ปั่นสำรวจคันไซไปกับเส้นทางจักรยาน 5 สาย เพลินได้ทั้งวัน

ภูมิภาคคันไซเต็มไปด้วยระบบขนส่งสาธารณะมากมาย ครอบคลุมตั้งแต่ฮิเมจิทางทิศตะวันตก ไปจนถึงทะเลสาบบิวะทางทิศตะวันออก รวมถึงบริเวณชายฝั่งของทะเลญี่ปุ่น แต่หากได้ลองตระเวนเที่ยวดูจริงๆ ก็อาจพบว่าจะต้องเสียเวลาเดินเยอะ จะนั่งรถบัสก็ดูยากหากไม่รู้ภาษา แท็กซี่ก็แพง แต่ข่าวดีคือหลายพื้นที่ในญี่ปุ่นเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวด้วยจักรยาน จึงมีบริการเช่าจักรยานและทัวร์จักรยานอยู่มากมาย ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 5 สถานที่ในคันไซที่เหมาะกับทริปจักรยานเป็นอย่างยิ่ง!

คันไซ

สัมผัสประสบการณ์

1. บิวะอิจิ - ปั่นรอบทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

เส้นทางจักรยานของทะเลสาบบิวะ (琵琶湖) เป็นหนึ่งในสถานที่ชื่อดังอันดับต้นๆ ในการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยจักรยาน เส้นทางนี้ถูกเรียกว่า บิวะอิจิ (Biwa-ichi・ビワイチ) ซึ่งย่อมาจาก "หนึ่งรอบทะเลสาบบิวะ (琵琶湖一周)" และยังเป็นหนึ่งในสามเส้นทางจักรยานแห่งชาติของญี่ปุ่นอีกด้วย

เส้นทางนี้มีความยาว 193 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่แม้แต่นักปั่นผู้เชี่ยวชาญก็ยังต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ใช้เวลาอย่างต่ำ 2 วันในการปั่นให้ครบรอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งสองฝั่งของทะเลสาบบิวะมีเส้นทางรถไฟอยู่อย่างครบครัน ทั้งยังมีจุดแวะพักและที่พักค้างคืนอยู่เต็มไปหมด จึงสามารถกำหนดความยาวของทริปกันได้ตามใจชอบ 

ฝั่งทิศใต้ของทะเลสาบมีสะพานพาดอยู่ หากใครอาศัยอยู่ใกล้เกียวโตก็สามารถท่องเส้นทางบิวะอิจิขนาดย่อมโดยเริ่มต้นจากโอสึได้ โดยจะมีระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตรและใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง เขตชายฝั่งของทะเลสาบนี้มีการจราจรหนาแน่นมากที่สุด แต่ก็มีจุดท่องเที่ยวมากที่สุดเช่นกัน

นอกจากนี้ เนื่องจากทะเลสาบบิวะอยู่ใกล้กับเกียวโตที่เป็นอดีตศูนย์กลางการปกครองของญี่ปุ่น จึงมีสิ่งก่อสร้างอายุเกินพันปีตั้งอยู่ให้เห็นเป็นจำนวนมากอีกด้วย

อันดับแรกให้เดินทางไปยังสถานี Otsu โดยสามารถขึ้นรถไฟสายบิวะโกะจากสถานีเกียวโตไปใช้เวลา 10 นาที จากนั้นก็เช่าจักรยานที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กับสถานี ปั่นไปทางทะเลสาบบิวะโดยมุ่งไปทางทิศใต้และเลี้ยวขวา

สิ่งแรกที่คุณจะพบคือ ซากปราสาทเซเซะ (膳所城跡) ซึ่งเป็นร่องรอยของปราสาทที่สร้างขึ้นโดยโทคุงาวะ อิเอยาสึ ผู้รวมญี่ปุ่นเป็นหนึ่งเดียวได้สำเร็จเมื่อปี 1601 ถัดมาให้ขี่ผ่านสะพานเซตะโนะคาราบาชิ (瀬田の唐橋) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสะพานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นสะพานที่ได้ปรากฏอยู่ในนิฮนโชกิ (หนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่เขียนขึ้นในทศตวรรษที่ 8)

หลังจากปั่นต่อไปประมาณ 13 กิโลเมตร คุณจะมองเห็นคาบสมุทรคาราสึมะ (烏丸半島) ทอดตัวอยู่อย่างสวยงาม ในบริเวณสวนอนุสรณ์คาราสึมะ (烏丸記念公園) ก็จะมีพิพิธภัณฑ์ทะเลสาบบิวะ (琵琶湖博物館) ตั้งอยู่ด้วย ที่นี่มีทั้งชายหาดและคาเฟ่ ถ้าใครเหนื่อยก็เหมาะสำหรับใช้เป็นจุดแวะพัก

หลังพักผ่อนจนพอใจก็ให้เดินทางต่อไปอีกสักไม่กี่กิโลเมตร คุณจะพบกับเขตที่ค่อนข้างเงียบสงบ ซ้ายมือมีทะเลสาบกว้างสุดลูกหูลูกตา และทางขวามือมีทุ่งหญ้าสลับไปกับบ้านเมือง หลังจากนั้นเมื่อขับผ่านสะพานบิวะโกะโอฮาชิ (琵琶湖大橋) ไปเล็กน้อยก็จะเห็นสวนสาธารณะนากิสะ (なぎさ公園) อยู่ตรงกันข้ามกับโรงแรม Marriott Hotel สวนแห่งนี้มีรูปปั้นอนุสรณ์ของนักปั่นชื่อดังอยู่ด้วย รับรองว่าได้เห็นแล้วจะอดใจไม่ไหวต้องแวะถ่ายรูปแน่นอน

หลังจากข้ามสะพานบิวะโกะโอฮาชิแล้ว ให้เลี้ยวทวนเข็มนาฬิกาเพื่อวนรอบทะเลสาบ ปั่นไปประมาณ 3 กิโลเมตรก็จะมองเห็นโบสถ์อุคิมิโด (浮御堂) ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ถัดไปใกล้ๆ กันจะเป็นโอโกโตะออนเซ็น (雄琴温泉) หากยังพอมีเวลาก่อนจะต้องคืนจักรยานก็ขอแนะนำให้แวะแช่ออนเซ็นสบายๆ และเตรียมเรี่ยวแรงไว้เพื่อปั่นต่ออีก 14 กิโลเมตรที่เหลือ

ในส่วนของโซนโทชิกิ เราก็ขอแนะนำให้ขับอ้อมห่างออกจากริมทะเลสาบไปสักนิดเพื่อแวะศาลเจ้าฮิโตะโยชิไทชะ (日吉大社) ศาลเจ้าที่มีอิทธิพลกับผู้คนมายาวนานหลายพันปี อาคารหลักฝั่งตะวันตกจะมีรูปสลักลิงมาซารุ ซึ่งเป็นเทพพิทักษ์ของศาลเจ้าอยู่ใต้มุมทั้งสี่ของหลังคา ใกล้ๆ กันมีรถกระเช้าที่เชื่อมต่อไปยังวัดฮิเอซังเอนราคคุจิ (比叡山延暦寺) ที่กล่าวได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญมากที่สุดทางศาสนาพุทธของญี่ปุ่นด้วย น่าเสียดายที่ถ้าแวะไปก็อาจจะกินเวลามากเกินไปหน่อยสำหรับทริปนี้

กลับมาที่เส้นทางจักรยานของเรา จากจุดนี้ไปคุณจะมีโอกาสได้เห็นโบราณสถานต่างๆ มากมาย เริ่มต้นด้วยซากปราสาทซาคาโมโตะ (坂本城跡) ที่สร้างขึ้นโดยกบฏชื่อดัง อาเคจิ มิสึฮิเดะ จากนั้นก็เป็นศาลเจ้าคาราซากิ (唐崎神社) ที่สามารถรับชมวิวแบบญี่ปุ่นๆ ของต้นสนศักดิ์สิทธิ์ที่มีทะเลสาบบิวะเป็นพื้นหลังได้

เมื่อเดินหน้าต่อไปก็จะเห็นศาลเจ้าโอมิจินกู (近江神宮) อยู่ทางขวามือ สังเกตได้ง่ายๆ จากโรมง (ซุ้มประตูสองชั้น) สีแดงสดใส โดยตัวศาลเจ้ามีเทพสักการะเป็นจักรพรรดิในศตวรรษที่ 7 ซึ่งเป็นผู้ย้ายเมืองหลวงมายังโอสึ ต่อมาก็จะเห็นศูนย์วัฒนธรรมโอสึคัง (大津館) ที่รีโนเวทมาจากโรงแรมแห่งแรกที่สร้างขึ้นในยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มปฏิวัติเข้าสู่สมัยใหม่ ทั้งยังมีสวนอังกฤษสวยๆ ให้ได้ชมอีกด้วย สถานที่ขึ้นชื่อเหล่านี้จะทำให้คุณรู้ซึ้งถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของจังหวัดชิกะอย่างแน่นอน

หลังจากผ่านโบราณสถานที่กล่าวถึงด้านบนมาแล้วคุณก็จะกลับมาสู่ใจกลางเมืองโอสึ เมื่อมาถึงตรงนี้ก็พักผ่อนที่คาเฟ่ริมฝั่งทะเลสาบพลางชมน้ำพุดอกไม้ทะเลสาบบิวะ (びわこ花噴水) ที่อยู่กึ่งกลางอ่าวกันสักหน่อย แม้ว่าทัวร์จักรยานที่เรายกมานำเสนอในครั้งนี้จะเป็นเพียงหนึ่งในห้าส่วนของรอบทะเลสาบบิวะ แต่ก็เป็นทัวร์ที่ผ่านสถานที่สำคัญของจังหวัดชิกะหลายแห่ง รับรองว่าคุ้มค่าต่อการเยี่ยมชมอย่างแน่นอน

2. อามาโนะฮาชิดาเตะ และฟุนายะ (อิเนะ) : ทิวทัศน์น่าตื่นตาตื่นใจในเกียวโตตอนเหนือ

อามาโนะฮาชิดาเตะ (Amanohashidate・天橋立) เป็นดอนทรายที่พาดอยู่บนเวิ้งน้ำก่อนเข้าสู่ทะเล เรียกกันด้วยอีกชื่อว่า "สะพานสู่สวรรค์" เชื่อกันว่าเป็นสะพานที่เชื่อมสวรรค์กับโลกเข้าด้วยกัน ทั้งยังเป็นหนึ่งในสามสุดยอดวิวทิวทัศน์ของญี่ปุ่นอีกด้วย


เริ่มต้นทริปอย่างง่ายๆ ด้วยการเช่าจักรยานจากร้านจิเอคุราเบะ (智恵くらべ) ที่อยู่ตรงข้ามกับสถานีอามาโนะฮาชิดาเตะ เส้นทางวนรอบอามาโนะฮาชิดาเตะมีระยะทาง 14 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง แม้จะเป็นมือใหม่ก็สามารถปั่นได้ค่อนข้างง่ายโดยไม่ต้องพึ่งจักรยานเสริมแรงไฟฟ้า แต่ถ้ามีไว้ก็อุ่นใจดี

ปั่นออกไปไม่ทันไรเราก็จะพบกับสถานที่ขึ้นชื่อแห่งแรก ซึ่งก็คือวัดจิอนจิ (智恩寺) ซึ่งสักการะเทพแห่งความรู้มนจูโบซัตสึ (文殊菩薩) วัดนี้โด่งดังจากโอมิคุจิ (เซียมซีทำนายดวง) รูปทรงพัดที่ไม่มีใครเหมือน ผู้เข้าสักการะจำนวนมากจะแขวนโอมิคุจิได้ไว้กับต้นสนของวัดก่อนเดินทางกลับ ต่อจากวัดจินอนจิก็ได้เวลาข้ามอามาโนะฮาชิดาเตะกันแล้ว! หากใช้จักรยานก็จะใช้เวลาราว 15 นาทีในการปั่นผ่าน เมื่อมองไกลๆ สะพานสู่สวรรค์นี้อาจดูแคบไปสักหน่อย แต่จริงๆ แล้วก็มีช่วงกว้างตั้งแต่ 20 เมตรไปจนถึง 100 เมตรเลยทีเดียว จักรยานสามารถผ่านได้สบายๆ ระหว่างทางก็จะเห็นบริเวณหนึ่งที่มีต้นสนเรียงรายอยู่นับพันต้น ในแถบนั้นก็จะมีศาลเจ้า หาดทราย และร้านน้ำชาอยู่อีกด้วย

แม้การปั่นจักรยานชมวิวก็ทำให้อิ่มเอมใจได้ไม่น้อย แต่ขอบอกว่าการชมอามาโนะฮาชิดาเตะจากมุมสูงก็เป็นอะไรไม่ควรพลาดเช่นกัน และจุดที่แนะนำก็คือสวนสาธารณะคาซามัตสึ (傘松公園) ซึ่งเราจะมองย้อนไปตามเส้นทางดอนทรายที่ขับผ่านมาได้ สถานที่นี้มีธรรมเนียมแปลกๆ สืบทอดมากว่าพันปี เป็นการก้มลงมองดูอามาโนะฮาชิดาเตะผ่านหว่างขาของตัวเอง กล่าวกันว่าเมื่อทำเช่นนี้แล้วสายตาของเราจะสับสน มองเห็นคล้ายทะเลกับท้องฟ้าสลับกัน และเห็นดอนทรายเป็นสะพานที่ทอดไปสู่สวรรค์นั่นเอง

หลังจากที่ลงมาจากสวนสาธารณะคาซามัตสึด้วยรถกระเช้าแล้วก็ลองแวะศาลเจ้าโมโตะอิเสะโคโนะ (元伊勢籠神社) และ ศาลเจ้ามานาอิ (眞名井神社) ดู ศาลเจ้าแรกเป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่าเทพอามาเทราสึโอคามิ (天照大神) ผู้เป็นเทพแห่งพระอาทิตย์เคยอาศัยอยู่ ส่วนศาลเจ้าหลังเป็นสถานที่ที่คุณจะได้ลิ้มรสน้ำที่เชื่อกันว่ามาจากสวรรค์

จากจุดนี้ หากเวลาไม่อำนวยก็สามารถหันหลังกลับไปทางดอนทรายและจบทริปอามาโนะฮาชิดาเตะไว้ตรงนี้ได้ แต่หากมีเวลามากพอคุณก็สามารถใช้เส้นทางอ้อมลากูนเล็กๆ ตามแผนที่ปั่นจักรยานของทางการได้เช่นกัน

เส้นทางนี้จะมีผืนน้ำสวยๆ อยู่ทางซ้ายมือ และวิวบ้านเมืองแบบญี่ปุ่นอยู่ทางขวามือ หากเลาะไปตามเส้นทางนี้คุณจะสามารถแวะฟุนายะ (เรือบ้านของชาวประมง) ที่ชื่อมิโซจิริ (溝尻), อามาโนะฮาชิดาเตะไวน์นารี่ (天橋立ワイナリー) ที่ขึ้นชื่อเรื่องของหวานรสไวน์อ่อนๆ สำหรับทุกเพศทุกวัย และโรงอาบน้ำออนเซ็นแคร์เฮ้าส์อิวาทากิ (クアハウス岩滝) ได้ เป็นเส้นทางที่มีวิวสวยๆ ของทะเลในให้รับชม แถมถนนเกือบทั้งหมดยังเป็นเลนสำหรับจักรยาน ไม่ก็เป็นทางเท้ากว้างๆ หรือซอยที่เงียบสงบ จึงไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคขั้นสูงใดๆ ในการปั่นเลย

สิ่งหนึ่งที่ควรระวังไว้คือคุณจำเป็นต้องคืนจักรยานที่จิเอคุราเบะก่อน 5 โมงเย็น หลังจากจัดการเรียบร้อยก็จะไปเที่ยวอามาโนะฮาชิดาเตะวิวแลนด์ (天橋立ビューランド) ต่อก็ได้ ที่นี่ได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะจุดชมวิวที่ธรรมชาติเป็นผู้รังสรรค์และมีธรรมเนียมการก้มมองลอดหว่างขาเช่นเดียวกับสวนสาธารณะคาซามัตสึ วิวแลนด์เป็นสวนสนุกที่มีทั้งชั้นชมวิว ชิงช้าสวรรค์ รถไฟเหาะ โกคาร์ท ไปจนถึงสนามกอล์ฟขนาดย่อม จากที่เราจะชมอามาโนะฮาชิดาเตะได้ในรูปแบบที่ต่างไปจากสถานที่อื่นๆ โดยรู้จักกันในชื่อฮิริวกัง (飛龍観) หรือวิวมังกรบิน

ถ้าใครกำลังวางแผนเที่ยวภาคเหนือของเกียวโต ก็แนะนำให้ลองใช้เวลาอยู่ที่เมืองอิเนะ (伊根) สักพัก อิเนะเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่มีฟุนายะสีสันสดใสเรียงรายราวกับภาพวาด เดินทางจากอามาโนะฮาชิดาเตะได้สะดวกเพียงแค่ขึ้นรถบัสไป 1 ชั่วโมงเท่านั้น  โดยสำนักงานเขตเกียวโตสร้างเส้นทางจักรยานไว้ในพื้นที่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขยายเครือข่ายเกียวโตไคโด หรือก็คือเส้นทางท่องทะเลของเกียวโตนั่นเอง

คอร์สนี้เริ่มจากถนนสายหลักที่ไม่กว้างมากนักและให้กลิ่นอายแบบญี่ปุ่น หลังจากผ่านโค้งไปได้จำนวนหนึ่งก็จะพบกับสวนสาธารณะประจำเมืองอิเนะ ถัดจากนั้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือก็จะออกสู่ถนนชนบทที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ ในจุดนี้ก็อย่าลืมมองหาศาลเจ้านีซากิ (新井崎神社) กันสักหน่อย เป็นศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บนแหลมเล็กๆ ซึ่งมองไปจะเห็นชายฝั่งโนโรเสะ (のろせ海岸) ที่สวยงามราวภาพเขียน และทุ่งนาขั้นบันไดของนีซากิแผ่กว้างอยู่ด้านหลัง

จากนั้นให้มุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข 178 และกลับเข้าสู่อิเนะ รวมเป็นระยะทาง 13 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นคอร์สที่ไม่ยากไม่ง่ายเกินไป แม้แต่มือใหม่ก็สามารถเข้าร่วมได้สบายๆ

หรือถ้าใครอยากออกแรงมากกว่านี้ก็ไม่ต้องกลับอิเนะแต่ให้มุ่งไปยังคาบสมุทรทันโงะ (丹後半島) แทน บริเวณนี้มีทั้งประภาคารหน้าตาน่ารัก อาหารทะเลสดใหม่แสนอร่อย รวมถึงย่านออนเซ็นด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการพิชิตคาบสมุทรทันโงะจะต้องปั่นจักรยานไปต่อถึงกว่า 80 กิโลเมตร จึงแนะนำให้กับผู้ที่มั่นใจในเรี่ยวแรงของตัวเองจริงๆ เท่านั้น

3. คิโนซากิออนเซ็น - ทัวร์ออนเซ็นที่ไม่ได้มีดีแค่ออนเซ็น

คิโนซากิออนเซ็น (Kinosaki Onsen・城崎温泉) เป็นจุดหมายท่องเที่ยวยอดนิยมที่อยู่ในดวงใจของผู้คนมากว่า 1,400 ปี เชื่อกันว่าน้ำออนเซ็นของที่นี่มีพลังในการรักษาที่น่าอัศจรรย์ บริเวณริมแม่น้ำที่ไหลผ่านกลางเมืองมีสิ่งก่อสร้างโบราณตั้งเรียงราย มีนักท่องเที่ยวสวมชุดยูกาตะเดินไปมาระหว่างออนเซ็น ยิ่งช่วยทำให้ทิวทัศน์ของที่นี่งดงามยิ่งขึ้น เหมาะกับการถ่ายรูปลงโซเชียลสุดๆ

นอกจากออนเซ็นกลางแจ้งใจกลางเมืองแล้ว คิโนซากิออนเซ็นยังมีจุดห้ามพลาดอื่นๆ อยู่มากมาย! ทัวร์จักรยานนี้ได้รับการแนะนำโดยองค์การท่องเที่ยวส่วนเอง ซึ่งจะพาคุณไปพบกับทุกสิ่งที่ห้ามพลาดในคิโนซากิออนเซ็น รวมถึงสถานที่ดีๆ สำหรับการลิ้มรสอาหารท้องถิ่นด้วย

ทัวร์นี้เริ่มต้นที่โรงอาบน้ำสาธารณะที่ชื่ออิจิโนะยุ (一の湯) ต่อด้วยวัดโกคุราคุจิ (極楽寺) และร้านขนมญี่ปุ่นเก่าแก่มินาโตะยะ (みなとや) จากนั้นก็ออกจากย่านออนเซ็น มุ่งหน้าไปชายฝั่งโดยเลาะตามแม่น้ำมารุยามะอันกว้างใหญ่ที่มีผิวน้ำที่ส่องประกาย เมื่อมาถึงชายฝั่งคุณก็จะสามารถแวะตลาดปลาที่โด่งดังในฐานะจุดขายปูหิมะได้

ร้านที่เราขอแนะนำเป็นพิเศษคือร้านฟุตะคาตะ (二方) ซึ่งเน้นขายคามาโบโกะและชิคูวะที่ทำจากปลาสดใหม่

ทัวร์นี้ยังเหลืออีก 2 จุดที่คนเที่ยวคิโนซากิส่วนใหญ่มักจะกลับก่อนโดยไม่ได้แวะ หนึ่งในนั้นคือชายฝั่งฮิโยริยามะ (日和山海岸) ที่หันหน้าเข้าหาทะเล บริเวณนี้มีเสน่ห์เป็นวิวสวยๆ ของหน้าผาสูงชันและเกาะมากมายที่กระจายตัวอยู่ไกลออกไป และในบรรดาเกาะเหล่านี้ก็มีเกาะที่ปรากฏอยู่ในนิทานเรื่องอุราชิมะทาโร่อยู่ด้วย

เกาะดังกล่าวมีเพิงเล็กๆ ตั้งอยู่ ให้บรรยากาศราวกับว่าโลกแห่งเทพนิยายได้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เกาะถูกปกคลุมไปด้วยหมอก อีกหนึ่งจุดที่เหลือคือบึงฮาจิโกโรโนะโคจิมะ (ハチゴロウの戸島湿地) เขตอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ก่อตั้งเพื่อปกป้องนกโคโนะโทริ ที่เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์

4. ชายฝั่งทะเลเซโตะใน - ดื่มด่ำประวัติศาสตร์เคล้าสาเก

เขตฮาริมะ (Harima・播磨) ในภาคตะวันตกของจังหวัดเฮียวโกะเพิ่งเริ่มเป็นเส้นทางปั่นจักรยานโด่งดังขึ้นในช่วงไม่นานมานี้ โดยหน่วยบริหารภาคท้องถิ่นได้สร้างไซเคิลคลัสเตอร์ หรือกลุ่มเส้นทาง 9 สายที่ซิกแซกไปมาตามภูเขา หุบเขา และเมืองเล็กๆ ไว้ และคอร์สวิวสวยกลิ่นลมทะเล (潮風香る絶景コース) เป็นหนึ่งในเส้นทางดังกล่าวที่ยาวกว่าใครเพื่อน มีระยะทาง 48 กิโลเมตร และใช้เวลาปั่นราว 5 ชั่วโมง เหมาะสำหรับนักปั่นระดับกลาง ทั้งยังจำเป็นต้องคอยระวังตลอดเวลาที่ปั่นเนื่องจากเป็นเขตที่ไม่มีทางเท้าอยู่เลย

ทัวร์จักรยานนี้เริ่มต้นที่สถานีบันชูอะโค (Banshu-Ako) ซึ่งสามารถเดินทางถึงได้โดยนั่งรถไฟจากเกียวโตหรือโอซาก้าเพียงต่อเดียว เมื่อเช่าจักรยานจากสมาคมท่องเที่ยวอะโคที่อยู่ใกล้ๆ กันแล้ว ก็ออกเดินทางกันเลย!

หากปั่นจากสถานีไปทางทิศใต้ก็จะเป็นการมุ่งหน้าสู่สองสถานที่ชื่อดังของเมือง คือศาลเจ้าอะโคโออิชิ (赤穂大石神社) และซากปราสาทอะโค (赤穂城跡) นั่นเอง

บางคนอาจเคยได้ยินเรื่องของ 47 โรนินที่ปรากฏในจูชินกุระ เรื่องราวมีอยู่ว่า จ้าวครองแคว้นฮาริมะได้รับโทษประหารเนื่องจากหันดาบเข้าหาฮาตะโมโตะ (ลูกน้องโชกุน) ที่หยาบคายและก้าวร้าว ลูกน้อง 47 คนของจ้าวครองแคว้นคนดังกล่าวจึงปฏิญาณที่จะล้างมลทินให้กับนายของตน และสามารถสังหารฮาตะโมโตะได้สำเร็จหลังจากวางแผนเป็นเวลาหนึ่งปี จากนั้นก็ได้ยอมมอบตัวให้กับทางการ เรื่องราวนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากในญี่ปุ่นรวมไปจนถึงในต่างประเทศ เป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงเกียรติของนักรบได้เป็นอย่างดี

เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในอะโคแห่งนี้ และปราสาทอะโคก็เป็นอดีตศูนย์กลางการปกครองของจ้าวครองแคว้นคนดังกล่าว แม้ว่าปราสาทที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันจะเป็นหลังที่ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่ แต่ก็มีวิวสวนและคลองที่สวยงามจนควรแวะไปชมให้ได้สักครั้ง

ใกล้ๆ กันมีศาลเจ้าอะโคโออิชิที่สร้างขึ้นเพื่อสักการะนักรบผู้ซื่อสัตย์ทั้ง 47 คน ตั้งอยู่หน้าบ้านของผู้ที่วางแผนปฏิบัติการ ที่นี่คุณสามารถเขียนประสบการณ์ร้ายๆ ลงในกระดาษที่เตรียมไว้เป็นพิเศษและนำมันไปลอยในกระถางขนาดเล็กที่มีน้ำใส่อยู่ ขณะเฝ้ามองตัวอักษรค่อยๆ เลือนหายไป ความทรงจำแย่ๆ ก็คงค่อยๆ ถูกลบจากใจออกไปด้วย

เส้นทางที่เหลือส่วนใหญ่จะผ่านทางหลวงหมายเลข 32, 458, และ 250 ซึ่งเลาะไปตามริมทะเล ทางหลวงหมายเลข 250 นั้นโด่งดังอย่างมากในหมู่นักปั่นญี่ปุ่นเนื่องจากมีวิวแสนวิเศษของทะเลเซโตะในให้รับชม ในวันที่อากาศดีคุณจะมองเห็นอีกฝากหนึ่งของทะเลเซโตะในได้ ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคชิโคคุหรือเกาะโชโดะชิมะ (小豆島) ที่อยู่ไกลออกไป

เมื่อมาถึงเมืองซาโคชิ (坂越) ให้ลัดเลาะไปตามถนนเลียบชายฝั่ง ก็จะออกมาสู่ย่านการค้าเก่าแก่ที่มีเสน่ห์แบบโบราณ ทันทีที่ถึงจุดนี้คุณจะรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลาไปในอดีต ไฮไลท์ของที่นี่คือโอคุโทชุโซเคียวโดกัง (奥藤酒造郷土館) พิพิธภัณฑ์และโรงกลั่นสาเกญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์กว่า 400 ปี เหมาะมากสำหรับการซื้อสาเกสักขวดกลับไปเป็นของฝาก!

เมื่อปั่นต่อไปตามทางหลวงหมายเลข 250 ก็จะมาถึงท่าปลามุโรสึ (室津漁港) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ในจุดนี้เราขอแนะนำให้แวะที่ศาลเจ้าคาโมะ (賀茂神社) เพื่อชมวิวทะเลสวยๆ ศาลเจ้าคาโมะโด่งดังจากเครื่องรางเพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยสำหรับนักปั่นจักรยาน มีดีไซน์ทั้งสีฟ้าและสีชมพูที่สดใส เป็นเครื่องรางที่นักปั่นตัวยงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง!

เมื่อเข้าใกล้จุดสิ้นสุดการเดินทาง คุณจะมองเห็นป่าต้นอุเมะของภูเขาอายาเบะ (綾部山梅林) ทิวทัศน์อันน่าตื่นตาที่มีต้นอุเมะ (บ๊วยญี่ปุ่น) กว่า 2 หมื่นต้น เรียงรายบนพื้นที่กว่า 24 เฮกตาร์ ช่วงรับชมต้นอุเมะนั้นอยู่ที่ประมาณกลางกุมภาพันธ์ถึงปลายมีนาคม ซึ่งป่าอุเมะจะปกคลุมไปด้วยสีชมพูอ่อนสวยงาม 

จากนั้นทัวร์ของเราก็จะจบลงที่วัดอิคารุงะเดระ (斑鳩寺) ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 1,400 ปีที่แล้วโดยเจ้าชายโชโตกุ ผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิที่มีชื่อเสียงโด่งดังถึงขนาดถูกมองว่าเป็นตัวแทนของสติปัญญาและความปราดเปรื่องมาจนถึงทุกวันนี้ เจดีย์สามชั้นที่สร้างขึ้นอย่างประณีตของวัดมีบรรยากาศแบบญี่ปุ่นโดยแท้จริง เหมาะที่จะเก็บภาพเอาไว้เป็นที่สุด

จากจุดนี้ให้มุ่งหน้าไปยังสถานีอาโบชิ (Aboshi) ที่อยู่ใกล้ๆ กันและนั่งรถไฟสายตะวันตกเพื่อกลับไปยังสถานีบันชูอะโค ส่วนตัวจักรยานหากพับเก็บใส่ถุงก็จะสามารถนำขึ้นรถไฟได้ อย่าลืมล่ะว่าต้องนำจักรยานไปคืนก่อน 5 โมงเย็น!

5. เมืองฟุคุอิ - สัมผัสพรจากธรรมชาติด้วยทุกประสาทสัมผัส

เมืองฟุคุอิ (Fukui・福井) เป็นสถานที่แม่น้ำอาซุวะมาบรรจบกับแม่น้ำคุซุริว ทำให้ทัวร์จักรยานที่นี่มีวิวริมแม่น้ำสวยๆ ให้ชมมากมาย หนึ่งในเส้นทางจักรยานที่น่าสนใจมากคือคอร์สวนรอบถนนจักรยานระยะยาวซึ่งเริ่มต้นที่อารามของวัดเอเฮจิ (永平寺) แสนสวยทางทิศตะวันตก จนสิ้นสุดที่อิจิโนะดานิ (一乗谷) ซึ่งเป็นร่องรอยของเมืองปราสาทเก่าทางทิศตะวันออก รวมระยะทางกว่า 50 กิโลเมตร

แม้ว่าเส้นทางนี้โดยส่วนใหญ่จะเป็นถนนราบเรียบ แต่บริเวณถนนสู่วัดเอเฮจิก็ค่อนข้างชัน สำหรับนักปั่นมือใหม่ก็เลือกเช่าจักรยานที่มีระบบเสริมแรงปั่นด้วยไฟฟ้าจะดีกว่า
 

ในที่นี้เราจะขอแนะนำให้คุณรู้จักกับอีกเส้นทางหนึ่ง เป็นเส้นทางที่ปั่นตามแม่น้ำมุ่งหน้าไปยังท่าเรือประมงของมิคุนิ (三国) และจบการเดินทางด้วยวิวสุดอลังการของผาโทจินโบ (東尋坊) เนื่องจากเส้นทางนี้มีทุ่งดอกไม้สวยๆ อยู่ด้วย จึงเหมาะสำหรับการปั่นท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วง

เมื่อเช่าจักรยานที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของสถานีฟุคุอิแล้วก็ออกเดินทางกันเลย! เริ่มจากปั่นไปทางปลายแม่น้ำอาซุวะและเลี้ยวขวา ในจุดนี้หากเป็นฤดูใบไม้ผลิก็จะมองเห็นแนวต้นซากุระสีชมพูอ่อนหลายร้อยต้นที่สวยงามจนแทบจะหยุดหายใจ ด้วยความยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้ก็ไม่แปลกเลยที่ที่นี่จะเป็นจุดชมซากุระชื่อดังอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น เมื่อเลียบแม่น้ำต่อไปอีกนิดก็จะมีนะโนะฮานะโร้ด (菜の花ロード) ที่คุณจะได้ปั่นผ่านทุ่งดอกนะโนะฮานะสีทองที่บานสะพรั่งไปทั่วบริเวณ

เมื่อตามแม่น้ำต่อลงไปอีก สวนคอสมอสมิยาโนะชิตะ (宮ノ下コスモス公苑) ก็จะปรากฏขึ้นมาให้เห็น จุดนี้จะมีดอกคอสมอสสีม่วงสวยๆ ให้ชมในฤดูใบไม้ร่วง ในบริเวณใกล้ๆ กันก็มีทุ่งข้าวสุดลูกหูลูกตาแผ่กว้างอยู่ด้านล่าง ซึ่งในฤดูใบไม้ร่วงก็จะถูกย้อมไปด้วยสีทองอร่าม

เส้นชัยของเราคือสถานที่ที่แม่น้ำไหลเข้าสู่ทะเลในมิคุนิ จุดนี้มีทั้งหาดทรายและสวนสาธารณะสำหรับออกกำลังกาย ตลาดและวิวบ้านเมืองที่กอปรขึ้นมาด้วยการประมงท้องถิ่นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน แถมยังมีออนเซ็นอยู่อีกด้วย! เป็นสถานที่ที่คุณสามารถดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างเต็มอิ่มผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า นอกจากนี้ก็ยังมีผาโทจินโบอยู่ใกล้ๆ หากมีโอกาสก็ลองแวะไปสักนิด รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

คอร์สนี้มีระยะทางทั้งสิ้น 26 กิโลเมตร ใช้เวลาปั่นประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง เนื่องจากในวันสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ทางบริษัทรถไฟท้องถิ่นเอจิเซนจะให้บริการ ไซเคิลเทรน (サイクルトレイン) ที่สามารถนำจักรยานขึ้นรถไฟได้ในสถานีที่กำหนด และในมิคุนิก็มีสถานีดังกล่าวอยู่สองแห่ง จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องขากลับแต่อย่างใด!

รถไฟสายนี้สามารถใช้บริการได้ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น วิ่งให้บริการเกือบทั้งปี (ยกเว้นฤดูหนาว) และจะคิดค่าบริการเพิ่ม 200 เยน (ยังไม่มีการประกาศวันที่สามารถใช้บริการได้ในปี 2021)

แม้ว่าเราจะไม่สามารถนั่งไซเคิลเทรนไปลงที่สถานีฟุคุอิ แต่ก็สามารถนั่งไปถึงบริเวณที่ใกล้กับตัวเมือง จากจุดนี้คุณสามารถขึ้นจักรยานอีกครั้งและปั่นท่องเที่ยวได้อีกนิดหน่อย ในส่วนของการคืนก็สามารถจอดทิ้งไว้ได้ตามจุดยืมจักรยานแต่ละแห่ง

ยินดีต้อนรับเหล่านักปั่นสู่ภูมิภาคคันไซ

เมื่อเส้นทางจักรยานชมทะเลเซโตะในชิมานามิไคโด (しまなみ海道) ได้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ในประเทศญี่ปุ่นจึงเริ่มมีบริเวณที่ให้บริการเช่าจักรยานและเส้นทางจักรยานเพิ่มมากขึ้นไปด้วย แม้แต่สถานที่ที่มีรอบรถบัสและรถไฟน้อยจนวางแผนเที่ยวได้ยาก ในปัจจุบันก็สามารถไปเที่ยวได้สบายๆ อย่างที่ใจชอบได้แล้วแค่ปั่นจักรยาน!

ภูมิภาคคันไซเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์มากมายจริงๆ หากอยากรู้เพิ่มเติมก็คลิกที่ลิงก์ด้านล่างนี้ได้เลย!

the kansai guide banner

the exciting kansai banner


หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร