พาเที่ยวผจญภัยใน "ชิโกกุ" สัมผัสกับธรรมชาติอันกว้างใหญ่ของญี่ปุ่น!

"การท่องเที่ยวผจญภัย" ไม่ได้เป็นเพียงการออกไปหาประสบการณ์กลางแจ้งเท่านั้น แต่มันคือการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เน้นการปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการพบปะพูดคุยกับคนในท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ สถานที่ที่ได้รับความสนใจในฐานะสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวผจญภัยในช่วงวันหยุดจึงหนีไม่พ้น "ภูมิภาคชิโกกุ" แหล่งรวมตัวของธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย บทความนี้จะมาแนะนำสิ่งน่าสนใจให้กับคนที่กำลังสงสัยว่าเที่ยวผจญภัยในชิโกกุมีอะไรให้ทำบ้าง ไปดูกันเลย!

ชิโคขุ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ภูมิภาคชิโกกุประกอบด้วยพื้นที่ 4 จังหวัด คือ โทคุชิม่า คากาว่า เอฮิเมะ และโคจิ รวมถึงพื้นที่ในเกาะที่อยู่รอบๆ ด้วยสภาพที่เป็นเกาะนี้เองที่ทำให้มันเป็นเหมือนแดนสวรรค์ของกิจกรรมทางทะเล! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณชายฝั่งทะเลเซโตะในที่มีเกาะเล็กๆ อยู่มากมาย เป็นจุดเที่ยวในฝันสำหรับการพายเรือคายัค และในอีกด้านหนึ่ง มหาสมุทรแปซิฟิกที่เป็นทางผ่านของกระแสน้ำคูโรชิโอะ (Kuroshio Current) ก็เป็นแหล่งรวมตัวของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลหลากหลายสายพันธุ์ เป็นจุดท่องเที่ยวยอดฮิตของนักประดาน้ำและยังเหมาะสำหรับการชมวาฬด้วย

นอกจากนี้ บนเกาะก็ยังมีแม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำโยชิโนะ (Yoshino River) และแม่น้ำชิมันโตะ (Shimanto River) ซึ่งเป็นสถานที่ล่องแก่งและพายเรือแคนูอันแสนยอดเยี่ยม อีกทั้งภูมิภาคชิโกคุยังขึ้นชื่อเรื่องอากาศที่อุ่นสบาย เหมาะสำหรับการขี่จักรยานและเพลิดเพลินไปกับลมทะเลอันแสนสดชื่นด้วย!

บทความนี้จะมาแนะนำพื้นที่ต่างๆ ในภูมิภาคชิโกกุที่เป็นแดนสวรรค์ของธรรมชาติเหล่านี้ พร้อมบอกกิจกรรมและประสบการณ์น่าลองที่คุณสามารถไปสนุกกันได้

พายเรือคายัคที่ทะเลเซโตะใน (จังหวัดคากาว่า)

ทะเลเซโตะใน (Seto Inland Sea) เป็นทะเลที่อยู่บนตัวเกาะญี่ปุ่น และเป็นที่ตั้งของหมู่เกาะน้อยใหญ่กว่า 3,000 แห่ง ซึ่งทำให้มันได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีหมู่เกาะมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ ทะเลเซโตะในจึงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติหรือเหล่าผู้เชี่ยวชาญ แม้แต่นายฟิลลิพ ฟรันทซ์ ซีบ็อลท์ (Philipp Franz Siebold) แพทย์และนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียงยังต้องเดินทางมา นอกจากนี้ ความสวยสะกดตาของธรรมชาติในท้องถิ่นก็ยังส่งผลให้พื้นที่บริเวณนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "อุทยานแห่งชาติเซโตะไนไก" (Setonaikai National Park) ด้วย

หากคุณอยากสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของที่นี่อย่างเต็มที่แล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้ใช้วิธีเที่ยวเกาะต่างๆ ด้วยเรือคายัคทะเล! คุณจะได้เพลินใจไปกับการพายเรืออย่างช้าๆ บนคลื่นน้ำแสนสงบของทะเลเซโตะในระหว่างที่แวะเวียนไปตามเกาะต่างๆ อย่างสนุกสนาน แถวนี้มีถ้ำ อ่าว และจุดท่องเที่ยวต่างๆ อยู่มากมาย ราวกับอัญมณีล้ำค่าที่ล่อตาล่อใจให้คุณไปค้นหา

นอกจากนี้ คุณยังสามารถแวะตามเกาะที่ไม่มีคนอยู่ แล้วหาที่เหมาะๆ สำหรับรับประทานอาหารกลางวันกลางแจ้ง พร้อมชมความสวยงามของผืนน้ำสีฟ้าอันกว้างใหญ่ที่รายล้อมอยู่ได้ (หรือจะดำน้ำชมทิวทัศน์ใต้ทะเลก็ได้เช่นกัน!) และเมื่อถึงช่วงเย็น ก็จะมีวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยจับใจซึ่งเป็นบรรยากาศที่แตกต่างจากช่วงกลางวันอย่างสิ้นเชิง คุณจะได้ชมทิวทัศน์ดึงดูดสายตาที่มีทั้งแสงและเงา ดูเปล่งประกายและมีเสน่ห์จนแทบจะหยุดมองไม่ได้ แต่หากคุณมาเที่ยวกับทัวร์ เราขอแนะนำให้เช็กเวลาในการแวะจุดท่องเที่ยวแต่ละแห่งให้ดี จะได้ไม่พลาดทิวทัศน์อันแสนเยี่ยมยอดนี้

https://en.activityjapan.com/publish/plan/491

ล่องแก่งในหุบเขาโอโบเคะและโคโบเคะ (จังหวัดโทคุชิม่า)

แม่น้ำโยชิโนะถือเป็นลุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคชิโกกุ เป็นเส้นทางน้ำไหลที่พัดจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกของจังหวัดโทคุชิม่าซึ่งมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากกระแสน้ำนี้จะพัดเอาดินที่อุดมสมบูรณ์มาสู่ที่ราบลุ่มโทคุชิม่า (Tokushima Plain) 

ภาพสวยๆ ที่คุณเห็นนี้ คือ ทิวทัศน์ของหุบเขาโอโบเคะและโคโบเคะ เป็นภาพน่าตื่นเต้นของกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากซึ่งไหลอยู่ระหว่างผาหินที่ขนาบอยู่ทั้งสองข้าง ก่อนจะกระแทกเข้ากับโขดหินที่ผุกร่อนอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นภาพสายน้ำสีขาวสาดกระเซ็นที่น่าประทับใจ ว่ากันว่ากระแสน้ำนี้เป็นน้ำที่ไหลเชี่ยวที่สุดในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากระดับน้ำที่สูงขึ้นจากการละลายของน้ำแข็งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ จึงได้รับการขนานนามว่า "อาบาเระกาวะ" (Abaregawa) ซึ่งแปลว่า แม่น้ำที่ดุร้าย 

นอกจากนี้ แม่น้ำโยชิโนะยังเป็นจุดล่องแก่งที่มีชื่อเสียง และมีเรือยางที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการล่องไปตามกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากและน่าตื่นเต้นนี้ด้วย ลองนึกถึงความรู้สึกระหว่างที่ล่องไปตามสายน้ำสีขาว ตัวเรือส่ายไปมาและหักเลี้ยวอย่างรุนแรงราวกับเครื่องบินที่หมุนคว้างกลางอากาศ ก่อนที่คลื่นน้ำขนาดใหญ่จะโถมลงมาบนตัวของทุกคนจนเปียกปอน บอกเลยว่าเป็นประสบการณ์สุดเร้าใจที่ต้องสัมผัสด้วยตัวเองให้ได้จริงๆ!

https://en.activityjapan.com/publish/plan/337

พายเรือแคนู แคนาเดียน ในแม่น้ำชิมันโตะ (จังหวัดโคจิ)

แม่น้ำชิมันโตะเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในภูมิภาคชิโกกุซึ่งไหลผ่านพื้นที่ทางตะวันตกของจังหวัดโคจิ ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจเพราะกระแสน้ำที่ค่อนข้างนิ่งและนุ่มนวลกว่าแม่น้ำส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นที่มักจะแคบและไหลเชี่ยวแรง นอกจากนี้ ที่นี่ก็ไม่มีเขื่อนกลางน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เป็นที่รู้จักกันในฐานะ "แหล่งน้ำใสแห่งสุดท้ายในญี่ปุ่น" เป็นคำกล่าวที่แสดงถึงความเป็นธรรมชาติและความสะอาดบริสุทธิ์ตามแบบฉบับของแม่น้ำญี่ปุ่นอย่างแท้จริง แถมยังเป็นแหล่งตกปลาหวานประจำท้องถิ่นและแหล่งเก็บสาหร่ายโนริญี่ปุ่นด้วย

หากคุณอยากเพลิดเพลินไปกับความงดงามหมดจดของแม่น้ำสายนี้แล้วล่ะก็ เราขอเสนอให้ลองเที่ยวด้วยการท่องลำน้ำไปกับเรือแคนู แคนาเดียน เพราะคุณจะได้สนุกไปกับทริปสุดผ่อนคลายกลางสายน้ำ ชมความน่าตื่นตาของภูเขาที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงไม้พายตีน้ำสุดรื่นหู และเสียงนกเสียงแมลงที่อยู่โดยรอบ! ความรู้สึกราวกับได้หลอมรวมเข้ากับธรรมชาตินี้เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของการพายเรือแคนู แคาเดียน ซึ่งนอกจากจะสนุกแล้วยังไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างการท่องเที่ยวประเภทอื่นด้วย

นอกจากนี้ เรือแคนู แคนาเดียนก็มีขนาดที่ใหญ่กว่าเรือแคนูทั่วไป ทำให้คุณสามารถใช้เวลากลางสายน้ำได้อย่างสบายๆ โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ และยังใหญ่พอให้คุณพาครอบครัว เพื่อน หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงไปปิกนิกสนุกๆ กันบนเรือได้ด้วย!

https://en.activityjapan.com/publish/plan/4273

พายเรือแบบยืนในแม่น้ำนิโยโดะ (จังหวัดเอฮิเมะและโคจิ)

แม่น้ำนิโยโดะ (Niyodo River) เป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของภูมิภาคชิโกกุ รองลงมาจากแม่น้ำโยชิโนะและชิมันโตะ แม่น้ำสายนี้ไหลผ่านจังหวัดเอฮิเมะและจังหวัดโคจิ มีความโดดเด่นอยู่ในความใสกระจ่างและสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ จนได้รับชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "นิโยโดะบลู" (Niyoo Blue) ซึ่งใช้ดึงความสนใจของนักท่องเที่ยวให้มาเยือนกันได้มากทีเดียว

ความพิเศษที่มักจะถูกมองข้ามของแม่น้ำสายนี้ คือ หินหลากสีที่อยู่ใต้น้ำ เป็นหินที่ถูกพัดมาจากต้นน้ำบนภูเขาชิโกกุ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ภูเขาอิชิซูจิ" (Mount Ishizuchi) แม้จะไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่หินเหล่านี้ก็เป็นองค์ประกอบเล็กๆ แสนพิเศษที่เพิ่มความงดงามให้กับทัศนียภาพของที่นี่ได้อย่างยอดเยี่ยม

หากคุณอยากดื่มด่ำกับเสน่ห์ของแม่น้ำนิโยโดะอย่างเต็มที่แล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้ลองพายเรือด้วยกระดานยืน (SUP หรือ Stand Up Paddleboarding) โดยคุณจะนั่งหรือยืนพายก็ได้ แต่เราขอแนะนำให้ยืนเพราะจะทำให้คุณชมทิวทัศน์อันยอดเยี่ยมของนิโยโดะบลูแห่งนี้ได้อย่างเต็มตา แต่หากคุณอยากชมท้องน้ำแสนสวยแบบชัดๆ ก็สามารถนั่งชมแทนได้ และหากเล่นจนคล่องแล้ว จะนอนแผ่ลงไปบนบอร์ดเลยก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน!

ทิวทัศน์โดยรอบของแม่น้ำสายนี้เต็มไปด้วยภูเขาอันงดงาม ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเป็นหนึ่งเดียวกับความเป็นชนบทอันแสนสุขนี้อย่างช่วยไม่ได้

https://en.activityjapan.com/publish/plan/28228

ดำน้ำที่เกาะคาชิวะ (จังหวัดโคจิ)

คุณอาจรู้จักโอกินาว่าในฐานะจุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น แต่อันที่จริงแล้ว เกาะคาชิวะซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนปลายของแหลมโอสึกิ (Otsuki Peninsula) จังหวัดโคจิ ห่างจากบริเวณปากแม่น้ำชิมันโตะไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางกว่า 30 กิโลเมตรนี้ก็ถือเป็นแดนสวรรค์ของนักดำน้ำเช่นกัน ถึงแม้จะไม่ค่อยมีคนรู้จักก็ตาม

ตรงจุดที่กระแสน้ำคูโรชิโอะที่มีอุณหภูมิคงที่และแร่ธาตุสูงไหลมาบรรจบกับช่องแคบบุงโงะ (Bungo Channel) เปรียบเสมือนแหล่งรวมตัวของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลหลากหลายสายพันธุ์  เพราะใต้ผืนน้ำแห่งน้ำมีสิ่งมีชีวิตอยู่กว่า 1,000 ชนิด และเป็นจุดดำน้ำที่มีชื่อเสียงมาก ถึงขนาดที่ได้รับการขนานนามว่า "ท้องทะเลที่มีครบทุกอย่าง" มีพื้นใต้ทะเลที่เต็มไปด้วยทรายสีขาวบริสุทธิ์ ระบบนิเวศปะการังและปะการังหินที่คุณสามารถชมได้อย่างไม่รู้เบื่อ นอกจากนี้ น้ำทะเลที่ใสกระจ่างยังทำให้คุณมองเห็นได้ในระดับความลึกถึง 40 เมตรในวันที่สภาพอากาศปกติ ด้วยความงามอันน่าทึ่งนี้ เกาะคาชิวะอาจทำให้โอกินาว่าถึงกับตกอับไปเลยก็ได้!

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็เป็นอีกหนึ่งกิจการที่เฟื่องฟูบนเกาะคาชิวะเช่นกัน ที่นี่เป็นจุดอพยพของปลาหลากชนิด อีกทั้งยังมีน้ำอุณหภูมิคงที่ ด้วยเหตุนี้ คุณจึงสามารถพบฟาร์มปลามากมายระหว่างทาง ตั้งแต่ชายฝั่งไปยังจุดดำน้ำ ทั้งฟาร์มปลาประดูกแข็ง (Seabeam), ปลาบุริ (Amberjack) ฯลฯ

หากคุณเป็นคนรักทะเล บอกเลยว่าเกาะสวรรค์คาชิวะแห่งนี้เป็นสถานที่ที่พลาดไม่ได้เด็ดขาด!

https://en.activityjapan.com/publish/plan/10546

ชมวาฬในอ่าวโทะสะ และ แหลมมุโรโตะ (จังหวัดโคจิ)

ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะมีจุดชมวาฬอยู่หลายแห่ง แต่อ่าวโทะสะ (Tosa Bay) และแหลมมุโรโตะ (Cape Muroto) ของจังหวัดโคจินี้ถือเป็นจุดท่องเที่ยวเพียงแห่งเดียวที่คุณจะสามารถชมวาฬบรูด้าได้ โดยทั่วไปแล้ว วาฬมักจะถูกมองว่าเป็นสัตว์นิสัยดีที่มีความสง่างามทำให้เราต้องชมอยู่ห่างๆ แต่วาฬบรูด้าจะมีความพิเศษมากกว่านั้น เพราะมันจะอาศัยอยู่ในที่ที่เดิม ไม่ย้ายไปไหน และไม่ตื่นกลัวเวลาที่มีเรือเข้าไปใกล้ทำให้เราสามารถเข้าไปชมได้อย่างใกล้ชิด เมื่อมองจากบนเรือ คุณจะเห็นฝูงวาฬที่ขึ้นมาบนผิวน้ำ อ้าปากกินปลาซาร์ดีนและอาหารชนิดอื่นๆ ขณะที่พ่นน้ำทะเลสูงปรี๊ดระหว่างหายใจ เป็นภาพที่ทำให้ทุกคนที่พบเห็นรู้สึกอัศจรรย์ใจไปกับพลังและความน่าเกรงขามของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ขึ้นมาในทันที

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการชมวาฬ คือ เดือนตุลาคมซึ่งเป็นฤดูผสมพันธุ์ของวาฬบรูด้า คุณจะได้เห็นพฤติกรรมการหาคู่ของเหล่าวาฬตัวผู้ความยาวกว่า 12 เมตร ที่ไล่ตามตัวเมียไปพร้อมๆ กับพยายามโชว์ความแข็งแกร่งของตัวเอง บอกเลยว่าคุณจะต้องทึ่งกับความทรงพลังและความเร็วในการว่ายน้ำของพวกมันแน่นอน

นอกจากนี้ ระหว่างที่คุณกำลังมองหาวาฬอยู่ ก็อาจจะได้เห็นฝูงโลมาปากขวดด้วยเช่นกัน! และหากคุณอยากสัมผัสกับสิ่งมีชีวิตในทะเลชิโกกุเหล่านี้อย่างใกล้ชิดดูล่ะก็ เราขอแนะนำให้ลองไปล่องเรือกับเหล่าชาวประมงดู!

ขี่จักรยานไปตามเส้นทางเซโตอุจิ ชิมานามิไคโด (จังหวัดเอฮิเมะ)

เส้นทางสายด่วนเซโตอุจิ ชิมานามิไคโด (Setouchi Shimanami Kaido Expressway) ที่มีระยะทางกว่า 60 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างเมืองโอโนมิจิ จังหวัดฮิโรชิม่า และเมืองอิมาบาริ จังหวัดเอฮิเมะนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสกับความเพลิดเพลินของทะเลเซโตะในอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นถนนจักรยานสายแรกที่สร้างไว้เหนือช่องแคบในประเทศญี่ปุ่นด้วย และเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ทาง CNN ก็ได้แต่งตั้งเส้นทางสายนี้ให้เป็น "7 ถนนจักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่องด้วย

ถนนสายนี้มีระยะทางรวมกว่า 70 กิโลเมตร เชื่อมต่อพื้นที่ 6 เกาะด้วยสะพาน 7 สาย คุณจะได้ชมทิวทัศน์สุดตระการตา ระหว่างที่ถีบจักรยานไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ชมน้ำทะเลสีฟ้ากระจ่าง และสัมผัสกับลมเย็นๆ ที่ระผ่านแก้มไป...ช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมจริงๆ! นอกจากนี้ ทุกครั้งที่คุณหักเลี้ยวก็จะได้เห็นภาพของชายหาดแสนสวยในมุมต่างๆ ไปตลอดเส้นทาง และยังมีกระท่อมขายผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นกับสินค้าอื่นๆ อยู่ด้วย บอกเลยว่าคุ้มค่าแก่การแวะชมมาก ถนนสายนี้เปรียบเสมือนความมหัศจรรย์อันไร้ขอบเขต จึงไม่แปลกใจเลย หากจะมีนักท่องเที่ยวตกหลุมรักจนต้องแวะเวียนมาซ้ำแล้วซ้ำอีก

ลองมาใช้เวลาอย่างช้าๆ ไปกับการขี่จักรยานบนถนนสายนี้ดูสิ

https://en.activityjapan.com/publish/plan/22385

ออกเดินทางไปสู่ 88 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งเกาะชิโกกุ (ทุกจังหวัดในภูมิภาค)

นอกจากกิจกรรมที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ภูมิภาคชิโกกุยังเป็นที่รู้จักกันในฐานะภูมิภาคที่มีความเกี่ยวข้องกับปรมาจารย์คูไค (Kukai) ผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธนิกายชินกอนของประเทศญี่ปุ่นด้วย การเดินทางแสวงบุญที่ประกอบไปด้วยวัดพุทธ 88 แห่งซึ่งมีความเชื่อมโยงกับปรมาจารณ์คูไคนี้ เรียกว่า "การเดินทางแสวงบุญชิโกกุ" (Shikoku Pilgrimage) ว่ากันว่าหากใครไปเยือนครบทุกแห่งก็จะสามารถหลุดพ้นจากกิเลสทางโลกและได้รับพรให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนาได้ แต่นอกจากมุมมองเรื่องศาสนาแล้ว แม้แต่นักท่องเที่ยวที่เดินทางแสวงบุญ หรือสะสมประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณบนเส้นทางสายนี้ก็สามารถใช้เวลาไปกับการเดินทางเพื่อย้อนดูจิตใจของตัวเองให้มากขึ้น และเรียนรู้คำสั่งสอนที่เป็นประโยชน์สำหรับการเติบโตฝ่ายวิญญาณได้เช่นกัน

เส้นทางแสวงบุญนี้มีระยะทางรวมกว่า 1,400 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 4 จังหวัดของชิโกกุ เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ขรุขระจึงอาจเป็นประสบการณ์ที่ไม่ค่อยสบายเท่าไร แต่อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่แฝงไปด้วยวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการแสวงบุญนี้จะทำให้คุณสัมผัสถึงความสงบสุขที่อยู่ท่ามกลางอุปสรรคที่พบเจอได้อย่างแน่นอน

หากคุณอยากเดินทางในเส้นทางนี้จริงๆ เราขอแนะนำให้จัดเวลาว่างให้ได้อย่างน้อย 3 - 5 สัปดาห์ เมื่อพร้อมแล้วก็ออกเดินทางสู่ถนนสายจิตวิญญาณในดินแดนที่คุณไม่เคยรู้จัก แล้วเตรียมตัวสัมผัสกับประสบการณ์ที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณได้เลย!

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร