แผนเที่ยวเมืองนางาซากิ 2 วัน : จากศูนย์รวมวัฒนธรรมสู่เมืองแห่งสันติภาพ

แผนเที่ยวเมืองนางาซากิ 2 วัน : จากศูนย์รวมวัฒนธรรมสู่เมืองแห่งสันติภาพ

นางาซากิเป็นเมืองหลอมรวมวัฒนธรรมอันหลากหลาย มีอิทธิพลจากญี่ปุ่น จีน และตะวันตกซึมซับอยู่ในทุกแง่มุมของสังคมท้องถิ่น สำหรับแผนการเดินทางนี้ เราจะพาทุกคนไปชมไฮไลท์ของเมืองนางาซากิ ซึ่งโดดเด่นในญี่ปุ่นด้วยการผสมผสานทางประวัติศาสตร์จากทั้งตะวันออกและตะวันตก คุณจะได้เรียนรู้เรื่องโศกนาฏกรรมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สัมผัสกับสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่สะท้อนประวัติศาสตร์อันยาวนาน และติดตามประวัติของนางาซากิจากท่าเรือการค้าแห่งเดียวของญี่ปุ่นสู่สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

คืนเงินสูงสุด 100% ด้วยใบเสร็จเพียงใบเดียว สำหรับชาวต่างชาติที่พำนักในญี่ปุ่น มี ผู้ติดตามบนโซเชียล 1,000 คน ก็สามารถเข้าร่วมได้ ขึ้นไป

บทความนี้อาจมีลิงก์พาร์ทเนอร์ หากคุณทำการซื้อผ่านลิงก์พาร์ทเนอร์ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับคุณ

เกี่ยวกับจังหวัดนางาซากิ (Nagasaki)

นางาซากิ (Nagasaki) เป็นจังหวัดที่มีความตะวันตกมากที่สุดในภูมิภาคคิวชู (Kyushu) ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะหลักของประเทศญี่ปุ่น ที่นี่เป็นเหมือนหน้าต่างสู่ญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน และครั้งหนึ่งเคยเป็นท่าเรือระหว่างประเทศเพียงแห่งเดียวในช่วงที่ญี่ปุ่นปิดประเทศ (ค.ศ. 1641-1858) โดยรับพ่อค้าชาวดัตช์และชาวจีนเป็นหลัก ซึ่งวัฒนธรรมของพวกเขาได้ทิ้งร่องรอยที่ยั่งยืนไว้ในภูมิทัศน์และสังคมท้องถิ่น นอกจากนี้ นางาซากิยังเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศญี่ปุ่น โดยต้อนรับมิชชันนารี (สมาชิกองค์กรทางศาสนา) ชาวยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ศาสนาดังกล่าวได้ถูกระงับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ที่นี่จึงยังคงหลงเหลือกลิ่นอายของศูนย์ลางประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่น

ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ จังหวัดนางาซากิได้กลายเป็นผู้นำในการส่งเสริมสันติภาพของญี่ปุ่น หลังจากเคยประสบภัยพิบัติร้ายแรงจากการโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นี่มีอนุสรณ์สถานและสิ่งอำนวยความสะดวกหลายแห่งที่เล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมและเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สะท้อนถึงความสำคัญของสันติภาพ ทำให้นางาซากิเป็นจุดเรียนรู้ที่แตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปของญี่ปุ่น

วิธีการเดินทางสู่เมืองนางาซากิ

สถานีนางาซากิ (Nagasaki Station) เป็นประตูหลักสู่จังหวัดนี้โดยมีทั้งรถไฟท้องถิ่นและชิงคันเซ็นให้บริการ นอกจากนี้ จังหวัดนางาซากิก็ยังมีสนามบินนางาซากิ (Nagasaki Airport) ซึ่งรองรับเที่ยวบินทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ แต่สนามบินตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถบัสซึ่งต้องนั่งไปลงที่สถานี หากต้องการเดินทางจากโตเกียว (Tokyo) หรือภูมิภาคคันไซ (Kansai) การบินไปลงที่สนามบินนางาซากิก็ถือเป็นตัวเลือกที่สะดวก เนื่องจากจังหวัดนี้อยู่ห่างจากเกาะหลักฮอนชู (Honshu)  

สำหรับบทความนี้ เราจะเน้นแหล่งท่องเที่ยวภายในเมืองนางาซากิเป็นหลัก หากใครที่สนใจข้อมูลหรือไอเดียการท่องเที่ยวในจังหวัดนางาซากิล่ะก็สามารถเช็คได้จากบทความนี้เลย

วิธีการเดินทางสู่นางาซากิจากโตเกียว

การเดินทางโดยรถไฟ : จากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) นั่งชิงคันเซ็นไปยังสถานีฮากาตะ (Hakata Station) ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง และจากฮากาตะนั่งรถไฟสาย Relay Kamome Line ไปยังสถานีทาเคโอะออนเซ็น (Takeo-onsen Station) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งชิงคันเซ็นอีกสายและนั่งต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะถึงสถานีนางาซากิ

การเดินทางโดยเครื่องบิน : จากสนามบินฮาเนดะหรือสนามบินนาริตะนั่งไปลงสนามบินนางาซากิใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และจากสนามบินให้นั่งรถบัสต่อไปยังสถานีนางาซากิ (ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมงครึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของรถบัส)

วิธีการเดินทางสู่นางาซากิจากเกียวโต

การเดินทางโดยรถไฟ : จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) นั่งชิงคันเซ็นไปยังสถานีฮากาตะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง และจากฮากาตะนั่งรถไฟสาย Relay Kamome Line ไปยังสถานีทาเคโอะออนเซ็น (Takeo-onsen Station) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งชิงคันเซ็นอีกสายและนั่งต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะถึงสถานีนางาซากิ

การเดินทางโดยเครื่องบิน : จากสนามบินอิตามิใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หรือจากสนามบินคันไซใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และจากสนามบินให้นั่งรถบัสต่อไปยังสถานีนางาซากิ (ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมงครึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของรถบัส)

วิธีการเดินทางสู่นางาซากิจากโอซาก้า

การเดินทางโดยรถไฟ : จากสถานีชินโอซาก้า (Shin-osaka Station) นั่งชิงคันเซ็นไปยังสถานีฮากาตะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง และจากฮากาตะนั่งรถไฟสาย Relay Kamome Line ไปยังสถานีทาเคโอะออนเซ็น (Takeo-onsen Station) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งชิงคันเซ็นอีกสายและนั่งต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะถึงสถานีนางาซากิ

การเดินทางโดยเครื่องบิน : จากสนามบินอิตามิใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หรือจากสนามบินคันไซใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และจากสนามบินให้นั่งรถบัสต่อไปยังสถานีนางาซากิ (ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมงครึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของรถบัส)

วิธีการเดินทางสู่นางาซากิจากฟุกุโอกะ

การเดินทางโดยรถไฟ : จากสถานีฮากาตะเดินทางไปยังสถานีนางาซากิใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

การเดินทางโดยรถบัส : จากบัสเทอมินัลฮากาตะหรือบัสเทอมินัลที่สนามบินฟุกุโอกะให้นั่งรถบัส Kyushu Kyuko ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งก็จะถึงสถานีนางาซากิ

คืนเงินสูงสุด 100% ด้วยใบเสร็จเพียงใบเดียว สำหรับชาวต่างชาติที่พำนักในญี่ปุ่น มี ผู้ติดตามบนโซเชียล 1,000 คน ก็สามารถเข้าร่วมได้ ขึ้นไป

ตารางการเดินทางเที่ยวนางาซากิวันที่ 1 – สัมผัสกับการผสมผสานของวัฒนธรรมนานาชาติ

สวนโกลเวอร์ (Glover Garden)

การเดินทาง: จากสถานีนางาซากินั่งรถบัสประมาณ 30 นาที หรือขับรถประมาณ 10 นาที

บนเนินเขาที่มองเห็นท่าเรือนางาซากิ ตั้งอยู่บ้านพักเก่าของนักการค้าชาวสกอตแลนด์ โธมัส โกลเวอร์ (Thomas Glover) ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1863 และปัจจุบันถือเป็นอาคารสไตล์ตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงอยู่ในญี่ปุ่น บ้านพักนี้ สวน และอาคารสไตล์ตะวันตกประวัติศาสตร์หลายหลังที่ถูกย้ายมาที่บริเวณนี้ ถูกเรียกรวมกันว่า ‘สวนโกลเวอร์’ (Glover Garden) สร้างเป็นย่านเล็ก ๆ ที่มีเอกลักษณ์และตัดกับทิวทัศน์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิมอย่างชัดเจน

สวนดอกไม้ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน ดอกไม้หลากสีถูกจัดเรียงอย่างประณีตตามสไตล์สวนตะวันตก พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยต้นไม้และพุ่มไม้เขียวขจี อีกทั้ง ยังมีมุมที่สามารถชมวิวพาโนรามาของทิวทัศน์โดยรอบได้อีกด้วย บ้านเก่าโกลเวอร์ (The Former Glover House) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในฐานะส่วนหนึ่งของ ‘Sites of Japan's Meiji Industrial Revolution: Iron and Steel, Shipbuilding and Coal Mining’ พร้อมอาคารอื่น ๆ อีกหลายหลัง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ ทำให้ไม่ว่าใครก็สามารถเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวต่างชาติที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่เมื่อ 150 ปีก่อนได้

Klook.com

โบสถ์คาทอลิกโออุระ (Oura Cathedral)

การเดินทาง: จากสวนโกลเวอร์เดินประมาณ 5 นาที

โบสถ์คาทอลิกโออุระเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมทางศาสนาที่มีชื่อเสียงที่สุดในนางาซากิ สร้างขึ้นในปี 1859 และเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาวคริสต์ในจังหวัดมาโดยตลอด โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ชาวคาทอลิก 26 คนที่ถูกประหารในนางาซากิช่วงปลายศตวรรษที่ 16 และได้รับการประกาศเป็นนักบุญในปี 1862 ในขณะที่เริ่มแรกทำหน้าที่เป็นโบสถ์สำหรับชาวต่างชาติที่มานมัสการศาสนา แต่ต่อมาก็กลายเป็นที่หลบภัยของคริสต์ผู้ซ่อนเร้นในภูมิภาค ซึ่งเริ่มปรากฏตัวอีกครั้งในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 หลังจากต้องซ่อนศรัทธามาหลายศตวรรษ โดยเผยความเชื่อต่อบาทหลวงที่โบสถ์แห่งนี้

ด้านหน้าอาคารของโบสถ์คาทอลิกโออุระในปัจจุบันเสร็จสมบูรณ์ในปี 1879 หลังจากได้รับการปรับปรุงเพื่อรองรับจำนวนผู้เข้าร่วมพิธีที่เพิ่มขึ้น จึงกล่าวได้ว่าที่นี่ถือเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น อาคารแห่งนี้สะท้อนสถาปัตยกรรมอันสง่างามพร้อมด้วยการตกแต่งแบบคลาสสิก รวมถึงกระจกสีอันสวยงาม ยิ่งไปกว่านั้น โบสถ์แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติในปี 1953 และได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี 2018 ในฐานะส่วนหนึ่งของ ‘Hidden Christian Sites in the Nagasaki Region’ อีกด้วย

นางาซากิ ชินจิ ไชน่าทาวน์ (Nagasaki Shinchi Chinatown)

การเดินทาง: จากโบสถ์คาทอลิกโออุระเดินประมาณ 15 นาที

แม้ว่าญี่ปุ่นจะอยู่ในช่วงปิดประเทศก็ตาม แต่การค้ากับจีนกลับรุ่งเรืองในสมัยเอโดะ (ค.ศ.1603–1868) ทำให้มีทั้งพ่อค้าและผู้อพยพชาวจีนจำนวนมากต้องการที่พักอาศัย และเนื่องจากในขณะนั้นชาวจีนไม่ได้เผชิญข้อจำกัดที่เข้มงวดเท่าชาวยุโรป นางาซากิจึงมีประชากรชาวจีนว่ากันว่าเคยมีมากถึงราว 10,000 คนเลยทีเดียว พื้นที่ที่เป็นไชน่าทาวน์ในปัจจุบันเดิมเคยใช้เป็นท่าจอดเรือของชาวจีน แต่คลังสินค้าและชุมชนเดิมถูกทิ้งร้างหลังการปฏิรูปเมจิในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อมาชาวจีนในท้องถิ่นได้ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ จนกลายเป็นหนึ่งในไชน่าทาวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุด 3 แห่งของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

ประตูขนาดใหญ่ทั้งสี่ที่ตั้งอยู่ทางเข้าไชน่าทาวน์ทั้งทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก สร้างขึ้นโดยช่างฝีมือชาวจีนจากวัสดุที่นำเข้าจากเมืองฝูโจว เมื่อเดินผ่านประตูอันยิ่งใหญ่เหล่านี้เข้าไป จะพบกับถนนที่คึกคัก เต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านค้ามากมาย ย่านนี้รายล้อมไปด้วยอาคารและการตกแต่งสไตล์จีน จนแทบลืมไปว่ากำลังอยู่ในประเทศญี่ปุ่น

รับประทานอาหารกลางวันที่ไชน่าทาวน์

ที่ไชน่าทาวน์มีร้านอาหารอร่อยมากมายให้เลือกสรร หากมาเยือนแล้วไม่ได้แวะลิ้มลองสักมื้อก็คงน่าเสียดาย ย่านนี้มีทั้งร้านอาหารแบบนั่งทานและร้านสตรีทฟู้ดที่ขายของกินแบบถือทานได้ระหว่างเดินเที่ยว ให้คุณเลือกได้ตามสไตล์การท่องเที่ยวของตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีเมนูขึ้นชื่อหลายอย่างที่เกิดจากการผสมผสานวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของนางาซากิให้ได้ลองอีกด้วย

หนึ่งในเมนูท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ‘จัมปงนางาซากิ’ เชื่อกันว่าถูกคิดค้นโดยเชฟชาวจีนในท้องถิ่นช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อาหารจานเส้นจานนี้มีน้ำซุปเข้มข้นที่เคี่ยวจากกระดูกไก่และหมู เสิร์ฟพร้อมเครื่องแน่น ๆ ทั้งผักและอาหารทะเล อีกหนึ่งเมนูเส้นยอดนิยมของนางาซากิคือ ‘ซาระอุด้ง’ ซึ่งราดด้วยซอสข้นที่อัดแน่นด้วยอาหารทะเลและผัก โดยสามารถเลือกเส้นแบบนุ่มหรือเส้นกรอบได้ ทั้งสองเมนูนี้สามารถหาทานได้ตามร้านอาหารมากมายในย่านไชน่าทาวน์

เดจิมะ (Dejima)

การเดินทาง: จากนางาซากิ ชินจิ ไชน่าทาวน์เดินประมาณ 10 นาที

เดจิมะเป็นเกาะเทียมที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1636 เพื่อจำกัดพื้นที่อยู่อาศัยของชาวโปรตุเกสในนางาซากิ หากแต่ในเวลาไม่กี่ปีต่อมาชาวโปรตุเกสได้ถูกขับไล่ออกจากญี่ปุ่น ทำให้เกาะแห่งนี้ว่างเปล่าอยู่ช่วงหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ชาวดัตช์ซึ่งนับถือนิกายโปรเตสแตนต์ยังคงได้รับอนุญาตให้ค้าขายกับญี่ปุ่นได้บริเวณเกาะฮิราโดะซึ่งเป็นเกาะรอบนอกของนางาซากิ ภายหลังในปีค.ศ. 1641 พวกเขาได้รับคำสั่งให้ย้ายไปที่เกาะเดจิมะ แม้ว่าชาวดัตซ์จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในญี่ปุ่น แต่พวกเขาก็ยังคงเผชิญข้อจำกัดอย่างเข้มงวด และถูกจำกัดให้อยู่เฉพาะบนเกาะโดยมีผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น

จากเดิมที่เดจิมะเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่เพียงสะพานเดียว ปัจจุบันได้ถูกรวมเข้ากับตัวเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ อาคารต่าง ๆ ของที่นี่สะท้อนการผสมผสานอันเป็นเอกลักษณ์ระหว่างสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นและตะวันตก โดยหลายแห่งได้รับการบูรณะหรือสร้างขึ้นใหม่เพื่อคงความงดงามของรูปแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีบางอาคารที่เปิดให้เข้าชม เช่น บ้านพักหัวหน้าสถานีการค้าชาวดัตช์ ซึ่งโดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์ตะวันตกอันหรูหราและแม้แต่วอลเปเปอร์ตัดกับพื้นเสื่อทาทามิแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมอย่างลงตัว

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนางาซากิ (Nagasaki Museum of History and Culture)

การเดินทาง: จากเดจิมะเดินประมาณ 20 นาที

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนางาซากินำเสนอนิทรรศการที่ให้ทั้งความรู้ และมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การค้าและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันน่าหลงใหลของภูมิภาคนี้ เพื่อสะท้อนบทบาทสำคัญของนางาซากิในฐานะประตูสู่ญี่ปุ่นในอดีต ที่นี่เป็นนิทรรศการถาวรถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน ได้แก่ "โซนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม" และ "โซนหน่วยงานรัฐบาลญี่ปุ่นแห่งนางาซากิ" โดยโซนแรกจะเน้นเรื่องราวการค้าระหว่างประเทศของนางาซากิตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา

ส่วนอีกโซนหนึ่งนำเสนอประวัติความเป็นมาของพื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ โดยเดิมเคยเป็นที่ตั้งของสำนักงานผู้ว่าการนางาซากิ (Tateyama Office) ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุและเอกสารต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงประวัติและหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าว อีกทั้งยังมีการจำลองห้องต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้เข้าชมจินตนาการถึงบรรยากาศของสถานที่ราชการในอดีต รวมถึงห้องทำงานของผู้ว่าการที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ด้วย เพื่อประสบการณ์ที่สมจริงยิ่งขึ้น ทุกวันอาทิตย์ทางพิพิธภัณฑ์ยังมีการแสดงสั้นจำลองฉากการไต่สวนในศาลสมัยเอโดะอีกด้วย

ศาลเจ้าสุวะ (Suwa Shrine)

การเดินทาง: จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนางาซากิเดินประมาณ 10 นาที

ศาลเจ้าสุวะเป็นเครื่องเตือนใจถึงประวัติศาสตร์ทางศาสนาที่ปั่นป่วนของจังหวัดนางาซากิ เนื่องจากถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงเวลาที่วัดและศาลเจ้าหลายแห่งในภูมิภาคนี้ถูกทำลายควบคู่ไปกับการกดขี่และปราบปรามศาสนาคริสต์ ประวัติศาสตร์ของศาลเจ้าในปัจจุบันย้อนกลับไปถึงปี ค.ศ.1625 ซึ่งในขณะนั้นศาลเจ้าเป็นตัวแทนทางศาสนาของท้องถิ่นและทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง สะท้อนท่าทีของรัฐบาลต่อการต่อต้านศาสนาคริสต์ หลังจากเกิดเพลิงไหม้ทำลายศาลเจ้าส่วนใหญ่ในปี ค.ศ.1857 ศาลเจ้าจึงถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ.1869 และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมในปี ค.ศ.1984 และ ค.ศ.1994 จนกลายเป็นสภาพปัจจุบัน

แม้ว่านางาซากิจะเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเรื่องอิทธิพลจากต่างประเทศที่เห็นได้ทั่วเมือง แต่ศาลเจ้าแห่งนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์อันสง่างามของศาสนาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิม บริเวณกว้างของศาลเจ้ามีอาคารไม้ที่น่าประทับใจหลายหลัง รวมถึงอาคารหลักอันยิ่งใหญ่ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสง่างามและการตกแต่งด้วยสีทอง นอกจากตัวอาคารแล้ว บริเวณโดยรอบยังเต็มไปด้วยธรรมชาติสวยงามที่โอบล้อมศาลเจ้า สร้างบรรยากาศสงบสุข รวมถึงต้นซากุระสายสะบัดน้ำตาที่จะเบ่งบานตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม

รับประทานอาหารเย็นที่นางาซากิ ชิปโปคุ ฮามาคัตสึ (Nagasaki Shippoku Hamakatsu)

การเดินทาง: จากศาลเจ้าสุวะเดินประมาณ 20 นาทีหรือนั่งแท็กซี่ประมาณ 10 นาที 

“ชิปโปคุเรียวริ (Shippoku-ryori)” เป็นอาหารที่ผสมผสานระหว่างญี่ปุ่น จีน และดัตช์ สะท้อนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของนางาซากิ แม้ว่าที่มาที่แน่นอนยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าถูกคิดค้นโดยชาวจีนท้องถิ่นในสมัยเอโดะ โดยมีทฤษฎีหนึ่งเสนอว่ามีรากมาจาก ‘โชจินเรียวริ’ (อาหารแบบพุทธ) อาหารจานนี้จะจัดเรียงหลายเมนูรอบโต๊ะและทานแบบครอบครัว

ร้านนางาซากิ ชิปโปคุ ฮามาคัตสึให้บริการอาหารแบบคอร์สชิปโปคุที่น่าลิ้มลอง แสดงรสชาติหลากหลายที่สะท้อนรากวัฒนธรรมผสมผสาน ตั้งแต่เมนูยอดนิยมอย่างหมูตุ๋น ไปจนถึงอาหารตามฤดูกาลที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ทุกจานจัดเรียงอย่างประณีต จึงเป็นทั้งมื้ออร่อยสำหรับลิ้นและเพลิดเพลินตาสำหรับสายตา บรรยากาศภายในร้านแบบดั้งเดิมพร้อมโต๊ะสีแดงยังช่วยเติมเต็มประสบการณ์มื้ออาหารที่สะท้อนเสน่ห์ของนางาซากิ

พักแรมกันที่โรงแรมนิว นางาซากิ (Hotel New Nagasaki)

การเดินทาง: จากนางาซากิ ชิปโปคุ ฮามาคัตสึเดินประมาณ 20 นาทีหรือนั่งแท็กซี่ประมาณ 10 นาที 

โรงแรมนิว นางาซากิตั้งอยู่ใกล้กับสถานีนางาซากิ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อให้ผู้เข้าพักมีความสุขและสะดวกสบาย โรงแรมมีทั้งห้องพักสไตล์ตะวันตก สไตล์ญี่ปุ่น รวมถึงห้องพักที่ผสมผสานทั้งสองสไตล์ โดยมีอุปกรณ์และของใช้พื้นฐานครบครัน ห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นและสไตล์ญี่ปุ่นผสมผสานตะวันตกมาพร้อมพื้นเสื่อทาทามิ สร้างบรรยากาศคลาสสิกที่เน้นความงดงามแบบดั้งเดิม

คืนเงินสูงสุด 100% ด้วยใบเสร็จเพียงใบเดียว สำหรับชาวต่างชาติที่พำนักในญี่ปุ่น มี ผู้ติดตามบนโซเชียล 1,000 คน ก็สามารถเข้าร่วมได้ ขึ้นไป

ตารางการเดินทางเที่ยวนางาซากิวันที่ 2 – รำลึกโศกนาฏกรรมสงคราม และตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพ

Klook.com

ศาลเจ้าซันโนะ (Sanno Shrine)

การเดินทาง: จากโรงแรมนิว นางาซากินั่งรถบัสประมาณ 15 นาที

ย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 17 ศาลเจ้าซันโนะได้ย้ายมาอยู่ในทำเลปัจจุบันตั้งแต่ปี ค.ศ.1652 ตั้งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางระเบิดปรมาณูที่ทำลายนางาซากิเมื่อเวลา 11:02 น. วันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1945 ประมาณ 800 เมตร ศาลเจ้าถูกทำลายพร้อมกับเมืองเกือบทั้งหมด สิ่งที่รอดมาได้มีเพียงทางเดินของศาลเจ้าและเสาโทริอิครึ่งหนึ่งที่ยังคงตั้งอยู่บนเสาเดียว

แม้อาคารหลายหลังของศาลเจ้าจะถูกสร้างขึ้นใหม่หลังสงคราม แต่เสาโทริอิยังคงตั้งอยู่บนเสาเดียวเดิม ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจอย่างทรงพลังถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเมืองและผลลัพธ์จริงที่ตามมา การเดินไปยังอาคารหลักของศาลเจ้าจะพาผู้เข้าชมผ่านเสาโทริอิและอนุสรณ์สถานอื่น ๆ ที่สะท้อนความเสียหายและรกร้างของสงคราม ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่สงบที่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติ ซึ่งช่วยเยียวยาจิตใจและให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างชัดเจนกับความพินาศที่เพิ่งผ่านไป นอกจากนี้ ศาลเจ้ายังเป็นที่ตั้งของต้นการบูรโบราณหลายร้อยปีที่รอดชีวิตจากระเบิดได้อย่างอัศจรรย์ ซึ่งปัจจุบันได้เติบโตผลิใบใหม่อีกครั้งและกลายเป็นสัญลักษณ์ล้ำค่าของความอดทน การฟื้นฟู และสันติภาพของที่นี่

พิพิธภัณฑ์ปรมาณูนางาซากิ (Nagasaki Atomic Bomb Museum)

การเดินทาง: จากศาลเจ้าซันโนะเดินประมาณ 15 นาที

พิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ เป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์โจมตีเมืองนางาซากิในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และผลกระทบที่ตามมา นิทรรศการในพิพิธภัณฑ์จัดเรียงเหตุการณ์อย่างเข้าใจง่าย เริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดระเบิด จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังนำเสนอประวัติศาสตร์และพัฒนาการของอาวุธนิวเคลียร์ และเน้นย้ำความสำคัญของสันติภาพ

นิทรรศการประกอบด้วยภาพถ่าย คำให้การจากผู้รอดชีวิต การจำลองสถานการณ์ ตลอดจนโครงสร้างและโบราณวัตถุที่รอดพ้นจากระเบิด ทำให้ผู้เข้าชมได้เห็นผลกระทบอันรุนแรงของอาวุธนิวเคลียร์ด้วยตนเอง หลายชิ้นเป็นของใช้ส่วนตัวของผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจอันล้ำค่าเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมของสงคราม พิพิธภัณฑ์นำเสนอข้อมูลอันสะเทือนใจเหล่านี้อย่างเข้าถึงง่ายและให้เกียรติผู้ประสบภัย จึงเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดสำหรับบทเรียนชีวิตที่สามารถนำไปใช้ได้ข้ามพรมแดนและรุ่นต่อรุ่น

รับประทานอาหารกลางวันที่คาเฟ่พีช (Peace Cafe)

การเดินทาง: อยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ

พีชคาเฟ่ตั้งอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ เหมาะสำหรับใครที่ต้องการความสะดวกสบาย ที่นี่เป็นจุดพักผ่อนเหมาะสำหรับดื่มกาแฟสักแก้วหรือทานมื้อกลางวันแบบง่าย ๆ ภายในตกแต่งโทนอุ่นและสว่างด้วยแสงธรรมชาติ สร้างบรรยากาศอบอุ่นให้ผู้มาเยือนผ่อนคลายและนึกถึงนิทรรศการ เมนูมีทั้งเครื่องดื่มยอดนิยม เช่น กาแฟ ลาเต้ และน้ำอัดลม ของหวานมีวาฟเฟิล ขนมคาสเทลลาของนางาซากิ และอื่น ๆ ส่วนอาหารจานหลักมีแกงกะหรี่เนื้อ ลาโกโมโก้ สเต็กแฮมเบิร์ก และเมนูอร่อยอีกมากมายให้ลิ้มลอง

สวนสาธารณะไฮโปเซ็นเตอร์ (Hypocenter Park)

การเดินทาง: จากพิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิเดินประมาณ 6 นาที

สวนสาธารณะแห่งนี้ตั้งอยู่ ณ จุดที่ระเบิดปรมาณูระเบิดขึ้นเหนือเมืองในเช้าวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1945 ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมอันร้ายแรง ในเวลาไม่นานหลังจากระเบิด พื้นที่รัศมี 2.5 กิโลเมตรรอบ ๆ ถูกทำลาย และส่วนใหญ่ของเมืองก็เสียหายไปด้วย มีการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อระบุจุดที่แน่นอน และวงแหวนที่แผ่ขยายออกมาจากอนุสาวรีย์สร้างภาพที่ทรงพลัง สะท้อนถึงผลกระทบอย่างมหาศาลของระเบิด

แรงระเบิดทำลายพืชพรรณรอบจุดศูนย์กลาง และเคยเชื่อว่าพื้นที่จะว่างเปล่าเป็นเวลาหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม เพียงเดือนเดียวหลังเหตุการณ์ มีพืชประมาณ 30 ชนิดเริ่มเติบโต และพื้นที่นี้ปัจจุบันเต็มไปด้วยความเขียวขจี กลายเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต ความอดทน และการฟื้นฟู นอกจากนี้ ยังมีต้นซากุระประมาณ 500 ต้นรอบสวน ที่จะผลิดอกสีชมพูอ่อนสวยงามในฤดูใบไม้ผลิ

สวนสันติภาพนางาซากิ (Nagasaki Peace Park)

การเดินทาง: จากสวนสาธารณะไฮโปเซ็นเตอร์เดินประมาณ 5 นาที

สวนสันติภาพนางาซากิสร้างขึ้นบนเนินเล็ก ๆ เพื่ออธิษฐานขอสันติภาพและหวังว่าเหตุสงครามและโศกนาฏกรรมเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ไฮไลท์สำคัญของสวนคือรูปปั้นสูง 9.7 เมตรในท่านั่ง แขนทั้งสองข้างแผ่กว้าง ออกแบบโดยประติมากรชาวนางาซากิ ไคตะมุระ เซโบ (Seibou Kitamura) มือขวาชี้ขึ้นฟ้า แสดงถึงภัยคุกคามของอาวุธปรมาณู มือซ้ายยกขนานกับพื้น หมายถึงความหวังสันติภาพ และดวงตาปิดเป็นสัญลักษณ์การสวดอุทิศให้กับผู้เสียชีวิตจากระเบิด

บริเวณสวนยังมีน้ำพุขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่ออธิษฐานให้ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตหลังระเบิด ผู้ที่กำลังค้นหาน้ำและร้องขอน้ำ รวมถึงเพื่อสันติภาพโลกและการยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ ที่ด้านหน้าของน้ำพุมีอนุสาวรีย์จารึกจดหมายจากเด็กหญิงคนหนึ่ง เล่าถึงความสิ้นหวังในการหาน้ำ ซึ่งสะท้อนความโหดร้ายที่ผู้ประสบภัยต้องเผชิญ ในวันที่ 9 สิงหาคมของทุกปีจะมีพิธีจัดขึ้นด้านหน้ารูปปั้นเพื่อรำลึกโศกนาฏกรรมและอธิษฐานขอสันติภาพของโลก

สวนอินาซายามะ (Inasayama Park)

การเดินทาง: จากสวนสันติภาพนางาซากินั่งรถยนต์ประมาณ 15 นาที หรือนั่งรถบัสประมาณ 30 นาที (ต้องต่อรถ) 

หลังจากใช้เวลาทั้งวันรำลึกถึงโศกนาฏกรรมสงครามและตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพมาทั้งวันแล้ว เราขอเปลี่ยนบรรยากาศด้วย "สวนอิเนะซายามะ" กันดีกว่า สวนแห่งนี้ตั้งอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 300 เมตร เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมในการรวบรวมความคิดและรู้สึกซาบซึ้งต่อโลกและชีวิตที่เราได้รับ จุดเด่นของสวนแห่งนี้มีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพเมืองนางาซากิและท้องทะเลแบบพาโนรามา ในวันที่อากาศแจ่มใสยังสามารถมองเห็นหมู่เกาะโกโต (Goto Islands) และภูเขาอุนเซ็น (Mt. Unzen) ได้จากระยะไกลอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ทิวทัศน์ในยามค่ำคืนของที่นี่งดงามเป็นอย่างมากจนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามวิวกลางคืนที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น เมืองที่ส่องประกายกระจายตัวออกไปเบื้องหน้า ถูกปกป้องโดยแนวภูเขาในระยะไกล สร้างภาพมหัศจรรย์ที่ทำให้ผู้ชมหลงใหลได้ง่าย สวนแห่งนี้ยังมีต้นอาซาเลียราว 80,000 ต้น หากมาตรงกับช่วงดอกไม้บานเต็มที่จะมีการจัดงานเทศกาลอาซาเลีย (Azalea Festival) ที่เราสามารถชมวิวและดอกไม้บานสะพรั่งด้วยสีชมพู ม่วง แดง และขาวในฤดูใบไม้ผลิเป็นฉากหลังอันสมบูรณ์แบบ

Klook.com

สัมผัสประสบการณ์มากกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปในนางาซากิ

ประวัติศาสตร์อันน่าหลงใหลและมีเอกลักษณ์ของนางาซากิทำให้เมืองนี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดท่องเที่ยวธรรมดา ๆ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ละมุมของเมืองเต็มไปด้วยเรื่องราวและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างละเอียด พร้อมกับเหตุการณ์สำคัญที่ไม่เหมือนใคร ทุกเส้นทางและสถานที่ล้วนมอบโอกาสเรียนรู้ที่น่าจดจำ ทำให้การท่องเที่ยวเต็มไปด้วยประสบการณ์อันทรงคุณค่า ที่จะยังคงอยู่ในความทรงจำของคุณหลังจากทริปนี้ไปนาน นอกจากนี้ จังหวัดนางาซากิยังมีสถานที่น่าสนใจมากมายนอกจากในเมือง หากคุณสนใจสำรวจพื้นที่อื่น ๆ ของจังหวัดล่ะก็ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้เลย!

มนต์เสน่ห์คิวชู
เช่ารถได้ในราคาที่คุณต้องการ รถเช่า หากคุณต้องการเช่ารถในญี่ปุ่น ต้องที่นี่เลย! ดูข้อมูลเพิ่มเติม

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ช้อปปิ้งญี่ปุ่นแบบประหยัดสุดคุ้ม! ดูคูปองส่วนลดที่นี่เลย

เกี่ยวกับนักเขียน

Kim S.
Kim S.
เกิดและโตในอเมริกา ปัจจุบันทำงานอยู่ในละแวกโตเกียว ชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมเป็นพิเศษ มักเดินทางไปสถานที่ลับๆ หรือย่านเงียบสงบทั่วญี่ปุ่นเพื่อตามหาบรรยากาศท้องถิ่นหรือย้อนยุคที่ทำให้รู้สึกได้ย้อนเวลาไปในอดีต นอกจากนี้ยังชอบออกตามหาสถานที่พิเศษๆ ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและร้านกาแฟอร่อยๆ ทั่ว 47 จังหวัดของญี่ปุ่น