"รีวิว" ใบไม้เปลี่ยนสี ณ โทโฮคุในปีแห่งความเปลี่ยนแปลง (2020)

"โทโฮคุ" ภูมิภาคที่ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์ของคนรักธรรมชาติ มีความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ ป่าเขาและลำธารที่ทำให้ผู้มาเยือนต้องตกตะลึงกับความสวยงามของโทโฮคุ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงนับได้ว่าเป็นนาทีทองสำหรับคนที่อยากมาเที่ยวโทโฮคุ เพราะเหล่าพืชพรรณสีเขียวจะพร้อมใจกันเปลี่ยนเป็นสีสันสดใส ล่อตาล่อใจนักท่องเที่ยว แต่อย่างที่เราทราบกันดีว่าปีนี้มีสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้น แล้วอย่างนี้การเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีในภูมิภาคโทโฮคุได้รับผลกระทบบ้างไหม? ถ้าอยากรู้ก็ตามไปดูกันเลยค่ะ

โทโฮคุ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ค.ศ. 2020 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

"ภูมิภาคโทโฮคุ"นั้นเต็มไปด้วยธรรมชาติที่งดงามและอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ทำให้มีนักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติทั้งในและนอกประเทศเดินทางมาเที่ยวชมทุกปี อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยลงโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

แต่ในขณะเดียวกัน ทางรัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ออกแคมเปญ Go To Travel สำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศโดยหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น เราก็เลยจะเห็นโปสเตอร์ที่เกี่ยวกับแคมเปญนี้ที่ติดอยู่ตามร้านค้าหรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากมายที่จะคอยบอกว่าเราสามารถใช้คูปองจากแคมเปญนี้ที่ร้านค้าหรือจุดท่องเที่ยวนั้นๆ ได้

ผู้เขียนเองก็ได้มีโอกาสเดินทางไปชมใบไม้แดงในปีนี้อยู่บ้างจึงอยากมาบอกเล่าประสบการณ์และบรรยากาศการเที่ยวชมใบไม้แดงที่โทโฮคุในปีแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ ว่าต่างจากสถานการณ์ปกติอย่างไรบ้าง

เกอิบิเคอิ (Geibikei)

จุดแรกที่เราไป คือ เกอิบิเคอิ เป็นหุบเขาที่มีแม่น้ำไหลผ่านตรงกลาง ที่นี่เป็นจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในจังหวัดอิวาเตะ และสามารถเดินทางไปจากเมืองเซนไดได้ง่ายๆ โดยรถไฟ ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากเซนไดมากนัก จึงทำให้เกอิบิเคอิเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับทริปแบบไปเช้า - เย็นกลับ

ส่วนตัวผู้เขียนได้ไปที่นี่มาในช่วงกลางถึงปลายเดือนตุลาคม พบว่าใบไม้เพิ่งเริ่มจะเปลี่ยนสีแต่ยังไม่ถึงช่วงที่แดงอย่างเต็มที่ ทำให้เห็นพืชพรรณที่ขึ้นตามหุบเขามีสีทั้งเขียว, เหลือง, แดงปะปนกันไป แต่หน้าผาสูงที่เห็นในขณะล่องเรือไปตามแม่น้ำก็ยังคงสวยงามราวกับภาพวาดเหมือนเดิมค่ะ

เมื่อล่องลำน้ำไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณจุดกลับเรือ เราก็จะได้เดินชมหุบเขาในบริเวณนั้น แล้วก็ได้โยนหินโชคดี (Undama) ที่มีขายในราคา 5 ก้อน 100 เยน ไปยังช่องบริเวณหน้าผา ตัวหินจะมีตัวอักษรต่างๆ สลักอยู่ ซึ่งก็มีมากถึง 10 แบบ เราก็เลือกอันที่ตรงกับเรื่องที่เราอยากขอพรแล้วปาหินให้ลงช่องหน้าผาได้เลยค่ะ ว่ากันว่าถ้าโยนเข้าได้ก็จะทำให้คำอธิษฐานเป็นจริง

และในช่วงขากลับ คนถ่อเรือซึ่งเป็นคนในท้องที่ก็จะร้องเพลงประจำถิ่นให้พวกเราฟังระหว่างชมธรรมชาติอันสวยงามรอบๆ ตัวด้วยค่ะ 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากไวรัสโควิด-19 ที่เห็นได้ชัดเจน คือ การขอความร่วมมือให้ใส่หน้ากากอนามัย, มีการติดตั้งแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อตามจุดต่างๆ , พนักงานใส่แมสก์ รวมถึงมีการลดรอบออกเรือลงจากช่วงเวลาปกติด้วยค่ะ

นอกจากนี้ บริเวณร้านขายของฝากที่ปกติจะมีเตาย่างปลาและหม้อโอเด้งตั้งอยู่ด้านหน้า คอยชักชวนให้คนซื้อรับประทานก็ถูกนำออกไปทั้งหมด โดยมีป้ายบอกว่าหากต้องการซื้ออาหารให้แจ้งพนักงานโดยตรงแทน ส่วนจำนวนคนที่ไปเที่ยวก็ดูจะน้อยกว่าปกติแต่ไม่ถึงกับไม่มีคน ทุกคนต่างก็ให้ความร่วมมือในการใส่หน้ากากอนามัยกันเป็นอย่างดี
 

เส้นทางสายซาโอ เอะโค (Zao Echo Line)

อีกหนึ่งสถานที่ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเยือน คือ เส้นทางสายซาโอ เอะโค ซึ่งเป็นทางสำหรับขับรถชมธรรมชาติบนภูเขาซาโอ ด้วยอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างพื้นที่ตรงเชิงเขาไปจนถึงยอดเขา จึงทำให้ใบไม้บริเวณเชิงเขายังเป็นสีเขียวในขณะที่ต้นไม้บนยอดเขานั้นร่วงไปแล้ว

นอกจากนี้ บางทีก็อาจมีการปิดถนนบริเวณยอดเขาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเมื่อเริ่มมีหิมะตก (ปกติจะเป็นช่วงต้นพฤศจิกายน - ปลายเมษายน) ดังนั้น เราจึงขอแนะนำให้ตรวจสอบในเว็บไซต์ก่อนเดินทาง เพื่อให้แน่ใจว่าตอนนี้ยังสามารถขับรถเข้าไปชมใบไม้แดงได้หรือไม่

วันที่ผู้เขียนไปเป็นช่วงก่อนปลายเดือนตุลาคมค่ะ บริเวณยอดเขาที่มีทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟ ได้ถูกปิดไม่ให้ขับรถเข้าไปแล้ว แต่ก็ยังสามารถชมความสวยงามของใบไม้แดงระหว่างทางจากเชิงเขาไปจนถึงบริเวณใกล้ยอดเขาได้ ใบไม้เปลี่ยนสีในบริเวณนี้ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงจัดและร่วงไปบ้างแล้วค่ะ

ส่วนระหว่างทางขับรถก็ยังมีจุดชมวิวสวยๆ ให้แวะชมอีกเช่นกัน อย่างจุดชมวิวทาคิมิได (Takimidai) ซึ่งเป็นที่ที่สามารถเข้าไปชมน้ำตก ฟุโด (Fudo) และน้ำตกซันไค (Sankai) ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่ฝังตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้ในภูเขา เป็นวิวใบไม้แดงสุดตระการตาที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนที่นี่

เนื่องจากการเดินทางเที่ยวบนเส้นทางนี้ต้องอาศัยการขับรถ ทำให้เราวางใจได้ว่าไม่ต้องไปเบียดเสียดกับผู้คนมากนัก อาจจะมีตอนที่ลงจากรถไปจุดชมวิวที่มีคนอยู่เยอะพอสมควร แต่วันที่ผู้เขียนไปก็ไม่ได้มีคนเยอะจนถึงขั้นต้องเบียดเสียด สามารถเว้นระยะห่างต่อกันได้อย่างสบายๆ เลยค่ะ นอกจากนี้ ตอนที่ขับรถในเส้นทางก็สามารถขับไปได้เรื่อยๆ โดยไม่เจอกับการจราจรที่ติดขัดด้วย
 

ซาโอแดรี่เซนเตอร์ (Zao Dairy Center)

เมื่อลงมาจากเขาซาโอแล้วก็อย่าลืมแวะซื้อผลิตภัณฑ์นมอร่อยๆ จากซาโอแดรี่เซนเตอร์ด้วย! มีทั้งนม ชีส โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์นมแปรรูปอื่นๆ อีกมากมายให้ซื้อติดมือเป็นของฝากกลับบ้านด้วยนะคะ

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีขายอาหารคาวหวานที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากฟาร์มซาโอเป็นตัวชูโรง ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่าที่ใส่ชีสของที่นี่ หรือซอฟท์ครีมเนื้อเนียนละเอียดที่ทำด้วยนมสดจากฟาร์มซาโอ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ
 

ทะเลสาบโชโระ (Lake Choro)

ไม่ไกลจากเส้นทางสายซาโอเอะโค ยังมีจุดชมใบไม้แดงอื่นๆ อีก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ทะเลสาบโชโระ ที่อยู่ในเมือง Shichigashuku นั่นเอง ที่นี่เป็นทะเลสาบกว้างที่รายล้อมไปด้วยภูเขาและต้นไม้ หากเดินจากทะเลสาบไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะพบกับสะพานแขวนยามาบิโกะ (Yamabiko Bridge) ซึ่งเราสามารถชมวิวหุบเขาจากมุมสูงที่สวยมากๆ ได้เช่นกัน ระยะทางจากที่นี่ไม่ไกลจากภูเขาซาโอมากนัก สามารถเดินทางต่อจากเส้นทางสายซาโอะเอะโคมาเที่ยวในวันเดียวกันได้เลยค่ะ

ดูเหมือนว่าบรรยากาศโดยรวมของการชมใบไม้แดงในของภูมิภาคโทโฮคุปีนี้จะดูเงียบเหงากว่าปกติเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์โควิด-19 แม้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะยังเปิดให้เข้าชมตามปกติแต่ก็มีมาตรการป้องกันโควิดต่างๆ อย่างการขอความร่วมมือให้ใส่แมสก์และวางแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อไว้ตามจุดต่างๆ ร้านอาหารก็มีการให้เว้นระยะห่างของโต๊ะให้มากขึ้น ในขณะที่สถานที่บางแห่งก็เลื่อนเวลาปิดให้เร็วขึ้นด้วยค่ะ

วัดเอ็นทสึอิน (Entsuin Temple)

สิ่งที่เป็นสีสันของฤดูใบไม้ร่วงอีกอย่างก็คือ งานไลท์อัพ (Light Up) ในตอนกลางคืนที่จะมีการประดับไฟให้สาดส่องไปยังใบไม้แดง เกิดเป็นภาพที่ดูสวยงามแปลกตา ต่างจากใบไม้แดงที่เราจะได้เห็นกันในช่วงกลางวัน

น่าเสียดายที่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้งานไลท์อัพที่จัดในหลายๆ ที่ อย่างงานไลท์อัพของวัดเอ็นทสึอินแห่งอ่าวมัตสึชิม่าที่มีชื่อเสียงมากและมีคนแห่มาชมกันอย่างเนืองแน่นทุกปีก็ต้องถูกยกเลิกไปเช่นกัน

ถึงแม้จะน่าเสียดาย แต่เราคิดว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ค่ะ เพราะพื้นที่ของวัดมีค่อนข้างจำกัดและคงจะทำให้คนที่มาชมงานต้องยืนติดกัน ไม่สามารถเว้นระยะห่างเพื่อลดความเสี่ยงได้แน่ๆ แต่หากวันไหนสถานการณ์ไวรัสสงบลง ก็อย่าลืมหาเวลาแวะมาชมความสวยงามของที่นี่ในปีถัดๆ ไปดูนะคะ

ชมใบไม้เปลี่ยนสี ณ 'โทโฮคุ' ในปีแห่งความเปลี่ยนแปลง

เราเชื่อว่าหลายๆ คนที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นคงจะลังเลอยู่ว่าจะออกมาเที่ยวดีไหม เพราะสถานการณ์โควิด-19 ก็ยังดูไม่นิ่งเท่าไร แต่โปรโมชันจากแคมเปญ Go To Travel ก็ล่อตาล่อใจดีเหลือเกิน โดยส่วนตัวเราคิดว่าหากตัวเองไม่ได้มีอาการเสี่ยงอย่างมีไข้หรืออาการคล้ายหวัด มีการใส่แมสก์ป้องกันและรักษาระยะห่างกับคนรอบข้างได้แล้วล่ะก็ น่าจะเที่ยวกันได้อย่างสบายใจค่ะ อย่างไรก็ตาม อย่าลืมสังเกตอาการตัวเองหลังเดินทางกลับมาจากทริปกันด้วยนะคะ
 

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร