[ทริป 2 วัน 1 คืน] เที่ยวฟุคุชิมะโออุจิจูคุ ทำโซบะ สวมกิโมโน แช่ออนเซ็นฟินๆ!

โออุจิจูคุเป็นพื้นที่ที่แวดล้อมไปด้วยภูเขามากมาย ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์กลุ่มอาคารหลังคามุงหญ้าที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603 – 1868) เพื่อเป็นที่พักผ่อนสำหรับนักเดินทาง และในปัจจุบันก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สามารถสัมผัสกลิ่นอายของความเป็นเอโดะได้ อย่างไรก็ตาม การวางแผนท่องเที่ยวภายในระยะเวลาที่จำกัดก็เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวรอบๆ โออุจิจูคุที่สามารถเดินเล่นได้ภายในช่วงเวลา 2 วัน 1 คืนกัน!

ฟุคุชิมะ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

※บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดยองค์กรเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดฟุคุชิมะ

รู้จักกับโออุจิจูคุใน 1 นาที

ที่ตั้ง

จุดเด่นและประวัติศาสตร์

โออุจิจูคุ (大内宿) มีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี ในสมัยเอโดะ ที่นี่เป็นหนึ่งในเมืองชุคุบะโจ (宿場町 เมืองสำหรับพักระหว่างการเดินทาง) บนถนนสายนิกโก้ (日光街道) ที่เชื่อมระหว่างเมืองเอโดะ (โตเกียว) และแคว้นไอสึ (会津藩 เมืองไอสุวาคามัตสึ จ.ฟุคุชิมะ) มีถนนที่ยาวกว่า 450 เมตร ที่เต็มไปด้วยบ้านโบราณหลังคามุงหญ้า ชวนให้นึกถึงสมัยเอโดะได้ดี ในสมัยนั้น นักเดินทางจะแวะมาที่นี่เพื่อพักและผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง

เพื่อป้องกันไม่ให้วัฒนธรรมบ้านหลังคามุงหญ้าสูญหายไป รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้เลือกที่นี่ให้เป็นเขตอนุรักษ์กลุ่มอาคารหลังคามุงหญ้าที่มีจุดเด่นเป็นวิวทิวทัศน์พื้นเมืองแบบดั้งเดิมและป่าเขา ทำให้ที่นี่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก และในแต่ละปีก็จะมีผู้คนแวะมาเยี่ยมเยียนมากกว่า 800,000 คนเลยทีเดียว

วิธีเดินทางไปโออุจิจูคุ

รถไฟ:หากคุณเดินทางจากโตเกียว วิธีที่เร็วที่สุดคือการนั่งโทโฮคุชินคันเซ็นไปลงที่สถานี Koriyama (郡山駅) [ประมาณ 1 ชม. 30 นาที] จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งสาย Ban-Etsusai ไปลงที่สถานี Aizu Wakamatsu (会津若松駅)  [ประมาณ 1 ชม. 5 นาทีโดยรถด่วน หรือประมาณ 1 ชม. 20 นาทีโดยรถสาย Local] แล้วขึ้นรถไฟ Aizu Tetsudo ไปลงที่สถานี Yunokami Onsen (湯野上温泉駅) [ประมาณ 40 นาที]

อีกวิธีหนึ่งคือ นั่งรถไฟสาย Tobu และสาย Yagan ไปลงที่สถานี Aizukougen Ozeguchi (会津高原尾瀬口駅) [ประมาณ 3 ชม. 30 นาที] แล้วนั่งรถไฟ Aizu Tetsudo ไปลงที่ Yunokami Onsen (湯野上温泉駅) [ประมาณ 50 นาที] จากนั้นก็ต่อแท็กซี่หรือรถบัส Saruyugo (猿游号) ไปลงที่โออุจิจูคุ [ประมาณ 20 นาที]

รถบัส:คุณสามารถนั่งรถบัสของบริษัท Aizu Noriai Jidosha หรือ Fukushima Kotsu จากสถานี JR Shinshirakawa (新白河駅) ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. 
*ไม่มีเที่ยวรถในฤดูหนาว สำหรับข้อมูลล่าสุดสามารถตรวจสอบได้ที่นี

รถเช่า:ขึ้นทางด่วนสายโทโฮคุจากโตเกียวหรือเซนได ใช้เวลาประมาณ 3 - 4 ชม.

แพลนเที่ยว 2 วัน 1 คืน [วันที่ 1]

[โออุจิจูคุ] ลองทำเส้นโซบะด้วยตนเอง

โออุจิจูคุตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา จึงอุดมไปด้วยน้ำธรรมชาติรสดีจากภูเขา ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ในการทำเส้นโซบะให้อร่อย ย่านนี้จึงมีร้านอาหารที่เสิร์ฟโซบะโฮมเมดเส้นสดเหนียวนุ่มอยู่มากมายหลายแห่ง แถมยังมีรสหวานและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของโซบะแฝงอยู่ด้วย

สำหรับใครที่ต้องการความทรงจำดีๆ เราขอแนะนำให้ไปลองทำเส้นโซบะสดด้วยตัวเอง โซบะของโออุจิจูคุนั้นทำจากแป้งโซบะแท้ 100% โดยใช้เวลาตั้งแต่เริ่มทำจนถึงทานเสร็จรวมประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที สะดวกสุดๆ เพราะไม่ต้องนำวัตถุดิบหรืออุปกรณ์ไปเองเลย เพียงแค่จอง แล้วก็ไปพร้อมตัวและหัวใจเท่านั้น! 

นอกจากนี้ คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ก่อนเข้าร่วมด้วย เพราะครูจะเป็นคนสอนคุณเริ่มนับจาก 1 เอง วัตถุดิบต่างๆ ทางร้านก็จะเตรียมให้ แถมยังสามารถจดสูตรกลับไปลองทำเองที่บ้านได้อีกด้วย!

วิธีทำเส้นโซบะจะเริ่มจากการค่อยๆ ใส่แป้งโซบะลงในน้ำทีละนิด แล้วนวดให้เป็นก้อนใหญ่ หากปริมาณน้ำเยอะเกินไปจะทำให้เส้นมีรสสัมผัสแย่ลง ดังนั้น เวลานวดจึงห้ามใส่น้ำเยอะเกินไปเด็ดขาด และหากน้ำน้อยเกินไปก็จะทำให้แป้งแห้งขึ้นด้วย เนื้อสัมผัสที่พอเหมาะของแป้งหลังจากนวดแล้วควรจะนุ่มประมาณติ่งหู

จากนั้น คุณก็จะต้องรีดอากาศที่อยู่ในแป้งออก แล้วค่อยๆ คลึงแป้งให้กลม จากนั้นจึงใช้ไม้นวดแป้งจัดรูปให้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส พับครึ่ง แล้วตัดให้เป็นเส้น เพียงเท่านี้เส้นโซบะก็จะเสร็จสมบูรณ์

ทุกขั้นตอนอาจจะดูง่าย แต่ก็จำเป็นต้องมีเทคนิคพิเศษด้วย พอคุณเข้าใจแล้วก็จะสามารถทำเส้นโซบะอร่อยๆ ได้ไม่ยากเลย! ส่วนเส้นโซบะที่ทำเอง ต้มเอง และลิ้มลองกันตรงนั้นได้เลย ทางร้านก็จะมีท็อปปิ้งเป็นต้นหอมและซุปสึยุเท่านั้น เส้นที่ทำเองอาจจะหนาบ้าง บางบ้าง แต่รับรองว่ามีความอร่อยเฉพาะตัวแน่นอน

ที่โออุจิจูคุมีวิธีการกินโซบะแบบเฉพาะตัว นั่นคือการใช้ต้นหอมทั้งต้นแทนตะเกียบในการคีบเส้น วัฒนธรรมการกินแบบนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากตัวอักษรคำว่า “切” (หั่น) ถือว่าอัปมงคลสำหรับโชกุน ดังนั้นในการเสิร์ฟโซบะให้กับโชกุนโทคุงาวะ จึงไม่มีการหั่นต้นหอมเป็นชิ้นๆ แต่จะใช้การกัดกินแทน สุดท้ายจึงกลายเป็นวิธีรับประทานโซบะแบบเฉพาะตัวของที่นี่ไป หากมีโอกาสก็ควรลองดูสักครั้ง!

[โออุจิจูคุ] เช่ากิโมโนเดินเที่ยว

หลังจากที่ทานโซบะแสนอร่อยกันไปแล้ว ก็ได้เวลาเดินเที่ยวในเมืองโออุจิจูคุ ในอดีตที่นี่เคยเป็นเมืองสำหรับพักผ่อน แต่ในปัจจุบันมีการขายของฝากและงานฝีมือพื้นเมือง อีกทั้งยังมีร้านอาหารมากมาย รวมถึงบ้านหลังคามุงหญ้าที่มีความน่ารักเฉพาะตัวอยู่รอบถนนใหญ่ด้วย

ถนนสายนี้จะมีคูน้ำใสๆ ให้คุณได้เดินเล่นพลางฟังเสียงน้ำไหล อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการใช้ดับไฟได้ทันทีเมื่อมีเหตุไฟไหม้ด้วย (เพราะหลังคามุงหญ้าติดไฟได้ง่าย) เรื่องราวเหล่านี้ทำให้เรายิ่งทำให้สัมผัสได้ว่าชาวบ้านให้ความสำคัญกับอาคารพื้นเมืองเหล่านี้มากขนาดไหน

ทางเทศบาลเมืองได้จัดชุดกิโมโนสำหรับเช่า เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับบรรยากาศพื้นเมืองญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ คุณสามารถใช้บริการได้โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า และยังมีชุดให้สำหรับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย หากรวมตั้งแต่ขั้นตอนการใส่และการเดินเล่นรอบเมืองจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง คุณสามารถเลือกได้ทั้งลายชุดกิโมโน เสื้อคลุมฮาโอริ และโอบิ (ผ้าคาดเอว) ด้วยเวลาไม่ถึง 15 นาที คุณก็จะสามารถใส่ชุดกิโมโนสวยๆ ออกไปเดินได้แล้ว!

กิโมโนสำหรับผู้ชายจะมีลายให้เลือกไม่มากเท่าผู้หญิง แต่ไม่ว่าจะสีไหนก็รับรองว่าสวยไม่แพ้กันแน่นอน อีกทั้งชุดของผู้ชายก็ยังใส่ได้ง่ายกว่า และใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น!

เมื่อใส่ชุดกิโมโนเสร็จแล้วก็ไปเดินเที่ยวกับไกด์ของที่นี่ได้เลย พวกเขาจะเล่าประวัติศาสตร์ของโออุจิจูคุให้คุณฟัง แถมยังมีเอกสารให้ดูประกอบด้วย ไกด์จะอธิบายตั้งแต่ทิศทางของบ้านที่แตกต่างกัน สินค้าขึ้นชื่อ ประวัติของหลังคามุงหญ้าเหล่านี้ รวมถึงความสามารถในการป้องกันความร้อนของหลังคาชนิดนี้ด้วย ในสมัยก่อนจะมีเพียงบ้านเศรษฐีเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้หันทางเข้าไปทางถนน ดังนั้น เพียงดูทิศทางของบ้านก็จะรู้ได้ทันทีว่าบ้านไหนร่ำรวยที่สุด

ก่อนที่จะปล่อยให้เดินเล่นเอง ไกด์จะพาคุณไปชมถนนเล็กๆ ของศาลเจ้ากลางภูเขาแล้วถ่ายภาพเป็นที่ระลึก จากมุมนี้จะสามารถมองเห็นวิวของโออุจิจูคุได้ทั้งเมือง จนดูราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดเลยทีเดียว

เมื่อแยกทางกับไกด์แล้ว เราขอแนะนำให้คุณเดินชมร้านค้าไปตามแนวถนน นอกจากขนมที่เป็นของฝากแล้ว ที่นี่ก็ยังมีขนมที่สามารถยืนกินตรงนั้นได้เลยอย่างดังโงะและไอศกรีม นอกจากนี้ ใครที่ชอบดื่มเหล้าก็ไม่ควรพลาดร้านขายเหล้าญี่ปุ่นที่มีความพิเศษไม่เหมือนใครด้วย ต้องไปลองเหล้าที่ทำจากน้ำของโออุจิจูคุให้ได้เลย!

หลังจากคืนชุดกิโมโนแล้ว หากคุณยังอยากอยู่เพื่อเที่ยวชมโออุจิจูคุต่อก็สามารถพักตามที่ที่พักของชาวบ้าน (Minshuku) สักคืนได้ นอกจากจะสามารถดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนได้แล้ว ยังจะได้เปิดประสบการณ์การนอนในบ้านหลังคามุงหญ้าด้วย!

สำหรับการเดินทางมาที่นี่ สถานีที่ใกล้ที่สุดอย่างสถานี Yunokami Onsen (湯野上温泉駅) จะมีรถบัส Saruyugo (ออกทุก 40 นาที) ให้บริการด้วย ช่วงเวลาการออกรถขึ้นจะอยู่กับฤดูกาล แต่รถเที่ยวสุดท้ายส่วนใหญ่จะออกก่อน 16:00 น. และจะให้บริการในช่วง 1 เมษายน – 30 พฤศจิกายนเท่านั้น ที่นี่ไม่มีรถในช่วงฤดูหนาว ดังนั้น หากต้องการเดินทางมาด้วยรถไฟจึงควรระวังเป็นพิเศษ และสำหรับคนที่ไม่ต้องการขึ้นรถบัสก็สามารถเดินทางมาที่นี่แท็กซี่ได้เช่นกัน

แพลนเที่ยว 2 วัน 1 คืน [วันที่ 2]

เปิดประสบการณ์แช่ออนเซ็นแบบสุดขั้วที่ Nakanosawa และ Numajiri

หลังจากทานมื้อเช้าในที่พักหรือโรงแรมใกล้เคียงแล้วก็ไปสัมผัสประสบการณ์การแช่ออนเซ็นแบบสุดเหวี่ยงกันได้เลย! ตามปกติแล้วออนเซ็นส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ภายในเรียวกัง (โรงแรมแบบญี่ปุ่น) หรือโรงแรมทั่วไป โดยมีลักษณะเป็นอ่างอาบน้ำ แต่สำหรับครั้งนี้จะเป็นออนเซ็นที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาล!

สำหรับการเดินทาง คุณจะต้องนั่งรถจากโออุจิจูคุ ใช้เวลาราว 1 ชม. 20 นาที หรือนั่งรถไฟสาย JR Ban-Etsusai จากสถานี Aizu Wakamatsu ไปลงที่สถานี Inawashiro (猪苗代駅) แล้วต่อรถยนต์ประมาณ 20 นาที ก็จะถึงออนเซ็น Nakanosawa และ Numajiri (中ノ沢・沼尻温泉)

ที่นี่อาจไม่ดังเท่าคุซัตสึออนเซ็นในจังหวัดกุนมะ แต่บอกเลยว่าหากได้รู้จักแล้วจะติดใจ! ที่นี่มีตาน้ำพุร้อนอยู่ห่างจากเมืองออนเซ็น Nakanosawa และ Numajiri ไปไม่ไกล ตาน้ำพุร้อนนี้มีอุณหภูมิสูงมาก และปริมาณน้ำที่ผุดออกมาก็สูงเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ซึ่งมากถึง 13,400 ลิตร / วินาทีด้วย!

นอกจากนี้ บริเวณใกล้ตาน้ำจะตัดกับหุบเขาจนเกิดเป็นทิวทัศน์สุดอลังการด้วย ส่วนตัวน้ำออนเซ็นก็แช่ได้ง่ายมากเพราะอุณหภูมิไม่ร้อนจนเกินไป บอกได้คำเดียวว่าคนรักออนเซ็นไม่ควรพลาดเด็ดขาด!

อย่างไรก็ตาม ออนเซ็นของที่นี่เป็นออนเซ็นกำมะถัน หากมีความเข้มข้นของแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์สูงเกินไปก็อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ และระหว่างทางที่ขึ้นไปยังออนเซ็นก็มีทางเดินบางส่วนที่ปีนค่อนข้างยาก ดังนั้นหากคุณต้องการมาที่นี่ เราก็ขอแนะนำให้ใช้บริการทัวร์ขององค์กรในพื้นที่เพราะทางทัวร์จะมีทีมไกด์ที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และจะสามารถพาคุณไปยังออนเซ็นได้อย่างปลอดภัย และนอกจากนี้ เนื่องจากที่นี่เป็นออนเซ็นกลางแจ้ง เราจึงขอแนะนำให้สวมชุดว่ายน้ำเอาไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางด้วย

เมื่อมากับทัวร์ คุณจะต้องไปรวมตัวกันใกล้ๆ กับบ้านพักที่ราบสูงนูมาสึตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วขึ้นรถยนต์ต่อไปราว 5 – 10 นาที เพื่อไปยังทางเข้า Numajiri เพื่อปีนภูเขา Adatara (安達太良山)

การปีนเขาจะใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง และก่อนถึงจุดออนเซ็นกลางแจ้ง ก็จะได้แวะชมจุดท่องเที่ยวประจำท้องที่อย่างน้ำตกชิราอิโตะ (白糸の滝) น้ำตกแห่งนี้มาจากน้ำออนเซ็นธรรมชาติ หากคุณโชคดีก็จะได้เห็นควันลอยขึ้นมาจากน้ำตกด้วย

ด้วยความที่น้ำตกอยู่กลางหน้าผาสูงชัน จึงยิ่งดูโดดเด่นขึ้นมาราวกับเส้นไหม ไม่ว่าจะถ่ายรูปจากมุมไหนก็รับประกันได้ว่าสวยแน่นอน 

นอกจากนี้ ระหว่างทางยังสามารถมองเห็นภูเขาชื่อดังในจังหวัดฟุคุชิมะอย่างภูเขา Bandai (磐梯山) และภูเขา Azuma Kofuji (吾妻小富士) ได้ด้วย อีกทั้งยังมีขนมที่ไกด์เตรียมมาให้คุณทานระหว่างชมทิวทัศน์ที่งดงามนี้ สุดท้ายแล้วคุณจะไม่รู้สึกว่าเป็นการปีนเขาที่ยากลำบากเลย

เมื่อมาถึงบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งแล้วก็พับกางเกงขึ้นให้ถึงหัวเข่าแล้วไปแช่เท้ากันเลย ตรงนี้ คุณจะเปลี่ยนเป็นชุดว่ายน้ำแล้วลงไปแช่ทั้งตัวให้ฟินกันไปเลยก็ได้ ออนเซ็นที่นี่มีความเป็นกรดสูง จึงมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และว่ากันว่าสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดีด้วย

พอได้ลงไปแช่ออนเซ็น ชมทิวทัศน์ป่าจากทุกสารทิศและวิวธรรมชาติอันสวยงามแล้ว รับรองว่าจะทำให้ความเหนื่อยล้าของคุณหายไปในพริบตาเลยล่ะ

นอกจากนี้ คุณยังสามารถดื่มกาแฟและชิมชีสเค้กอร่อยๆ ระหว่างแช่ออนเซ็นไปกับทัวร์นี้ได้อีกด้วย ใครที่สนใจอยากลองเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่แบบนี้ ห้ามพลาดเด็ดขาดเลย!

หากคุณเลือกคอร์สทัวร์ที่เริ่มเวลา 8.30 น. จะลงจากเขามาถึงข้างล่างตอนประมาณเที่ยง หลังออกแรงเดินเขาแบบนี้ ไม่ว่าจะทานอะไรก็อร่อยไปหมด แต่มาถึงฟุคุชิมะแล้วทั้งทีก็ควรลิ้มลองอาหารขึ้นชื่อของที่นี่สักหน่อย! เราขอแนะนำข้าวหน้าหมูทอดทงคตสึราดซอสชุ่มๆ หรือ 1 ใน 3 ราเมงชื่อดังของญี่ปุ่นอย่างราเมง Kitakata (喜多方ラーメン)

ส่วนใครที่ชอบของหวานก็สามารถทาน Sasadango (笹団子) และ Usukawa manju (薄皮饅頭) ซึ่งเป็นขนมขึ้นชื่อของ Nakanosawa Onsen  ปิดท้ายมื้ออาหาร หรือซื้อกลับไปเป็นของฝากได้ด้วย

และแล้วทริป 2 วัน 1 คืนของเราก็จบเพียงเท่านี้ ก่อนกลับจากฟุคุชิมะ อย่าลืมถ่ายภาพคู่กับวิวในจังหวัดฟุคุชิมะด้วยนะ! และหากพอมีเวลาเหลือ เราก็ขอแนะนำให้ลองเดินเล่นแถวๆ สถานี และสัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวฟุคุชิมะด้วยตัวคุณเองดู อาจจะทำให้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ก็เป็นได้!

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

มนต์เสน่ห์โทโฮคุ

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

เกี่ยวกับนักเขียน

Ying
Ying Lu

ค้นหาร้านอาหาร