แผนเที่ยวจังหวัดฟุกุชิมะ 3 วัน : ตะลุยไอสึผ่านถนนย้อนยุค หมู่บ้านกลางหุบเขา และการผจญภัยสายราเมง
สำหรับแผนเที่ยว 3 วันนี้ เราจะพาคุณเข้าสู่ใจกลางของภูมิภาคไอสึ (Aizu) อันโอบล้อมด้วยขุนเขาในจังหวัดฟุกุชิมะ (Fukushima) ย้อนรอยเรื่องราวการล่มสลายอันน่าจดจำของปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle) ในเมืองไอสึวากามัตสึ (Aizu-Wakamatsu) เดินเล่นในหมู่บ้านโบราณหลังคามุงฟางอันงดงามอย่างโออุจิจูกุ (Ouchi-juku) ลิ้มลองราเมงชื่อดังระดับโลกของคิตะคาตะ (Kitakata) และอีกมากมาย ด้วยเสน่ห์ของประวัติศาสตร์ เมืองเก่าที่อบอวลด้วยบรรยากาศวันวาน และวัฒนธรรมอาหารที่ไม่เหมือนใคร ไอสึแห่งฟุกุชิมะจึงเปรียบเสมือนประตูสู่จิตวิญญาณของญี่ปุ่นตอนเหนืออย่างแท้จริง
บทความนี้อาจมีลิงก์พาร์ทเนอร์ หากคุณทำการซื้อผ่านลิงก์พาร์ทเนอร์ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับคุณ
ฟุกุชิมะ (Fukushima) เป็นสถานที่แบบไหนกันนะ
ฟุกุชิมะเป็นจังหวัดหนึ่งของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ทางตอนล่างของภูมิภาคโทโฮคุ ห่างจากโตเกียวไปทางเหนือประมาณ 250 กิโลเมตร ในฐานะจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น พื้นที่ของฟุกุชิมะทอดยาวตั้งแต่ภูเขาในภูมิภาคไอสึตอนกลาง ไปจนถึงชายฝั่งฮามาโดริ (Hamadori) ริมมหาสมุทรแปซิฟิก ระหว่างสองพื้นที่นี้คือเขตนากะโดริ (Nakadori) ซึ่งเป็นพื้นที่ตอนกลางของจังหวัด และเป็นที่ตั้งของเมืองหลักอย่างเมืองฟุกุชิมะและโคริยามะ ซึ่งเชื่อมต่อกับโตเกียวด้วยรถไฟโทโฮคุชิงคันเซ็น
แต่ละภูมิภาคของฟุกุชิมะล้วนมีเสน่ห์แตกต่างกันไป ตั้งแต่ชายฝั่งที่ฟื้นตัวและพัฒนาอย่างน่าทึ่งหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิโทโฮคุปี 2011 ไปจนถึงภูเขาและแอ่งที่ราบภายในแผ่นดินอันขรุขระ อย่างไรก็ตาม ไฮไลท์ที่น่าสนใจที่สุดหลายแห่งของฟุกุชิมะกลับอยู่ในภูมิภาคไอสึทางตะวันตก ด้วยเหตุนี้ แผนเที่ยวฟุกุชิมะ 3 วันของเราจึงมุ่งเน้นไปที่การสำรวจไอสึเป็นหลัก พร้อมแนะนำสถานที่เพิ่มเติมในตอนท้ายสำหรับผู้ที่อยากเดินทางต่อและค้นหากิจกรรมน่าสนใจอื่น ๆ ในฟุกุชิมะ
ฟุกุชิมะเป็นสถานที่ที่สามารถไปเยือนได้อย่างปลอดภัยรึเปล่า
ใช่ค่ะ จังหวัดฟุกุชิมะสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะภูมิภาคไอสึ (Aizu) ที่กล่าวถึงในบทความนี้ ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากพื้นที่เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ อย่างไรก็ตาม พื้นที่บางส่วนบริเวณรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิบริเวณชายฝั่งยังคงมีข้อจำกัดในการเข้าถึง หรือไม่เปิดให้เข้าชม พื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ใกล้กับเมืองชายฝั่งอย่างโอคุมะ (Okuma) ฟุตาบะ (Futaba) และนามิเอะ (Namie) ดังนั้น หากคุณวางแผนจะเดินทางไปยังบริเวณนี้ ควรศึกษาข้อมูลล่วงหน้าและปฏิบัติตามคำแนะนำของท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด
วิธีการเดินทางสู่จังหวัดฟุกุชิมะจากโตเกียว
เราสามารถเดินทางไปยังจังหวัดฟุกุชิมะจากโตเกียวได้อย่างสะดวกด้วยรถไฟโทโฮคุชิงคันเซ็น โดยจากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาทีถึงสถานีโคริยามะ และประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งถึงเมืองฟุกุชิมะ
สำหรับแผนเที่ยวฟุกุชิมะนี้ เราแนะนำให้ลงที่สถานีโคริยามะ แล้วต่อรถไฟด่วนบนสายบันเอ็ตสึตะวันตก (Ban’etsu West Line) ไปยังสถานีไอสึวากามัตสึ (Aizu-Wakamatsu Station) ซึ่งใช้เวลาเดินทางอีกเล็กน้อยเกิน 1 ชั่วโมง รวมเวลาเดินทางทั้งหมดแล้วอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมง ดังนั้นจึงแนะนำให้ออกเดินทางจากโตเกียวในช่วงเช้าตรู่ หรือหากสะดวกอาจออกเดินทางตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันก่อนหน้า
ทิปแนะนำของเรา
JR Tohoku Pass
หากวางแผนเที่ยวหลายเมืองในภูมิภาคโทโฮคุ JR Tohoku Pass ถือเป็นตัวช่วยที่ทั้งสะดวกและประหยัด เพราะสามารถใช้ได้กับรถไฟและรถบัสท้องถิ่นส่วนใหญ่ของ JR
สำหรับผู้ที่เช่ารถในโตเกียว การขับรถไปยังไอสึวากามัตสึใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง
ตารางการเดินทางเที่ยวฟุกุชิมะวันที่ 1: เมืองไอสึวากามัตสึ (Aizu-Wakamatsu)
หลังจากเดินทางมาถึงสถานีไอสึวากามัตสึ (Aizu-Wakamatsu Station) กันแล้ว วันแรกของแผนเที่ยวฟุกุชิมะนี้จะพาคุณออกสำรวจแหล่งประวัติศาสตร์มากมายที่กระจายอยู่ทั่วเมืองไอสึวากามัตสึ
สำหรับการเดินทางภายในเมือง แนะนำให้ใช้รถบัสวนรอบ Haikara-san และ Akabe ซึ่งสะดวกมากสำหรับการเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ โดยสามารถตรวจสอบตารางเวลาและรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ทางการ นอกจากนี้ยังมีบัตรโดยสารแบบ 1 วัน (One-day passes) ที่สามารถใช้ขึ้นรถได้ไม่จำกัดเที่ยว พร้อมรับส่วนลดสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมหลายแห่งอีกด้วย
ช่วงเช้า: ขึ้นบันไดวนของวัดซาซะเอโดะ (Sazaedo Temple)
การเดินทาง: จากสถานีไอสึวากามัตสึ (Aizu-Wakamatsu Station) นั่งรถบัส Town Bus Akabe ไปลงที่ป้าย Iimoriyama Shita ประมาณ 5 นาที แล้วเดินต่ออีก 5 นาทีไปยังวัดซาซาเอโดะ (Sazaedo Temple)
วัดซาซะเอโดะ เป็นวัดพุทธที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1796 ตั้งอยู่ด้านข้างของภูเขาอีโมริ (Mt. Iimori) ภูเขาเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญซึ่งก่อตัวเป็นพรมแดนด้านตะวันออกของเมืองไอสึวากามัตสึ สิ่งที่ทำให้วัดนี้โดดเด่นกว่าวัดญี่ปุ่นทั่วไปคือ หอไม้หกเหลี่ยมสูง 16.5 เมตร ซึ่งคุณสามารถปีนขึ้นไปด้านบนได้ผ่านบันไดวน ภายในมีทางเดินมืดสงบ ประดับด้วยแผ่นเซนจาฟุดะ (Senjafuda) หรือแผ่นสวดอธิษฐาน ทำให้เกิดบรรยากาศเหมือนฝัน แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ การจัดวางบันไดคู่ อย่างชาญฉลาด แม้พื้นที่จะแคบ แต่ผู้ที่ขึ้นบันไดและผู้ที่ลงบันไดจะไม่เคยพบกัน เป็นการออกแบบที่ทั้งแปลกตาและสร้างสรรค์
หลังจากปีนขึ้นไปยังหอซาซะเอโดะแล้ว เราแนะนำให้ใช้เวลาสักพักเดินชมบริเวณเขียวชอุ่มของศาลเจ้าอิซึคุชิมะ (Itsukushima Shrine) ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ ที่นี่คุณจะได้พบกับน้ำใสไหลออกจากถ้ำเล็ก ๆ ซึ่งขุดขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 สำหรับการชลประทาน เพื่อดึงน้ำจากทะเลสาบอินาวาชิโระ (Lake Inawashiro) ทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ถ้ำแห่งนี้ยังเคยถูกใช้เป็นอุโมงค์โดยเบียกโคไท (Byakkotai) เพื่อขึ้นไปยังภูเขาอีโมริ (Mt.Iimori) จึงถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์อันซับซ้อนของเมืองไอสึวากามัตสึ
ช่วงเช้า: สัมผัสโศกนาฏกรรมของไอสึวากามัตสึที่สวนอนุสรณ์เบียกโคไท (Byakkotai Memorial Park)
การเดินทาง: จากวัดซาซะเอโดะ (Sazaedo Temple) เดินประมาณ 5 นาที
ก่อนจะเดินทางออกจากภูเขาอีโมริ (Mt.Iimori) เราแนะนำให้เดินต่อไปตามเชิงเขาเพื่อไปยัง หลุมฝังศพของเบียกโคไท (Byakkotai) หนึ่งในสถานที่ที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดและสะท้อนวัฒนธรรมซามูไรอันลึกซึ้งของไอสึวากามัตสึ
เรื่องราวเบื้องหลังหลุมฝังศพนี้เกิดขึ้นในช่วง สงครามโบชิน (Boshin War, ค.ศ.1868–1869) ขณะที่ไอสึวากามัตสึอยู่ในจุดศูนย์กลางของการต่อต้านอย่างดุเดือดต่อกองกำลังที่โค่นล้มโชกุนและฟื้นฟูจักรพรรดิ ซึ่งนำไปสู่ยุคเมจิ (ค.ศ.1868–1912) เพื่อเสริมกำลังป้องกัน แคว้นไอสึได้ปรับกองทัพให้รวมหน่วยเด็กหนุ่มอายุ 16–17 ปี เรียกว่า "เบียกโคไท" หรือ "กองกำลังเสือขาว"
เมื่อศัตรูบุกทะลวงแนวป้องกันของไอสึ หน่วยเบียกโคไทอันแสนกล้าหาญได้เข้าร่วมการรบตามความต้องการของตนเอง ในขณะการต่อสู้ กลุ่มเด็กทหารประมาณ 20 คนปีนขึ้นไปบนภูเขาอีโมริ และพวกเขาได้เห็นปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle) อันเป็นที่รักถูกกลืนด้วยควันด้านล่างซึ่งเป็นสัญญาณแห่งความพ่ายแพ้ ด้วยความสิ้นหวังนั้นทำให้เด็ก ๆ ตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของซามูไร และเรื่องราวของพวกเขายังคงเป็นเครื่องเตือนใจอันสะเทือนอารมณ์เกี่ยวกับความจงรักภักดีและการเสียสละของผู้คนในอดีต
หลังจากเยี่ยมชมหลุมฝังศพเบียกโคไทแล้ว หากคุณเดินต่ออีกเล็กน้อยจะพบกับอนุสาวรีย์ของหนึ่งในเด็กหนุ่มที่จ้องไปยังปราสาทสึรุกะ แสดงถึงช่วงเวลาสุดท้ายแห่งความสิ้นหวัง นอกจากนี้ยังมี อนุสาวรีย์เบียกโคไทอีกแห่ง ตั้งอยู่ด้านนอกสถานีไอสึวากามัตสึที่ควรแวะชมก่อนขึ้นรถบัสหรือรถไฟด้วยนะ
แวะรับประทานอาหารกลางวัน: ชิบุคาวะดงยะ (Shibukawa Donya)
การเดินทาง: เดินกลับไปที่ป้ายรถบัส Iimoriyama Shita และขึ้น Town Bus Akabe ไปลงที่ป้าย Amidaji Higashi ประมาณ 30 นาที ร้านอาหารตั้งอยู่ใกล้ป้ายรถบัส
สำหรับมื้อกลางวัน ให้มุ่งหน้าไปยังถนนนาโนะกะมาจิ (Nanokamachi-dori Street) ย่านเรโทรของไอสึวากามัตสึ เพื่อทานอาหารที่ร้านชิบุคาวะดงยะ (Shibukawa Donya) ร้านนี้ก่อตั้งครั้งแรกในปี ค.ศ.1882 ตั้งอยู่ในเรือนขนาดกว้างแบบดั้งเดิม เป็นที่รู้จักกันในฐานะผู้ค้าส่งอาหารทะเล และมีความเชี่ยวชาญในการเสิร์ฟอาหารสดใหม่คุณภาพเยี่ยมจากวัตถุดิบท้องถิ่น
สำหรับนักชิมสายชิลล์และอยากลองวัตถุดิบท้องถิ่นล่ะก็ เราขอแนะนำเมนูดองและปรุงแบบดั้งเดิมของไอสึ อาทิ ปลาเฮอร์ริ่งห่อสาหร่ายคอมบุ และปลาคอดแห้งต้ม ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อชดเชยปริมาณปลาสดในภูมิภาคนี้ หรือถ้าอยากลองทานเมนูง่าย ๆ และอร่อยแบบคลาสสิกล่ะก็ลองเลือกสเต็กเนื้อไอสึซึ่งเป็นเมนูที่ถูกใจคนส่วนใหญ่ดูสิ
ช่วงกลางวัน: เดินเล่นย่านถนนเรโทรที่ถนนนาโนะกะมาจิ (Nanokamachi-dori Street)
ณ บริเวณรอบ ๆ ร้านชิบุคาวะดงยะ (Shibukawa Donya) โอบล้อมไปด้วยย่านสุดชิคที่มีชื่อว่าถนนนาโนะกะมาจิ (Nanokamachi-dori Street) ที่เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิตด้านสถาปัตยกรรม ถนนในนาโนะกะมาจินั้นเต็มไปด้วยความหลากหลายตั้งแต่ เรือนไม้เรียบง่ายสมัยเอโดะ (ค.ศ.1603–1868) อาคารสไตล์ตะวันตกสุดโดดเด่นจากยุคเมจิและไทโช ไปจนถึง อาคารสไตล์บรุตาลิสต์และเน้นประโยชน์ใช้สอยจากยุคโชวะ (ค.ศ.1926–1989)
พื้นที่นี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนาน เป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมไอสึวากามัตสึ กับภูมิภาคใกล้เคียง เช่น เมืองนิกโก้ จังหวัดนีงาตะ และจังหวัดยามากาตะ แม้ว่าความรุ่งเรืองของย่านนี้จะลดลงในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 แต่ปัจจุบันพื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งผ่านการท่องเที่ยว และกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของไอสึวากามัตสึ
เพื่อให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของย่านนาโนะกะมาจิอย่างเต็มที่ เราขอแนะนำให้ใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงเดินชมภายในอาคารเก่าแก่ ร้านบูติกทันสมัยซึ่งจำหน่ายของล้ำค่าและของฝากท้องถิ่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานฝีมือดั้งเดิมของไอสึ ได้แก่ เทียนเพนต์ เครื่องเคลือบแล็กเกอร์ เสื้อผ้าหรือผ้าฝ้ายที่ทำจาก “ฝ้ายโมเม็ง” ของเล่นปาปิแอร์มาเช่ และเครื่องปั้นดินเผาอันสวยงามฝีมือศิลปินไอสึ เป็นต้น
หนึ่งในร้านที่เราแนะนำในย่านนาโนะกะมาจิ คือ Aizu Brand Hall ที่รวมงานฝีมือชั้นยอดของไอสึไว้ภายใต้หลังคาเดียว มีให้เลือกชมอย่างสะดวก หรือหากใครอยากลงมือวาดเองล่ะก็ร้าน Suzuzen มีเวิร์กช็อปทำเครื่องเคลือบแลกเกอร์ให้ได้ร่วมสนุกกันด้วย รวมถึงคลาสเพนต์แบบมากิเอะ (Maki-e Painting) ที่เราเองก็เคยลองเข้าร่วมด้วยเช่นกัน
ย่านนาโนะกะมาจิยังเต็มไปด้วย คาเฟ่เล็ก ๆ แสนน่ารักที่เสิร์ฟของว่างและเครื่องดื่มชวนสดชื่น เราขอแนะนำให้ลองชิม “เด็งงะกุ (Dengaku)” ที่ทำจากส่วนผสมอย่างเต้าหู้ บุกญี่ปุ่นและโมจิ คลุกเคล้าด้วยมิโสะแล้วย่างบนไม้เสียบจนหอมกรุ่น
หากเป็นคนชอบสาเก อย่าพลาดแวะไปเยี่ยมชมโรงกลั่นสาเกท้องถิ่น เช่น Tsurunoe Shuzo ซึ่งมีอายุกว่า 200 ปี บนถนนสายหลัก จุดเด่นคือมีโซนชิมที่หน้าร้าน หรือ Suehiro Sake Brewery ที่ตั้งอยู่ในเรือนเก่าอันงดงาม พร้อมทัวร์ ชิมสาเก และคาเฟ่ให้บริการภายในโรงสาเก
หากต้องการใช้เวลาอยู่ในย่านนาโนกะมาจินานขึ้น เราขอแนะนำให้เดินต่อไปยัง Showa Nostalgia Museum พิพิธภัณฑ์ที่จำลองบรรยากาศอันสดใสของญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 20 นอกจากนี้ยังมี Hideyo Noguchi Seishunkan คลินิกเก่าสร้างในปี ค.ศ.1884 ที่นักแบคทีเรียวิทยาชื่อดัง ฮิเดะโยะ โนกูจิ (Hideyo Noguchi) เคยฝึกงาน เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากงานวิจัยเกี่ยวกับโรคซิฟิลิส โดยชั้นหนึ่งของอาคารเป็นคาเฟ่สไตล์เก่าที่มีเสน่ห์ ส่วนชั้นสองเป็นพิพิธภัณฑ์อุทิศให้กับชีวิตและผลงานของโนกูจิ
และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสำรวจสถานที่น่าสนใจมากมายที่ซ่อนตัวอยู่รอบ ๆ ย่านนาโนะกะมาจิ หากได้มาเยือนล่ะก็ลองใช้เวลาสำรวจถนนหนทาง แวะเข้าไปในร้านค้าหรือพิพิธภัณฑ์ และค้นพบสิ่งที่ไม่เหมือนใครด้วยตัวคุณเองกันดีกว่า!
ช่วงกลางวัน: ร่วมเป็นสักขีพยานในมรดกอันน่าภาคภูมิใจของไอสึ ณ ปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle)
การเดินทาง: นั่งรถบัส Town Bus Haikara-san จากป้ายใดก็ได้ในนาโนะกะมาจิ เช่น Nanokamachi Chuo, Nanokamachi Ekimae, Amidaji Higashi, หรือ Noguchi Hideyo Seishunkan-mae ลงที่ป้าย Tsurugajo Iriguchi (ใช้เวลาประมาณ 15–25 นาที ขึ้นกับป้ายขึ้นรถ) จากนั้นเดินต่อประมาณ 10 นาทีไปยังตัวปราสาท Tsuruga Castle
ปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle) เป็นแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงที่สุดของไอสึวากามัตสึ ด้วยประวัติศาสตร์ของปราสาทยาวนานกว่า 600 ปี เริ่มต้นจากบ้านป้อมเล็ก ๆ ก่อนจะพัฒนาเป็นปราสาทเต็มรูปแบบ แม้จะได้รับความเสียหายบ้างแต่ยังรอดพ้นจากความวุ่นวายของสงครามโบชิน (Boshin War) อย่างไรก็ตาม ปราสาทนี้ได้ถูกรื้อถอนในยุคเมจิ ซึ่งเป็นยุคที่ปราสาทเก่าหลายแห่งในญี่ปุ่นถูกขายหรือทำลายไป โชคดีที่หอคอยของปราสาทสึรุกะถูกบูรณะขึ้นใหม่ในช่วงปีทศวรรษ 1960 ทำให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวได้ชื่นชมสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งอีกครั้ง และในปี ค.ศ.2011 หลังคาของปราสาทได้ปูด้วยกระเบื้องสีแดงดั้งเดิมไม่เหมือนกับที่ไหนในญี่ปุ่น จึงถือว่าเป็นการบูรณะปราสาทกลับมาใกล้เคียงกับสภาพก่อนสงครามอย่างแท้จริง
ปราสาทสึรุกะมีสิ่งน่าสนใจให้ชมมากมายด้วยพื้นที่อันกว้างขวาง เราขอแนะนำให้เริ่มด้วยการเดินเล่นอย่างช้า ๆ ผ่านคูน้ำและกำแพงหินขนาดใหญ่ ก่อนแวะพักผ่อนที่สนามหญ้าลานกว้างซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของอาคารราชการของปราสาท จากนั้นเดินต่อผ่านสวนที่มีต้นซากุระกว่า 1,000 ต้นซึ่งจะบานสะพรั่งช่วงกลางเดือนเมษายน ทำให้ปราสาทสึรุกะถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน 100 จุดชมซากุระยอดนิยมของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ภายในสวนยังมี สะพานสีแดงสดถ่ายรูปสวย ซากป้อมปราการ และโบราณวัตถุอื่น ๆ ที่รอให้ผู้มาเยือนสังเกตและค้นพบ
หลังจากเดินชมบริเวณรอบ ๆ แล้ว สามารถขึ้นไปยังหอคอยปราสาท ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ พร้อมจุดชมวิวอันยอดเยี่ยมด้านบน อย่างไรก็ตาม สำหรับเราแล้ว เสน่ห์ที่แท้จริงของปราสาทสึรุกะอยู่ที่บริเวณภายนอก ดังนั้น หากมีเวลาเหลืออย่าเพิ่งรีบเข้าไปด้านในกันนะ
ปิดท้ายด้วยความพิเศษ ลองลิ้มรสชามัทฉะที่โรงน้ำชารินคาคุ (Rinkaku Teahouse) ซึ่งซ่อนตัวอยู่บริเวณมุมตะวันออกเฉียงใต้ของบริเวณปราสาท โรงน้ำชาแห่งนี้มีประวัติยาวนานตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 16 เมื่อกามะ โอจิซาโตะ (Gamo Ujisato) ขุนนางแห่งไอสึ ได้นำบุตรชายของเซ็นโนะ ริกิว (Sen no Rikyu) ผู้เป็นปรมาจารย์ด้านน้ำชาที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ไปซ่อนไว้ในไอสึเพื่อรักษาวิถีชาของริกิว หลังจากที่ริกิวถูกสั่งประหาร
หลายศตวรรษต่อมา โรงน้ำชารินคาคุถูกย้ายไปยังที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการถูกทำลายหลังจากไอสึล่มสลายในสงครามโบชิน และในที่สุดก็ก็ได้ถูกนำกลับมาที่ปราสาทสึรุกะอีกครั้งในปี ค.ศ.1990 ทำให้คนรุ่นปัจจุบันและอนาคตได้ชื่นชมมรดกทางวัฒนธรรมนี้ การออกแบบเรียบง่ายแบบดั้งเดิม สวนสวยที่ปกคลุมด้วยมอส และมัทฉะที่ถูกจัดเตรียมด้วยความเอาใจใส่ ทั้งหมดสะท้อนเสน่ห์ของวัฒนธรรมการดื่มชาแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง
หมายเหตุ ออเดอร์สุดท้ายของโรงน้ำชารินคาคุคือเวลา 16:00 น. ดังนั้นหากมาถึงในช่วงบ่ายแก่ ๆ แนะนำให้ไปที่นี่ก่อน
หากคุณเผลอใช้เวลาที่นาโนะกะมาจิ (Nanokamachi) หรือสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ในฟุกุชิมะนานเกินไปก็ไม่ต้องกังวล เพราะ บริเวณด้านนอกของปราสาทสึรุกะ (Tsuruga Castle) เปิดให้เข้าชมตลอด 24 ชั่วโมง คุณสามารถมาเยี่ยมชมได้แม้ในตอนเย็นหรือช่วงเวลากลางคืน และยิ่งกว่านั้น ตัวปราสาทจะมีการเปิดไฟประดับในช่วงเวลาพิเศษตามฤดูกาล โดยไฮไลท์ที่น่าสนใจ ได้แก่ การประดับไฟต้นซากุระในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคม และการประดับไฟในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีตั้งแต่กลางตุลาคมถึงกลางพฤศจิกายน
แนะนำที่พัก: โรงแรมวอชิงตัน (Washington Hotel)
สำหรับแผนเที่ยวฟุกุชิมะในครั้งนี้ เราขอแนะนำให้พักใกล้กับสถานีอาอิซุวากามัตสึ (Aizu-Wakamatsu Station) เพื่อความสะดวกในการเดินทางด้วยรถไฟและรถบัสท้องถิ่น บริเวณรอบสถานีนั้นเงียบสงบและมีราคาที่พักไม่แพง อีกทั้ง ยังมีร้านอาหารมากมายให้เลือกสำหรับมื้อเย็นด้วย
ตารางการเดินทางเที่ยวฟุกุชิมะวันที่ 2: หมู่บ้านโออุจิจูกุ (Ouchi-juku)
หลังจากได้พักผ่อนเต็มที่แล้ว วันรุ่งขึ้นของแผนเที่ยวของเราจะพาคุณลึกเข้าไปในเทือกเขาของฟุกุชิมะ เพื่อไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ โออูจิจุกุ (Ouchi-juku) หมู่บ้านนี้สามารถเดินทางไปได้ด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถไฟและรถบัส แต่บริการมีจำนวนจำกัด ดังนั้นจึงควรตรวจสอบตารางเวลาให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง (เว็บไซต์เป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น กรุณาใช้เครื่องมือแปล)
สำหรับผู้ที่สามารถขับรถในญี่ปุ่น เราขอแนะนำให้เช่ารถ มีบริษัทรถเช่าหลายแห่งอยู่ในระยะเดินจากสถานีไอสึวากามัตสึ (Aizu-Wakamatsu Station) ทำให้การหารถสะดวกง่ายดาย เราขอแนะนำจองรถล่วงหน้าผ่านลิงก์ด้านล่างเพื่อความสบายใจ
ช่วงเช้า: ย้อนเวลากลับไปสมัยเอโดะในหมู่บ้านโออุจิจูกุ (Ouchi-juku)
การเดินทาง:
- รถยนต์: จากสถานีไอสึวากามัตสึ (Aizu-Wakamatsu Station) ขับประมาณ 50 นาที
- รถขนส่งสาธารณะ: จากสถานีไอสึวากามัตสึนั่ง Aizu Railway Aizu Line ไปยัง Yunokami Onsen (ประมาณ 40 นาที) หลังจากออกจากสถานี ให้เดินตามป้ายไปยังป้ายรถบัส Saruyu-go ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีเพียงหนึ่งนาที ขึ้นรถบัสและซื้อพาสจากเจ้าหน้าที่ (เงินสดเท่านั้น ใช้สำหรับขากลับได้ด้วย) รถบัสใช้เวลาประมาณ 20 นาทีไปยังทางเข้าหมู่บ้านโออุจิจูกุจากนั้นเดินเพียงเล็กน้อยก็ถึงหมู่บ้าน
สำหรับเราและนักท่องเที่ยวหลายคน โออุจิจูกุถูกจัดให้อยู่ในอันดับต้น ๆ ร่วมกับหมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) และหมู่บ้านนาไรจูกุ (Narai-juku) ในฐานะหมู่บ้านประวัติศาสตร์ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม ถนนสายหลักเรียงรายด้วยบ้านไม้หลังคามุงฟางแบบดั้งเดิม แทบไม่มีปูนหรือเสาไฟฟ้ามารบกวนบรรยากาศ หมู่บ้านนี้รุ่งเรืองในสมัยเอโดะในฐานะจุดพักระหว่างทางที่เชื่อมไอสึวากามัตสึ (Aizu-Wakamatsu) กับ นิกโก้ (Nikko) และในปี ค.ศ.1981 ถูกกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์สำคัญสำหรับกลุ่มอาคารดั้งเดิมของญี่ปุ่น เพื่อรับประกันการคงอยู่ของหมู่บ้านในอนาคต
โออุจิจูกุเป็นหมู่บ้านขนาดกะทัดรัด จึงสามารถเดินสำรวจได้ทั้งวัน เราขอแนะนำให้เริ่มจากการซึมซับบรรยากาศด้วยการเดินเล่นเรียบง่ายตามถนนสายหลัก รับรองว่าคุณจะหยุดถ่ายรูปแทบทุกไม่กี่เมตรอย่างแน่นอน อย่าลืมชมงานฝีมือและของที่ระลึกที่วางขายตามหน้าร้านระหว่างทาง รวมถึงของขึ้นชื่อของไอสึ เช่น ตุ๊กตาวัวอาคาเบโกะ (Akabeko) และเครื่องปั้นดินเผาไอสึฮงโกะยากิ (Aizu Hongo-yaki Pottery) นอกจากนี้ เรายังชอบผ้าตกแต่งแขวนแบบทำมือที่เป็นรูปดอกไม้ ผัก และลวดลายอื่น ๆ ที่ร้าน Honke Kanouya ซึ่งช่วยเติมสีสันสดใสให้กับบรรยากาศหมู่บ้านที่เรียบง่ายอีกด้วย
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ แนะนำให้เผื่อเวลาไปที่พิพิธภัณฑ์หมู่บ้านโออุจิจูกุ (Ouchi-juku Town Museum) พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ใน “ฮอนจิน” (Honjin) ซึ่งเป็นโรงแรมใหญ่ที่ปัจจุบันผ่านการปรับปรุงใหม่มาแล้ว ในอดีตที่นี่เคยใช้ต้อนรับขุนนางและผู้มีตำแหน่งสูงในระหว่างการเดินทาง ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงเครื่องมือเก่า เครื่องใช้ในครัว อุปกรณ์การเกษตร และสิ่งของใช้ในชีวิตประจำวันอื่น ๆ ที่ช่วยให้เห็นภาพชีวิตชนบทในยุคเอโดะอย่างชัดเจน
เมนูมื้อกลางวันที่ไม่ควรพลาด: โซบะต้นหอม (Negi Soba)
กระท่อมหลายหลังในโออุจิจูกุ (Ouchi-juku) เปิดเป็นร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูท้องถิ่นขึ้นชื่อ รวมถึงเมนู “โซบะต้นหอม (Negi Soba)” เมนูสุดแปลกไม่เหมือนที่ไหน โซบะที่เสิร์ฟพร้อมต้นหอมญี่ปุ่นทั้งต้นโดยใช้แทนตะเกียบให้คุณคีบเส้นโซบะไปพร้อมกับค่อย ๆ กัดต้นหอมเพื่อเพิ่มรสชาติระหว่างทานได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ต้นหอมสดอาจมีรสค่อนข้างแรง จึงไม่จำเป็นต้องทานให้หมดทั้งต้น แค่ลองชิมสักสองสามคำก็ถือว่าได้ประสบการณ์แล้ว โชคดีที่ตัวโซบะเองเสิร์ฟมาในน้ำซุปรสกลมกล่อมที่ทำจากโชยุ หัวไชเท้าขูดรสเผ็ด และปลาโอแห้งจึงให้รสชาติที่เข้มข้นและอิ่มอร่อย
ที่โออุจิจูกิมีร้านจำหน่ายโซบะต้นหอมมากกว่า 10 ร้าน ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะหาทานไม่ได้ แต่ถ้ายังรู้สึกหิวอยู่ แนะนำให้ลองชิม “ชินโกโระ (Shingoro)” ข้าวปั้นเคลือบมิโสะเสียบไม้แล้วย่างบนเตาอิโรริแบบจมดินที่พบได้ในหลายกระท่อม
ส่วนของหวานที่เราชอบมากคือ “โทจิโมจิ (Tochi Mochi)” ขนมโมจิแสนอร่อยที่ทำจากเกาลัดม้านั่นเอง
ช่วงกลางวัน: ชมทัศนียภาพอันงดงามจากจุดชมวิวโออุจิจูกุ
การเดินทาง: เดินเพียงเล็กน้อยจากใจกลางหมู่บ้านโออุจิจูกุ (Ouchi-juku)
หลังจากเดินสำรวจหมู่บ้านจนทั่วแล้ว เราขอแนะนำให้ขึ้นไปบนเนินเขาที่ปลายถนนเพื่อชมวิวโออุจิจูกุจากมุมสูง จุดนี้เป็นมุมถ่ายภาพไอคอนิกที่สุดของหมู่บ้าน โดยจะเห็นหลังคามุงฟางเรียงตัวทอดยาวอยู่เบื้องล่าง มีเนินเขาและภูเขาสูงตระหง่านเป็นฉากหลังอย่างสวยงาม
ระหว่างทางขึ้นยังมีศาลเจ้าและวัดเล็ก ๆ ตั้งอยู่ประปรายตามทางเดินสั้น ๆ ยิ่งช่วยเสริมบรรยากาศราวกับได้ย้อนเวลากลับไปสู่อดีตอีกด้วย
ช่วงกลางวัน: สำรวจป่าอันเงียบสงบของศาลเจ้าทาคาคุระ (Takakura Shrine)
การเดินทาง: จากจุดชมวิวโออุจิจูกุเดินประมาณ 10 นาที
หากยังพอมีเวลาก่อนรถบัสเที่ยวกลับ แนะนำให้ลองออกจากโซนคึกคักใจกลางหมู่บ้านแล้วเดินยืดเส้นยืดสายไปยังศาลเจ้าทาคาคุระ (Takakura Shrine) ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าบริเวณชานหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นมุมสงบเงียบที่เราชอบที่สุดในโออุจิจูกุ
จุดสังเกตของศาลเจ้านี้คือมีเสาโทริอิต้นแรกตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ทำให้สังเกตถนนเล็ก ๆ ที่ตัดผ่านพื้นที่เกษตรและนำไปสู่ศาลเจ้าได้ไม่ยาก
ศาลเจ้าทาคาคุระ มีอาคารไม้แสนงดงามเป็นศูนย์กลางซึ่งกลมกลืนกับผืนป่ารอบด้านได้อย่างลงตัว ชื่อของศาลเจ้ายังมีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจ โดยเชื่อมโยงกับเจ้าชายโมจิฮิโตะ (Prince Mochihito) หรือที่รู้จักกันในชื่อเจ้าชายทาคาคุระ (Takakura Prince) ตามตำนานท้องถิ่นเล่าว่า พระองค์เคยหลบหนีมายังพื้นที่แห่งนี้ระหว่างการหลีกหนีตระกูลไทระในช่วง สงครามเก็มเป (Genpei War ค.ศ.1180–1185) หนึ่งในสงครามสำคัญที่สุดของญี่ปุ่น และยังกล่าวกันว่าพระองค์เป็นหนึ่งในผู้จุดชนวนความขัดแย้งครั้งนั้นอีกด้วย
นอกเหนือจากตัวศาลเจ้าแล้ว สิ่งที่เราประทับใจมากที่สุดคือต้นสนซีดาร์ขนาดมหึมาหลายลำต้นที่มีอายุราว 800 ปี ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนืออาคารศาลเจ้าอย่างสง่างาม
ทิปจากเรา
ทัวร์โออุจิจูกุ (Ouchi-juku Tour)
หากอยากค้นพบเสน่ห์ของโออุจิจูกุแบบลึกขึ้น และไม่พลาดมุมลับต่าง ๆ เราแนะนำให้จองทัวร์ส่วนตัว 6 ชั่วโมงพร้อมไกด์ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลญี่ปุ่น
ตารางการเดินทางเที่ยวฟุกุชิมะวันที่ 3: เมืองคิตะคาตะ (Kitakata)
วันสุดท้ายของทริปฟุกุชิมะจะพาคุณออกเดินทางจากไอสึวากามัตสึขึ้นไปทางเหนือสู่คิตะคาตะ เมืองที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามเมืองราเม็งชื่อดังของญี่ปุ่น ร่วมกับซัปโปโรและฮากาตะ และด้วยการเดินทางโดยรถไฟตรงจากสถานีไอสึวากามัตสึ เมืองนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเพิ่มเข้าไปในแผนเที่ยวไอสึของคุณ
ช่วงเช้า: เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเติมคาเฟอีนที่เร็นกะคอฟฟี่ (Renga Coffee)
การเดินทาง: จากสถานีไอสึวากามัตสึ (Aizu-Wakamatsu Station) นั่งสาย JR Ban'etsu West Line ไปยังสถานีคิตะคาตะ (Kitakata Station) ประมาณ 17–22 นาทีขึ้นอยู่กับขบวนที่เลือก เมื่อมาถึงจะเห็นร้านเร็นกะคอฟฟี่ (Renga Coffee) อยู่ตรงหน้าสถานีพอดี
เริ่มวันของคุณในคิตากาตะด้วยการเติมกาแฟสักแก้วที่เร็นะคอฟฟี่ โดยร้านตั้งอยู่ตรงหน้าสถานีคิตะคาตะ อาคารอิฐเด่น ๆ ของร้านเดิมทีเป็นโกดังข้าวสมัยเมจิ ให้ภาพแรกของเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมงดงาม ภายในตกแต่งอย่างหรูหราและเชิญชวน มีโต๊ะที่ฝังเมล็ดกาแฟจริงไว้ใต้กระจก
สำหรับคอาแฟอย่างเรา ถูกใจที่นี่เป็นอย่างมากเพราะมีเมนูกาแฟหลากสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น กาแฟดัตช์แบบดริปช้า ๆ มอคค่าหรือคาปูชิโน่ ทำให้สามารถเลือกกาแฟที่ถูกใจได้แบบง่าย ๆ สำหรับใครที่ไม่ดื่มกาแฟ ที่ร้านยังมีชา น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มอื่น ๆ พร้อมอาหารเบา ๆ อย่างแซนด์วิชและขนมปังปิ้งที่เหมาะกับมื้อเช้า จุดเด่นที่สุดคือร้านเปิดตั้งแต่ 7:00 น. ซึ่งถือว่าเช้ามากสำหรับญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่ร้านกาแฟมักเปิดสายกว่า
ช่วงเช้า: เยี่ยมชมโกดังเก่าในเมืองคิตะคาตะ (Old Warehouses of Kitakata)
การเดินทาง: จากสถานีคิตะคาตะ (Kitakata Station) เดินประมาณ 15-20 นาที
แม้ว่าเมืองคิตะคาตะจะมีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องราเม็ง แต่เมืองนี้ยังเป็นที่ตั้งของกลุ่มอาคารประวัติศาสตร์อันโดดเด่น โดยเฉพาะ โกดังเก่าที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงกระแสการพัฒนาเมือง และการก่อสร้างเพื่อป้องกันอัคคีภัยตั้งแต่สมัยเมจิจนถึงช่วงก่อนสงคราม โกดังเก่าในคิตากาตะมีอยู่ราว 4,000 หลัง และแต่ละหลังก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานทั้งเทคนิคการก่อสร้างท้องถิ่น วัสดุประจำภูมิภาค และความงามทางสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากทั้งญี่ปุ่นและตะวันตก สำหรับเราแล้ววิธีที่ดีที่สุดในการสัมผัสเสน่ห์ของเมืองนี้คือค่อย ๆ เดินเล่นไปตามถนนชมโกดังไปเรื่อย ๆ มากกว่าการพยายามตามเก็บให้ครบทุกแห่งในคราวเดียว
・วาคาคิ โชเต็น (Wakaki Shoten)
เริ่มต้นการสำรวจเมืองด้วยการเดินเล่นไปตามถนนฟุเระไอโดริ (Fureai-dori Street) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีโกดังเก่าอันเป็นเอกลักษณ์ของคิตะคาตะกระจุกตัวอยู่มากมาย เราขอแนะนำให้เริ่มที่มุมถนนใกล้ซึ่งเป็นที่ตั้งของวาคาคิ โชเต็น (Wakaki Shoten) อาคารเก่าที่ดูโทรมแต่มีเสน่ห์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1931 เพื่อใช้เป็นหน้าร้านของโรงหมักโชยุและมิโสะในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่นั่นมีไฮไลท์ที่แท้จริงซ่อนอยู่ด้านหลังร้าน นั่นก็คือโกดังอิฐสุดโดดเด่นที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1904 ในความเห็นของเราโกดังอิฐนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์แห่งคิตะคาตะ
อิฐของโกดังแห่งนี้ได้รับเคลือบผิวเป็นอย่างดีเพื่อป้องกันฤดูหนาวอันโหดร้ายของฟุกุชิมะ และยังผ่านการเผาทีละก้อนในเตาเผาไม้แบบดั้งเดิมทำให้เกิดพื้นผิวมันวาวและโทนสีเข้มแบบเอิร์ธโทน ซึ่งล้วนเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมคิตะคาตะ ภายนอกอาคารให้บรรยากาศแบบอุตสาหกรรมตะวันตกอันวิจิตร ขณะที่ภายในกลับเป็นพื้นที่แบบญี่ปุ่นเต็มตัว ทั้ง พื้นเสื่อทาทามิ และงานไม้ขัดเงาจากต้นพลับลายและเซลโควา สำหรับเรา โกดังแห่งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชาวคิตะคาตะสามารถผสานโลกสถาปัตยกรรมสองแบบเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
・ศาลเจ้าราเม็ง (Ramen Shrine)
ระหว่างเดินไปตามถนนฟุเระไอโดริ คุณจะพบกับศาลเจ้าราเม็ง (Ramen Shrine) ซึ่งตั้งอยู่ภายในโกดังยุคเอโดะที่ได้รับการบูรณะใหม่ อย่าลืมแวะถ่ายรูปกับเสาโทริอิรูปตะเกียบอันเป็นเอกลักษณ์ ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในเพื่อชมพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่อธิบายถึงต้นกำเนิดและเอกลักษณ์ของรสชาติราเม็ง
ถ้าอยากลองอะไรสนุก ๆ แนะนำให้ชิมไอศกรีมธีมราเม็งที่ทำซอฟต์เสิร์ฟให้ดูคล้ายเส้นราเม็ง และตกแต่งด้วยนารุโตะมากิ (Narutomaki) หรือลูกชิ้นปลาลายก้นหอย แม้จะดูเหมือนของถ่ายรูปเล่น แต่รสชาติกลับเข้ากันอย่างน่าประหลาด ทั้งความหวานของไอศกรีม ความเค็มนิด ๆ ของโชยุ และความอูมามิจากท็อปปิ้งสไตล์ราเม็ง
บริเวณใกล้เคียงยังมีสถานที่น่าสนใจอื่น ๆ อีก เช่น พิพิธภัณฑ์โรงกลั่นสาเกยามาโตะกาวะ (Yamatogawa Sake Brewery Museum) และคฤหาสน์เก่าคิวไคเคะ (Kyu-Kaike Residence) ซึ่งปัจจุบันปิดปรับปรุงอยู่จนถึงปี 2026 ระหว่างที่กำลังเดินเล่น อย่าลืมลองเลี้ยวเข้าไปตามตรอกเล็ก ๆ ที่แยกออกจากถนนฟุเระไอดอริ เพราะเราเองก็ได้พบกับอาคารสวย ๆ และสถาปัตยกรรมอันน่าประทับใจหลายแห่งที่ซ่อนตัวอยู่จากถนนสายหลัก
・ย่านอนุรักษ์โอตะซึกิ (Otazuki Preservation District)
ไปกันต่อที่ย่านอนุรักษ์โอตะซึกิ (Otazuki Preservation District) ซึ่งอยู่ห่างจาก ถนนฟุเระไอโดริโดยใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ที่นี่เหมาะกับการ เดินเล่นสบาย ๆ ท่ามกลางกลุ่มอาคารเก่าแก่ และซึมซับบรรยากาศย้อนยุคอันมีเสน่ห์เช่นเดียวกัน ไฮไลท์สำคัญของย่านนี้คือ โรงกลั่นสาเกโอฮาระชุโซ (Ohara Shuzo) ซึ่งตั้งอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้มานานเกือบ 300 ปี และเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยร้านจำหน่ายสินค้าและการชิมสาเก หากอยากแวะเติมพลังอีกสักหน่อย ก็มีคาเฟ่คุนุกิยามา (Kunugiyama Coffee) ซึ่งตั้งอยู่ภายในบ้านสไตล์เก่าแก่สีดำสุดมีสไตล์ไม่ไกลจากโรงกลั่นสาเกให้บรรยากาศน่านั่งและมีเอกลักษณ์มาก
แวะรับประทานอาหารกลางวัน: โรงอาหารบันไน (Bannai Shokudo)
การเดินทาง: จากโรงกลั่นสาเกโอฮาระชุโซ (Ohara Shuzo) เดินประมาณ 15 นาที
หลังจากได้สัมผัสประวัติศาสตร์ของคิตะคาตะกันแล้ว ก็ถึงเวลาลองสิ่งที่เมืองนี้ขึ้นชื่อที่สุดนั่นก็คือราเม็งนั่นเอง ที่นี่มีร้านอาหารท้องถิ่นอีกหลายแห่งที่มีเมนูราเม็งนอกเหนือจากร้านราเม็งโดยเฉพาะ ทำให้ทั่วเมืองมีร้านที่เสิร์ฟราเมงรวมกันมากกว่า 120 ร้าน ราเมงคิตะคาตะแบบดั้งเดิมมีจุดเด่นอยู่ที่เส้นหนา หยักเป็นลอน และมีความหนึบเคี้ยวเพลิน เสิร์ฟมาในน้ำซุปใส รสเบา ตัวน้ำซุปทำจากหมู ไก่ หรือปลาซาร์ดีนแห้ง และปรุงรสด้วยโชยุ อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือหมูชาชูที่ให้มาอย่างจุใจ ทำให้ราเม็งสไตล์นี้เป็นที่ชื่นชอบของคนรักเมนูเนื้ออย่างมาก
ร้านที่แวะได้สะดวกมากระหว่างย่านท่องเที่ยวต่าง ๆ ของคิตะคาตะก็คือโรงอาหารบันได (Bannai Shokudo) ซึ่งจำหน่ายราเม็งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1958 ถือเป็นหนึ่งในร้านชื่อดังระดับตำนานของเมือง ที่นี่คุณจะได้ลิ้มลองราเม็งคิตะคาตะในห้องอาหารกว้างขวาง พร้อมบรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเอง ถ้ายังเลือกไม่ถูก เมนูที่สั่งแล้วแทบไม่พลาดคือราเม็งคิตะคาตะแบบคลาสสิก หรือที่ร้านเรียกว่า “Shina Soba” ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิมที่เคยใช้เรียกราเม็งในคิตะคาตะ ส่วนใครที่อยากจัดเต็มเรื่องเนื้อ แนะนำให้ลอง “Niku-soba” เมนูซิกเนเจอร์ของร้านที่ด้านบนชามถูกปกคลุมไปด้วยชาชูชิ้นฉ่ำ ๆ เต็มชาม
ช่วงกลางวัน: ศึกษาประวัติศาสตร์ครั้งสุดท้ายก่อนกลับที่หมู่บ้านโกดังคิตะคาตะ (Kitakata Kura no Sato)
การเดินทาง: จากสถานีคิตะคาตะ (Kitakata Station) หรือโรงอาหารบันได (Bannai Shokudo) เดินประมาณ 20 นาที
ก่อนออกจากคิตะคาตะ หากอยากปิดท้ายทริปด้วยการซึมซับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอีกสักหน่อย แนะนำให้แวะอ้อมไปที่หมู่บ้านโกดังคิตะคาตะ (Kitakata Kura no Sato) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 4,500 ตารางเมตร โดยรวบรวมอาคารประวัติศาสตร์หลายแห่งที่ถูกย้ายและบูรณะมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน ที่นี่คุณจะได้พบกับกลุ่มอาคารเก่าแก่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าโบราณ โกดังเก็บธัญพืช โรงหมักสาเก โรงทำมิโสะ ไปจนถึงบ้านชาวนาแบบมุงหลังคาฟาง ซึ่งตั้งกระจุกตัวอยู่ด้วยกันอย่างมีเสน่ห์ ให้คุณได้เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ท่ามกลางอดีตอันเข้มข้นของคิตะคาตะ
สำหรับใครที่มีเวลาไม่มาก ที่นี่ถือเป็นวิธีเที่ยวที่สะดวกมาก เพราะสามารถสัมผัสมรดกทางสถาปัตยกรรมของคิตะคาตะได้แบบครบ ๆ ภายในพื้นที่กะทัดรัดแห่งเดียว
ไปไหนกันต่อดีหลังจากไปเยือนไอสึและฟุกุชิมะ
หลังจากทริป 3 วันที่ไอสึ ยังมีอีกหลายจุดหมายให้ออกเดินทางต่อได้อีกมาก คุณสามารถไปสำรวจพื้นที่ตอนกลางของจังหวัดฟุกุชิมะเพิ่มเติม โดยเลือกพักต่อที่เมืองฟุกุชิมะ (Fukushima City) หรือเมืองโคริยามะ (Koriyama City) แล้วออกเดินทางชมวิวธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการขับรถบนเส้นทางบันไดอาสุมะสกายไลน์ (Bandai-Azuma Skyline) หรือการปีนเขาอาดะทาระ (Mount Adatara) และยอดเขาอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง หากคุณอยากเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในฟุกุชิมะ แนะนำให้ข้ามไปยังฝั่งชายฝั่งทะเล ซึ่งมีสถานที่ให้ความรู้ที่น่าสนใจ เช่น พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และภัยพิบัตินิวเคลียร์ทางตะวันออกของญี่ปุ่น (The Great East Japan Earthquake and Nuclear Disaster Memorial Museum) และซากโรงเรียนประถมอุเคโดะ (Ukedo Elementary School) ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว
ส่วนใครที่อยากปิดท้ายทริปฟุกุชิมะแบบสนุกและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน ลองไปต่อที่เมืองอิวาคิ (Iwaki City) ซึ่งคุณสามารถทั้งเที่ยวแบบมันส์ ๆ และพักผ่อนได้ที่สปารีสอร์ทฮาวายเอียนส์ (Spa Resort Hawaiians) และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำฟุกุชิมะ (Fukushima Aquamarine Aquarium)
เมื่อเที่ยวฟุกุชิมะจนจุใจแล้ว ก็สามารถเดินทางต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างสะดวก เช่น จังหวัดนีงาตะซึ่งสามารถเดินทางจากสถานีไอสึวากามัตสึ (Aizu-Wakamatsu Station) ได้ง่าย ที่นั่นยังเป็นแหล่งผลิตสาเกชื่อดัง รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของเกาะซาโดะ (Sado Island) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่ได้รับการลงทะเบียนเป็นมรดกโลก
หรือจะนั่ง Tohoku Shinkansen ต่อไปยังจังหวัดยามากาตะที่ขึ้นชื่อเรื่องออนเซ็นบรรยากาศราวกับโลกในหนัง Ghibli หรือไปเมืองฮิไรซุมิ (Hiraizumi) ในจังหวัดอิวาเตะ (ผ่าน Ichinoseki) ซึ่งเคยได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งภาคเหนือ” ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น หรือจะไปจังหวัดอาคิตะที่โดดเด่นด้วยย่านซามูไรเก่าแก่ อาทิ เมืองคะคุโนะดาเตะ (Kakunodate) เท่านั้นยังไม่พอ เราขอแนะนำจังหวัดอาโอโมริที่เต็มไปด้วยอาหารทะเลสด แอปเปิลเก็บใหม่ และปราสาทสวยงาม หรือจะเดินทางไกลต่อขึ้นไปถึงฝั่งฮอกไกโด เกาะเหนือสุดของญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงด้านสกีรีสอร์ตและการท่องเที่ยวสายผจญภัยก็ได้เช่นกัน
Top image: PIXTA
เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

