดยก้มลงไปมองลอดใต้ขา หรือที่เรียกว่า mata-nozoki (股覗き) ซึ่งจะทำให้ดูราวกับว่ามีมังกรกำลังมุ่งหน้าไปสู่สวรรค์จริงๆ!

5. ออนเซ็นแห่งประวัติศาสตร์ Kinosaki Onsen [จ. เฮียวโกะ]

Kinosaki Onsen (城崎温泉) เป็นจุดห้ามพลาดสำหรับผู้ที่ต้องการการพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นในจังหวัดเฮียวโกะ สำหรับใครที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของญี่ปุ่นควรมาเยือนดูสักครั้ง เพราะออนเซ็นแห่งนี้มีตำนานเกี่ยวกับต้นกำเนิดที่ไม่ซ้ำใคร

ว่ากันว่าออนเซ็นนี้ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 720 โดยพระชื่อว่า Dochi Shonin ผู้ที่กำลังพยายามหาทางรักษาโรค เขาได้รับคำแนะนำจากโหรให้มาท่องพระสูตรที่นี่เป็นเวลา 1,000 วัน แล้วจะมีน้ำวิเศษที่สามารถรักษาโรคได้ผุดออกมาจากพื้นดิน และเหตุการณ์นั้นก็ได้เกิด

โรงอาบน้ำที่เขาก่อตั้งขึ้นได้รับการขนานนามว่า Mandara-yu (まんだら湯) โดยคำว่า Mandara นั้นหมายถึงจิตใจที่รู้แจ้ง อันเนื่องมาจากความเพียรพยายามของพระรูปนี้นั่นเอง

กว่า 13 ศตวรรษให้หลัง Kinosaki Onsen มีชื่อเสียงขึ้นจากสรรพคุณการรักษาของน้ำออนเซ็น ทำให้มีผู้คนมากมายแห่กันมาที่นี่เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย จนวัดในบริเวณนี้ถึงกับต้องจัดแสดงไม้เท้าที่ถูกทิ้งไว้ เพราะผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้วเลยทีเดียว

ทุกวันนี้มีการค้นพบแร่ธาตุต่างๆ ในน้ำออนเซ็นที่นี่ เช่น โซเดียมคลอไรด์ และแคลเซียมคลอไรด์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แก้ปัญหาระบบย่อยอาหาร ไปจนถึงอาการปวดกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และการฟกช้ำ เป็นต้น

เมืองออนเซ็นที่ Kinosaki ถือว่าค่อนข้างเล็ก โดยกว้างแค่ไม่กี่ช่วงถนนริมสองฝั่งของแม่น้ำ Otani (大谿川) ดังนั้นเพียงแค่สุดสัปดาห์เดียวก็ถือว่าเพียงพอแล้วในการเข้าพักที่เรียวกัง (โรงแรมแบบญี่ปุ่น) แช่ในบ่อออนเซ็นกลางแจ้งที่มีให้เลือกถึง 7 บ่อ เดินเล่นรอบเมืองด้วยชุดยูกาตะแบบดั้งเดิม และลิ้มลองเมนูในร้านอาหารหรือร้านเหล้า 

โรงอาบน้ำกลางแจ้งทั้ง 7 แห่ง จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่น โรงอาบน้ำ Ichino-yu (一の湯) ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายโรงละครคาบูกิ (歌舞伎 ศิลปะการแสดงดั้งเดิมแบบญี่ปุ่น) นอกจากนี้ยังให้โชคในด้านความรัก และธุรกิจอีกด้วย

หากเดินไปอีกประมาณ 500 เมตร จะพบกับวัดออนเซนจิ (温泉寺) ซึ่งเป็นวัดที่คอยปกปักรักษาเมืองออนเซ็นแห่งนี้ และถูกสร้างโดยพระ Dochi Shonin คนเดิมนั่นเอง

ในสมัยก่อนเคยมีกฎที่ว่าก่อนที่จะเข้าออนเซ็นใดๆ ผู้มาเยือนจะต้องมาถวายความเคารพต่อวิญญาณของ Dochi Shonin ต่อพระโพธิสัตว์ (เทพเจ้าแห่งความเมตตาในศาสนาพุทธ) และต่อพระไภษัชยคุรุ (พระพุทธเจ้าที่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้) ถึงแม้ว่าในปัจจุบันกฎนี้จะไม่มีแล้ว แต่ก็คุ้มค่าที่จะลองแวะไปเยี่ยมชมสักครั้งในชีวิต

วัดออนเซนจิตั้งอยู่บริเวณครึ่งทางก่อนถึงยอดเขา Daishi (大師山) จึงสามารถเดินเขาขึ้นไปที่วัด แล้วจึงเดินต่อขึ้นไปยังยอดก็ได้ โดยคุณจะได้เพลิดเพลินไปกับโลกสีเขียวขจีที่ถูกแต่งแต้มด้วยรูปปั้นหินโบราณ จากบนยอดจะมองเห็นทิวทัศน์ในบริเวณรอบๆ และยังมีคาเฟ่ไว้ให้พักผ่อน ก่อนกลับลงไปด้วยกระเช้า Kinosaki Ropeway (จะเลือกนั่งกระเช้าขึ้นมาก่อนแล้วค่อยเดินลงเขาไปก็ได้เช่นกัน)

ในฤดูใบไม้ผลิจะเห็นถนนหลักในเมืองและแม่น้ำถูกแต่งแต้มไปด้วยซากุระ และในฤดูใบไม้ร่วงจะสามารถชื่นชมใบไม้เปลี่ยนสีระหว่างการเดินเขาได้ โดยในปัจจุบัน Kinosaki Onsen ได้มีมาตรการป้องกันโรคโควิด19 อย่างรัดกุม ได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัยระหว่างใช้บริการ การระบายอากาศ ตรวจวัดอุณหภูมิ และฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ นอกจากนี้ที่โรงอาบน้ำยังมีการจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการเพื่อป้องกันความแออัดอีกด้วย

6. ปราสาท Himeji ปราสาทญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ใหญ่ที่สุด [จ. เฮียวโกะ]

ปราสาทส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นทุกวันนี้มักเป็นปราสาทที่ถูกสร้างใหม่ เนื่องจากโครงสร้างดั้งเดิมส่วนมากได้ถูกทำลายไปในช่วงการฟื้นฟูพระราชอำนาจยุคเมจิ (明治維新) แต่ปราสาทฮิเมจิ (姫路城) เป็น 1 ใน 12 ปราสาทดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่สามารถรอดพ้นเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้ ปราสาทแห่งนี้มีอีกชื่อว่า “ปราสาทนกกระสาขาว (白鷺城)” จากความสง่างามของตัวปราสาทสีขาวบริสุทธิ์นั่นเอง

เมืองฮิเมจิเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากกองทัพกบฎที่เดินทางมาจากทางทิศตะวันตกเพื่อยึดเมืองหลวงจะต้องผ่านมาทางนี้ โครงสร้างแรกของปราสาทถูกสร้างในศตวรรษที่ 14 ในยุคเซงโกคุ (戦国時代 ยุคสมัยหนึ่งของญี่ปุ่นที่มีแต่ความแตกแยก) หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 16 ได้มีการปรับปรุงขยายขนาดเกิดขึ้นหลายครั้งโดยโชกุน ทำให้จากฐานทัพเล็กๆ กลายเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ในปัจจุบัน

การบูรณะเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นโดยโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (豊臣秀吉) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ผู้ที่รวมประเทศญี่ปุ่น ปราสาทแห่งนี้สามารถรอดพ้นจากทั้งการถูกทำลายในยุคสมัยเมจิ การทิ้งระเบิดฮิเมจิในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และแผ่นดินไหวใหญ่ฮันชินในปีค.ศ. 1995 จึงได้ตั้งตระหง่านมาเป็นเวลากว่า 400 ปีแล้ว นอกจากนี้ในปีค.ศ. 1993 ที่นี่ยังได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO เป็นแห่งแรกในญี่ปุ่นอีกด้วย

หลังจากขึ้นไปชมวิวที่ยอดปราสาทแล้ว อย่าลืมแวะไปที่สวน Kokoen (好古園) ข้างๆ ซึ่งมีโรงน้ำชาให้คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์พิธีชงชาแบบญี่ปุ่น ได้ นอกจากนี้ยังสามารถนั่งเรือรอบคูน้ำล้อมปราสาทได้อีกด้วย ขอแนะนำว่าในบริเวณปราสาทนี้จะสวยเป็นพิเศษเมื่อดอกซากุระเบ่งบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ในช่วงนี้จะมีการจำกัดจำนวนคนเข้าชมปราสาท และผู้เข้าชมจะต้องสวมหน้ากากอนามัย วัดอุณหภูมิ ใช้เจลแอลกอฮอล์ และยังมีการขอความร่วมมือให้ผู้เข้าชมรักษาระยะห่าง (Social distancing) อีกด้วย

7. วัด Engyo-ji สุดอลังการ สายถ่ายรูปห้ามพลาด! [จ. เฮียวโกะ]

หากคุณกำลังตามหาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ ปราสาทฮิเมจิ ขอแนะนำให้เดินไปทางเหนือเพียงไม่กี่นาทีก็จะพบกับวัด Engyo-ji (圓教寺) บนภูเขา Shosha (書写山) ซึ่งเป็นวัดของนิกายเทนได เช่นเดียวกับวัด Enryaku-ji ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ที่นี่ยังมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “ภูเขา Hiei แห่งทิศตะวันตก (西の比叡山)” อีกด้วย

วัดแห่งนี้โดยถูกสร้างขึ้นโดย Shoku Shonin ในปีค.ศ. 966 เมื่อกว่า 1,000 ปีที่แล้ว สามารถเดินทางมาที่นี้ได้ด้วยกระเช้าลอยฟ้าหรือการเดินเขา นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นหนึ่งใน 33 วัดที่เป็นเส้นทางแสวงบุญ Saigoku Kannon ซึ่งเป็นเส้นทางแสวงบุญทั่วเขตคันไซอันโด่งดังอีกด้วย

วัดนี้เป็นหนึ่งในต้นแบบวัดในอุดมคติที่มักจะตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว และมักจะถูกใช้เป็นที่ถ่ายภาพยนตร์ ละครย้อนยุค รวมถึงหลายฉากในภาพยนต์เรื่องมหาบุรุษซามูไร (The Last Samurai) ขอแนะนำให้ลองมองหา Maniden (摩尼殿) ส่วนนี้เป็นสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า Butai-zukuri (การสร้างเวที) มีลักษณะเด่นคือโครงสร้างทั้งหมดจะถูกสร้างบนเสาไม้บนเนินที่ลาดชัน ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์มุมกว้างได้อย่างชัดเจน

ในทำนองเดียวกับหลายวัดที่ได้แนะนำไปก่อนหน้านี้ วัด Engyo-ji ก็เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสวิถีชีวิตของพระสงฆ์ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การนั่งสมาธิ การคัดลอกพระสูตร และรับประทานอาหารแบบพระ

นอกจากนี้ยังมีคอร์สปฏิบัติธรรม “โดโจสุขภาพ” (健康道場) ซึ่งประกอบด้วยการฟังเทศน์ การสวดภาวนา และการประกอบพิธีต่างๆ เพิ่มเติมจากกิจกรรมข้างต้น ซึ่งคอร์สนี้จะเปิดเพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้น และจะกลายเป็นความทรงจำที่คุณจะไม่มีวันลืมเลย! (จำเป็นต้องจองล่วงหน้าสำหรับทุกกิจกรรม ยกเว้นการคัดลอกพระสูตร)

ที่วัด Engyo-ji ได้มีการระบายอากาศ ฆ่าเชื้อ และขอความร่วมมือให้สวมหน้ากากอนามัย

8. ดื่มด่ำรสชาติแห่งประวัติศาสตร์ที่โรงกลั่นเหล้านาดะ เก่าแก่กว่า 100 ปี [จ. เฮียวโกะ]

จังหวัดเฮียวโกะยังสามารถมอบความสุขให้คุณได้อีกหลายรูปแบบ พื้นที่ระหว่างโกเบและโอซาก้านี้เรียกว่านาดะ โกโก (灘五郷) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเหล้าสาเกที่สำคัญมาหลายศตวรรษแล้ว และยังมีโรงกลั่นเหล้าจำนวนนับไม่ถ้วนมาจนถึงปัจจุบัน

สาเกถูกผลิตขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรกในช่วงประมาณปีค.ศ. 1330 และเริ่มมีการผลิตเพื่อการค้าครั้งแรกในศตวรรษที่ 17 โดยคำว่า “โกโก” (五郷) ในชื่อของนาดะ โกโก แปลว่าเมืองทั้งห้าที่เป็นเมืองสำคัญด้านการผลิตเหล้าสาเก ได้แก่เมือง Imazu, Nishinomiya, Uozaki, Mikage และ Nishi

นาดะเหมาะกับการผลิตเหล้าสาเก เหตุผลประการแรก คือคุณภาพของน้ำซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยความกระด้าง (มีแร่ธาตุเยอะ) และมีปริมาณธาตุเหล็กที่ต่ำซึ่งเป็นสัดส่วนที่ลงตัวพอดี

ประการที่สองคือข้าวยามาดะนิชิกิ (山田錦) ที่ผลิตได้ในท้องที่ เป็นข้าวที่เหมาะแก่การนำมาทำเหล้าสาเก

และประการสุดท้ายคือพื้นที่ที่ติดทะเลทำให้เหล้านาดะสามารถนำไปขายที่เมืองหลวงอย่างเอโดะ (江戸 โตเกียวในอดีต) และได้รับความนิยมขึ้นอย่างรวดเร็ว

โรงกลั่นเหล้าหลายแห่งในปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์เป็นของตัวเอง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมขั้นตอนการผลิต และชิมสาเกได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงสามารถซื้อของฝากหลากหลายชนิดจากร้านขายของฝาก

พิพิธภัณฑ์ที่เราขอแนะนำคือ Shushinkan (酒心館 เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1751) และ Hakutsuru (白鶴 เปิดให้บริการตั้งแต่ปีค.ศ. 1743) นอกเหนือจากการเรียนรู้กระบวนการผลิตสาเกแล้ว เสน่ห์อีกอย่างของทัวร์นี้ก็คือเหล่าช่างฝีมือระดับเซียนที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งกับภาชนะต่างๆ ภายในห้องไม้สุดคลาสสิก เหมาะกับการถ่ายภาพไปลง Instagram เป็นอย่างมาก

หลังเดินชมแล้วก็ขอแนะนำร้านอาหารท้องถิ่นหลายร้านที่ได้มีการสร้างสรรค์เมนูขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อรับประทานคู่กับเหล้าสาเกชั้นเลิศจากนาดะ ถือเป็นการปิดท้ายที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

ในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Hakutsuru ต้องมีการสวมหน้ากากอนามัยตลอดการเข้าชม ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย และฆ่าเชื้อ ส่วนพิพิธภัณฑ์ Shushinkan ก็มีมาตรการที่คล้ายคลึงกัน เพิ่มเติมคือมีการจำกัดจำนวนกลุ่มที่เข้าชมต่อชั่วโมงเพื่อป้องกันความแออัดอีกด้วย

ชวนนั่งรถไฟสั้นๆ ไปทัวร์ประวัติศาสตร์กว่าพันปี

ทั้งเกียวโตและโอซาก้าต่างก็มีเสน่ห์ในตัวเอง แต่ก็ยังมีอีกโลกทั้งใบแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโบราณซ่อนอยู่ในเมืองข้างเคียง ที่คุณสามารถไปสัมผัสได้ด้วยการนั่งรถไฟเพียงไม่กี่ชั่วโมง และแน่นอนว่าจะมีการผจญภัยที่ท้าทายยิ่งกว่ารอคุณอยู่ ดังนั้นหากคุณกำลังวางแผนมาเที่ยวหลังสถานการณ์โรคโควิด19 สิ้นสุด อย่าลืมใส่ 8 สถานที่เหล่านี้ไว้ในลิสต์ล่ะ!

ภูมิภาคคันไซเต็มไปด้วยสถานที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ลองดูที่เที่ยวและกิจกรรมเด็ดๆ จากเว็บไซต์ด้านล่างนี้ก่อนได้เลย!

the kansai guide banner

the exciting kansai banner


หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร