มารู้จัก "ภูมิภาคคันไซ" ศูนย์กลางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นกันเถอะ!

"คันไซ" เป็นภูมิภาคที่เจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองหลวงของญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ นอกจากเมืองที่เป็นศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมอย่างโอซาก้า - มินาโตะมาจิ - โกเบแล้ว ที่นี่ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมประเพณีญี่ปุ่นดั้งเดิมอย่างเกียวโตและนาราด้วย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับภูมิประเทศ สภาพอากาศ ประวัติศาสตร์ ฤดูกาล และสถานที่ท่องเที่ยวในภูมิภาคคันไซ พร้อมแนะนำวิธีเดินทางจากโตเกียวและโอซาก้า

คันไซ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

คันไซอยู่ตรงไหนของญี่ปุ่น?

คันไซตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะฮอนชู ถัดจากบริเวณตอนกลางของเกาะไปนิดหน่อย พื้นที่ประกอบด้วยเมืองมหานคร 2 แห่ง คือ โอซาก้าและเกียวโต กับอีก 4 จังหวัด ได้แก่ ชิกะ นารา วากายาม่า และเฮียวโกะ ซึ่งรวมเป็นพื้นที่ประมาณ 27,350 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 20 ล้านคน ถือว่าจัดเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น

พื้นที่ทางเหนือของคันไซจะหันหน้าออกสู่ทะเลญี่ปุ่น ฝั่งตะวันตกหันไปทางทะเลเซโตะใน และทางใต้ก็หันเข้าหามหาสมุทรแปซิฟิก ภาคเหนือมีลักษณะเป็นภูเขาเนื่องจากอยู่ติดกับบริเวณชายฝั่งและมีที่ราบน้อย ต่างจากภาคกลางซึ่งมีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม ซึ่งในจำนวนทั้งหมดนี้ "ที่ราบโอซาก้า" (大阪平野) ที่ล้อมรอบทะเลสาบบิวะ (琵琶湖) และแม่น้ำโยโดะกาวะ (淀川) ถือเป็นที่ราบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีภูเขาขนาดเล็กทอดตัวยาวในแนวเหนือ-ใต้ และแอ่งน้ำที่เรียกว่า "เกียวโตบนจิ" (京都盆地) กับ "นาราบนจิ" (奈良盆地) อยู่ในพื้นที่ด้วย นอกจากนั้น คาบสมุทรคิอิที่อยู่ทางตอนใต้ของภูมิภาคก็มีส่วนที่ยื่นออกไปในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นบริเวณกว้างและมีภูเขาสูงชันตั้งเรียงกันอยู่มากมาย

สภาพอากาศในภูมิภาคคันไซจะแตกต่างไปในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เราสามารถสรุปคร่าวๆ ได้เป็น 3 แบบ คือ อากาศทางตอนเหนือที่เย็นสบายและมักจะมีหิมะตกหนักในฤดูหนาวเนื่องจากอยู่ติดทะเลญี่ปุ่น, อากาศภาคกลางที่ทั้งอบอุ่นและค่อนไปทางเย็น (ยกเว้นพื้นที่แถวๆ แอ่งทั้งสองที่อาจมีอุณหภูมิหนาวจัดและร้อนจัดอย่างสุดขั้ว) ส่วนภาคใต้ที่มีแนวเทือกเขาคิอินั้นจะอบอุ่นเป็นพิเศษแม้แต่ในฤดูหนาว ซึ่งเป็นผลมาจากการอยู่ติดทะเลที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นคูโรชิโอะนั่นเอง

จังหวัดต่างๆ ในภูมิภาคคันไซ

โอซาก้า (大阪)

จังหวัดโอซาก้าตั้งอยู่ในบริเวณที่แทบจะเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคคันไซ มีลักษณะคล้ายรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ทอดตัวไปในแนวเหนือ-ใต้ ฝั่งตะวันตกจะหันไปทาง "อ่าวโอซาก้า" (大阪湾) ซึ่งเชื่อมอยู่กับทะเลเซโตะใน ส่วนอีกสามทิศที่เหลือนั้นจะมีภูเขาล้อมอยู่โดยรอบ ทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และมีอากาศอบอุ่น (ค่อนไปทางเย็น) ตลอดทั้งปี มีฝนตกบ้างเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่มักจะมีแดดจ้าและท้องฟ้าแจ่มใสมากกว่า

พื้นที่ของจังหวัดโอซาก้า รวมแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 1,905 ตารางกิโลเมตรซึ่งถือว่าเล็กที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศญี่ปุ่น แต่ที่นี่กลับมีประชากรอาศัยอยู่ถึง 8.83 ล้านคนซึ่งนับว่ามากเป็นอันดับสามของประเทศ ส่งผลให้มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นฝั่งตะวันตกอยู่ไม่น้อย

ในอดีต โอซาก้าเคยมีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางของการคมนาคมทางทะเล ทั้งกับจังหวัดอื่นๆ ในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ ที่นี่จึงเต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมหลงเหลืออยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสุสานโบราณ วัด หรือศาลเจ้า

เมื่อพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดโอซาก้า ก็คงจะหนีไม่พ้น "ปราสาทโอซาก้า" (大阪城) ที่แม่ทัพใหญ่ในช่วงศตวรรษที่ 16 อย่าง "โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ"  ใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ที่นี่มี "ศาลเจ้าสุมิโยชิ-ไทฉะ" (住吉大社) ที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,800 ปี ทั้งสวยและโดดเด่น ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนญี่ปุ่นเลยทีเดียว

นอกจากนี้ โอซาก้ายังเป็นจังหวัดที่มีวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลายมาก จนได้รับการกล่าวว่าเป็น "เมืองแห่งการกิน" ด้วย คุณสามารถเพลิดเพลินกับเมนูท้องถิ่นแสนอร่อยได้มากมาย โดยเฉพาะ "โคนะมง" (粉もん อาหารที่ทำจากแป้งสาลี คล้ายๆ โอโคโนมิยากิ) แอบบอกว่าเป็นเมนูที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศญี่ปุ่นเลยล่ะ

เกียวโต (京都)

เกียวโตเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางของเกาะฮอนชู มีลักษณะเรียวยาว ทอดตัวอยู่ในแนวเหนือ-ใต้ และมีพื้นที่รวมกว่าประมาณ 4,612 ตารางกิโลเมตรซึ่งถือว่ากว้างเป็นอันดับที่ 31 ของประเทศ บริเวณตอนเหนือที่อยู่ในจังหวัดทันโกะและพื้นที่ชูตันจะหันหน้าออกสู่ทะเลญี่ปุ่น มีแนวชายฝั่งแบบเรีย (Rias เวิ้งน้ำเค็มที่กินลึกเข้าไปในแผ่นดิน) ที่ค่อนข้างจะแปรปรวน แต่ที่นี่ก็มีจุดชมวิวสวยๆ มากมาย อาทิเช่น "อามาโนะ ฮาชิดาเตะ" (天橋立) และ "ทันโกะ มัตสึชิม่า" (丹後松島) อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าพื้นที่ในแถบนี้กว่า 80% จะมีลักษณะเป็นภูเขากับเนินเตี้ยๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่มีภูเขาลูกไหนที่สูงถึง 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลเลย ส่วนพื้นที่ทางใต้นั้นก็เป็นที่ตั้งของ "แอ่งเกียวโต" (京都盆地) ที่รายล้อมไปด้วยที่ราบสูง  

เกียวโตเคยได้รับการสถาปนาเป็นเมืองหลวงใน ค.ศ. 794 จากนั้นก็เจริญรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมเป็นเวลานานกว่า 1,100 ปี ที่นี่จึงมีสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัด ศาลเจ้า หรือมรดกทางวัฒนธรรม รวมเป็นจำนวนกว่า 17 แห่ง ตัวอย่างเช่น "วัดคินคะคุจิ" (金閣) และ "วัดคิโยมิสึ" (清水寺) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกสุดล้ำค่า ภายใต้ชื่อ "อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์เกียวโตโบราณ" (Historic Monuments of Ancient Kyoto) 

นอกจากนี้ เกียวโตยังเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอย่าง "อาราชิยามะ" (嵐山) และ "ซากาโนะ" (嵯峨野) ที่จะโด่งดังและมีนักท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษในช่วงชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสี อีกทั้งยังมีงานเทศกาลต่างๆ อย่าง "อาโออิมัตสึริ" (葵祭) และ "กิองมัตสึริ" (祇園祭) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานด้วย บอกเลยว่าเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวสุดๆ

จังหวัดนี้มีจุดเที่ยวน่าสนใจและสวยงามในระดับที่หาชมได้ยากอยู่มากมาย คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ของบ้านเรือนที่ตั้งเรียงราย ฤดูกาลทั้งสี่ที่เต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ฯลฯ ที่นี่จึงมักจะมีนักท่องเที่ยวทั้งจากในและนอกญี่ปุ่นแวะมาเยี่ยมเยียนกันอยู่เสมอ

เฮียวโกะ (兵庫)

จังหวัดเฮียวโกะตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของเกาะฮอนชู และยังนับเป็นบริเวณสุดปลายตะวันตกของภูมิภาคคันไซอีกด้วย ด้านเหนือของจังหวัดเป็นทะเลญี่ปุ่น ส่วนทางใต้นั้นอยู่ติดกับทะเลเซโตะใน ซึ่งภายในทะเลนี้ก็มี "เกาะอาวาจิ" (淡路島) และ "หมู่เกาะอิเอชิมะ" (家島諸島) กระจายตัวอยู่กลางทะเลด้วย เกาะเหล่านี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของเฮียวโกะเช่นกัน ดังนั้น พื้นที่รวมของจังหวัดนี้จึงอยู่ที่ประมาณ 8,401 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของประเทศเลยทีเดียว

พื้นที่ในจังหวัดเฮียวโกะมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่เมืองใหญ่ไปจนถึงเกาะโดดเดี่ยว คุณสามารถผ่อนคลายและเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมที่หลากหลาย อย่างการเล่นน้ำทะเล สกี แช่ออนเซ็น ฯลฯ ได้อย่างเต็มที่

นับตั้งแต่มีการเปิดท่าเรือใน ค.ศ. 1868 นักท่องเที่ยวทั้งจากในและนอกประเทศก็พากันเดินทางมาเที่ยวเฮียวโกะกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่เด่นๆ อย่าง "โกเบ" (神戸) เมืองท่าที่ในอดีตเคยรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ "ปราสาทฮิเมจิ" (姫路城) ที่เป็นมรดกโลก หรือ "อาริมะออนเซ็น" (有馬温泉) ที่จัดเป็น 1 ใน 3 บ่อน้ำพุร้อนโบราณของญี่ปุ่น

ชิกะ (滋賀)

ชิกะเป็นจังหวัดหนึ่งในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของภูมิภาคคันไซ ตอนกลางของจังหวัดเป็นที่ตั้งของ "ทะเลสาบบิวะ" (琵琶湖) ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นซึ่งแวดล้อมไปด้วยภูเขา พื้นที่รวมของจังหวัดนี้อยู่ที่ 4,017 ตารางกิโลเมตรซึ่งนับว่าใหญ่เป็นอันดับที่ 38 ของประเทศ

สภาพแวดล้อมรอบทะเลสาบแห่งนี้เต็มไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีทิวทัศน์อันสวยงามที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา นี่เป็น 1 ใน 8 สุดยอดทัศนียภาพของทะเลสาบบิวะและจังหวัดโอมิเลยทีเดียว

เนื่องจากชิกะอยู่ติดกับเกียวโต ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่รุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นเส้นทางที่เชื่อมเมืองหลวงกับพื้นที่ชนบทเข้าด้วยกัน คุณจึงสามารถพบวัดและศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานได้มากมาย อีกทั้งยังมีเมืองพักแรมและสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ด้วย

"วัดฮิเอซัง เอ็นเรียคุจิ" (比叡山延暦寺) ที่อยู่ทั้งในพื้นที่ของจังหวัดชิกะและเกียวโตนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในฐานะหนึ่งในสมบัติด้านสถาปัตยกรรม นอกจากนั้นก็ยังมี "ปราสาทฮิโกเนะ" (彦根城) ที่เป็นสมบัติชาติ, ญี่ปุ่น, "ศาลเจ้าชิราฮิเกะ" (白鬚神社) ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่เสาโทริอิสีแดงที่ลอยอยู่กลางทะเลสาบอย่างสวยงาม และหมู่บ้านนินจา "โคกะ โนะ ซาโตะ" (甲賀の里) ที่เป็นต้นกำเนิดของนินจาญี่ปุ่นด้วย เป็นจุดท่องเที่ยวที่เหมือนธีมปาร์คและเหมาะสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แบบนินจา

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีเมนูท้องถิ่นอย่าง "ฟุนะซูชิ" (鮒寿司) และ "คาโมะนาเบะ" (鴨鍋) ซึ่งใช้เนื้อวัวจากจังหวัดโอมิที่ได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 3 เนื้อวากิวที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นด้วย แถมคุณยังสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมรอบทะเลสาบบิวะได้อีกมากมาย เช่น พายเรือยืน (SUP) พายเรือแคนู และวินด์เซิร์ฟ

นารา (奈良)

จังหวัดนาราตั้งอยู่ในบริเวณเกือบใจกลางของคาบสมุทรคิอิ พื้นที่ที่อยู่บนแผ่นดินล้อมรอบไปด้วยภูเขาซึ่งทอดตัวยาวในแนวเหนือ-ใต้ และมีพื้นที่รวมกว่า 3,691 ตารางกิโลเมตรซึ่งกว้างเป็นอันดับที่ 40 ของญี่ปุ่น ตอนกลางของจังหวัดมี "แม่น้ำโยชิโนะ" (吉野川) ไหลผ่านในแนวตะวันออก-ตะวันตก ในขณะที่พื้นที่ทางตอนเหนือของจังหวัดมีลักษณะเป็นที่ราบต่ำ ส่วนพื้นที่ทางตอนใต้นั้นเป็นเขตภูเขาสูงชัน ประชากรส่วนใหญ่จึงมักจะรวมตัวกันอยู่ในโซนตะวันตกเฉียงเหนือของ "แอ่งนารา" (奈良盆地)

ในอดีต นาราเคยเป็นศูนย์กลางของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่รุ่งเรือง ด้วยเหตุนี้ ที่นี่จึงมีวัดและศาลเจ้าที่มีประวัติยาวนานหลายแห่งหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยเสน่ห์ของเมืองโบราณซึ่งนับเป็นจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง นอกจากนั้น นาราก็ยังเป็นที่ตั้งของมรดกโลกถึง 3 แห่ง ได้แก่ อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์นาราโบราณ (Historic Monuments of Ancient Nara), พุทธสถานในพื้นที่โฮริวจิ (Buddhist Monuments in the Horyu-ji Area), แหล่งศักดิ์สิทธิ์และเส้นทางจาริกแสวงบุญในเทือกเขาคิอิ (Sacred Sites and Pilgrimage Routes in the Kii Mountain) บอกเลยว่าเป็นพื้นที่ห้ามพลาดสำหรับคนที่อยากเรียนรู้ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเลย

นอกจากนี้ นาราก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น "สวนสาธารณะนารา" (奈良公園) ที่เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งด้วย แถมยังมี "วัดโทไดจิ" (東大寺) "วัดโคฟุคุจิ" (興福寺) หรือ "ศาลเจ้าคาซูงะไทฉะ" (春日大社) รวมถึงแหล่งชมธรรมชาติที่คุณจะได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันสวยงาม อย่างซากุระแห่งเมืองโยชิโนะ และ "ยามาโนะเบะ โนะ มิจิ" (山の辺の道) ที่ว่ากันว่าเป็นถนนสายที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นด้วย

วากายาม่า (和歌山)

วากายาม่าเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรคิอิ พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดนี้เป็นเขตภูเขาในระดับความสูง 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โดยมีเทือกเขาคิอิเป็นศูนย์กลาง ในขณะที่อีกกว่า 80% เป็นป่า เมื่อรวมกันแล้ว พื้นที่ของจังหวัดวากายาม่าจึงอยู่ที่ประมาณ 4,725 ตารางกิโลเมตร ซึ่งกว้างเป็นอันดับที่ 30 ในญี่ปุ่น ด้านที่หันไปทางมหาสมุทรแปซิฟิกของวากายาม่าเป็นแนวชายฝั่งแบบเรียที่มีความแปรปรวน ทอดตัวยาวเป็นระยะทางกว่า 651 กิโลเมตร

นอกจากนี้ วากายาม่ายังมีเส้นทางแสวงบุญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เรียกว่า "คุมาโนะโคโดะ" (熊野古道) ซึ่งเป็นเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ในภูเขาโกย่าที่พระสงฆ์ "คูไค" (仏教) ใช้ในการเดินทางเผยแผ่ศาสนาพุทธในญี่ปุ่น อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของ "ชิราฮามะออนเซ็น" (白浜温泉) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 บ่อน้ำพุร้อนเก่าแก่ของญี่ปุ่นด้วย และหากคุณเป็นสายชมธรรมชาติ จังหวัดวากายาม่าก็มี "หุบเขาโดโระเคียว" (瀞峡) สุดลึกลับที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่ยังไม่ถูกรุกรานด้วย ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีสิ่งสวยงามตระการตาให้ชมมากมายเลยล่ะ

ความเป็นมาของ "คันไซ" ศูนย์กลางแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่น!

ประวัติศาสตร์ของภูมิภาคคันไซเริ่มขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 4 หลังจากที่ตระกูล "โกโซคุ" (諸豪族) ที่มีอิทธิพลในคันไซในสมัยนั้นได้ใช้อำนาจก่อตั้งรัฐบาลยุคเก่าขึ้นมา โดยมีศูนย์กลางอยู่ในเมืองยามาโตะ (大和 จังหวัดนาราในปัจจุบัน) ดังนั้น เมื่อถึงปีที่มีการย้ายเมืองหลวงไปยังโตเกียวใน ค.ศ. 1869 ภูมิภาคคันไซก็ได้เจริญขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของญี่ปุ่นไปแล้ว อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นอย่าเกียวโตและนาราอีกด้วย และด้วยความที่คันไซมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งและใกล้ชิดกับเกียวโต ที่นี่จึงเต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ทรัพย์สินทางประวัติศาสตร์ และประเพณีต่างๆ มากมายซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในศึกษาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น นอกจากนี้ คันไซก็ยังเป็นที่ตั้งของมรดกโลก 6 แห่ง (จากทั้งหมด 25 แห่งในญี่ปุ่น) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การ UNESCO ด้วย

ดังนั้น หากใครจะบอกว่าการมาเที่ยวคันไซก็เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นไปในตัวแล้วล่ะก็ มันก็ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงไปเลย

 

สภาพภูมิอากาศคันไซ : ร้อนสุดขั้วและหนาวสุดขีด

ภูมิภาคคันไซสามารถแบ่งอย่างคร่าวๆ ได้ประมาณ 3 ส่วนซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่และฤดูกาล ในวันนี้ เราจะมาพาคุณไปรู้จักกับสภาพอากาศและจุดเด่นของฤดูกาลต่างๆ ในคันไซกัน

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม)

อุณหภูมิในฤดูใบไม้ผลิมักจะแปรปรวนอย่างหนัก สภาพอากาศก็มักจะเปลี่ยนไปในเวลาไม่กี่วัน และในช่วงต้นเดือนมีนาคม (ประมาณ 10 วันแรก) ช่วงเช้าและเย็นก็มักจะมีอากาศหนาวเล็กน้อยเราจึงขอแนะนำให้สวมเสื้อโค้ท เสื้อคลุมฮาโอริ หรือผ้าคลุมไหล่เอาไว้ด้วย

จากนั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางมีนาคม อุณหภูมิก็จะค่อยๆ อุ่นขึ้น เป็นบรรยากาศแบบฤดูใบไม้ผลิ และเมื่อถึงช่วงปลายเดือน ดอกซากุระในพื้นที่ต่างๆ ของคันไซก็จะเริ่มบาน แต่เนื่องจากฤดูนี้มักจะมีฝนตกประปราย เราจึงอยากให้คุณพกอุปกรณ์กันฝนติดตัวเวลาออกเที่ยวด้วย

เมื่อถึงเดือนเมษายน อุณหภูมิระหว่างวันก็จะอยู่ที่ประมาณ 20 องศาซึ่งคุณก็สามารถเพลิดเพลินกับมันได้อย่างสบายๆ ส่วนเดือนพฤษภาคมจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการท่องเที่ยว เนื่องจากมีวันที่อากาศแจ่มใสและความชื้นในระดับที่เหมาะสมนั่นเอง

ฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม)

ช่วงต้นเดือนมิถุนายน - กลางกรกฎาคมนั้นเป็นฤดูฝนของญี่ปุ่น จึงมีวันที่ฝนตกและมีเมฆเยอะอยู่พอสมควร แถมบางวันก็อาจมีอากาศหนาวเล็กน้อยด้วย ในช่วงนี้ พื้นที่ฝั่งแปซิฟิกของภูมิภาคคันไซจะมีปริมาณน้ำฝนสูงที่สุดในรอบปีเลยทีเดียว

เมื่อถึงช่วงหลังฤดูฝนก็จะมีวันที่แดดจัดหลายวัน อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น โดยช่วงกลางฤดูร้อนก็อาจมีอุณหภูมิระหว่างวันสูงถึง 30 องศาและมีความชื้นสูงอยู่บ่อยๆ เราจึงอยากให้คุณระวังเรื่องลมแดด (Heat Stroke) และผิวไหม้แดด (Sunburn) เอาไว้ให้ดี นอกจากนี้ เนื่องจากช่วงนี้อาคารต่างๆ จะเปิดเครื่องปรับอากาศให้เย็นๆ กันด้วย หากคุณพกเสื้อคลุมหรือผ้าคลุมไหล่ติดตัวไว้บ้างก็จะดีเช่นกัน

ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วงฤดูร้อนแบบนี้ก็มักจะมีฝนตกหนักและพายุฝนซึ่งเป็นอิทธิพลมาจากไต้ฝุ่นด้วย ดังนั้นเราจึงขอแนะนำให้พกอุปกรณ์กันฝนไว้ให้พร้อม

ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน - พฤศจิกายน)

ช่วงต้นไปจนถึงกลางเดือนกันยายนจะยังคงมีวันที่อุณหภูมิสูงอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อถึงปลายเดือน ก็จะเริ่มมีวันที่อากาศเย็นลงมากขึ้นเรื่อยๆ เดือนนี้ยังคงอยู่ในฤดูไต้ฝุ่นจึงยังมีวันที่ฝนตกอยู่บ่อยครั้ง อุปกรณ์กันฝนจึงยังเป็นสิ่งจำเป็น และเราก็อยากแนะนำให้คุณเช็กพยากรณ์อากาศก่อนออกจากบ้านกันด้วย

เมื่อถึงช่วงเดือนตุลาคม อุณหภูมิก็จะกลับลงไปอยู่ที่ประมาณ 20 องศาในช่วงกลางวัน และ 15 องศาในช่วงกลางคืนซึ่งจะค่อนข้างสบายๆ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอุณหภูมิช่วงเช้าและเย็นจะต่างกันพอสมควร เราจึงอยากแนะนำให้คุณพกเสื้อคลุมหรือผ้าคลุมไหล่ติดตัวเอาไว้บ้างเช่นกัน

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ อุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ทำให้ใบไม้บนภูเขาเริ่มเปลี่ยนสี และเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนที่อากาศจะหนาวขึ้นมากจนต้องสวมเสื้อสเวตเตอร์หรือเสื้อโค้ทกันความหนาวกันเลย

ฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์)

ในเดือนธันวาคม อากาศในคันไซจะหนาวขึ้นอย่างรุนแรง พื้นที่บนฝั่งทะเลญี่ปุ่นก็จะมีจำนวนวันที่ฝนตกและหิมะตกเพิ่มขึ้นด้วย ถึงจุดนี้ อุณหภูมิระหว่างวันจะลงไปอยู่ที่ประมาณ 10 องศา ในขณะที่ช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนจะลดลงต่ำกว่านั้น และเป็นช่วงที่พื้นที่ฝั่งแปซิฟิกจะมีอากาศแห้งเป็นพิเศษ เราจึงขอแนะนำให้พกครีมทามือและลิปบาล์มติดกระเป๋าเอาไว้เผื่อต้องใช้

เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ อากาศจะหนาวรุนแรงจนถึงขีดสุด มีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 5 องศาและอุณหภูมิต่ำสุดที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แถมยังมีความชื้นต่ำด้วย หากคุณจะออกไปข้างนอกในช่วงนี้ก็อย่าลืมสวมอุปกรณ์กันหนาวอย่างเสื้อคลุมหนาๆ ผ้าพันคอ ถุงมือ และถุงร้อนด้วย

ด้านล่างนี้เป็นตารางสรุปอุณหภูมิเฉลี่ยและปริมาณน้ำฝนในเมืองหลวงของจังหวัดต่างๆ ในภูมิภาคคันไซ คุณสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการเตรียมตัวเดินทางได้เลย

การเดินทางสู่คันไซ

วิธีเดินทางจากสนามบินคันไซ และ สนามบินอิตามิ

หากคุณจะเดินทางจากต่างประเทศ เราขอแนะนำให้มาลงเครื่องที่ "สนามบินนานาชาติคันไซ" (Kansai International Airport) ที่ได้ชื่อว่าเป็นประตูสู่น่านฟ้าตะวันตกของญี่ปุ่น แถมยังเป็นสนามบินแห่งแรกของโลกที่สร้างขึ้นบนเกาะเทียมกลางทะเล เป็นเกาะในบริเวณอ่าวโอซาก้าที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์ล้วนๆ สนามบินแห่งนี้มักจะมีเที่ยวบินประจำจากหลายประเทศในเอเชียและเครือข่ายเมืองใหญ่ในยุโรป เรียกได้ว่าสามารถเดินทางมาจากหลายประเทศได้เลย

นอกจากนี้ โอซาก้ายังมี "สนามบินอิตามิ" (Itami Airport) ที่มีเที่ยวบินภายในประเทศอยู่เป็นประจำด้วย คุณจึงสามารถเดินทางไป-กลับทั่วญี่ปุ่นได้อย่างสะดวกสบาย

วิธีเดินทางจากโตเกียว

สำหรับการเดินทางจากโตเกียวไปยังพื้นที่แถบคันไซ คุณสามารถนั่งรถไฟชินคันเซ็นขบวน Nozomi ไปลงที่สถานีชินโอซาก้าได้เลย โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที และมีค่าโดยสารอยู่ที่ 14,720 เยน (จองที่นั่ง) ในขณะที่เกียวโต จะอยู่ที่ 14,170 เยน และใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที แต่หากเดินทางไปยังสถานีชินโกเบก็จะใช้เวลา 2 ชั่วโมง 45 นาที มีราคาค่าโดยสารอยู่ที่ 15,380 เยน

*ราคามาตรฐานสำหรับช่วงเวลาปกติ พร้อมสำรองที่นั่ง

 

วิธีเดินทางจากฟุกุโอกะ

นอกจากนี้ ชินคันเซ็นยังสามารถเดินทางจากฟุกุโอกะไปคันไซได้อย่างสะดวกสบายด้วย โดยคุณสามารถนั่งขบวน Nozomi จากสถานีฮากาตะไปยังสถานีเกียวได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง 45 นาที (16,360 เยน) และไปถึงสถานีชินโอซาก้าได้ภายใน 2 ชั่วโมง 30 นาที (ค่าโดยสารปกติ ที่นั่งแบบจอง 15,600 เยน) แต่หากคุณต้องการเดินทางไปสถานีชินโกเบก็จะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 15 นาทีเท่านั้น (ราคามาตรฐานสำหรับช่วงเวลาปกติ นั่งขบวน Nozomi รุ่นใดก็ได้ 15,270 เยน) 

ภูมิภาคคันไซมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิว ออนเซ็น หรือเมืองที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น ดังนั้น หากคุณมีโอกาสก็อย่าลืมแวะมาเที่ยวคันไซและเที่ยวชมเมืองต่างๆ กันด้วยนะ

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

มนต์เสน่ห์คันไซ

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

เกี่ยวกับนักเขียน

okada
okada

ค้นหาร้านอาหาร