10 ที่เที่ยวในแหล่งมรดกโลกชิราคาวาโกะ ชมวิวสวย ธรรมชาติงาม!

ชิราคาวาโกะ (Shirakawago) แห่งจังหวัดกิฟุเป็นเมืองที่มีกลิ่นอายของตำนานและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอยู่อย่างเต็มเปี่ยม นอกจากจะเป็นที่ตั้งของ Gasshoutsukuri Shuuraku (合掌造り集落) หรือหมู่บ้านสไตล์ญี่ปุ่นยุคก่อนซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกโลกแล้ว เมืองนี้ยังล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติสุดสวยงามอีกด้วย วันนี้เราจึงจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่เผยให้เห็นสเน่ห์ของชิราคาวาโกะกัน

หมู่บ้านชิราคาว่า

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

1. หมู่บ้านมรดกโลกในฤดูร้อน (夏の合掌造り集落)

หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ (The Historic Villages of Shirakawa-go) ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในเดือนธันวาคมปี 1995 บ้านเรือนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดยใช้หลังคามุงจากสไตล์ญี่ปุ่นยุคโบราณ มีการทำการเกษตรนานาชนิดทั้งไร่นาและทุ่งข้าวสาลีในพื้นที่ว่างระหว่างหุบเขา ในช่วงฤดูร้อนพื้นที่นี้จะเขียวชอุ่มเป็นพิเศษ นับว่าเป็นหนึ่งในสถานที่เพียงไม่กี่แห่งที่เราจะมีโอกาสได้อิ่มเอมไปกับพืชผักต่างๆ และธรรมชาติท่ามกลางภูเขาอย่างเต็มที่

นอกจากชาวต่างชาติแล้ว ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยก็มาเที่ยวชมหมู่บ้านแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่อยากสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นอย่างลุ่มลึก เมื่อฤดูเปลี่ยนผันดอกไม้ต่างๆ อย่างคอสมอสและซากุระก็จะเบ่งบานสลับกันไป ให้ทัศนียภาพและบรรยากาศที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่วงของปี เมื่อพระอาทิตย์จากไปแสงไฟก็จะเล็ดลอดออกมาจากช่องระหว่างผนังไม้ของกระท่อม ให้ความรู้สึกเหมือนกับได้เข้าไปอยู่ในภาพวาดกันเลยทีเดียว

ในฤดูร้อนอากาศจะยังอบอุ่นอยู่แม้เป็นช่วงเวลากลางคืน ทำให้เหมาะแก่การออกไปเดินรอบๆ รับบรรยากาศและถ่ายรูปเล่นมากๆ อย่างไรก็ตามเนื่องจากที่นี่เป็นเขตที่มีคนท้องถิ่นอาศัยอยู่จริง หากมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมก็ควรจะระมัดระวังเรื่องมารยาทกันสักเล็กน้อย

2. หมู่บ้านมรดกโลกในฤดูหนาว (冬の合掌造り集落)

ในฤดูหนาวทั้งบ้านเรือนและไร่นาจะถูกปกคลุมด้วยหิมะขาว เป็นอีกหนึ่งทัศนียภาพที่มีสเน่ห์มากทีเดียว จะแวะไปเป็นทางผ่านระหว่างไปทริปเล่นสกีก็พอเหมาะพอดี อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าที่นี่จะเปิดให้ชมตามปกติ แต่สถานที่ท่องเที่ยวและจุดชมวิวบางจุดอาจปิดทำการอันเนื่องมาจากสภาพอากาศ ดังนั้นสำหรับใครที่อยากจะชมอะไรมากกว่าวิวของหมู่บ้านในช่วงฤดูหนาวก็แนะนำว่าให้ไปในช่วงฤดูร้อนจะดีกว่า

นอกจากนี้สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยก็อาจทำให้บางครั้งรถยนต์ไม่สามารถขับผ่านทางหมู่บ้านได้ จึงควรตรวจสอบสภาพการจราจรให้ดีก่อนไปด้วย

ช่วงเย็นๆ ไปจนถึงกลางคืนจะมีแสงไฟที่เล็ดลอดออกมาจากกระท่อมไม้ ยิ่งถ้ามีการประดับไฟโดยรอบของหมู่บ้านด้วยล่ะก็ จะถือเป็นทิวทัศน์ที่น่าถ่ายรูปเก็บไว้ยิ่งนัก

หลังคามุงจากของที่นี่จะทำมุมราว 50 องศาและเป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้หิมะทับถมจนเป็นภาระกับตัวบ้าน ซึ่งลักษณะนี้จะแตกต่างจากหมู่บ้านโบราณโกคายามะ (Gokayama) เล็กน้อย ตอนมาเที่ยวชมก็ลองเปรียบเทียบกันดูได้

หมู่บ้านชิราคาว่าในช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะทับถมกันสูงถึง 2 เมตร จึงทำให้เดินลำบากอยู่สักหน่อย ก่อนไปก็อย่าลืมเตรียมเสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาวต่างๆ กันให้เพียบพร้อม

3. บ้านวาดะ สมบัติทางวัฒนธรรมแห่งชาติ (国指定重要文化財 和田家)

บ้านวาดะ (Wada House) เป็นบ้านสไตล์ญี่ปุ่นโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขต Ogimachi แม้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่เพราะภายในมีบุคคลทั่วไปอาศัยอยู่ จึงควรเข้ารับชมอย่างระมัดระวัง ที่นี่มีพนักงานที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้มาเยือนในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ถ้าจะแวะไปก็แนะนำให้ไปในช่วงที่มีเวลาเหลือพอจะรอได้ดีกว่า

ภายในบ้านสามารถถ่ายรูปและวิดีโอได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็พยายามอย่าแตะต้องของที่วางอยู่มากนักและเดินผ่านตัวอาคารอย่างระมัดระวัง

เราสามารถชมบ้านญี่ปุ่นจากภายนอกได้ในทุกส่วนของหมู่บ้าน แต่ที่ที่เปิดให้รับชมถึงด้านในมีอยู่ไม่มากนัก ที่บ้านวาดะ เราจะมีโอกาสได้เข้าชมห้องหับต่างๆ ทั้งห้องพระ ห้องรับแขก ไปจนถึงห้องน้ำ เวลาเดินชมก็อย่าลืมว่าบ้านหลังนี้เป็นสมบัติชาติญี่ปุ่น ระวังอย่าไปเผลอสร้างรอยขีดข่วนในตัวอาคาร ยิ่งถ้ามีเด็กๆ ร่วมทางมาด้วยก็อย่าปล่อยให้คลาดสายตาล่ะ

4. เส้นทางสีขาว Shirakawago White Road (白川郷ホワイトロード)

Shirakawago White Road เดิมถูกเรียกว่า Hakusan Super Rindo (白山スーパー林道) เป็นเส้นทางที่เหมาะกับการขับรถหรือปั่นจักรยานเล่น ทั้งยังเป็นเส้นทางที่ทอดไปหาน้ำตกอีกด้วย โดยมีระยะทาง 33.3 กิโลเมตร ใช้เวลาวิ่งผ่านประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงในสภาพถนนปกติ จะใช้เวลาทั้งวันในการเดินป่า หรือจะวางแผนเดินเล่นดูน้ำตกสักครึ่งวันก็น่าสนใจไม่น้อย 

ถนนเส้นนี้เป็นถนนพิเศษที่ต้องจ่ายเงินค่าผ่านทาง โดยราคาสำหรับรถเล็กไป-กลับอยู่ 2200 เยน ขาเดียว 1400 เยน ส่วนรถทั่วไปไป-กลับ 2600 เยนและขาเดียว 1600 เยน ระหว่างทางมีทั้งน้ำตก Ubagataki น้ำตก Kamasoko และ จุดชมวิว Hakusan Observation Deck ให้ได้เพลิดเพลินกันระหว่างขับรถเล่นด้วย

5. น้ำตก Ubagataki (姥が滝)

หนึ่งในน้ำตกที่อยู่ระหว่างทาง Shirakawago White Road คือน้ำตกขนาดค่อนข้างใหญ่ที่มีความสูงถึง 76 เมตรและมีระดับลดหลั่นกันไปหลายชั้น ยิ่งลงไปถึงชั้นล่างๆ สายน้ำตกก็จะแผ่กว้างขึ้นจนเห็นเป็นเหมือนเส้นผมของหญิงชรา จึงได้ชื่อว่า Ubagataki (姥が滝) ซึ่งแปลว่าน้ำตกหญิงชรานั่นเอง

ที่นี่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยน้ำตกตัวแทนของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นน้ำตกสองชั้นที่สวยงามมาก ใกล้ๆ บริเวณน้ำตกนี้มีอากาศที่เย็นสบาย เหมาะสำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจคลายร้อน และแน่นอนว่าในช่วงอบอุ่นอย่างฤดูร้อนก็มักจะมีคนเยอะเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามที่จอดรถสำหรับบุคคลทั่วไปมีแค่ 35 ช่องเท่านั้น แต่โดยทั่วไปแล้วคนจะไม่เยอะขนาดทำให้ที่จอดรถเต็ม ถ้าอยากหลีกเลี่ยงฝูงชนก็แนะนำให้ไปในช่วงเช้าหรือสายๆ ก่อนพักกลางวัน

6. ซากปราสาทโอกิมาจิ Ogimachi Castle Ruins (荻町城跡)

ซากปราสาทโอกิมาจิเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งที่สามารถมองลงไปเห็นหมู่บ้านมรดกโลกได้ ตั้งอยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ทั้งทางเท้าและรถยนต์ ที่นี่จะให้ความรู้สึกแตกต่างจากการชมหมู่บ้านจากจุดชมวิว Tenshukaku Observation Deck ดังนั้นใครที่อยากเก็บภาพจึงไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง 

ว่ากันว่าในยุค Nanboku-cho (ยุคทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ช่วงปี 1336 - 1392) ที่นี่เป็นสถานที่ที่ Kuge (ขุนนางญี่ปุ่น) ใช้ซ่อนตัว อ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นในปี 1465 และคาดว่ามีปราสาท Kaerigumo ตั้งอยู่ด้วยจนกระทั่งตัวปราสาทพังทลายลงจากผลกระทบของแผ่นดินไหวในปี 1585 ซากปรักหักพังที่เหลืออยู่ก็ไม่ได้มีชื่อเรียกเป็นพิเศษจึงถูกใช้เป็นจุดชมวิวเสียมากกว่า แต่จะลองศึกษาประวัติศาสตร์ไปด้วยสักหน่อยก็ดูจะเพลิดเพลินได้ไม่น้อย

7. พิพิธภัณฑ์ Myozenji (明善寺庫裏)

หนึ่งในจุดท่องเที่ยวยอดนิยมที่ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นในปี 1748 เป็นอาคารที่แยกตัวออกมาจากวัด Shinshu Honkakuji ซึ่งมีจุดที่น่าสนใจอยู่มากมาย ทั้งห้องโถงใหญ่ หอระฆัง และต้นอิจิอิหรือต้นยิวญี่ปุ่น ยิ่งรวมกับซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้แดงในฤดูใบไม้ร่วง และทิวทัศน์ที่แตกต่างกันในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวแล้ว ยิ่งดูราวกับได้หลุดไปอยู่ในยุคเอโดะ (1603 - 1868) เลยทีเดียว

ในตัวอาคารมีการตกแต่งด้วยของประดับ รูปภาพ และประติมากรรมที่สวยงามมากมาย บนชั้นสองมีการจัดเป็นพิพิธภัณธ์พื้นเมืองเอาไว้ ของบางส่วนที่จัดแสดงก็เคยถูกนำไปฉายในรายการโทรทัศน์ด้วย ถ้ามีโอกาสแนะนำให้ลองเดินเล่นถ่ายรูปไปพลางซึมซับประวัติศาสตร์อันล่ำค่าดู 

8. จุดพักรถและจำหน่ายของฝาก Michi-no-eki Shirakawago

Michi-no-eki Shirakawago (道の駅 白川郷) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดนิยมที่ผู้มาเยือนชิราคาวาโกะมักจะแวะมาเยี่ยมเยืยนกันเสมอ ที่นี่เป็นทั้งจุดพักรถและร้านขายของฝาก โดยของฝากส่วนมากเป็นสินค้าที่สามารถหาได้แค่ในท้องถิ่นเท่านั้น ทั้งเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากข้าว 2 ที่ 600 เยน Yuiokoshi (ขนมโบราณชนิดหนึ่งที่ทำจากข้าว) 1 กล่อง 540 เยน ไปจนถึงเห็ดหูหนูชิราคาวาโกะ 25 กรัม 500 เยน

นอกจากนี้ในศูนย์อาหารก็มีราเมงราคา 700 เยน Kumajiru (ซุปแบบญี่ปุ่นทำจากเนื้อหมี) ราคา 800 เยน รวมไปถึงอุด้งเนื้อหมีราคา 1,000 เยนให้ได้ลองชิมกันด้วย ในส่วนของลานจอดรถมีพื้นที่ให้รถยนต์จอดได้ถึง 46 คัน สามารถแวะมาพักกันระหว่างเดินทางได้สบายๆ เลย

9. ศาลเจ้า Shiragawahachiman Shrine (白川八幡神社)

ศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าประจำท้องถิ่น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ศาลเจ้าที่ใหญ่โตอะไร แต่ก็มีรูปแบบการสร้างที่กลมกลืนกับธรรมชาติของชิราคาวาโกะเป็นอย่างดีและให้บรรยากาศที่สบายใจ จะแวะไปขอพรให้ได้เดินทางกันอย่างปลอดภัยก็น่าสนใจไม่น้อย ว่ากันว่าที่นี่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงปี 708 ถึงปี 714 และถูกบูรณะในสมัยเอโดะ พูดง่ายๆ ก็คือมีประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งยาวนานถึง 1,300 ปีกันเลยทีเดียว

ตัวศาลเจ้าตั้งอยู่ห่างออกไปจากหมู่บ้านมรดกโลกอยู่สักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ไกลขนาดที่จำเป็นจะต้องใช้รถยนตร์ในการเดินทาง ภายในศาลเจ้ามีต้น Sugi หรือต้นซีดาร์ญี่ปุ่นซึ่งเป็นอนุสรณ์ทางธรรมชาติประจำหมู่บ้านอยู่ด้วย หากมีโอกาสได้ไปก็อย่าลืมไปชมต้นไม้ลึกลับนี้ล่ะ

หากไปในช่วงเดือนตุลาคม เราจะมีโอกาสได้เพลิดเพลินไปกับเทศกาล Doburoku ซึ่งจัดขึ้นทุกปี โดยภายในงานจะมีการแสดงต่างๆ เช่น การเต้นระบำหรือแห่สิงโต จากนั้นจึงเดินขบวนประดับธง 5 สีไปทางหมู่บ้านมรดกโลก สำหรับใครที่สะสมตราประทับศาลเจ้า (Shuin) ก็สามารถไปรับตราของที่นี่ได้ที่พิพิธภัณฑ์ Doburoku Museum

ศาลเจ้าแห่งนี้ปรากฏในอนิเมะเรื่อง Higurashi no Naku Koro ni (แว่วเสียงเรไร) และมีนักแสวงบุญแวะเวียนมาอยู่เรื่อยๆ แต่จะไม่ว่าพวกเขาจะรู้จักอนิเมะเรื่องนี้หรือไม่ก็สามารถสัมผัสกับบรรยากาศลึกลับของศาลเจ้าได้เหมือนกัน สำหรับใครที่มาตามรอยเรื่องก็อย่าลืมรักษากฏและมารยาทระหว่างรับชมด้วยล่ะ

10. พิพิธภัณฑ์เทศกาลโดบุโรกุ Doburoku Festival Museum

Doburoku เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อขอพรให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ พิพิธภัณฑ์เทศกาลโดบุโรกุ (どぶろく祭りの館) จึงเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีการเก็บเอกสารและจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้ เช่น จัดวางตุ๊กตาที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของเทศกาลนั่นเอง ใครที่สนใจก็ลองมาสัมผัสกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชิราคาวาโกะกันได้ที่นี่ จะแวะมาชมพร้อมๆ กับศาลเจ้า Shiwagawahachiman ก็นับว่าไม่เสียเที่ยว แต่ที่นี่ค่อนข้างจะเงียบสงบกว่าเมื่อเทียบกับทางฝั่งศาลเจ้าที่มักจะมีนักท่องเที่ยวมาตามรอยอนิเมะ เราจึงสามารถเดินชมกันได้อย่างสบายๆ 

ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เราสามารถลองชิม Doburoku (เหล้าญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่ทำจากการหมักข้าวกับน้ำและยีสต์) ได้ด้วย  ซึ่งเป็นเหล้าที่มีให้รสชาติแตกต่างกันไปตามรสนิยมของแต่ละคน บางคนก็ชอบบางคนก็ไม่ชอบ แต่ถ้าชิมแล้วติดใจอยากจะซื้อติดมือกลับไปฝากคนที่บ้านก็ไปใช้บริการจุดพักรถ Michi-no-eki Shirakawago กันได้

แนะนำให้จัดเป็นทริปเดินเที่ยวแบบเต็มวัน

หมู่บ้านมรดกโลกที่รายล้อมด้วยป่าเขาลำเนาไพรแห่งนี้มีทัศนียภาพที่สวยงามแตกต่างกันไปในฤดูร้อนและฤดูหนาว ทางเราแนะนำให้จัดแพลนเที่ยวไว้สักหนึ่งวันเต็มๆ ในการเดินชมรอบหมู่บ้าน โดยถ้าเป็นฤดูร้อนก็อาจจะแวะมาระหว่างเดินเล่นหรือทำกิจกรรม ส่วนถ้าเป็นฤดูหนาวก็อาจจะใช้เป็นทางผ่านระหว่างไปทริปเล่นสกี เป็นต้น 

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

 


บทความนี้ได้รับอนุญาตให้ทำการแปลและเผยแพร่จาก SPIRA (ในอดีตคือ Relux Magazine)
คุณสามารถจองโรงแรมผ่าน Relux (บริหารจัดการโดย SPIRA) ได้ ที่นี่!!

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร