7 เคล็ดลับวิธีการเลือกซื้อของให้คุ้มค่าในญี่ปุ่น ที่มีเพียงคนญี่ปุ่นเท่านั้นที่รู้!

โดยทั่วไปญี่ปุ่นจะมีภาพลักษณ์เป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูง "สิ่งของต่างๆ ในญี่ปุ่นนั้นราคาแพงจริงรึเปล่า" ซึ่งสำหรับคำถามนี้ คนในบางประเทศอาจจะมองว่าราคาสูงแต่สำหรับคนในบางประเทศอาจจะมองว่าถูกก็เป็นได้ กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณอาจจะไม่สามารถรู้คำตอบจนกว่าจะได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนที่ญี่ปุ่นจริงๆ แต่สิ่งที่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนทุกชาติก็คือ "ทุกคนต่างก็ต้องการใช้เงินให้น้อยและคุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควรในการสร้างความคุ้นเคยกับความแตกต่างของธรรมเนียมในประเทศนั้นๆ กับประเทศของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่นที่ใช้ภาษาพูดเฉพาะที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในโลก และยังมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์มากมาย เช่น อนิเมะ การ์ตูน หรืออาหาร ดังนั้นเมื่อมาที่ญี่ปุ่นจึงอาจมีผู้คนจำนวนมากที่อาจจะสับสนกับกฎระเบียบ มารยาท และรูปแบบการใช้ชีวิต ที่ไม่เหมือนใครของญี่ปุ่น ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาแนะนำถึง วิธีการเลือกซื้อของในญี่ปุ่นให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งเป็นวิธีที่มีเพียงคนญี่ปุ่นเท่านั้นที่รู้

ทั่วประเทศ

ช็อปปิ้ง

*บทความนี้เป็นบทความที่ได้รับความร่วมมือจากทาง NTT DOCOMO

1. สามารถซื้อ ตั๋วชินคันเซ็น บัตรภาพยนต์ นิทรรศการศิลปะหรือบัตรเข้าสวนสนุกราคาสุดคุ้มค่า ได้ที่ร้านขายตั๋ว

ร้านขายตั๋วจิปาถะ คือสถานที่ที่เราสามารถหาซื้อตั๋วเที่ยวรถไฟชินคันเซ็น ตั๋วเที่ยวรถไฟด่วนพิเศษ ตั๋วเที่ยวรถบัสด่วน บัตรกำนัล บัตรภาพยนต์หรือบัตรนิทรรศการแบบจองล่วงหหน้า บัตรเข้าสวนสนุก บัตรเข้าชมละครโอเปร่า Takarazuka ละครคาบุกิ ละครเวที การแข่งขันกีฬา คอนเสิร์ต และบัตรการแสดงอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้อาจจะยังมีบริการขายตั๋วราคาถูก รวมไปถึงการรับซื้อตั๋วต่ออีกด้วย ซึ่งที่ร้านขายตั๋วนี้เราสามารถซื้อตั๋วต่างๆ ได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาทั่วไปประมาณ 10% ขึ้นอยู่กับว่าเป็นตั๋วที่มีการกำหนดเวลาใช้งานเฉพาะเจาะจงหรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความคุ้มค่าที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากไม่เคยรู้มาก่อน

ตัวอย่างเช่น ตั๋วรถไฟเส้นทางระหว่าง Shin Osaka กับ Tokyo ตั๋วธรรมดาแบบกำหนดที่นั่ง ราคาจะอยู่ที่ 14,720 เยน แต่ถ้าเป็นตั๋วที่มาจากร้านขายตั๋วจิปาถะ ราคาจะอยู่ 13,720 เยน ซึ่งมีราคาถูกกว่าการซื้อจากเครื่องจำหน่ายหรือเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วถึง 1,000 เยนเลยทีเดียว รวมไปถึงตั๋ว One day Pass ของดีสนีย์รีสอร์ท สำหรับผู้ใหญ่ 1 คน ราคาปกติอยู่ที่ 7,500 เยน แต่ถ้าเป็นที่ร้านขายตั๋วจิปาถะราคาจะอยู่ที่ 6,500 เยน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่สามารถซื้อตั๋วในราคาที่คุ้มค่า และยังสามารถใช้งานได้เหมือนตั๋วแบบปกติทั่วไปทุกประการ ตั๋วเหล่านี้ไม่ใช่ตั๋วขายต่อ แต่เป็นการที่เจ้าของตั๋วขายให้กับร้านค้าดังนั้นจึงไม่มีปัญหาทางด้านกฎหมาย แต่ว่าราคาตั๋วนั้นอาาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะผันผวนขึ้นอยู่กับวันหมดอายุ ยิ่งใกล้วันหมดอายุมากขึ้นเท่าไหร่ ราคาก็จะยิ่งถูกลงมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากการขายตั๋วแล้ว ยังมีบริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วที่ร้านขายตั๋วจะมีอัตราแลกที่ค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับการแลกเปลี่ยนจากที่สนามบินหรือธนาคาร เนื่องจากร้านขายตั๋วมีจำนวนมาก ตั้งอยู่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งเมือง จึงสามารถหาร้านเพื่อซื้อตั๋วหรือแลกเงินได้ไม่ยากอย่างแน่นอน

2. ใช้บัตรสะสมคะแนนเพื่อประหยัดเงินอย่างชาญฉลาดในขณะเดินทางและช็อปปิ้ง

ไม่ว่าจะเป็นร้าน Matsumoto Kiyoshi ร้าน Satsudora (ร้านขายยา) ร้าน Tokyu Hands (ร้านจำหน่ายของใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน) ร้าน PLAZA (ร้านเครื่องสำอาง) ร้าน LIFE (ซูเปอร์มาร์เก็ต) ร้าน Animate (ร้านขายสินค้าเกี่ยวกับอนิเมะ) ร้าน BLUE SKY (ร้านขายของที่ระลึกจากสนามบิน) หรือจะเป็น FamilyMart (ร้านสะดวกซื้อ) ทั่วทั้งประเทศ ต่างก็เป็นร้านค้าที่สามารถใช้ระบบสะสมแต้มเมื่อซื้อของได้ทั้งนั้น

โดยทั่วไปจะเป็นการสะสมทุกๆ ยอดการซื้อของ 100 เยน (ไม่รวมภาษี) จะได้รับคะแนนสะสม 1 คะแนน และทุกๆ 1 คะแนนจะมีมูลค่าเท่ากับ 1 เยน ซึ่งเราสามารถลงทะเบียนสมัครสมาชิก d-point และรับบัตรสมาชิกได้ที่เคาน์เตอร์ศูนย์บริการ docomo World ตามสนามบิน Narita และ Haneda ถ้าหากเข้าชมเว็บไซต์ที่ระบุไว้บนการ์ดก็จะได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นอีก 300 คะแนน (เทียบเท่า 300 เยน) หรือเดินทางไปที่เคาท์เตอร์และใช้บริการโรมมิ่ง (กดปุ่ม OK เพื่อยืนยันจากหน้าจอ) ก็จะได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นอีกถึง 200 คะแนน นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิพิเศษให้สามารถใช้ Wi-Fi จากเครือข่ายของ docomo ซึ่งเป็นผู้บริการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของญี่ปุ่นและเป็นผู้ให้บริการ d-point ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เป็นเวลา 1 วัน เพียงเท่านี้ก็จะได้รับคะแนนที่มีมูลค่าถึง 500 เยนเพื่อใช้เป็นสิทธิประโยชน์พิเศษในขณะเดินทาง

นอกจากจะสามารถรับของสมนาคุณอย่างสายรัดลาย Poinco ตัวละครมาสคอตของ d-point ที่ได้รับความนิยมอยากมากในหมู่คนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากทั้งในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ที่เคาน์เตอร์บริการ docomo World ที่สนามบิน Narita และ Haneda แล้ว สมาชิกยังสามารถรับส่วนลดต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากร้าน LOTTE DUTY FREE (รับส่วนลด 500 เยน) ร้าน LAOX (ยกเว้นภาษี 10% + ส่วนลด 10% + ส่วนลด 300 เยน) ร้าน JAL ABC (รับส่วนลด 15%) ซึ่งเป็นร้านบริการรับ-ส่งสินค้าระหว่างสนามบินและที่พักที่มีอยู่ตามสนามบิน Narita และ Haneda ไปจนถึงบริการจาก VELTRA (รับส่วนลด 5%) ผู้ให้บริการทัวร์ชมเมืองและกิจกรรมท่องเที่ยวกว่า 14,000 แห่งทั่วทั้งโลก เรียกได้ว่ามีสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมายให้เพลิดเพลินอย่างนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว

ไม่เพียงเท่านี้ แต่คุณจะได้รับคูปอง รวมไปถึงสินค้าจำนวนจัดกัดต่างๆ เพียงแค่ลงทะเบียนเป็นสมาชิก d-point อีกทั้งยังสามารถรับคะแนนสะสมที่มีมูลค่าถึง 500 เยนอีกด้วย ยิ่งช็อปมากขึ้นก็จะยิ่งได้รับคะแนนมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งบริการดีๆ ที่เราขอแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวญี่ปุ่น

ประเทศที่สามารถสมัคร d-point ได้:
จีน, เกาหลี, ไต้หวัน, ฮ่องกง, มาเก๊า, ออสเตรเลีย, ไทย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, เวียดนาม

3. เคล็ดลับในการช้อปปิ้งที่ร้านสะดวกซื้อ หากใช้อย่างชาญฉลาดก็จะสามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าปกติ!

・ซื้อของได้ถูกลงหากชำระเงินโดยไม่ใช้เงินสด (เครดิตการ์ด/บัตรเงินสดอิเล็กทรอนิกส์/QR Code)

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2019 ประเทศญี่ปุ่นได้ปรับแก้ไขกฎหมายภาษีการบริโภคจาก 8% เป็น 10% ซึ่งหลังจากการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้จนถึงเดือนมิถุนายน ปี 2020 เป็นเวลา 9 เดือน รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดมาตรการ "ส่งคืนกำไรแก่ผู้บริโภค สำหรับผู้ไม่ใช้เงินสด" โดยการมอบส่วนลด 2-5% ให้กับผู้ที่ซื้อสินค้าโดยไม่ใช้เงินสด เพื่อระบายความแข็งตัวของเศรษฐกิจเนื่องจากการเพิ่มภาษี

โดยเฉพาะในร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ (FamilyMart, Lawson, Seven-Eleven และ Ministop) ที่ใช้วิธีการลดราคาสินค้าทันที 2% เมื่อชำระเงินโดยไม่ใช้เงินสด ดังนั้นเพื่อความคุ้มค่า หากต้องการซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ เราขอแนะนำให้ชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แทนจะคุ้มค่ากว่า

・ น้ำดื่มขวดใหญ่ราคาถูกกว่ามาก! หนึ่งในสิ่งที่น่าประหลาดใจในการซื้อของที่ญี่ปุ่น

น้ำดื่มที่ขายในร้านสะดวกซื้อ ขวดเล็กขนาด 500 มิลลิลิตร ส่วนใหญ่จะมีราคาอยู่ 100 เยน(+ภาษี) แต่กลับน่าแปลกใจตรงที่น้ำขวดใหญ่ขนาด 2 ลิตรกลับมีราคาเพียงแค่ 91 เยน(+ภาษี) เท่านั้น ด้วยปริมาณที่แตกต่างกันถึง 1.5 ลิตรแต่ขนาดใหญ่กลับมีราคาถูกกว่า 10 เยน ข้อมูลนี้เป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าน้ำดื่มขนาด 500 มิลลิลิตรนั้นพกพาสะดวก ง่ายต่อการเก็บลงในกระเป๋ามากกว่าจึงทำให้ขายดีกว่า จึงทำให้ราคาน้ำขวดใหญ่ลดราคาลงมาให้ถูกลง ดังนั้นหากต้องการซื้อน้ำเมื่อไหร่อย่าลืมนึกถึงข้อมูลดังกล่าวนี้ไว้ด้วย

・ของทอดหรืออาหารที่ใกล้หมดอายุจะลดราคาในตอนกลางคืน

แต่ละที่จะมีเงื่อนไขต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละร้านสะดวกซื้อและเนื้อหาของแคมเปญ แต่ในช่วงกลางคืน (ตั้งแต่ 18:00 - 22:00 น. / ประมาณช่วง 00:00 น.) จะสามารถซื้ออาหารกล่องประจำวัน (โดยเฉพาะอาหารประเภทเส้น) ในราคาที่ลดลง 30-50 เยน นอจากนี้ยังมีส่วนลดหากซื้อผลิตภัณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นคู่กัน เช่น ข้าวปั้นคู่กับชา หรือแซนวิชคู่กับสมูทตี้ เป็นต้น ซึ่งสินค้าที่ได้รับการลดราคาจะต้องมีสติ๊กเกอร์ลดราคาติดอยู่บนแพ็กเกจ ดังนั้นอย่าลืมสังเกตสติ๊กเกอร์ลดราคาสินค้าให้ดีๆ เพื่อความประหยัดในการซื้อสินค้าที่มากขึ้น

4. ซูเปอร์มาเก็ตญี่ปุ่นราคาถูกกว่าร้านสะดวกซื้อ! การเลือกซื้อสินค้าราคาถูกอย่างชาญฉลาด

・ลดสูงสุด 50% สำหรับอาหารสด เช่นซูชิและซาซิมิ อาหารกล่องหรืออาหารปรุงสำเร็จในเวลากลางคืน

ซูเปอร์มาร์เก็ตในญี่ปุ่น จะจัดการขายอาหารสดที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้หลายวัน เช่นซูชิ ซาซิมิ อาหารกล่อง อาหารปรุงสำเร็จหรืออาหารที่กำลังจะหมดอายุในคืนวันนั้น ด้วยวิธีการลดราคา 10% ไปจนถึงมากที่สุด 50% ยิ่งใกล้เวลาที่ร้านจะปิดเมื่อไหร่ ก็ยิ่งใกล้เวลาหมดอายุมากขึ้น ราคาก็จะยิ่งถูกลงมากขึ้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามสินค้าที่ได้รับความนิยมมักจะขายหมดก่อนเสมอ ดังนั้นหากไปถึงช้าโปรดระวังไว้ว่าเมนูราคาถูกที่คุณชื่นชอบอาจจะขายหมดก่อนก็เป็นได้

และแน่นอนว่าการลดราคาเช่นนี้ ต่างก็มีเงื่อนไข รายละเอียดและเวลาในการลดราคาแตกต่างกันไปตามแต่ละซูเปอร์มาร์เก็ต ถ้าหากว่ามีซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ใกล้ที่พักแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้ลองแวะเวียนไปที่ซูเปอร์มาเก็ตแทนการไปร้านสะดวกซื้อดูสักครั้ง

นอกจากนี้ หากเป็นช่วงที่กำลังตัดสินใจในการเลือกซื้อของที่ระลึก ซูเปอร์มาเก็ตก็ถือว่าเป็นจุดที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเลือกซื้อขนม ลูกอม หรือผงชาในราคาที่ถูกกว่าร้านขายของฝากทั่วไป

・ราคาถูกลงสูงสุด 40% สำหรับ เครื่องดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมหวาน

โดยปกติร้านสะดวกซื้อจะจำหน่ายสินค้าต่างๆ ทั้งสินค้าที่ผลิตขึ้นจากบริษัทของตนเองหรือที่รับมาจากบริษัทอื่นในราคาที่คงที่ แต่ที่ซูเปอร์มาเก็ตนั้น เราจะสามารถซื้อสินค้าส่วนใหญ่ในราคาที่ต่ำกว่าปกติหากเปรียบเทียบกับร้านสะดวกซื้อ ตัวอย่างเช่น หากซื้อชาขนาด 500 มิลลิลิตร ที่ร้านสะดวกซื้อราคาตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 150 เยน แต่ถ้าเป็นที่ซูเปอร์มาเก็ตสามารถจะซื้อได้ในราคาประมาณ 90 เยนเท่านั้น ซึ่งถ้าหากคำนวนแล้ว เราจะสามารถซื้อสินค้าในราคาที่ถูกกว่าร้านสะดวกซื้อถึงประมาณ 40% 

แน่นอนว่าขวดบรรจุขนาด 2 ลิตรหรือ 1.5 ลิตร ก็สามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าเช่นกัน กาแฟ นม น้ำผลไม้ 100% หรือแม้แต่เบียร์ chu-hi (น้ำผลไม้ผสมโซจู) สาเก ไวน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์อื่นๆ ก็สามารถซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าร้านสะดวกซื้อ 20-50% บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยปกติในร้านสะดวกซื้อราคาจะอยู่ที่ประมาณ 180-200 เยน แต่ที่ซูเปอร์มาเก็ตนั้นสามารถซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่า 30-50% รวมไปถึงขนมต่างๆ ก็สามารถซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าเช่นเดียวกัน

5. ลองเสี่ยงโชคต้อนรับปีใหม่ไปกับถุงโชคดี ลุ้นรับสินค้าจากแบรนด์ที่ชื่นชอบในราคาครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า

ในญี่ปุ่น เมื่อถึงช่วงปีใหม่ทั้งร้านค้ารายใหญ่ไปจนถึงร้านค้าเล็กๆ ต่างก็จัดงานลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั่วทั้งประเทศจัดงานลดราคาที่คึกคักมากที่สุดจากทั้งปี และในช่วงนี้จะมีการจำหน่าย ถุงโชคดี (福袋 Fukubukuro) เพื่ออวยพรให้มีโชคดีในปีใหม่

ตัวอย่างเช่น ถุงโชคดีมูลค่า 10,000 เยนแต่สินค้าในถุงมีมูลค่า 30,000 เยน ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่มักจะมีสินค้าที่ราคาแพงกว่าราคาซื้อรวมอยู่ในถุง หรืออาจจะเป็นสินค้าพิเศษที่ไม่สามารถหาซื้อได้ในเวลาปกติในราคาที่สมเหตุสมผลรวมอยู่ด้วย

เพราะถุงโชคดีนี้มีความหมายแฝงว่าเป็น "การเสี่ยงดวงเอาฤกษ์เอาชัยในปีใหม่" จึงทำไม่ให้เห็นว่าด้านในมีของอะไร นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลุ้นว่าถุงที่ซื้อมานั้นใส่อะไรไว้อยู่ข้างในบ้างอีกด้วย แต่เนื่องจากว่าเป็นการขายในจำนวนที่จำกัด ดังนั้นจะมีผู้คนมากมายไปรอซื้อถุงโชคดีจากร้านค้าหรือแบรนด์ที่ตนเองชื่นชอบในทุกปี ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ก็มีกรณีที่ร้านค้าต่างๆ ขายถุงโชคดีชนิดที่ทำให้เห็นของราคาแพงที่อยู่ข้างในเพื่อเรียกกระแสให้คนสนใจมากยิ่งขึ้น

6. Clearance Sale เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน ก็ได้เวลาซื้อเสื้อผ้าราคาถูก!

คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า "เวลาที่มาญี่ปุ่น ก็อยากจะซื้อเสื้อผ้าของญี่ปุ่นจังเลย" ซึ่งเราอยากจะแนะนำให้ทุกคนเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ที่จะทำให้ร้านเสื้อผ้าเปลี่ยนสินค้าที่วางขายในร้านให้เข้ากับฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง ซึ่งทางร้านจะต้องเคลียร์สินค้าที่ขายไม่ออกจากในฤดูกาลที่แล้วให้ได้มากที่สุด เพราะว่าถ้าหากมีสินค้าที่ "ขายไม่ออกตั้งแต่ปีที่แล้ว" เหลืออยู่ ในปีนี้ก็มีแนวโน้มที่จะยังคงขายไม่ออกเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ร้านสาขาใหญ่ๆ มักจะทำคือการจัดงานลดราคา เช่น การลดราคา Winter Sale หรือ Summer Sale ซึ่งคำว่าลดราคาในที่นี้ คือลดราคาสินค้า 30-70% เพื่อกำจัดสินค้าที่ยังคงเหลือในคลัง

ที่ญี่ปุ่นจะเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ฤดูร้อนในเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม ฤดูใบไม้ร่วงในเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน และฤดูหนาวในเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ดังนั้นถ้าหากมีโอกาสได้มาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล อย่าลืมหาเวลาไปลองแวะชมเสื้อผ้าสวยๆ กันดู

7. ซื้อสินค้าที่ตกรุ่นหรือสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานของแบรนด์ที่ชื่นชอบในราคามิตรภาพได้ที่ Outlet Mall!!

Outlet คือวิธีที่ผู้ผลิตหรือร้านค้าใช้เพื่อระบายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือสินค้าที่ตกรุ่นแล้ว โดยนำมาจำหน่ายในราคาลดพิเศษ ถึงจะนำมาลดราคาแต่ก็ไม่ใช่สินค้าที่มีปัญหาหรือชำรุด แต่เป็นสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานในบางจุด เช่น มีสีเปรอะเปื้อนหรือมีเศษหลุดลุ่ยจากรอยเย็บเล็กน้อย จึงทำให้สินค้าดังกล่าวจะถูกนำส่งคืนเข้าสู่คลัง และเนื่องจากสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานหรือสินค้าตกรุ่นจากในฤดูกาลที่ผ่านมาคงเหลือในคลังมากเกินไป จึงต้องทำการขายสินค้าเกรด B เหล่านี้ออกเพื่อระบายสินค้าคงคลัง

ถึงแม้ว่าจะเป็นสินค้าที่ถูกนำออกมาจากร้านขายปกติก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความเป็นสินค้าที่ถูกทิ้งแต่อย่างใด ดังนั้นถ้าหากต้องการซื้อสินค้าทั้งเสื้อผ้า รองเท้า รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ยอดนิยมทั้งจากในญี่ปุ่นและต่างประเทศที่มีรอยขีดข่วน คราบสกปรก หรือสินค้าที่ตกรุ่นแล้วในราคาที่ถูกลง Outlet Mall นั้นก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรพลาดโดยเด็ดขาด ซึ่งมีสาขาที่กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งประเทศ ถึงบางสาขาอาจจะไกลจากภายในตัวเมือง แต่ก็มีรถบัสรับ-ส่งจากสถานีใกล้เคียงคอยให้บริการอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางแต่อย่างใด

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร