ทุกเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโทโฮคุ ภูมิภาคที่ครองพื้นที่ 1 ใน 3 ของเกาะหลักญี่ปุ่น!

"ภูมิภาคโทโฮคุ" มีธรรมชาติสวยงามอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น และมรดกทางวัฒนธรรมมากมาย ที่ดึงดูดผู้คนให้มาเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย ในบทความนี้ เราจะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับโทโฮคุแบบรอบด้าน ตั้งแต่จุดเด่นของทั้ง 6 จังหวัดในภูมิภาค สภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงวิธีเดินทางจากโตเกียว มาเก็บความรู้พื้นฐานก่อนไปเยือนสถานที่จริงและเพลิดเพลินไปกับทริปโทโฮคุอย่างเต็มที่กันเถอะ!

โทโฮคุ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่ตั้งของโทโฮคุ

ภูมิภาคโทโฮคุ (東北) ตั้งอยู่ในส่วนเหนือสุดของเกาะหลักญี่ปุ่น ประกอบไปด้วย 6 จังหวัด ได้แก่ อาโอโมริ อิวาเตะ อาคิตะ มิยากิ ยามากาตะ และฟุกุชิมะ มีความกว้างจากตะวันออกไปตะวันตกประมาณ 170 กิโลเมตร จากเหนือไปใต้ประมาณ 410 กิโลเมตร และมีพื้นที่ประมาณ 67,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่ากว้างใหญ่มาก คิดเป็น 18% ของญี่ปุ่นทั้งหมด และ 30% ของเกาะหลักญี่ปุ่นเลยทีเดียว


ภาคกลางของภูมิภาคโทโฮคุมีภูเขามากมายเรียงตัวอยู่ตามแนวเขาโออุ (奥羽山脈) แนวเขานี้แบ่งฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและฝั่งทะเลญี่ปุ่นออกจากกัน ทำให้ทั้งสองฝั่งมีสภาพอากาศ ปริมาณหิมะ และปริมาณน้ำฝนที่ต่างกัน

นอกจากนี้ยังมีอุณหภูมิต่ำกว่าภูมิภาคอื่นๆ ของเกาะหลักญี่ปุ่นเนื่องจากอยู่ในละติจูดที่สูง ฤดูร้อนจึงเย็นสบายกว่าเมื่อเทียบกับโซนคันโตและภูมิภาคอื่นๆ ทางใต้ลงไป ส่วนฤดูหนาวก็มีทิวทัศน์หิมะที่สวยงาม อาณาเขตของภูมิภาคทอดตัวแนวยาวและมีอุณหภูมิทางฝั่งเหนือใต้ต่างกันประมาณ 3 - 4 องศาเซลเซียส จึงมีจุดเด่นเป็นฤดูชมซากุระและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ยาวนานอีกด้วย

จังหวัดในโทโฮคุ

จังหวัดอาโอโมริ (青森県)

จังหวัดอาโอโมริ ตั้งอยู่สุดขอบทางทิศเหนือของเกาะหลักญี่ปุ่น ล้อมรอบด้วยทะเลในสามทิศยกเว้นทิศใต้ มีพื้นที่ทั้งหมด 9,646 ตารางกิโลเมตร กว้างเป็นอันดับที่ 8 ของญี่ปุ่น

กลางจังหวัดมีแนวเขาโออุทอดตัวแบ่งจังหวัดออกเป็นสองฝั่ง ได้แก่ฝั่งตะวันออกที่เรียกว่าภูมิภาคสึการุ (津軽地方) และฝั่งตะวันตกที่เรียกว่าภูมิภาคนันบุ (南部地方) ซึ่งมีสภาพอากาศ วัฒนธรรม และภูมิประเทศแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังมีอุโมงค์เซคัง (青函トンネル) ทอดผ่านช่องแคบสึการุ (津軽海峡) เป็นตัวเชื่อมต่อกับฮอกไกโด อาโอโมริจึงเป็นจังหวัดเดียวที่สามารถข้ามไปยังฮอกไกโดด้วยเส้นทางทางบกได้

นอกจากนี้ก็ยังเป็นที่รู้จักในฐานะพื้นที่ที่หิมะตกหนักเป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น และมีแหล่งให้เล่นกีฬาฤดูหนาวอย่างคึกคัก


สถานที่ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนี้ก็จะเป็นเขตภูเขาชิราคามิ (白神山地) ที่ถูกยกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ และจุดสัมผัสธรรมชาติอื่นๆ อย่างทะเลสาบโทวาดะ (十和田湖) หรือธารน้ำโออิราเซะ (奥入瀬渓流)

จังหวัดอาคิตะ (秋田県)

จังหวัดอาคิตะ ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของโทโฮคุ ฝั่งตะวันตกของจังหวัดหันหน้าเข้าหาทะเลญี่ปุ่น มีพื้นที่รวม 11,638 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของญี่ปุ่น

มีเขตภูเขาอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น แนวเขาโออุที่กั้นระหว่างจังหวัดอิวาเตะและเนินเดวะ (出羽丘陵) ทางตะวันตกของแนวเขา อาคิตะเป็นอีกพื้นที่ที่รู้กันว่ามีหิมะตกหนัก ที่โด่งดังเป็นพิเศษก็จะเป็น "บ้านหิมะของโยโคเตะ" (横手のかまくら) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ประจำฤดูหนาวของจังหวัดนี้

สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังหลักๆ ของอาคิตะก็ได้แก่ ทะเลสาบทาซาวะ (田沢湖) ที่ลึกและใสที่สุดในญี่ปุ่น บ้านซามูไรคาคุโนดาเตะ (角館武家屋敷) ที่เป็นเขตอนุรักษ์สิ่งก่อสร้างพื้นเมืองที่สำคัญของญี่ปุ่น หรือนิวโตออนเซ็น (乳頭温泉) เป็นต้น

จังหวัดอิวาเตะ (岩手県)

จังหวัดอิวาเตะ ตั้งอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะหลักญี่ปุ่น มีรูปร่างเป็นวงรีที่ยาวจากตะวันออกไปตะวันตก 122 กิโลเมตร และจากเหนือไปใต้ 189 กิโลเมตร มีพื้นที่รวม 15,275 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่นรองลงมาจากฮอกไกโด

ภาคพื้นดินเกือบทั้งหมดของจังหวัดเป็นเขตภูเขาและเนิน ฝั่งตะวันตกมีแนวเขาโออุที่เป็นเขตแดนระหว่างจังหวัดอาคิตะและจังหวัดอิวาเตะ ส่วนฝั่งตะวันออกก็มีที่ราบสูงคิตะกามิ (北上高地) แผ่กว้างขนานไปกับแนวเขาโออุ

แถบนี้มีชายฝั่งยาวประมาณ 708 กิโลเมตร ที่หันหน้าเข้าหามหาสมุทรแปซิฟิก เป็นบริเวณที่มีภูมิประเทศหลากหลาย และมีจุดชมวิวสวยๆ มากมาย สามารถเพลิดเพลินไปกับการเดินทางโดยรถไฟพลางชมวิวชายฝั่งสวยๆ จากรถไฟสายซันริคุ (三陸鉄道) ที่วิ่งเลียบไปตามชายฝั่งได้

สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ของอิวาเตะมีทั้งมรดกโลกฮิราอิซุมิ (平泉) ริวเซนโด (龍泉洞) หนึ่งในสามถ้ำหินปูนที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และโทโนะ (遠野) ที่กล่าวกันว่าเป็นถิ่นกำเนิดของตำนานพื้นบ้าน เป็นต้น

จังหวัดยามากาตะ (山形県)

จังหวัดยามากาตะ ตั้งอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของโทโฮคุ กว่า 75% ของจังหวัดเป็นพื้นที่ภูเขา มีพื้นที่รวม 9,323 ตารางกิโลเมตร และกว้างเป็นอันดับ 9 ของญี่ปุ่น

อุดมไปด้วยธรรมชาติทั้งทะเล ภูเขา แม่น้ำ และมีการเปลี่ยนแปลงของสี่ฤดูที่เด่นชัด นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ซึ่งกวีไฮกุชื่อดัง มัตสึโอะ บะโช (松尾芭蕉) เขียนไฮกุดังๆ ขึ้นมาหลายบทในระหว่างท่องเที่ยว โดยไฮกุเหล่านี้ถูกรวบรวมไว้ใน "โอคุโนะโฮโซมิจิ" (奥の細道)

ยามากาตะมีสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ เป็นวัดริชชาคุจิ (立石寺) ที่แม้แต่บะโชก็ยังกล่าวชม กินซังออนเซ็น (銀山温泉) ย่านออนเซ็นที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศย้อนยุค และสามเขาเดวะ (出羽三山) ที่เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของชุเกนโดหรือลัทธิผู้ศรัทธาในภูเขาอันเก่าแก่ของญี่ปุ่น

จังหวัดมิยากิ (宮城県)

จังหวัดมิยากิ ตั้งอยู่บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของโทโฮคุ ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ตะวันออกหันเข้าหามหาสมุทรแปซิฟิก ตะวันตกหันเข้าหาแนวเขาโออุ มีพื้นที่รวม 7,282 ตารางกิโลเมตรและใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของญี่ปุ่น 

จังหวัดนี้มีเมืองหลวงประจำจังหวัดอยู่ที่เซนได (仙台市) เขตพัฒนาแล้วซึ่งมีประชากรกว่า 50% ของจังหวัดมิยากิอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น แต่ในขณะเดียวกันก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติถึงขั้นที่ได้รับการขนานนามว่า "เมืองหลวงแห่งป่า" (杜の都)

 

สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ของมิยากิก็เช่น มัตสึชิมะ (松島) ที่มีหนึ่งในสามสุดยอดวิวแห่งญี่ปุ่น ช่องแคบนารุโกะ (鳴子峡) ย่านออนเซ็นอันโด่งดีง น้ำตกอาคิอุโอ (秋保大滝) น่าตื่นตา และสถานที่ชื่อดังอีกมากมายที่มีทิวทัศน์ธรรมชาติอันมีชีวิตชีวาเป็นจุดเด่น


นอกจากนี้ ภายในจังหวัดมิยากิยังเต็มไปด้วยสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับดาเตะ มาซามุเนะ (伊達政宗) ขุนพลยุคเซนโกคุชื่อดังผู้ครองอำนาจในภูมิภาคนี้เมื่อประมาณ 160 ปีก่อนด้วย อย่างซากปราสาทเซนได (仙台城址) หรือสุสานซุยโฮเดน (瑞鳳殿)

จังหวัดฟุกุชิมะ (福島県)

จังหวัดฟุคุชิมะ เป็นจังหวัดทางใต้สุดของภูมิภาคโทโฮคุ อุดมไปด้วยธรรมชาติมากมาย ทั้งภูเขา แม่น้ำ ที่ราบสูง และทะเลสาบ กว่า 12% ของจังหวัดเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติและอุทยานจังหวัด มีพื้นที่รวม 13,784 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น


ภายในจังหวัดถูกแบ่งออกเป็น 3 โซน ด้วยแนวเขาโออุและที่ราบสูงอาบุคุมะ (阿武隈高地) ที่ทอดตัวยาวจากเหนือลงใต้ เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่ต่างกัน ทำให้ทั้ง 3 โซนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ของฟุกุชิมะมักจะเป็นจุดที่มีธรรมชาติสวยๆ ให้ดื่มด่ำอย่างเต็มที่ เช่น ทะเลสาบอินะวาชิโระ (猪苗代湖) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น หรือที่ราบสูงบันได (磐梯高原)

นอกจากนี้ยังมีสถานสำคัญที่ทางประวัติศาสตร์ช่วงยุคบาคุมัตสึถึงยุคเมจิตอนต้นอยู่มากด้วย เช่น โออุจิจุคุ (大内宿) ย่านที่พักที่รุ่งเรืองในยุคเอโดะ ปราสาทสึรุกะโจ (鶴ヶ城) ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดฟุกุชิมะ หรือภูเขาอีโมริ (飯盛山) ซึ่งเป็นจุดที่กองกำลังเบียกโกะปลิดชีพตนเอง

ประวัติศาสตร์ของโทโฮคุ รู้ไว้ให้เที่ยวสนุก!

ภูมิภาคโทโฮคุในยุคหินเก่า (ราวหลายแสนถึง 1 หมื่นปีก่อน) มีอากาศหนาวเย็นและปกคลุมด้วยป่าของไม้ใบแหลมอย่างโคเมะสึกะ โทโดะมัตสึ คาระมัตสึ และโทฮิ ผู้คนในยุคนี้มีวิถีชีวิตแบบล่าสัตว์โดยใช้เครื่องมือปลายแหลมหรืออุปกรณ์หินที่มีรูปร่างเหมือนมีด


ในยุคโจมงตอนต้นถึงตอนกลาง (ประมาณ 6,000 - 4,200 ปีก่อน) ภูมิภาคโทโฮคุก็รุ่งเรืองด้วยวัฒนธรรมโจมง หากอยากเห็นภาพของสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนยุคนั้นมากขึ้น ก็สามารถแวะไปที่โบราณสถานซันไนมารุยามะ (三内丸山遺跡) ของจังหวัดอาโอโมริซึ่งเป็นร่องรอยชุมชุนโจมงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นได้


เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 7 การปกครองแบบรวมอำนาจที่เรียกว่าระบบริสึเรียว (律令制) ได้ถือกำเนิดขึ้น รัฐบาลได้เรียกภูมิภาคโทโฮคุซึ่งอยู่ห่างไกลจากอำนาจของพวกตนว่าเอมิชิ (蝦夷) และพยายามเข้าครอบครองด้วยกำลังทางทหาร ภูมิภาคโทโฮคุในศตวรรษที่ 7 - 8 เต็มไปด้วยการครอบครองและสงครามชิงดินแดนจากกลุ่มอำนาจคิไน (畿内 / แคว้นยามาชิโระ ยามาโตะ คาวาจิ อิซุมิ และเซ็ตสึ) ถือเป็นยุคแห่งการต่อต้านของกลุ่มอำนาจโทโฮคุก็ว่าได้


ประมาณศตวรรษที่ 10 เหล่าตระกูลทรงอำนาจที่ปกครองแต่ละเขตก็เริ่มปรากฏตัวขึ้นและขยายอำนาจของตนออกไป เมื่อเข้าสู่ช่วงหลังของศตวรรษที่ 11 ตระกูลโอชูฟุจิวาระ (奥州藤原氏) ก็กลายเป็นผู้ปกครองโทโฮคุ และฮิราอิซุมิ (平泉)ในอิวาเตะที่เป็นฐานที่มั่นของตระกูลก็มีวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ฮิราอิซุมิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2011 หากได้ลองแวะไปสักครั้งก็จะเข้าใจถึงความวิเศษของวัฒนธรรมทองคำที่เคยรุ่งเรืองอยู่ในโอชูอย่างแน่นอน

ช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ถึงปลายศตวรรษที่ 16 กลุ่มอำนาจคู่แข่งในภูมิภาคโทโฮคุส่วนใหญ่จะเน้นป้องกันฐานที่มั่นของตน แต่เพียงดาเตะ มาซามุเนะ หนึ่งในขุนพลยุคเซนโกคุกลับขยายอำนาจอย่างรวดเร็วและเข้าครอบครองโทโฮคุไปกว่าครึ่ง จนถูกขนานนามว่าเป็นราชาแห่งโอชู ปราสาทอาโอบะ (青葉城) ที่อยู่ในเซนไดเป็นปราสาทที่มาซามุเนะสร้างขึ้นในปี 1601 และเป็นปราสาทหลักของตระกูลดาเตะอยู่กว่า 270 ปี ทั้งยังเป็นที่ตั้งของที่ทำการรัฐบาลแคว้นเซนไดอีกด้วย

เมื่อยุคเอโดะที่ครองความสงบต่อเนื่องมาประมาณ 260 ปีตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ได้จบลงและรัฐบาลเมจิก่อตัวขึ้น ภูมิภาคโทโฮคุก็กลายเป็นเวทีของสงครามกลางเมืองโบชิน (戊辰戦争) ระหว่างกองกำลังรัฐบาลใหม่กับกองกำลังบาคุฟุเก่า โดยปราสาทสึรุกะโจที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองไอสึวากามัตสึ (会津若松) นั้นมีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสงครามโบชิน

สถานที่ท่องเที่ยวของโทโฮคุที่เราได้แนะนำไปก่อนหน้านี้มีหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ หากศึกษาเกี่ยวกับสถานที่ที่คุณจะเดินทางไปไว้สักหน่อย ก็จะทำให้การท่องเที่ยวสนุกขึ้นอย่างแน่นอน
 

สภาพอากาศของโทโฮคุ ฤดูกาลและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์!

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม)

ในช่วงนี้ตอนเหนือของโทโฮคุจะยังมีอากาศหนาวหลงเหลืออยู่ และมีหิมะตกไปถึงช่วงปลายมีนาคม ในขณะที่ภาคใต้จะได้กลิ่นของฤดูใบไม้ผลิตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม โดยทั่วไปซากุระจะเริ่มบ้านให้เห็นในช่วงต้นถึงกลางเดือนเมษาบยน และบานเต็มที่ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เนื่องจากฤดูนี้มีอุณหภูมิในช่วงกลางวันและกลางคืนต่างกันมาก จึงขอแนะนำให้เตรียมเสื้อโค้ทบางๆ หรือเสื้อผ้าที่สวมและถอดง่ายไว้ด้วย


เมืองเซนได (เมืองหลวงของภูมิภาคโทโฮคุ) จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูใบไม้ผลิอยู่ที่ 11 องศาเซลเซียส และมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 101.5 มิลลิเมตร

ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม)

ช่วงก่อนเข้าหน้าฝนอากาศจะดีเหมาะกับการท่องเที่ยว แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายหน้าฝนแล้วแนวปะทะอากาศจะยิ่งรุนแรงขึ้น ส่งผลให้อาจเกิดฝนตกหนักได้ในบางพื้นที่ เมื่อสิ้นฝนไปอากาศก็จะแจ่มใสอย่างต่อเนื่อง

ในฝั่งทะเลญี่ปุ่น ลมที่พัดลงมาถูกเขตภูเขาจะเกิดเป็นลมเฟิห์น (ลมร้อนแห้งที่พัดไล่ลลงมาตามลาดเขา) และอาจทำให้อุณหภูมิพุ่งขึ้นสูงได้ อีกด้านหนึ่ง ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกจะได้รับผลกระทบจากลมตะวันออกยามาเซะที่หนาวและชื้น ทำให้เขตชายฝั่งอาจมีอุณหภูมิต่ำ อีกทั้งยังมีเมฆและฝนอย่างต่อเนื่อง แนะนำให้เตรียมเสื้อคลุมหรือผ้าคลุมไหล่ไว้ด้วยเนื่องจากอุณหภูมิจะลดลงมากในช่วงเช้าและค่ำ


เซนไดในฤดูร้อนมีอุณหภูมิเฉลี่ย 23 องศาเซลเซียส และปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 171.2 มิลลิเมตร

ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน)

หลังจากหมดฤดูร้อนแล้ว แนวปะทะอากาศของฝนฤดูใบไม้ร่วงจะเคลื่อนผ่านภูมิภาคโทโฮคุไปทางทิศใต้ และแถบนี้อาจได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นที่มุ่งขึ้นเหนืออยู่บ่อยครั้ง กันยายนเป็นเดือนที่ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกมีปริมาณฝนตกมากที่สุด

เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม แรงกดอากาศสูงจะก่อตัวขึ้นในแผ่นดินใหญ่ บางส่วนจะกลายเป็นแรงกดอากาศสูงที่เคลื่อนตัวได้และเข้ามาปกคลุมภูมิภาคโทโฮคุ ส่งผลให้มีวันที่อากาศแจ่มใสต่อเนื่อง กลางตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายนของทุกปีจะเป็นช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสี และจะเริ่มมีหิมะตกให้เห็นเมื่อเข้าสู่พฤศจิกายน


เซนไดในฤดูใบไม้ร่วงมีอุณหภูมิเฉลี่ยน 16.3 องศาเซลเซียส และปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยน 87.1 มิลลิเมตร

ฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์)

ฝั่งทะเลญี่ปุ่นจะมีแดดน้อยและหิมะตกหลายวัน โดยเมฆหิมะชนจะกับเขตภูเขาและดันตัวสูงขึ้น ทำให้เกิดหิมะตกหนักเลียบไปตามภูเขา และจะตกหนักครอบคลุมไปถึงบริเวณที่ราบเมื่อแรงกดอากาศแบบฤดูหนาวเข้มข้นขึ้น


อีกด้านหนึ่งในกรณีของฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก อิทธิพลจากลมตามฤดูกาลจะทำให้เขตชายฝั่งและทุ่งหญ้ามีอากาศแห้งและแจ่มใส หากอากาศหนาวมากๆ ก็อาจมีหิมะตกได้ แต่ในบริเวณชายฝั่งแปซิฟิกทางภาคใต้ก็มีโอกาสน้อยมากที่จะตกต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ


เซนไดในฤดูหนาวมีอุณหภูมิเฉลี่ย 4.1 องศาเซลเซียส และปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 55.8 มิลลิเมตร

*ที่มาของอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยของเซนได: กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (ตัวเลขปี 2020)

วิธีเดินทางจากโตเกียว

แต่ละจังหวัดของโทโฮคุมีเที่ยวบินไปถึงจากสนามบินทั่วญี่ปุ่น สามารถเดินทางทางอากาศได้สะดวก แต่ในปัจจุบัน ด้วยผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้มีเที่ยวบินน้อยลงกว่าปกติ จึงควรเช็คข้อมูลไว้ก่อนล่วงหน้า

นอกจากนี้ บางพื้นที่อาจสะดวกกว่าหากเลือกเดินทางโดยชินคันเซ็นแทนเครื่องบิน เนื่องจากชินคันเซ็นได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศน้อยกว่า และหากใช้บริการ JAPAN RAIL PASS ก็จะช่วยประหยัดค่าเดินทางได้มาก

จากโตเกียวไปอาโอโมริ

มีเที่ยวบินจากสนามบินฮาเนดะไปสนามบินอาโอโมริ 6 เที่ยวต่อ 1 วัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 25 นาที ค่าโดยสารอยู่ระหว่าง 8,600 - 38,190 เยน หากจองล่วงหน้ามากๆ ก็อาจมีส่วนลด Early Bird ช่วยประหยัดได้อีก

อย่างไรก็ตาม บริการดังกล่าวจะจำกัดช่วงเวลาที่สามารถจองได้ จำเป็นต้องเสียค่าปรับหากยกเลิก และมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกบางประการ จึงควรตรวจสอบให้ละเอียด


หากเลือกเดินทางด้วยรถไฟ Tohoku Shinkansen จะใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง - 3 ชั่วโมง 20 นาที จากสถานีโตเกียวถึงสถานีชินอาโอโมริ ค่าโดยสารอยู่ที่ประมาณ 17,470 เยน ตั๋วปกติจะดูแพงเล็กน้อย แต่หากใช้ตั๋วลดราคาก็จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้จำนวนหนึ่ง

จากโตเกียวไปอาคิตะ

มีเที่ยวบินสนามบินฮาเนดะไปสนามบินอาคิตะ 9 เที่ยวต่อ 1 วัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที ค่าโดยสารอยู่ระหว่าง 8,090 - 35,890 เยน หากจองล่วงหน้ามากๆ ก็อาจมีส่วนลด Early Bird ช่วยประหยัดได้โดยอาจมีเงื่อนไขต่างๆ เช่นกัน


ในกรณีที่เลือกเดินทางด้วยรถไฟ Tohoku Shinkansen จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง 40 นาที - 3 ชั่วโมง 50 นาที จากสถานีโตเกียวไปสถานีอาคิตะ มีค่าโดยสารประมาณ 17,780 เยน สามารถใช้ตั๋วลดราคาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้

จากโตเกียวไปอิวาเตะ

ปัจจุบันไม่มีเที่ยวบินที่บินตรงจากโตเกียวไปอิวาเตะ จึงจำเป็นต้องเดินทางด้วยรถไฟชินคันเซ็น รถไฟสายปกติ หรือไม่ก็รถบัสความเร็วสูง


ในกรณีที่เลือกเดินทางด้วยรถไฟ Tohoku Shinkasen จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที - 3 ชั่วโมง 15 นาที มีค่าโดยสารประมาณ 14,810 เยน ตั๋วโดยสารปกติราคาค่อนข้างแพง แต่ก็สามารถใช้ตั๋วลดราคาได้หากต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย

จากโตเกียวไปยามากาตะ

มีเที่ยวบินจากสนามบินฮาเนดะไปสนามบินยามากาตะ 2 เที่ยวต่อ 1 วัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 5 นาที ค่าโดยสารอยู่ระหว่าง 6,700 - 22,690 เยน มีส่วนลดสำหรับการจองล่วงหน้าระยะยาวเช่นกัน


ในกรณีที่เลือกเดินทางด้วยรถไฟ Tohoku Shinkansen จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที - 2 ชั่วโมง 50 นาที จากสถานีโตเกียวไปสถานียามากาตะ ค่าโดยสารอยู่ที่ราว 17,780 เยน สามารถใช้ตั๋วลดราคาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้

จากโตเกียวไปมิยากิ

ในอดีตมีเที่ยวบินประจำที่บินจากสนามบินโตเกียวไปสนามบินเซนได แต่ในปัจจุบันกำลังหยุดให้บริการ หากจะเดินทางจากโตเกียวไปเซนไดจึงจำเป็นต้องใช้บริการรถไฟชินคันเซ็น รถไฟสายธรรมดา หรือรถบัสความเร็วสูง
 

ในกรณีของรถไฟ Tohoku Shinkansen จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 35 - 2 ชั่วโมง 15 นาที จากสถานีโตเกียวไปสถานีเซนได มีค่าโดยสารประมาณ 11,210 เยน สามารถใช้ตั๋วลดราคาเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้

จากโตเกียวไปฟุกุชิมะ

ปัจจุบันไม่มีเที่ยวบินสายตรงจากโตเกียวไปฟุกุชิมะ จึงจำเป็นต้องเลือกว่าจะเดินทางด้วยรถไฟชินคันเซ็น รถไฟสายปกติ หรือรถบัสความเร็วสูง


ในกรณีที่เลือกเดินทางด้วยรถไฟ Tohoku Shinkasen จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 35 นาที จากสถานีโตเกียวไปสถานีฟุกุชิมะ มีค่าโดยสารราว 8,580 เยน และสามารถประหยัดลงไปได้อีกหากใช้บริการตั๋วลดราคา

ส่งท้าย

ภูมิภาคโทโฮคุกินพื้นที่เกือบ 3 ส่วนของเกาะหลักญี่ปุ่น ที่นี่เต็มไปด้วยสิ่งน่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจุดที่สามารถดื่มด่ำไปกับธรรมชาติสวยๆ มรดกทางวัฒนธรรมที่สัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียม หรือย่านออนเซ็นที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศดีๆ หากมีโอกาสก็ไม่ควรพลาดที่จะลองไปสัมผัสดูสักครั้ง

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร