[แพลนเที่ยวคิวชู 3 วัน] พาลุยที่เที่ยวลับในนางาซากิ ซากะ และฟูกุโอกะ เที่ยวง่ายด้วยบัสและรถไฟ

หลายคนอาจมีภาพว่าถ้าเที่ยวภูมิภาคคิวชูจะต้องขับรถเท่านั้น แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เลย! ในบทความนี้เราจะพาคุณไปชมทิวทัศน์สวยๆ ใน 3 จังหวัดใหญ่ของคิวชู ทั้งชายฝั่งแสนสวยและอาหารทะเลแสนอร่อยของนางาซากิ เมืองเซรามิกดั้งเดิมของซากะ และศาลเจ้า Dazaifu แสนงามของฟูกุโอกะ โดยไม่ต้องใช้รถเช่าเลยแม้แต่วินาทีเดียว!

คิวชู

เคล็ดลับ

*บทความนี้เขียนโดยได้รับความร่วมมือจาก Kyushu Tourism Promotion Organization.

[วันที่ 1] นางาซากิและซากะ - เสน่ห์ลับๆ ของชายฝั่งทะเล Ariake

แทนที่จะเน้นการเที่ยวรอบๆ ตัวเมืองนางาซากิ เราขอแนะนำให้ลองออกไปสำรวจชายฝั่งทะเล Ariake กันดีกว่า หาดที่ดูสวยงามแปลกตาที่นี่ซ่อนอะไรไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสมบัติทางธรรมชาติ จุดถ่ายรูปสวยๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จัก วัดและศาลเจ้า รวมถึงอาหารทั้งบกและทะเล ที่รับรองว่าจะทำให้คุณน้ำลายสอไปอีกหลายวัน

Konagai - ดูป้ายรถบัสที่น่ารักที่สุดในโลก (และหน้าตาเหมือนผลไม้)

ชื่อ Konagai อาจไม่คุ้นหูนัก แต่น่าไปสุดๆ จินตนาการถึงภาพเมืองริมทะเลสุดน่ารัก สถานีเล็กๆ ที่หน้าตาเหมือนบ้านตุ๊กตาสีพาสเทล แล้วก็ป้ายรถบัสรูปผลไม้ดูสิ ยังไงก็ต้องไปถ่ายรูปให้ได้!

Konagai มีทั้งหมดที่เรากล่าวไป แถมยังเป็นจุดหนึ่งในนางาซากิที่คนชอบอะไรญี่ปุ่นๆ จะต้องหลงรัก รวมไปถึงตึกรามบ้านช่องที่น่ารักแบบแปลกๆ ที่คนญี่ปุ่นปรับมาใช้ในชีวิตประจำวันด้วย

แต่เดิมป้ายรถบัสรูปผลไม้เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวท้องถิ่นในช่วง Nagasaki Travel Expo ในปี 1990 โดยมุ่งหวังให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ดีๆ ระหว่างเดินทางจากที่นี่ไปยังตัวเมืองนางาซากิ และยังคงไว้เป็นแลนด์มาร์คจนถึงทุกวันนี้

ภายในบริเวณมีทั้งหมด 16 ป้าย (14 ตามทางหลวงแผ่นดิน และอีก 2 ตามทางหลวงจังหวัด) สร้างเป็นรูปร่างสตรอว์เบอร์รี่ เมลอน ส้มแมนดาริน มะเขือเทศ และแตงโม การตามหาป้ายรถบัสเหล่านี้ก็เป็นข้ออ้างที่ดีในการออกสำรวจชายฝั่งสงบๆ และซอยเล็กซอยน้อยของ Konagai ถ่ายรูปตลกๆ แปลกๆ กับอาคารรูปสตรอว์เบอร์รี่โดยมีท้องทะเลและทุ่งดอกไม้หลากสีจากฝีมือคุณยายแถวนั้นเป็นพื้นหลัง

ในช่วงที่เราแวะไปเป็นช่วงที่ดอกคอสมอสและดอกทานตะวันบานเต็มที่ด้วย จึงให้บรรยากาศเหมือนกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ของ Ghibli เลยทีเดียว สายลมและแสงแดดก็อ่อนโยนอบอุ่น สามารถเดินเล่นถ่ายรูปได้เป็นชั่วโมงๆ กันโดยไม่เหนื่อยเลยล่ะ

Kaki Yaki Seaside Marine - ย่างอาหารทะเลสดๆ ด้วยตัวเอง

Kaki Yaki Seaside Marine เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ช่วยเพิ่มความน่ารักให้กับ Konagai ตัวอาคารระบายเป็นสีชมพูพาสเทลและอบอวลไปด้วยกลิ่นของความหลัง สามารถมองเห็นได้แต่ไกลแม้จากชายหาด

บริเวณนี้ของทะเล Ariake มีชื่อเสียงเป็นพิเศษด้วยหอยสดๆ กว่าครึ่งของร้านอาหารในแถบนี้จะเป็นเหมือนตลาดปลาขนาดย่อม เราสามารถเดินไปเดินมา ชี้เลือกอาหารทะเลที่อยากทานกันได้ตามชอบ ตอนที่เราไปก็หยิบทั้งหอยนางรมและกุ้งมากันเป็นตะกร้าๆ น่าอร่อยสุดๆ แถมยังมีโอกาสได้ลองทาน Hyogi หรือหอยเปลือกสีรุ้งขนาดยักษ์อีกด้วย บอกเลยว่าหายาก แม้แต่ในโตเกียวก็ไม่ได้หาได้ง่ายๆ

หลังจากเลือกอาหารกันเสร็จก็ได้เวลาย่าง วัตถุดิบแต่ละอย่างล้วนสดใหม่และอร่อยจนไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องปรุงหรือซอสใดๆ เพิ่มเลย ทั้งหอยนางรมและกุ้งก็อร่อยสุดๆ แบบที่ไม่เคยกินมาก่อน ส่วนหอย Hyogi ก็น่าประทับใจมากจนถึงกับต้องคิดหนักว่าจะไปซื้อมาเพิ่มดีไหม

หากมีโอกาสมาทานอาหารที่นี่เราก็ขอแนะนำให้คุณค่อยๆ ใช้เวลาอย่างไม่เร่งรีบ ไม่เพียงเพราะหอยใช้เวลาค่อนข้างนานในการย่าง แต่เพื่อให้ได้ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศบ้านๆ เจือด้วยเสียงคลื่นและวิวทะเลในยามบ่ายด้วย เจ้าของร้านเองก็ใจดีมากขนาดที่ช่วยขับพาพวกเราไปขึ้นรถไฟที่สถานี Konagai เลยทีเดียว

Konagai เป็นจุดมุ่งหมายแรกในทริป 3 วัน ณ ญี่ปุ่นตอนใต้ของเรา แต่เพียงเท่านี้ก็พอจะสัมผัสได้แล้วว่าผู้คนในคิวชูยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวขนาดไหน

ศาลเจ้า Oouo - เดินเล่นใต้โทริอิชวนฝันกลางทะเล

รถไฟสาย JR Nagasaki แล่นผ่านส่วนหนึ่งของชายฝั่งทะเล Ariake ข้ามเส้นแบ่งระหว่างจังหวัดนางาซากิและจังหวัดซากะเป็นเส้นซิกแซก ผ่านชายหาด เขตประมง และหมู่บ้านเล็กๆ มากมาย เราสามารถเฝ้ามองทัศนียภาพสวยๆ ท่ามกลางคลื่นทะเลจากหน้าต่างรถไฟได้ตลอดการเดินทาง 30 นาที ไปยังสถานี JR Tara

ในเขตนี้ทะเล Ariake จะสงบเและราบเรียบเป็นพิเศษ กลายเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนภาพของท้องฟ้าและเมฆด้านบน ส่องประกายเป็นเฉดสีเงินและสีไลดอกแลคชวนฝัน

หลังจมอยู่กับวิวงดงามสักพักหนึ่งก็ถึงสถานี JR Tara อดใจไม่ไหวแล้วที่จะชมที่เที่ยวต่อไป!

เป้าหมายของเราคือ ศาลเจ้า Oouo ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล Ariake คู่กับประตูโทริอิ ซึ่งสวยงามไม่น้อยหน้าวิวที่เราเห็นจากรถไฟเลย ในช่วงที่น้ำลงเราจะสามารถเดินลอดโทริอิไปบนทาง Tara Undersea Road ที่ปกติจะปกคลุมไปด้วยน้ำทะเล โดยจะโผล่ขึ้นมาเฉพาะเวลาที่ระดับน้ำลดลงได้เป็นระยะสั้นๆ เท่านั้น

เส้นทางนี้มุ่งหน้าไปสู่ประตูศักดิ์สิทธิ์และปูพรมด้วยเปลือกหอยสีขาว เมื่อลงเท้าก้าวเดินก็จะได้ยินเสียงกระทบเบาๆ แว่วไปตามเสียงของสายลม การเฝ้ามองผืนทะเลอย่างเงียบๆ ก็เป็นวิธีเพลิดเพลินกับบรรยากาศสบายๆ ของคิวชูที่ไม่เลวทีเดียว

Hizen Hama - สำรวจโพสต์ทาวน์เร้นลับจากยุคซามุไรในจังหวัดซากะ

เมื่อขึ้นรถบัสท้องถิ่นจากศาลเจ้า Oouo ไปทางเหนือของชายฝั่ง เราก็จะพบกับทางเข้าของเมืองสุดลับแลของซากะ Hizen Hama 

โพสต์ทาวน์จากยุคเอโดะแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Hamashuku และเพียงปราดตามองก็คงเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมที่นี่จึงนับเป็นเป็นเขตอนุรักษ์อาคารแบบดั้งเดิมที่สำคัญ เมืองซามูไรแห่งนี้มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานในฐานะแหล่งผลิตสาเก (เหล้าญี่ปุ่น) และโชยุชั้นดี ทอดตัวไปตามถนน Sakaguradori ยาว 600 เมตร เรียงรายด้วยอาคารเก่าแก่สวยๆ โรงสาเก และร้านขายสาเก ดึงดูดเหล่าผู้ชื่นชอบสาเกญี่ปุ่นให้มาลองเหล้าที่ดีที่สุดของซากะ

น่าเสียดายที่เราไปถึงในช่วงบ่ายแก่ๆ หลายร้านจึงปิดทำการไปแล้ว มีเพียงชาวบ้านไม่กี่คนเดินไปเดินมาบนถนนเท่านั้น แต่ก็ทำให้เรารู้สึกราวกับได้ย้อนไปในอดีตและสามารถเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศดั้งเดิม แสงแดดจ้า รวมถึงเสียงน้ำไหลจากคลองใกล้ๆ ได้มากขึ้น

สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือ อาคารจากยุคเอโดะเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเท่านั้น แต่ยังผสมกลมกลืนกับบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในแถบเดียวกันได้เป็นอย่างดีด้วย ที่อยู่เก่าของตระกูลโนริตะ (Former Norita Residence) ก็เช่นกัน โดยบ้านซามูไรแห่งนี้สามารถเข้าชมได้ฟรี ไม่มีรั้วกั้นใดๆ แถมยังมีสวนที่แชร์กับบ้านข้างๆ ที่ยังมีคนอยู่อีกต่างหาก

การได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของซามูไรในแถบชนบทก็ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่แตกต่างกับกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเมืองปราสาท  นอกจากนี้การได้เรียนรู้เรื่องราวของสถาปัตยกรรมเฉพาะของซากะอย่าง kudo-zukuri หรือบ้านหลังคามุงจากที่มองจากด้านบนแล้วดูคล้ายเตาไฟ kudo ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเช่นกัน

ที่ Hizen Hama มีบ้านหลังคามุงจากอยู่หลายหลังให้ชม เมื่อเดินจาก Sakaguradori ไปราว 7 นาที เราจะพบกับบริเวณเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยบ้านหลังคามุงจาก เรียกว่า Hamasho Zumachi Hamakanayamachi ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Hizen Hama ในสมัยเอโดะ สามารถสำรวจลัดเลาะตามตรอกซอกซอยกันได้สนุก

โดยทั่วไปแล้วเขตริมทะเลมักไม่มีบ้านในรูปแบบนี้ให้เห็นมากนัก จึงนับว่าเป็นวิวที่ค่อนข้างหายากด้วย ยิ่งในช่วงที่พระอาทิตย์ตกดิน กำแพงของอาคารเหล่านี้ก็จะถูกฉาบด้วยสีทองอร่าม ยิ่งกลายเป็นทิวทัศน์ของจังหวัดซากะที่ลืมไม่ลงเลยทีเดียว

ศาลเจ้า Yutoku Inari - ชมพระอาทิตย์ตกดิน ณ 1 ใน 3 ศาลเจ้าอินาริหลักของญี่ปุ่น

เราไปถึงศาลเจ้า Yutoku Inari ทันเวลาพระอาทิตย์ตกดินพอดี ขับให้สีแดงสดของตัวอาคารยิ่งสวยงามตระการตา ศาลเจ้านี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1687 ตั้งอยู่บนยอดเขาที่ปกคลุมด้วยป่า ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยประตูสุดโออ่าที่ประดับประดาด้วยสีฟ้าเทอร์ควอยซ์และสีทองอร่ามพร้อมกับสะพานที่ทอดตัวข้ามบ่อปลาคาร์ฟ 

Yutoku Inari เป็น 1 ใน 3 ศาลเจ้าใหญ่ในญี่ปุ่นที่บูชาเทพอินาริ โดยเทพองค์นี้จะเกี่ยวข้องกับข้าว ความเจริญรุ่งเรือง และสุนัขจิ้งจอก จึงมีผู้คนเดินทางมาสักการะและภาวนาขอให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ครอบครัวเจริญรุ่งเรือง หรือขอให้จับปลาได้มากในทุกๆ ปี

เมื่อขึ้นบันไดไปยังอาคารหลักก็จะพบกับระเบียงที่สร้างบนคานไม้ซึ่งอยู่สูงจากพื้นหุบเขา 18 เมตร จากที่นี่เราจะสามารถมองไปเห็นพระอาทิตย์ตกดินเคลื่อนคล้อยไปแอบอยู่หลังเทือกเขาไกลๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีทางเดินลึกเข้าไปในเขาที่จะพาเราไปถึงศาลเจ้าเล็กๆ จำนวนหนึ่งด้วย

เมื่อฟ้าค่อยๆ มืดลง โคมไฟโดยรอบก็จะสว่างขึ้นอย่างช้าๆ เป็นสัญญาณว่าหมดเวลาที่ศาลเจ้า Yutoku Inari และได้เวลาลงเขาเพื่อขึ้นรถบัสคันสุดท้ายของวันนี้กันแล้ว

Ureshino Onsen - ลิ้มรส “เต้าหู้ต้ม Yudofu” ของดีแห่งเมืองออนเซ็น

เที่ยวมาเต็มอิ่มก็เริ่มหิวซะแล้ว สถานีต่อไปของเราจึงเป็นที่ Ureshino Onsen เมืองออนเซ็นซึ่งเป็นที่ตั้งของที่พักในค่ำคืนนี้นั่นเอง แน่นอนว่าเราเจาะจงเลือกออนเซ็นแห่งนี้ก็เพราะ Bihada no Yu หรือบ่อออนเซ็นผิวงามอันเป็นที่เลื่องลือ รวมไปถึงอาหารประจำเมือง Yudofu ซึ่งก็คือเต้าหู้ที่ต้มด้วยน้ำจากน้ำพุร้อนในท้องที่นั่นเอง

ภัตตาคาร Shinpachi Sushi ก็เป็นที่หนึ่งที่เสิร์ฟ Yudofu และมีการปรับแต่งให้มีเอกลักษณ์โดยใส่เส้นอุด้งลงไปเพิ่มด้วย เชฟที่ร้านบอกกับทีมงานของเราว่าอาหารจานนี้พิเศษกว่าเต้าหู้ต้มแบบอื่นๆ เนื่องจากลักษณะของน้ำพุร้อนที่เมื่อต้มกับเต้าหู้แล้วจะกลายเป็นซุปครีมๆ แบบที่น้ำพุร้อนที่ไหนก็ไม่อาจทำได้นั่นเอง

รสชาติของ Yudofu เรียกได้ว่าเกินคำว่าอร่อยไปแล้ว ปริมาณเต้าหู้ที่ได้รวมกับเส้นอุด้งก็อิ่มท้องสุดๆ นอกจากนี้เซ็ตซูชิที่มาพร้อมกับซาชิมิหรือคาราอาเกะ (ไก่ทอดญี่ปุ่น) ก็รสชาติดีไม่แพ้กัน ถึงขนาดที่ทานเสร็จแล้วก็ยังต้องคนแล้วคนอีก หาเผื่อจะมีเต้าหู้หรือเส้นอุด้งเพิ่มขึ้นมาสักนิดเลยทีเดียว

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร