12 ที่เที่ยวห้ามพลาดในจังหวัดคากาวะ! ถึงจังหวัดจะเล็กแต่ที่เที่ยวไม่น้อยนะ!

จังหวัดคากาวะ (Kagawa) ตั้งอยู่บนเกาะชิโคคุซึ่งอยู่ในแถบตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ถึงคากาวะจะมีขนาดเล็ก แต่อุดมไปด้วยธรรมชาติ มีเส้นทางแสวงบุญโด่งดัง และมีที่เที่ยวน่าสนใจมากมาย วันนี้เราได้คัดสรร 12 สถานที่ท่องเที่ยวน่าไปในจังหวัดคากาว่ามารวบรวมไว้ในบทความนี้แล้ว

คากาวะ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

1. Kotohira Shrine (Kotohira)

ศาลเจ้าโคโตฮิระ (金刀比羅宮) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Konpira-san (こんぴらさん) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือว่าไม่ไปไม่ได้ของจังหวัดคากาวะ ในสมัยเอโดะนั้นได้รับความนิยมมากถึงขั้นต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิตเลยทีเดียว ปัจจุบันก็ยังคงความนิยมโดยมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนกว่า 3 ล้านคนต่อปี

ศางเจ้านี้ตั้งอยู่กลางทางขึ้นยอดเขาโคโตฮิระ (Mt. Kotohira; 琴平山) ทำให้ต้องขึ้นบันไดหินถึง 785 ขั้นกว่าจะถึง ศาลเจ้าหลัก (Hongu) และต้องขึ้นต่ออีก 583 ขั้นจึงจะถึง ศาลเจ้าด้านใน (Oku-no-In) รวมต้องขึ้นบันไดถึง 1,368 ขั้น

แต่สองข้างทางของบันไดหินนั้นมีทั้งร้านขายของฝากและสิ่งก่อสร้างที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานจนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่นเรียงรายอยู่มากมาย เดินขึ้นไปได้อย่างสนุกสนานไม่มีเบื่อเลยล่ะ!

ข้างศาลเจ้าหลัก (Hongu) มีจุดชมวิวที่มองลงไปเห็นตัวเมืองของจังหวัดคากาวะและทะเลสวยๆ ชมวิวแล้วรับรองว่าความเหนื่อยจะหายไปเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ

2. Seto Ohashi Memorial Park (Sakaide)

คากาวะตั้งอยู่ในเกาะชิโคคุ โดยเกาะนี้ตั้งอยู่ห่างจากเกาะฮอนชู (ที่ตั้งของโอซาก้าและเกียวโต) ออกมา ระหว่างชิโกกุและฮอนชูนั้น มีสะพานเชื่อมอยู่ 10 สะพานด้วยกัน รวมเรียกว่า Seto Ohashi (瀬戸大橋) หรือสะพานเซโตะโอฮาชิ สามารถชมวิวสุดอลังการของสะพานนี้ได้ที่สวนสาธารณะ Seto Ohashi Memorial Park (瀬戸大橋記念公園)

ที่นี่มีเครื่องเล่นสำหรับเด็กๆ และน้ำพุอย่างที่สวนสาธารณะส่วนใหญ่มี แต่น้ำพุของที่นี่จะผุดขึ้นมาเป็นรูปสะพานเซโตะโอฮาชิ นอกจากนี้ยังมีลานสนามหญ้าสารพัดประโยชน์เอาไว้เล่นกีฬาหรือพักผ่อนหย่อนใจ

สำหรับใครที่อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับสะพานเซโตะโอฮาชิ และทะเล Seto Naikai หรือ ทะเลเซโตะในซึ่งเป็นทะเลที่อยู่ตรงกลางระหว่างสามเกาะหลักของญี่ปุ่น (เกาะฮอนชู, เกาะชิโคคุ, และเกาะคิวชู) ลองไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะนี้ได้ ภายในพิพิธภัณฑ์จะจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การค้า และประวัติการสร้างสะพานเซโตะโอฮาชิให้ได้เรียนรู้กัน

3. Shikoku Village (Yashima)

หมู่บ้านชิโคคุ (四国村) เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่รวบรวมเอาสิ่งก่อสร้างโบราณย้ายมารวมกันไว้ในหมู่บ้านแห่งนี้ สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเรือน แต่ก็มีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อย่างเวทีคาบุกิกลางแจ้ง กระท่อมที่ใช้ผลิตโชยุ และ "Chadou" หรือโรงน้ำชาที่เป็นสถานที่พักผ่อนอีกด้วย บรรยากาศของที่นี่เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในสมัยโบราณเลยล่ะ

บ้านเรือนภายในหมู่บ้านมีอายุกว่า 150 - 400 ปี ภายในมีข้าวของเครื่องใช้ เครื่องมือทางการเกษตร และอุปกรณ์รับประทานอาหารที่ถูกใช้จริงในสมัยนั้นจัดแสดงอยู่ ที่นี่สามารถถ่ายรูปได้อย่างอิสระ ภายในหมู่บ้านมีร้านอุด้งและคาเฟ่ให้บริการ จะอยู่ทั้งวันก็ได้ไม่มีเบื่อเลยล่ะ

ที่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน มีสะพานแขวนเล็กๆ ที่จำลองมาจาก Iya-no-Kazura Bashi (祖谷のかずら橋) ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดโทคุชิมะ อีกหนึ่งจังหวัดในภูมิภาคชิโคคุ เป็นสะพานแบบโบราณสร้างโดยใช้ไม้กับเถาวัลย์ เวลาเดินก็จะแกว่งไปมาให้รู้สึกเสียวๆ อย่าลืมพกความกล้ามาลองข้ามสะพานนี้กันดูนะ

4. Marugame Castle (Marugame)

ปราสาทมารุกาเมะ (丸亀城) เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นเมื่อ 400 กว่าปีก่อน ถึงจะอยู่บนภูเขาเล็กๆ อย่างภูเขาคาเมะ (亀山) และมีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ดูทรงพลังสุดๆ การเดินทางก็แสนสะดวกโดยเดินจากสถานีเพียงแค่ 10 นาทีเท่าน้น

ปราสาทมารุกาเมะถูกเรียกว่าเป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงด้านกำแพงหิน ซึ่งถูกสร้างโดยวางหินซ้อนกันสี่ก้อนจากตีนเขา มีความสูงกว่า 60 เมตร ถือว่าเป็นกำแพงหินที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว ถ้ามองเผินๆ กำแพงหินนี้อาจจะดูเหมือนกันตลอดแนว แต่จริงๆ แล้ว ในแต่ละจุดจะมีวิธีวางหินและวิธีผลิตหินที่แตกต่างกัน เป็นการแสดงฝีมือของเหล่าช่างฝีมือที่ก่อสร้างกำแพงหินนี้ ถ้ามีโอกาสได้มาเที่ยวที่นี่ล่ะก็ อย่าลืมลองมาสำรวจลายละเอียดของกำแพงหินกันนะ

ทางเดินขึ้นไปถึง Tenshu (天守) หรือหอคอยของปราสาทที่สูงที่สุดนั้นค่อนข้างชัน แต่สองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยทัศนียภาพที่งดงามให้ชม โดย Tenshu สร้างจากไม้ของที่นี่ ทั้งยังมีค่ามาก เพราะเป็นสถาปัตยกรรมสำคัญที่ทำจากไม้ซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงแค่ 12 แห่งในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แถมยังได้ชมวิวเมืองสวยๆ ไปพร้อมกันด้วย

5. Kinrin Park (Tsuda)

สวนสาธารณะคิริน (琴林公園) อยู่ริมทะเล มีชื่อเสียงด้วยทัศนียภาพแสนสวยงาม สองข้างทางเดินยาวกว่า 1 กิโลเมตรมีต้นสนเรียงรายอยู่กว่า 3,000 ต้น บางต้นมีอายุมากกว่า 600 ปี มีเรื่องเล่าว่าสายลมที่พัดผ่านต้นสนเหล่านี้ให้เสียงเหมือน "กู่ฉิน (琴)" (พิณจีนโบราณชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายฮาร์ป) ที่กำลังบรรเลง ทำให้สวนสาธารณะแห่งนี้ได้ชื่อว่า สวนสาธารณะคิริน ที่แปลได้ว่าสวนสาธารณะแห่งป่ากู่ฉินนั่นเอง

สีสันที่ตัดกันของสะพานสีแดงคล้ายสะพานในศาลเจ้า ท้องฟ้า ทะเลและหาดทราย งดงามจนแทบลืมหายใจ ในหน้าร้อนจะคึกคัก เพราะเป็นทะเลที่ผู้คนนิยมมาว่ายน้ำเล่นกัน แต่ในฤดูอื่นๆ คนจะน้อยและให้บรรยากาศเงียบสงบ

หากอยากจะชมความงามราวกับภาพฝันของสวนสาธารณะแห่งนี้ แนะนำให้มาในตอนเช้าตรู่หรือตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน มาชมทัศนียภาพที่เปลี่ยนไปทีละนิดๆ และใช้เวลาผ่อนคลายไปอย่างช้าๆ กันเถอะ

6. Ritsurin Park (Ritsurin)

สวนสาธารณะริทสึริน (栗林公園) เป็นที่หนึ่งในสวนญี่ปุ่นซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ถูกสร้างขึ้นมานานกว่า 400 ปี สวนญี่ปุ่นแห่งนี้ถูกออกแบบให้ภูเขา Shiunyama (紫雲山) ที่อยู่ด้านหลังเป็นส่วนหนึ่งของภาพทิวทัศน์และได้รับรางวัลมิชลินกรีนไกด์เจแปนระดับสามดาวอีกด้วย

คุณสามารถล่องเรือญี่ปุ่นแบบโบราณเพื่อชมทัศนียภาพจากพื้นทะเลสาบได้ บนเรือจะมีไกด์คอยให้ความรู้ในขณะที่เรือวนรอบทะเลสาบเป็นเวลา 30 นาที และยังสามารถชมความงามของเกาะเล็กๆ ที่มาได้ทางเรือเท่านั้น และยังมีดอกไม้ตามฤดูกาลที่ผัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันบานให้ได้ชม ดังนั้น อย่าลืมลองมาขึ้นเรือลำนี้กันดูนะ!

ภายในสวนสาธารณะมีสถานที่สำหรับพักดื่มชาหรือรับประทานอาหารพลางชมวิวสวยๆ ของสวนไปด้วย โดยจะมีตั้งแต่ของรองท้องอย่างดังโงะไปจนถึงอาหารอิ่มท้องอย่างอุด้ง ไม่ต้องกังวลเลยว่าเดินเล่นแล้วจะหิว!

7. Honen-Ike Dam (Toyohama)

เขื่อนโฮเน็นอิเคะ (豊稔池ダム) ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1930 เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวด้วยรูปลักษณ์ที่ตั้งตระหง่านดูแข็งแรงมั่นคงสมกับประวัติศาสตร์อันยาวนาน เขื่อนมีความสูง 30 เมตร จะมองจากข้างบน ข้างล่าง หรือจากมุมไหนก็สวยทรงพลัง

ในฤดูร้อนจะมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนตามตารางเวลา ถึงแม้ในฤดูที่มีฝนตกจะมีน้ำไหลจากเขื่อนตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่การปล่อยน้ำในฤดูร้อนนั้นเป็นการปล่อยน้ำโดยใช้เทคโนโลยีของมนุษย์น้ำจึงแรงกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด ทุกครั้งที่มีการปล่อยน้ำจะมีการแจ้งเตือนทางเว็บไซต์ของเขต Kan-onji ก่อนการปล่อยน้ำเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ จึงขอแนะนำให้ลองเช็คเว็บไซต์ก่อนวางแผนเที่ยว

เขื่อนแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขา จึงมีดอกไม้ตามฤดูกาลผัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันบานให้ได้ชม เช่น ในฤดูใบไม้ผลิมีดอกซากุระ ในฤดูฝนมีดอกไฮเดรนเยียร์ เรียกได้ว่ามีทิวทัศน์แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู เพลินได้ตลอดปีเลยทีเดียว

8. Nakano Udon Gakko (Kotohira)

จังหวัดคากาวะเป็นจังหวัดที่มีร้านอุด้งเป็นจำนวนมากถึงขนาดถูกเรียกว่าเป็น "จังหวัดแห่งอุด้ง" กันเลยทีเดียว อุตส่าห์มาที่จังหวัดแห่งอุด้งกันแล้ว กินอย่างเดียวคงไม่พอเรามาลองทำอุด้งกันเลยดีกว่า! นากาโนะอุด้งกักโค (中野うどん学校琴平校) เป็นโรงเรียนสอนทำอุด้งที่เราสามารถอร่อยกับอุด้งที่ตัวเองทำขึ้นมาได้ด้วย! 

อุด้งทำมาจากแป้งข้าวสาลี น้ำและเกลือ นวดโดยการเหยียบด้วยเท้าและนำมาคลึงด้วยไม้นวดแป้ง เป็นการทำอาหารที่ใช้กำลังมากกว่าที่คาด ที่นี่มีคนต่างชาติมาร่วมเรียนเป็นจำนวนมาก ถึงแม้จะไม่เคยทำอุด้งมาก่อน แต่รับรองว่าทางโรงเรียนจะสอนวิธีการทำให้อย่างละเอียด ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะทำไม่ทัน หรือเรียนไม่รู้เรื่อง 

เพราะเป็นอุด้งที่ทำด้วยตัวเองจึงอร่อยเป็นพิเศษ จะขอให้ทางโรงเรียนสอนให้ทำเทมปุระและโอนิกิริมากินคู่กับอุด้งที่ทำเองด้วยก็ได้ ทางโรงเรียนยินดีสอนให้ในราคาไม่แพง หลังเรียนจบจะได้รับประกาศนียบัตรจบการศึกษาเป็นที่ระลึกเพื่อเอาไว้นึกถึงความทรงจำดีๆ ที่ได้รับจากที่นี่อีกด้วย

9. Sanshu Izutsu Villa (Hiketa)

ซันชูอิซุทสึวิลล่า (讃州井筒屋敷) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นบ้านของพ่อค้าในยุคเอโดะ นอกจากจะเข้าไปสำรวจภายในบ้านได้แล้ว ภายในยังมีพิพิธภัณฑ์ ศูนย์แนะนำการท่องเที่ยว ร้านขายของฝาก คาเฟ่และอื่นๆ อีกมากมายตั้งอยู่ ท่องเที่ยวได้หลากสไตล์แม้จะมาที่นี่แค่ที่เดียว

สวนที่อยู่ระหว่างอาคารต่างๆ ภายใน มีดอกไม้นานาพันธุ์ปลูกอยู่ สามารถชมความงามที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดูได้ นอกจากจะมีพืชพรรณต่างๆ แล้ว ภายในสวนยังมีของประดับตกแต่งต่างๆ ทั้งหินสวยๆ และโคมไฟ ระยะการจัดวางของตกแต่งต่างๆ ถูกคำนวนมาเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็จะได้ชมทิวทัศน์ที่สวยงามราวกับภาพวาด

นอกจากนี้ คุณยังสามารถลองขึ้นรูปน้ำตาล Wasanbon (和三盆) ได้อีกด้วย น้ำตาล Wasanbon เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ถูกผลิตในจังหวัดคากาวะมาตั้งแต่สมัยโบราณ วิธีทำก็แสนง่าย แค่นำน้ำตาลนี้มาอัดใส่พิมพ์ที่ทำจากไม้เป็นรูปดอกไม้หรือสัตว์ต่างๆ ก็จะได้ขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น แม้แต่เด็กๆ ก็สามารถทำได้ แถมยังใช้เวลาเพียงแค่ 40 นาทีเท่านั้น น่าสนุกขนาดนี้ อย่าลืมมาลองทำกันดูนะ!

10. Chichu Art Museum (Naoshima)

ในจังหวัดคากาวะมีเกาะเล็กๆ มากมายที่กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หนึ่งในนั้นคือเกาะนาโอชิมะ (直島) ที่ถูกรู้จักกันดีว่าเป็นเกาะแห่งศิลปะ บนเกาะแห่งนี้มีหอศิลป์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์อย่าง หอศิลป์ชิจู (地中美術館) ที่แปลว่าหอศิลป์ใต้พื้นดิน ที่ได้ชื่ออย่างนี้เป็นเพราะว่ากว่าครึ่งของตัวอาคารหอศิลป์นี้ถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินเพื่อรักษาทัศนียภาพของเกาะนี้ไว้นั่นเอง

ถึงตัวอาคารจะถูกฝังไว้ใต้ดิน แต่ก็มีบางส่วนที่อยู่บนพื้นดินให้แสงอาทิตย์ส่องสว่างเข้ามาได้เช่นกัน ถือเป็นหอศิลป์ที่เรียกได้ว่าแหวกแนวจากหอศิลป์อื่นๆ ในญี่ปุ่นเลยทีเดียว ในเวลากลางวันสามารถชื่นชมงานศิลปะต่างๆ ได้ในแสงธรรมชาติ ส่วนในตอนกลางคืนก็มีไนท์โปรแกรมให้ได้ลองสัมผัสงานศิลปะในมุมที่ต่างไปจากตอนกลางวันอีกด้วย นอกจากผลงานจากศิลปินชาวญี่ปุ่นแล้ว ยังมีผลงานจากศิลปินชาวต่างชาติโด่งดังอีกหลายท่าน

ภายในหอศิลป์มีภาพวาดสวนของศิลปินชื่อดังอย่าง โกลด มอแน (Claude Monet) ภายในสวนมีพืชพันธุ์ถูกปลูกไว้กว่า 200 ชนิด เป็นภาพที่สวยงาม และเสมือนจริงจนรู้สึกเหมือนจะถูกดูดเข้าไปในภาพวาดเลยมีเดียว

11. Angel Road (Shodoshima)

จังหวัดคากาวะมีเกาะสำหรับท่องเที่ยวมากมาย หนึ่งในเกาะที่มีชื่อเสียงที่สุดและมีแหล่งท่องเที่ยวมากที่สุดคือเกาะ Shodoshima (小豆島) สำหรับใครที่ชอบความโรแมนติก ขอแนะนำให้ลองไปที่แองเจิ้ลโรด (Angel Road) เป็นถนนสายที่จะปรากฏขึ้นบ้างหายไปบ้างตามช่วงที่น้ำขึ้นและน้ำลง เชื่อกันว่าหากคู่รักสามารถเดินข้ามไปถึงเกาะเล็กๆ ที่อยู่อีกฝั่งด้วยกันได้จะทำให้สมปราถนา

ช่วงเวลาที่สามารถข้ามไปยังเกาะเล็กได้ จะมีเวลาช่วงละสามชั่วโมงตอนเช้าและตอนบ่าย ในแต่ละฤดูเวลาที่ข้ามได้จะแตกต่างกันมาก ดังนั้นก่อนจะไปขอแนะนำให้ลองตรวจสอบจากเว็บไซต์ดูก่อน ภาพถนนที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาแล้วหายไปนั้น ดูงดงามราวกับภาพฝันเลยทีเดียว

บนเนินเล็กๆ ที่สามารถมองเห็นแองเจิ้ลโรดได้ตลอดสายจะมีจุดชมวิวที่ชื่อ Yakusoku no Oka (約束の丘展望台) หรือเนินแห่งคำสัญญา สามารถสั่นกระดิ่ง และเขียนแผ่นไม้ขอพร แถมยังเป็นจุดที่คนมานิยมขอแต่งงานกันด้วยนะ ถึงจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับคู่รัก แต่จะมากับเพื่อนหรือครอบครัวก็รับรองว่าสนุกไม่แพ้กัน!

12. Nakayama Senmaida (Shodoshima)

นากายามะ เซ็มไมดะ (中山千枚田) เป็นแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะ Shodoshima ที่สามารถมองเห็นทุ่งนากว่า 700 ผืนบนบริเวณที่ลาดเอียงของภูเขา นาขั้นบันไดเหล่านี้ว่ากันว่าถูกสร้างขึ้นเมื่อ 700 กว่าปีก่อน และได้รับเลือกให้เป็น "หนึ่งในร้อยนาขั้นบันไดของประเทศญี่ปุ่น" เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว

นาขั้นบันไดเหล่านี้จะเขียวชอุ่มตลอดช่วงฤดูร้อน แต่พอเข้าสู่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ช่วงที่สวยที่สุดจะเป็นช่วงเริ่มปลูกข้าวในเดือนพฤษภาคมจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม นอกจากนี้บริเวณใกล้ๆ นากายามะเซ็มไมดะยังมีการแสดงคาบูกิในแบบฉบับของหมู่บ้านการเกษตรนากายามะ (中山農村歌舞伎) เป็นการแสดงชุดที่มีชื่อเสียงของที่นี่ จัดแสดงช่วงต้นเดือนตุลาคมของทุกปีที่ศาลเจ้า Kasuga Jinja (春日神社) หากสนใจก็อย่าลืมไปชมการแสดงกันนะ! 

ช่วงเวลาเริ่มเพาะปลูกในเดือนเมษายนจะเป็นช่วงที่นาข้าวเต็มไปด้วยน้ำ ภาพของท้องฟ้าจะสะท้อนบนผิวน้ำเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม มาเดินเล่นบนผืนนาที่แสนสงบแล้วถ่ายรูปสวยๆ กลับไปให้เต็มกล้องกันเถอะ!

 

จังหวัดคากาวะมีทั้งธรรมชาติที่สวยงาม สถานที่ทางประวัติศาสตร์ และงานศิลปะต่างๆ เป็นจังหวัดที่มีมนต์เสน่ห์และสามารถมาท่องเที่ยวได้แบบหลากหลายสไตล์ หากมาเยือนสักครั้งหนึ่งแล้วรับรองว่าจะต้องอยากกลับมาเที่ยวอีกแน่นอน มาสร้างความทรงจำดีๆ ที่จังหวัดคากาวะกันเถอะ!

 

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร