คิวต่อไป คิวชู!! แพลนเที่ยวคิวชู 3 วันแบบโคตรละเอียด ฟุกุโอกะ-โออิตะ-คุมาโมโตะ กิน ช็อป ถ่ายรูป ครบ!!

"ภูมิภาคคิวชู" ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น อุดมไปด้วยธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์ ออนเซ็นฟินๆ ไปจนถึงสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์มากมาย เรียกได้ว่ามีที่เที่ยวเด็ดๆ รอให้คุณไปสัมผัสมากมายเต็มไปหมด! ในครั้งนี้ขอเอาใจทั้งขาประจำและนักท่องเที่ยวมือใหม่ จัดแพลนเที่ยว 3 จังหวัดเด็ด ฟุกุโอกะ-โออิตะ-คุมาโมโตะ 3 วัน 2 คืน ให้ไปเที่ยวกันแบบเต็มอิ่ม! แนะนำที่เที่ยวเด็ดๆ อาหารอร่อย จุดถ่ายรูปชิคๆ ไปจนถึงที่พัก ครบทุกรายละเอียดทั้งวิธีเดินทางที่แสนง่ายดาย รวมไปถึงเกร็ดความรู้ต่างๆ จบครบในบทความเดียว!!

คิวชู

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

* บทความนี้เขียนโดยได้รับความร่วมมือจาก Kyushu Tourism Promotion Organization

ยินดีต้อนรับสู่「คิวชู」

ภูมิภาคคิวชู ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ ฟุกุโอกะ ซากะ นางาซากิ คุมาโมโตะ โออิตะ มิยาซากิ และคาโกชิม่า ซึ่งทุกคนก็สามารถเดินทางมาได้ง่ายๆ เพราะมีไฟลท์บินตรงถึงจังหวัดฟุกุโอกะจากหลากหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วยนั่นเองค่ะ

คิวชูน่าจะเป็นภูมิภาคในดวงใจใครหลายๆ คน เพราะนอกจากจะมีที่เที่ยวเด็ดๆ เยอะแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นภูมิภาคแห่งวัฒนธรรมอาหารที่อร่อยขนาดที่ใครได้กินก็ต้องติดใจ แถมผู้คนยังใจดี น่ารัก และเป็นมิตรสุดๆ ด้วย

ในครั้งนี้ เราได้จัดแผนเที่ยวคิวชูแบบ 3 วัน 3 จังหวัดยอดนิยม โดยเริ่มต้นในจังหวัดฟุกุโอกะ ไปต่อกันที่เมืองยุฟุอินในจังหวัดโออิตะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีออนเซ็นมากเป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น ปิดท้ายด้วยจังหวัดคุมาโมโตะซึ่งมีปราสาทอันยิ่งใหญ่ที่ใครๆ ก็รู้จัก พร้อมพาชมเมืองอะโซะอันเลื่องชื่อด้วยภูเขาไฟสุดยิ่งใหญ่

แพลนเที่ยวนี้มาพร้อมข้อมูลละเอียดยิบ ครบทั้งที่เที่ยวเด็ดๆ มุมถ่ายรูปดีๆ อาหารแสนอร่อย และแถมแนะนำที่พักสุดเลิศ ให้คุณไปตามรอยกันได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องคิดเยอะเลย รับรองว่าจะได้ความทรงจำดีๆ และภาพสวยๆ กลับไปอย่างเต็มที่แน่นอน

จะรอช้าอยู่ไย เรามาเริ่มทริปกันเลยดีกว่า Let’s GO!!
 

【Day 1】ลุยเที่ยวในฟุกุโอกะ (ดะไซฟุ - ฮากาตะ)

จังหวัดฟุกุโอกะ (Fukuoka・福岡県) ตั้งอยู่ตอนบนของภูมิภาคคิวชู เป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศญี่ปุ่น และยังได้ชื่อว่าเป็นประตูสู่คิวชูเพราะเคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมมาก่อนด้วย

แน่นอนว่าในปัจจุบัน ฟุกุโอกะ ก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดในดวงใจใครหลายๆ คน เพราะมีทั้งย่านเมืองที่ดูทันสมัย ไปจนถึงเมืองเก่าที่คงเสน่ห์แบบญี่ปุ่นโบราณเอาไว้ ทั้งยังมีอาหารอร่อยๆ ให้ลิ้มลองมากมายทั้งราเมง อุด้ง เมนไทโกะ (ไข่ปลาดองรสเผ็ด) และอื่นๆ อีกมากมาย

ในทริปนี้เราเดินทางมาฟุกุโอกะโดยนั่งเครื่องบินตรงจากโตเกียวมาลงที่สนามบิน Fukuoka International Airport เมืองฮากาตะ แน่นอนว่ามีไฟลท์ตรงจากประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง หรือถ้าใครมี JR Pass จะเดินทางโดยชินคันเซ็นจากเมืองอื่นๆ มาลงที่สถานี Hakata ก็ได้ และแน่นอนว่าเดินทางไปจังหวัดอื่นๆ ในคิวชูก็ง่ายเช่นกัน เราจึงขอแนะนำให้เริ่มเที่ยวที่ฟุกุโอกะก่อนนั่นเองค่ะ

เครื่องลงแต่เช้า มีเวลาลุยได้ทั้งวัน! แต่เนื่องจากตอนเช้าร้านรวงยังไม่เปิดให้บริการมากนัก เป้าหมายแรกของเราในวันนี้จึงขอพาทุกคนไปที่เมืองที่เลื่องชื่อเรื่องเทพเจ้าแห่งการเรียน!! 'ดะไซฟุ' กันค่ะ!

[8.00 น.] เที่ยว「ดะไซฟุ」เมืองเก่าคึกคัก และเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

เมืองดะไซฟุ (Dazaifu・太宰府市) อยู่ห่างจากตัวเมืองฟุกุโอกะมาทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 14 กิโลเมตร เป็นอีกจุดท่องเที่ยวยอดนิยมที่มีศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ และมีเอกลักษณ์ความเป็นเมืองเก่าที่ไม่เหมือนใคร

วิธีการเดินทางก็ง่ายแสนง่าย เพราะสามารถนั่งบัส Nishitetsu ตรงมาจากสนามบินฟุกุโอกะได้เลย ใช้เวลาแค่ 25 นาทีเท่านั้น หรือจะนั่งรถไฟมาจากตัวเมืองฟุกุโอกะก็ได้เช่นกัน โดยนั่งจากสถานี Nishitetsu Fukuoka [Tenjin] สาย Nishitetsu Tenjin Omuta มาลงสถานี Dazaifu (410 เยนต่อขา ใช้เวลา 35 นาที) ได้เลยค่ะ
 

เมื่อถึงสถานีแล้วก็จะพบกับทางเดินที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าและร้านอาหาร มีเสาโทริอิตั้งตระหง่านอยู่เป็นระยะ ให้บรรยากาศเมืองเก่าแบบสุดๆ ที่ได้เลือกมาดะไซฟุเป็นที่แรกก็เพราะว่าบรรยากาศตอนเช้าค่อนข้างเงียบสงบไม่พลุกพล่าน ถ่ายรูปบรรยากาศได้อย่างชิลล์ๆ นั่นเอง

เก็บภาพกันสักเล็กน้อย เสร็จแล้วให้เดินไปจนสุดถนนเพื่อไปยังเป้าหมายแรกของเรากันค่ะ! 
 

[8:15 น.] สักการะศาลเจ้าสุดยิ่งใหญ่ Dazaifu Tenmangu

"ศาลเจ้าดะไซฟุ เทนมังกู" (太宰府天満宮) ศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมากว่า 1,100 ปี เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่สำคัญที่สุดในญี่ปุ่น สร้างเพื่ออุทิศให้กับ Michizane Sugawara ขุนนางปราดเปรื่องผู้ถูกยกย่องให้เป็น Tenjin หรือก็คือเทพเจ้าแห่งการศึกษาเล่าเรียนนั่นเองค่ะ
 

เมื่อเดินมาถึงบริเวณหน้าศาลเจ้าจะพบกับสะพานสีแดงขนาดใหญ่อันเลื่องชื่อ "Taiko Bridge" (太鼓橋) ที่ทอดผ่านแม่น้ำ "Shinjiike" (心字池) เพื่อเข้าไปยังตัวศาลเจ้า เชื่อกันว่าการข้ามสะพานนี้จะช่วยชำระร่างกายและจิตใจ ทิ้งสิ่งชั่วร้ายทั้งจากอดีตไปจนถึงอนาคต ก่อนเข้าสู่ดินแดนแห่งทวยเทพนั่นเอง

และด้วยคอนทราสต์ระหว่างสะพานสีแดงสดที่ตัดกับธรรมชาติพื้นหลังได้อย่างลงตัว ทำให้ที่นี่เป็นอีกจุดถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาดค่ะ
 

ผ่านประตูขนาดใหญ่ "ประตูโรมง" (楼門) เข้าไปก็จะพบกับตัวศาลเจ้าหลัก "โกฮงเดน" (御本殿) ที่ตกแต่งอย่างสวยงามและดูทรงพลัง เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ทำให้มีผู้คนมาสักการะขอพรกันมากมาย โดยเฉพาะเหล่านักเรียนที่มาขอพรจากเทพเจ้าแห่งการศึกษาให้สอบผ่านนั่นเอง ซึ่งในแต่ละปีก็มีผู้มาสักการะท่านเทพกว่า 10 ล้านคนเลยทีเดียว! 

ขอแนะนำให้ตามหารูปปั้นวัวในศาลเจ้าให้เจอ เพราะมีความเชื่อว่าถ้าได้ลูบหัวแล้วจะโชคดีค่ะ!

หลังสักการะขอพรกันแล้วก็อย่าลืมเขียนคำขอพรลงในแผ่นไม้ขอพร "เอมะ" แล้วแขวนเอาไว้ในศาลเจ้าด้วย หรือจะซื้อเครื่องรางหรือที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า "โอมาโมริ" ติดไม้ติดมือกลับไปก็ได้เช่นกัน

ทีนี้ เราจะขอพาทุกคนเดินลึกไปยังด้านหลังของศาลเจ้าเพื่อไปยังอีกศาลเจ้าอีกแห่งกันค่ะ ที่นี่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่บอกเลยว่าสวยอลังการไม่แพ้กัน
 

[9:00 น.] ที่เที่ยวลับ! ศาลเจ้า Tenkai Inari Jinja

เมื่อเดินผ่านสวนโซนจุดพักดื่มชาหลังศาลเจ้าหลักไปแล้วจะพบกับเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งตระหง่านอยู่บนทางเดิน มีบันไดที่ทอดยาวขึ้นไป นี่คือทางเข้าของ "ศาลเจ้าเทนไคอินาริ" (天開稲荷神社) ที่ตั้งอยู่บนภูเขาด้านหลังศาลเจ้าดะไซฟุค่ะ

บนทางเดินขึ้นไปยังศาลเจ้าจะมีเสาโทริอิสีแดงเรียงสลับกับธงสีแดงขาวไปตลอดทาง ราวกับเป็นทางเดินสู่สวรรค์ ทางเดินอาจจะชันสักหน่อย ขอให้ระวังกันด้วยนะคะ แต่รับรองว่าสวยคุ้มค่าแน่นอน
 

บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่อศาลเจ้าจิ้งจอกฟุชิมิอินาริที่จังหวัดเกียวโตมาก่อน ใช่แล้วค่ะ ศาลเจ้าเทนไคอินาริแห่งนี้ก็คือศาลเจ้าย่อยที่แยกมาตั้งอยู่ที่คิวชูนั่นเอง ที่นี่มีการบูชาเทพเจ้าแห่งการเพาะปลูก Ukanomitama (宇迦之御魂神大神) และเรียกได้ว่าเป็นศาลเจ้าจิ้งจอกที่เก่าแก่ที่สุดในคิวชูเลยทีเดียว

สักการะกันจนอิ่มบุญแล้ว ก็กลับไปที่ทางเดินร้านค้า ไปหาอะไรสดชื่นๆ ดื่มกันหน่อยดีกว่า 

[10:00 น.] ชมสถาปัตยกรรมงดงามที่ Starbucks สาขา Dazaifu Tenmangu Omotesando

เดินออกมาจากทางเข้าศาลเจ้าเพียง 1 นาที ก็จะพบกับอีกแลนด์มาร์คสำคัญในเมืองดะไซฟุนี้ และนี่ก็คือ...ร้านกาแฟขวัญใจทุกคน "สตาร์บัคส์สาขาศาลเจ้าดะไซฟุ" (スターバックス 太宰府天満宮表参道店) นั่นเอง! 

สตาร์บัคส์สาขานี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อดัง Kengo Kuma มาในคอนเซปต์ "การผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมและความทันสมัยด้วยวัสดุจากธรรมชาติ" เกิดเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นที่ไม่ซ้ำใครแต่ก็เข้ากับบรรยากาศเมืองเก่าของดะไซฟุได้เป็นอย่างดี

จุดเด่นของที่นี่ คือ การตกแต่งด้วยท่อนไม้จำนวนกว่า 2,000 ท่อนที่พาดซ้อนกัน ตั้งแต่หน้าร้านไปจนถึงส่วนในสุดของร้าน! อลังการงานสร้างขนาดนี้ ที่นี่จึงเป็นหนึ่งในสาขาสตาร์บัคส์เลื่องชื่อในญี่ปุ่น และแน่นอนว่าเป็นอีกจุดแวะพักของนักท่องเที่ยวจำนวนมากเช่นกัน เดินเที่ยวมาเหนื่อยๆ เข้าไปแวะจิบกาแฟแสนอร่อยสักแก้วรับรองว่าฟิน! 

แอบกระซิบว่าสาขานี้มีเมนูเครื่องดื่มแนะนำที่ต้องไปลอง คือ "Espresso non tea Yuzu Citrus" (420 - 540 เยนรวมภาษี) บอกเลยว่าต้องไปลอง!  
 

[10:30 น.] ชิมขนมญี่ปุ่นแสนอร่อยของเมืองดะไซฟุที่ Kasa no ya

หลังจิบกาแฟชิลล์ๆ ที่สตาร์บัคส์ไปแล้วก็อยากกินอะไรหวานๆ ขึ้นมา ก็ไม่ต้องมองไปไหนไกลค่ะ เพราะมีร้านเด็ด "คาสะโนะยะ" (かさの家) ตั้งอยู่ตรงข้ามสตาร์บัคส์เลย

มาถึงดะไซฟุทั้งที ก็ต้องลองของขึ้นชื่อประจำเมืองกันหน่อย ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นหลายคนถือขนมชิ้นขนาดพอดีมือ ยืนกินกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่หน้าร้าน เจ้าสิ่งนี้มันคืออะไรกันนะ ไปลองกันเลยดีกว่า

และนี่คือเมนูเด็ดที่ถ้าไม่ได้กินก็เหมือนมาไม่ถึงดะไซฟุ "อุเมะงะเอะโมจิ" (梅ヶ枝餅) (130 เยนรวมภาษี) ค่ะ แป้งโมจิเหนียวหนึบเคี้ยวเพลินสอดไส้ถั่วแดงแบบอัดแน่น รสหวานกำลังดี อร่อยจนแม้แต่ในวันธรรมดาก็ยังมียอดขายสูงถึงวันละ 3,000 ชิ้น และในช่วงปีใหม่ก็ขายได้มากกว่า 10,000 ชิ้นเลยทีเดียว! 

แม้ว่าคนส่วนมากจะซื้อแล้วยืนทานกันหน้าร้านเลยเพื่อความสะดวก (ไม่ควรเดินไปกินไปนะคะ) แต่เราขอแนะนำให้เข้าไปลิ้มลองเมนูเด็ดนี้ในส่วนคาเฟ่ของร้านเลยจะดีที่สุด!
 

ภายในร้านมีการประดับตกแต่งด้วยของเก่าสุดคูล และใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สุดเก๋ส่งตรงจากร้านชื่อดังในหมู่บ้านโฮชิโนะ จังหวัดฟุกุโอกะ แค่ก้าวเข้ามาก็เหมือนได้ย้อนยุคกลับไปญี่ปุ่นสมัยก่อนเลยทีเดียว 

ร้านนี้มีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยเริ่มจากเปิดเป็นฮาทะโกะ (旅籠 ชื่อเรียกเรียวกังในสมัยก่อน) ขายอุเมะงะเอะโมจิมาตั้งแต่ปีไทโช 11 (ตรงกับปี 1922) เรียกได้ว่าอยู่คู่ดะไซฟุมานานมากๆ
 

และเมนูห้ามพลาดของร้านนี้ คือ เซตอุเมะงะเอะโมจิกับชาเขียวร้อนๆ (650 เยนรวมภาษี) ค่ะ ขอการันตีเลยว่าพลาดไม่ได้จริงๆ เพราะที่นี่ใช้ชาเขียวคุณภาพดี รสชาติเข้มข้นซึ่งตัดกับความหวานของอุเมะงะเอะโมจิได้เป็นอย่างดี เข้ากันแบบสุดๆ เลยค่ะ! กินขนมดื่มชาเขียวพลางชมวิวสวนสวยๆ ของร้าน ไม่มีอะไรจะฟินไปกว่านี้อีกแล้ว! 

นอกจากเมนูขนมแล้วก็ยังมีเมนูอาหารญี่ปุ่นให้ได้ลิ้มลองกันอีกด้วย และสำหรับใครที่ติดใจเจ้าอุเมะงะเอะโมจินี้ ก็สามารถซื้อเป็นกล่องแพ็ค 5 หรือ 10 ชิ้นกลับไปเป็นของฝากแสนอร่อยได้ด้วยเหมือนกัน 
 

ที่นี่ไม่ได้ขายอาหารและของหวานเท่านั้น แต่ยังมีของฝากน่ารักน่าซื้อมากมาย โดยส่วนมากจะเป็นพวกของใช้เบ็ดเตล็ดสไตล์ญี่ปุ่นจ๋า แล้วก็ยังมีตุ๊กตาที่ถักทออย่างประณีตด้วยผ้าไหมจากชุดกิโมโนวางขายอยู่ด้วย ดังนั้นการมาหาของฝากที่นี่ก็นับว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลวเลย
 

พักเอาแรงกันแล้ว ก็แวะซื้อของกินของฝากตามร้านค้าอีกหน่อย ถ่ายรูปกับบรรยากาศเมืองชิลล์ๆ กันอีกสักนิด สำหรับใครที่ยังอยากเดินเที่ยว ที่นี่ก็ยังมีจุดให้ไปชมอีกมาก แต่ต้องระวังเรื่องเวลาด้วยนะคะ เพราะพอถึง 5 โมงเย็นร้านค้าก็จะเริ่มปิดกันแล้ว 

สำหรับทริปนี้เราก็ต้องบอกลาดะไซฟุไว้เพียงเท่านี้ เราจะนั่งรถไฟกลับไปยังตัวเมืองฮากาตะกัน วันนี้ยังมีที่เด็ดๆ รออยู่อีกเยอะ!
 

[12:00 น.] กินของอร่อย พักในเรียวคังสุดคูลที่「ฮากาตะ」ย่านใหญ่ในฟุกุโอกะ

ฮากาตะ (Hakata・博多) ตัวเมืองที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของจังหวัดฟุกุโอกะ เพราะมีทั้งสนามบิน ท่าเรือ แหล่งช็อปปิ้ง และที่เที่ยวต่างๆ มากมาย เรียกได้ว่าคึกคักแทบจะตลอดเวลาเลยทีเดียว
แต่อีกสิ่งหนึ่งของฮากาตะที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ อาหารท้องถิ่น เพราะที่นี่มีของกินเด็ดๆ เต็มไปหมด ทั้งราเมง อุด้ง หม้อไฟ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าวันนี้เราก็จะพาทุกคนไปลุยแน่นอน~

แต่ก่อนเที่ยว เราไปเก็บกระเป๋าใบใหญ่ที่ที่พักกันก่อนดีกว่า
 

[12:15 น.] สัมผัสประสบการณ์แบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ Japanese Ryokan Kashima Honkan

ใครที่กำลังมองหาที่พักดีๆ ในฟุกุโอกะอยู่ล่ะก็ ขอแนะนำ "เรียวคัง คาชิมะฮงคัง" (和風旅館 鹿島本館 ) เป็นเรียวคัง (โรงแรมสไตล์ญี่ปุ่น) ขนาดไม่ใหญ่ ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีสุดๆ เพราะใช้เวลาเดินทางจากสนามบินฟุกุโอกะโดยรถไฟใต้ดินแค่ 7 นาที ทั้งยังใกล้ที่เที่ยวเด็ดๆ อีกมากมาย แบบเดินไปได้เลยล่ะ

แค่มองจากภายนอกก็สามารถสัมผัสกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นได้แล้ว และเมื่อก้าวเข้าไปก็จะพบกับสถาปัตยกรรมรูปแบบเก่าแก่ที่เรียกว่าไทโชโรมัน (สมัยไทโชปี 1912 - 1926 เป็นศิลปะการผสานวัฒนธรรมญี่ปุ่นและตะวันตกเข้าด้วยกัน) ถึงกับได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศที่จับต้องได้แห่งแรกของเมืองฟุกุโอกะเลยทีเดียวค่ะ 
 

ห้องพักแต่ละห้องของที่นี่ก็จะมีการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นที่แตกต่างกันไป ทั้งยังมีหลายขนาดให้เลือกสรร เช่น ห้องสำหรับ 2 - 7 คน หรือขนาดสำหรับ 2 - 3 คน อย่างห้องในภาพข้างบนนี้ คือ ห้องนอนสำหรับแขก 4 คน เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึง Wi-Fi ฟรีให้คุณได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างเต็มที่ในบรรยากาศแสนเงียบสงบ    

เมื่อเดินเข้าไปที่มุมห้องก็จะพบกับชุดยูกาตะสำหรับใส่นอนที่จัดเตรียมไว้สำหรับแขกทุกท่าน ทำให้ได้บรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นแท้ๆ เข้าไปอีกระดับ

ส่วนที่ชั้น 1 จะมีห้องอาบน้ำรวม 2 ห้อง แยกเพศชาย-หญิง ให้ได้เข้าไปแช่น้ำร้อนกันอย่างฟินๆ (เวลาให้บริการ 16:00 - 24:00 น.) แต่ถ้าใครไม่สะดวกใจที่จะอาบน้ำในห้องอาบน้ำรวม ที่นี่ก็มีห้องอาบน้ำส่วนตัวให้ใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมงด้วยเช่นกัน

และนอกจากนี้ก็ยังมีมุมเครื่องดื่มฟรีที่บริเวณล็อบบี้ ไม่ว่าจะเป็นชาเขียว ชาฝรั่ง กาแฟ หรือน้ำเย็นๆ ก็มีให้บริการตลอดเวลา
 

หากมองออกไปนอกหน้าต่างห้องพักหรือโถงทางเดินก็จะพบกับสวนสวยสไตล์ญี่ปุ่นให้ชมเพลินๆ แถมตอนกลางคืนยังมีการเปิดไฟประดับอีกด้วยนะคะ และเนื่องจากมีแขกต่างชาติมาเข้าพักเป็นจำนวนมาก จึงมีป้ายกับกำภาษาอังกฤษอยู่ตามแต่ละที่ ไม่ต้องห่วงเรื่องการสื่อสารเลยค่ะ 

คาชิมะฮงคัง ให้บรรยากาศแบบที่คุณจะสัมผัสได้ที่ญี่ปุ่นเท่านั้น สำหรับใครที่อยากลองพักในเรียวคังที่ราคาไม่แพง (กรณีเข้าพัก 2 คน แค่เพียง 3,000 เยน/คน/คืน ในวันธรรมดา!) ที่นี่คือตัวเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม! 

ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมเสร็จก็เริ่มจะหิวขึ้นมาแล้ว เราไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่าค่ะ~

[13:00 น.] กินอุด้งในกาน้ำ!? ที่ Hakata Akachokobe

เดินจากเรียวคังมาแค่ 3 นาทีก็จะเจอกับร้านอาหารมื้อเที่ยงของเราในวันนี้! "ฮากาตะ อะคะโชะโคะเบะ" (博多あかちょこべ) ร้านอุด้งบรรยากาศชาวบ้านๆ ที่โด่งดังในหมู่คนญี่ปุ่นแบบสุดๆ 

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ ว่านอกจากราเมงแล้วฮากาตะก็ขึ้นชื่อเรื่องอุด้งด้วยเช่นกัน! และจุดเด่นที่ทำให้อุด้งที่นี่พิเศษกว่าร้านอื่นๆ คือ การที่ร้านนี้ไม่ได้เสิร์ฟอุด้งธรรมดาทั่วไป แต่เสิร์ฟมาใน "กาน้ำ" นั่นเองค่ะ 
 

เมนูที่พลาดไม่ได้ของที่นี่คือ "สึโบระอุด้ง" (ずぼらうどん) (660 เยนรวมภาษี) อุด้งต้มเสิร์ฟในกาน้ำร้อนแบบในภาพ เป็นเมนูแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และคิดค้นโดยร้านนี้เป็นที่แรกในญี่ปุ่น

เจ้าของร้านยังเล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อก่อนในฟุกุโอกะไม่ค่อยมีร้านอุด้งที่เปิดในช่วงกลางคืน ที่นี่จึงบุกเบิกเปิดร้านอุด้งที่ขายทั้งกลางวันและกลางคืน โดยกลางคืนจะเปิดเป็นสไตล์ร้านอุด้ง+อิซากายะที่เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นอื่นๆ และเหล้าแสนอร่อยไปด้วย
 

เส้นอุด้งของที่นี่เป็นเส้นที่ทำขึ้นเองโดยใช้สูตรที่ปรับปรุงมาจากกรรมวิธีดั้งเดิมในสมัยโบราณที่จะทำแป้งอุด้งโดยใช้โม่หิน จนได้เป็นเส้นอุด้งที่ไม่เหมือนใคร เส้นเล็กแต่นุ่ม เหนียวหนึบกำลังดี เป็นรสชาติที่อยากให้ไปลิ้มลองกันค่ะ!

อุด้งจะเสิร์ฟมาพร้อมกับสึยุเย็นที่ใส่เครื่องมาแบบเน้นๆ ทั้งคัตสึโอะบุชิ ต้นหอม และนัตโตะ (ถั่วหมัก มีจุดเด่นเป็นรสสัมผัสเหนียวหนึบ) วิธีกินก็ง่ายๆ คีบเส้นอุด้งจิ้มจุ่มลงในสึยุแล้วรับประทานได้เลย หลายๆ อาจจะสงสัยว่ากินกับนัตโตะจะอร่อยจริงไหม แต่ขอบอกเลยค่ะว่านัตโตะของที่นี่ทานง่าย เพราะไม่เหนียวหนืดเหมือนนัตโตะทั่วไป และเข้ากับสึยุได้เป็นอย่างดี

และใครที่อยากกินแบบร้อนๆ ก็ยังสามารถสั่ง "มตสึสึโบระอุด้ง" (もつずぼらどん) (880 เยนรวมภาษี) ซึ่งจะใส่เครื่องใน (มตสึ แปลว่าเครื่องใน) ลงในสึยุร้อนๆ แทนที่นัตโตะ อร่อยได้อีกแบบ

นอกจากเมนูสึโบระอุด้งแล้ว ที่นี่ก็ยังมีอีกเมนูยอดนิยมไม่แพ้กัน ได้แก่ "อุด้งแกงกะหรี่คีมา" (元祖キーマカレーうどん) (720 เยนรวมภาษี) ซึ่งจะได้อร่อยกับอุด้งทั้ง "แห้ง" และ "น้ำ" ในจานเดียว! บอกเลยว่าพลาดไม่ได้เช่นกัน!
 

[14:30 น.] ช็อปปิ้งจนตัวแตกที่ Canal City Hakata

กินอุด้งอร่อยๆ แล้วก็เที่ยวต่อกันเลยดีกว่า ต่อไปจะพาไปช็อปปิ้งที่ "แคแนลซิตี้ ฮากาตะ" (キャナルシティ博多) ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่รวมทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ร้านของฝาก โรงหนัง ไปจนถึงเกมเซนเตอร์ เรียกได้ว่าจะไปช็อป ไปกิน หรือไปเล่นก็เอาอยู่ ครบหมดในที่เดียว!

นอกจากนี้ ที่นี่ยังถ่ายรูปขึ้นแบบสุดๆ! ด้วยการออกแบบสุดคูลที่ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็มีมุมให้ถ่ายรูปได้ โดยเฉพาะบริเวณลานน้ำพุซันพลาซ่าในชั้น B1 ที่จะล้อมรอบด้วยตึกรูปครึ่งวงกลม จะถ่ายรูปมุมไหนก็ได้แต่ภาพแจ่มๆ! 
 

แคแนลซิตี้จะแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนต่างๆ อัดแน่นด้วยร้านค้าในทุกโซนให้ช็อปกันแบบเต็มอิ่ม และถ้างงเส้นทางหรือตามหาร้านไหนอยู่ก็สามารถสอบถามได้ที่ Information ชั้น 1 ซึ่งจะอยู่ใกล้ๆ กับเคาน์เตอร์ tax free อีกด้วยค่ะ 

ช็อปปิ้งจนเหนื่อยแล้วก็สามารถมาชมการแสดงน้ำพุคู่กับเสียงดนตรีได้ โดยจะมีการแสดงทุกๆ 30 นาที ในช่วง 10:00 - 22:00 น. (※) แถมการแสดงแต่ละครั้งก็จะไม่เหมือนกัน ขอแนะนำให้ไปดูที่ชั้น 2 จะได้มุมดีที่สุด! นอกจากนี้ยังมีการแสดงและกิจกรรมพิเศษต่างๆ เปลี่ยนผลัดอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
 

หมายเหตุ : ในช่วง 10:00 - 17:00 น. ทุกๆ X:00 น. มีเสียงดนตรี, ทุกๆ X:30 น. ไม่มีเสียงดนตรี
ในช่วง 18:00 - 22:00 น. จะมีการฉายไฟประดับ Projection Mapping 3D ที่น้ำพุ แต่เวลาฉายจะแตกต่างกันในแต่ละเดือน

 ตะลุยกินราเมงที่ Ramen Stadium

หากขึ้นไปยังชั้น 5 ของห้างแคแนลซิตี้จะพบกับ "ราเมงสเตเดียม" ที่รวมร้านราเมงชื่อดังจากทั่วประเทศเอาไว้ และแน่นอนว่าก็ต้องมีราเมงต้นตำหรับของฮากาตะอย่างทงคตสึราเมงอยู่ด้วย และวันนี้เราก็ได้เลือกร้านเด็ด 2 ร้านมาให้แล้ว!
 

 ชิมทงคตสึราเมงสูตรเด็ดที่ Shodai Hidechan

ถ้าไม่ได้กินทงคตสึราเมงก็เหมือนมาไม่ถึงฟุกุโอกะ ร้านแรกเราจึงขอประเดิมด้วย "โชะได ฮิเดะจัง" (初代 秀ちゃん) ร้านทงคตสึราเมงเก่าแก่ มีเมนูทงคตสึราเมงและท็อปปิ้งให้เลือกหลากหลาย ดูเมนู กดซื้อตั๋วที่เครื่องขายตั๋ว แล้วเข้าไปเตรียมตัวพบกับความอร่อยได้เลยค่ะ!   
 

เมนูที่สั่งวันนี้ก็ไม่พ้นเมนูอันดับ 1 ของร้าน "ฮากาตะอิปปงโนเซะ" (博多一本乗せ) (1,100 เยนรวมภาษี) เป็นทงคตสึราเมงที่เด่นเตะตาด้วยหมูชาชูชิ้นใหญ่สุดๆ 1 ชิ้น ตามชื่อเมนู (อิปปงโนเซะ) นั่นเองค่ะ

สำหรับรสชาติก็ขอบอกเลยว่าอร่อยสุดๆ ซุปกระดูกหมูรสเด็ดจากการต้มส่วนเท้าและกระดูกสันหลังจนมีกลิ่นทงคตสึอันเป็นเอกลักษณ์ ซดกินกับราเมงเส้นเล็กสไตล์ฮากาตะแท้ๆ ท็อปปิ้งด้วยถั่วงอกกับต้นหอมแบบไม่อั้น

แต่ที่เด็ดที่สุดก็ต้องเป็นหมูชาชูชิ้นบิ๊กเบิ้มจนแทบจะล้นจาน ซึ่งไม่เหมือนชาชูทั่วๆ ไป เพราะใช้ส่วนแก้มของหมูที่ที่มีน้อยมากๆ ในหมูตัวหนึ่งๆ ทั้งยังรีดไขมันออกจนเกือบหมดและต้มจนได้ชาชูที่มีรสกลมกล่อมไม่เหมือนใคร ไม่เลี่ยน และก็นุ่มสุดๆ ! อร่อยให้คะแนน 10/10 ไปเลยค่ะ!
 

 ราเมงมะเขือเทศสุดเฮลตี้ที่ Ganso Tomato Ramen Sanmi 

สำหรับร้านต่อไปขอแนะนำว่าเหมาะสำหรับสาวๆ ที่กำลังมองหาเมนูเฮลตี้ดีต่อสุขภาพ "ราเมงมะเขือเทศ ซันมิ" (元祖トマトラーメン三味) อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะราเมงของร้านนี้ฉีกแนวทุกร้านราเมงโดยใช้ซุปมะเขือเทศหอมกรุ่น ที่ทั้งอร่อยแถมยังดีต่อสุขภาพสุดๆ จนมีลูกค้าผู้หญิงมาอุดหนุนกันเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว

และเมนูที่สั่งในวันนี้คือ "ชีสโทมาโทราเมง" (チーズトマトラーメン) (780 เยนรวมภาษี) ราเมงมะเขือเทศใส่ชีสโปะด้วยท็อปปิ้งเป็นผักกลิ่นหอมนานาชนิด และเนื้อหมู ซุปมะเขือเทศสีแดงตัดกับชีสสีขาวมองไปก็เหมือนซุปพาสต้า ดูน่ากินสุดๆ และก็อร่อยสุดๆ เช่นกัน! เพราะที่นี่ใช้ชีส Grana Padano ซึ่งเป็นชีสคุณภาพดีส่งตรงจากอิตาลี ส่วนตัวน้ำซุปมะเขือเทศก็มีรสชาติเฉพาะตัว ใส่กระเทียมแบบเน้นๆ และที่สำคัญคือใช้แค่น้ำมันมะกอกเท่านั้น! เฮลตี้สุดๆ!      
 

ตัวเส้นราเมงเองก็อร่อยไม่แพ้กัน ไม่ใส่สารปรุงแต่งใดๆ แถมยังนุ่มอร่อย เข้ากับซุปแบบสุดๆ สามารถเลือกระดับความแข็งของเส้นได้ และสามารถสั่งเส้นมาเพิ่มทีหลังได้อีกเพียงแค่ 150 เยนเท่านั้น

เมื่อกินไปสักพักขอแนะนำให้ลองใส่น้ำมันกระเทียมลงไปหน่อย จะได้รสชาติที่เปลี่ยนไปจากเดิม อร่อยต่อได้จนหมดชาม หรือจะสั่งเมนูที่มีข้าวกับชีสอย่างรีซอตโตมากินคู่กันก็อร่อยเด็ด!

นอกจากที่แคแนลซิตี้ ร้านนี้มียังมีอีกหลายสาขาในฟุกุโอกะ และพึ่งเปิดสาขาใหม่ ณ ใจกลางย่านไดเมียวกันไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนตุลาคมที่ย่านกินดื่มอย่างเทนจิน ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมง อร่อยกันได้ทั้งวันทั้งคืนเลย! 

แอบกระซิบอีกนิดว่าที่นี่มีการสุ่มแจกบัตรลดราคาราเมงจำนวนจำกัดให้ลูกค้าบางท่านด้วยแหละ ในช่วงเวลาที่ลูกค้าไม่เยอะมากถ้าบอกเจ้าของร้านว่าอ่านบทความนี้มาแล้วลองขอดูก็อาจได้รับเลยก็ได้นะคะ!

[19:30 น.] ชมวิวกลางคืนฟินๆ ณ ท่าเรือ Port of Hakata

ใครที่ยังมีแรงเหลือ และอยากเดินเล่นชมวิวเมืองฮากาตะยามค่ำคืน ขอแนะนำให้นั่งรถบัส Nishitetsu สาย 90 หรือ 99 (หากมาจากที่พักให้ขึ้นที่ป้าย Gion-machi) นั่งสุดสายมาลงที่ป้าย Hakata Futo แล้วเดินอีกสักนิดจะพบกับ "Bayside Place Hakata" ศูนย์รวมร้านค้าต่างๆ ทั้งร้านขายของฝาก ร้านอาหารแสนอร่อย ไปจนถึงตลาดที่รวมผักผลไม้สดใหม่ แถมใกล้ๆ ยังมีออนเซ็น Namiha no Yu ให้ไปแช่กันแบบฟินๆ !


※ภายในรถบัสมีประกาศภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น หากไม่คล่องจะนั่งแท็กซี่ไปก็ได้เช่นกันค่ะ

ใครอยากแชะภาพมุมเด็ดๆ แบบนี้ก็ขอให้เดินไปยังลานกว้างตรงข้าม Bayside Place ระหว่างทางจะได้ชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนริมท่าเรือฮากาตะ กับบรรยากาศแสงสลัวๆ แสนโรแมนติกตลอดทาง เป็นมุมสงบในตัวเมืองฮากาตะที่อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสค่ะ!

หลังเดินเล่นกันจนพอใจแล้วก็นั่งบัสสายเดิมกลับไปยังที่พักของเรา จบแพลนเที่ยววันที่ 1 ในจังหวัดฟุกุโอกะแล้ว เป็นอย่างไรบ้างคะ เริ่มอยากมาเที่ยวคิวชูกันแล้วหรือยัง!? 

สำหรับคืนนี้ก็รีบนอนพักผ่อนเอาแรงกันให้เต็มที่ เพราะพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวต่อกันที่จังหวัดโออิตะค่ะ!

 

▶ 【Day 2】บอกลาฟุกุโอกะ แล้วไปชิลล์กันต่อที่โออิตะ

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร