ตะลุยฮาราจูกุ! ชิมเครป ขนม อาหารน่ารักๆ และ Street Food เพียบ!

ฮาราจูกุเป็นย่านที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมแห่งความน่ารักสดใสที่แปลกใหม่ของญี่ปุ่น เต็มไปด้วยข้าวของต่างๆ และอาหารสุดน่ารักสีสันสดใส ฮาราจูกุจึงเต็มไปด้วยร้านเครปจำนวนมาก ร้านอาหารที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ และของอร่อยอีกเยอะแยะมากมาย มาดูกันว่าร้านอาหารอินเทรนด์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาที่ฮาราจุกุนี้ มีที่ไหนกันบ้าง!

ฮาราจูกุ / โอโมเตะซันโด / อาโอยาม่า

อาหารการกิน

ZAKUZAKU ครีมพัฟฟ์กรอบๆ ร้อนๆ สอดไส้คัสตาร์ด

ร้านครีมพัฟฟ์ CROQUANT CHOU ZAKUZAKU จากฮอกไกโดตั้งอยู่ยังใจกลางของถนนทาเคชิตะ ทางร้านจะใช้นมคุณภาพสูง รีดจากวัวที่เลี้ยงโดยปราศจากความเครียดในฮอกไกโด ลูกจึงค้าสามารถวางใจในคุณภาพชั้นเลิศของวัตถุดิบได้ Croquant Chou (ราคา 250 เยน 4 ชิ้น 980 เยน) ครีมพัฟฟ์แท่งยาวอบสดใหม่สอดไส้ครีมคัสตาร์ดสดตัวนี้เป็นสินค้าขึ้นชื่อของทางร้าน ตัวแป้งจะกรอบมาก (เป็นที่มาของชื่อ ZAKUZAKU ซึ่งเป็นคำพูดเพื่ออธิบายถึงเสียงกรุบกรอบเวลากินในภาษาญี่ปุ่น) เคลือบด้วยอัลมอนด์อบคลุกน้ำตาลและไข่ขาว

หากคุณกำลังมองหาของหวานเย็นๆ ทางร้านก็มีไอศกรีม (ราคา 450 เยน) ทั้งแบบถ้วยและโคนขายด้วยเช่นกัน โดยจะท็อปปิ้งด้วยอัลมอนด์คลุกน้ำตาลที่ใช้ใน Croquant Chou คุณจึงสามารถลิ้มรสชาติของครีมพัฟฟ์ได้จากเมนูนี้เช่นกัน ลองทั้งสองอย่างแล้วเอาครีมพัฟฟ์จิ้มไอศกรีมดูก็น่าสนใจไม่เบาเลยเหมือนกันนะ

ถือสายไหมยักษ์สีรุ้งในฝัน

ฮาราจูกุเป็นที่รู้จักกันว่าโดดเด่นในเรื่องของความน่ารักและสีสันที่สดใส สายไหมยักษ์สีรุ้งจาก Totti Candy Factory เลยเข้ากันได้เป็นอย่างดี! และก็แน่นอนว่าสายไหมสีพาสเทลก้อนใหญ่นี้ต้องเป็นสินค้าขายดีที่สุดของทางร้านด้วย สายไหมก้อนใหญ่ที่สุดที่ทำพิเศษสำหรับฮาราจูกุมีชื่อว่า Harajuku Rainbow มี 5 สี คือ สีม่วง สีฟ้า สีเขียว สีส้มและสีแดงในก้อนเดียว (900 เยน) คุณสามารถดูพนักงานทำสายไหมได้แบบสดๆ เลยด้วย แต่ถ้าคิดว่ามันใหญ่ไป กลัวจะกินไม่หมด ทางร้านก็มีขนาดเล็กกว่า (600 เยน) ที่มีเพียง 3 สีไว้เป็นตัวเลือกสำหรับคุณ

บางครั้งทางร้านก็ยังทำสายไหมเป็นตัวการ์ตูนน่ารักๆ ด้วย แต่ละสีจะมีรสชาติต่างกันไป สีแดงเป็นรสสตรอว์เบอร์รี สีเหลืองเป็นรสมะนาว สีเขียวเป็นรสเมล่อน สีฟ้าเป็นรสไซเดอร์ สีม่วงเป็นรสองุ่น และสีขาวเป็นรสธรรมดา นอกจากนี้ ที่ร้านยังมีสายไหมที่ใส่ไว้ในถังพลาสติกให้คุณหิ้วกลับไปกินที่โรงแรมแบบเพลินๆ ขายด้วย

นอกเหนือจากสายไหมแล้ว ทางร้านก็มีลูกอม ช็อกโกแลต และเค้กป๊อปน่ารักๆ ขายด้วย แวะมาลองชิมดูสักครั้งก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะ

หรือไปลองสายไหมสีรุ้งที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่นดี!

LONG! LONGER!! LONGEST!!! (ยาว! ยาวกว่า!! ยาวที่สุด!!!) เป็นร้านที่บริหารโดยบริษัทเดียวกับร้าน Totti Candy Factory โดยร้านนี้จะขายอาหารที่มีขนาดยาวตามชื่อเลย นอกเหนือจากสายไหมแล้ว ก็ยังมีมันฝรั่งทอร์นาโด ไอศกรีมและชูโรสที่มีให้เลือกด้วยกัน 3 ขนาด ขึ้นอยู่กับว่าคุณกินได้มากแค่ไหน สำหรับขนาดยาวมีตั้งแต่ 32-40 ซม. ไปจนถึง 52-60 ซม. ซึ่งนี่ก็เป็นความสนุกสนานไปกับอาหารสุด "แปลกประหลาด" อีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถหาได้ในย่านฮาราจุกุแห่งนี้!

ยังคงอยู่กับธีมสายรุ้งด้วยชีสย่างและขนมสายรุ้งอื่นๆ

คุณจะหยุดอยู่ที่สายไหมสีรุ้งไปทำไม ในเมื่อคุณสามารถกินชีสย่างสีรุ้งได้ด้วย ร้าน Le Shine เป็นร้านอาหารสีรุ้งที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงที่เทรนด์อาหารสีรุ้งเป็นกระแสในประเทศเกาหลีเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดย Rainbow Cheese Sandwich (ราคา 1,080 เยน) ของทางร้านจะใช้มอสซาเรลลาชีสจากประเทศเยอรมัน และที่ตัวแซนด์วิชจะมีรอยหั่นตรงกลางไว้ให้คุณได้ยืดแซนด์วิชออกจากกันจนเห็นชีสสีรุ้งอันสดใส!

Rainbow Ice Cream (810 เยน) ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูขายดีของทางร้าน มีทั้งหมด 5 สี โดยสีชมพูจะเป็นไอศกรีม และอีก 4 สีที่เหลือจะเป็นวิปครีมที่ซ้อนกันอยู่บนไอศกรีม! เมนูอื่นที่คุณอาจจะอยากลองก็คือ Rainbow Cheese Hot Dog (ราคา 950 เยน) คอร์นดอกเคลือบน้ำตาลสอดไส้ชีสเหลวๆ อีกหนึ่งสตรีทฟู้ของเกาหลีที่กำลังเป็นกระแสมาแรงในญี่ปุ่น แต่ทางร้านได้ทำการปรับเปลี่ยนใหม่ให้เป็นสอดไส้ชีสสีรุ้งและราดด้วยซอสสีรุ้แทน

ที่ฮิตตามชีสสายรุ้งย่างมาติดๆ คือร้านเปิดใหม่สีสันสดใสสุดๆ ชื่อ Rainbow Sweets Harajuku ที่มีสีสันจัดจ้านเหมาะกับการถ่ายภาพลงอินสตาแกรมเป็นอย่างมาก แถมยังบริหารโดยบริษัทเดียวกันกับร้าน Totti Candy Factory และ Long! Longer!! Longest!!! อีกด้วย ทางเข้าร้านถูกออกแบบด้วยกำแพงกระจกที่ตกแต่งเป็นลายเส้นสีรุ้ง และมีพื้นไฟ LED ไล่สีรุ้งบนพื้นนำทางคุณเข้าไปในร้าน คุณสามารถซื้อ Rainbow Cheese Sand (ราคา 700 เยน) Rainbow Roll Ice (ราคา 950 เยน) Rainbow Frozen (ราคา 700 เยน) Rainbow Soft Cream (ราคา 700 เยน) Heart Rainbow Cotton Candy (ราคา 800 เยน) และแม้กระทั่ง Rainbow Cotton Candy (ราคา 900 เยน) จากร้าน Totti Candy Factory ที่ตั้งอยู่ชั้นบนได้ที่ร้านนี้!

Customize ไอศกรีมม้วนด้วยตัวเอง

ไอศกรีมม้วนมีต้นกำเนิดในประเทศไทยและได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังประเทศอเมริกา และเกิดเป็นความนิมอย่างฉุดไม่อยู่ในเมืองใหญ่ เช่น นิวยอร์ก ไอศกรีมม้วนนี้ทำโดยการราดครีมที่มีนมเป็นวัตถุดิบหลักลงบนกระทะเย็น แล้วม้วนจากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งด้วยไม้พาย เป็นไอศกรีมที่มีเอกลักษณ์และน่าดึงดูดจนทำให้คุณต้องถ่ายภาพหรือวีดีโอในการทำไอศกรีมนี้เลยทีเดียว! ฮาราจูกุเป็นสาขาหลักของ Roll Ice Cream Factory ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่มีผู้คนจำนวนมากยืนรอที่หน้าร้านก่อนการเปิดร้านในวันแรกหลายชั่วโมงเพื่อที่จะได้ลิ้มลองไอศกรีมนี้

ขั้นตอนการสั่งไอศกรีมนี้ก็คือ จะต้องเลือกรสชาติหลักของไอศกรีมก่อน (รสช็อกโกแลต รสชาเขียวมัทฉะ รสวนิลา หรือรสสตรอว์เบอร์รี) จากนั้นจึงเลือกขนมหรือผลไม้ที่จะผสมในเนื้อไอศกรีม (ผลไม้ตามฤดูกาล คุกกี้ ช็อกโกแลต ฯลฯ) จากนั้นคุณจะสามารถเลือกท็อปปิ้งได้ 2 ชนิดจากทั้งหมด 40 ตัวเลือก และซอส 1 ชนิดจากสิบกว่าตัวเลือกสำหรับราดลงบนไอศกรีม! นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มท็อปปิ้งได้ในราคา 100 เยน ตัวเลือกที่หลากหลายนี้อาจทำให้คุณไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ว่าจะใส่อะไรดี ซึ่งทางร้านก็มีตัวช่วยคือ เซตรวม (ราคาหลัก 850 เยน) หลากหลายชนิดที่คุณสามารถสั่งได้ เช่น คุกกี้มอนสเตอร์ (รสหลักคือวนิลาผสมกับคุกกี้โอริโอ้ ท็อปปิ้งด้วยคุกกี้โอริโอ้/ ช็อกโกแลตชิพคุกกี้ วิปครีม/ ช็อกโกแลตซอส ในราคา 850 เยน) หรือ อเมริกันดรีม (รสหลักคือวนิลาผสมกับแครกเกอร์เกรแฮม ท็อปปิ้งด้วยธงชาติอเมริกา/ ช็อกโกแลต M&M/ เกล็ดช๊อกโกแลต/ บิสกิต Lotus และวิปครีม) เป็นต้น

สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังก็คือ ไอศกรีมแต่ละถ้วยนั้นค่อนข้างใช้เวลาในการทำ ดังนั้น แม้จะมีคิวที่ไม่ค่อยยาวแต่คุณก็อาจจะต้องต่อแถวรอสักพักกว่าจะถึงคิวของคุณ

คุยฟุ้งไปกับไอศกรีมตักรูปสัตว์ที่น่ารัก

ใครกันจะสามารถต้านทานไอศครีมตักแสนน่ารักเหล่านี้ได้ คุณจะพบสวนสัตว์ที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่นได้ที่ Harajuku Denki Shokai เพราะที่นี่มีไอศกรีมที่ตกแต่งเป็นรูปสัตว์ต่างๆ! มีสัตว์หลายชนิดให้เลือกได้ตามใจชอบ และที่ดีที่สุดเลยคืออะไรรู้ไหม คุณสามารถจับมันวางซ้อนกันได้ด้วยยังไงล่ะ!

นอกจากนี้ ภายในร้านยังมี "เครื่องขายของอัตโนมัติ" ด้วย ไม่ได้เอาไว้ตกแต่งเฉยๆ นะ แต่คุณสามารถปีนเข้าไปถ่ายรูปได้ด้วย! แถมร้านนี้ยังมีชื่อเรื่องน้ำอัดลมที่ขายอยู่ในหลอดไฟด้วย แน่ล่ะว่ามันไม่ใช่หลอดไฟจริงๆ หรอก แล้วคุณก็จะได้หลอดที่ดัดเป็นรูปหัวใจสุดน่ารักไว้สำหรับดื่มด้วยล่ะ!

 

Eiswelt Gelato เป็นร้านไอศกรีมเจลาโตจากฮันติงตันบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย ความพิเศษของไอศกรีมนี้อยู่ที่การตักไอศกรีมเจลาโตเป็นรูปการ์ตูนต่างๆ โดยจะมีทั้งหมด 11 ชนิด รวมไปถึงรูปหมี (580 เยน) หมู (580 เยน) ไก่ (580 เยน) กระต่าย (650 เยน) กบ (580 เยน) และยูนิคอร์น (650 เยน) มีไอศกรีมเจลาโตทั้งหมด 11 รส เช่น รสมันหวาน ชาไทย เค้กวันเกิด มัทฉะและรสกาแฟ เป็นต้น รวมทั้งยังมีซอร์เบท์ที่ปราศจากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมอีก 3 รส (มะม่วง สตรอว์เบอร์รี แก้วมังกร) ด้วย

การ์ตูนบางตัวนั้นสามารถที่จะทำซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไปได้ เช่น หมูและลูกหมู (680 เยน) หมูและไก่ (750 เยน) ไก่และกระต่าย (780 เยน) หมู 3 ตัว (950 เยน) และแม้แต่หมู 5 ตัว (1,300 เยน)

ถ้าไม่ได้ลองเครป ถือว่าไปไม่ถึงฮาราจูกุ!

เพียงก้าวแรกที่เดินเข้าไปในย่านฮาราจุกุ คุณจะสังเกตเห็นร้านขายเครปอยู่ทั่วทุกหนแห่งได้ในทันที! เครปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่นี่ จนเรียกได้ว่าถ้าไปที่ฮาราจูกุก็ต้องกินเครป ร้าน Marion Crepes เป็นหนึ่งในร้านเครปที่เก่าแก่ที่สุดในฮาราจูกุ (ถึงขั้นถูกขนานนามว่าเป็น "เครปฮาราจูกุ" เลยทีเดียว) และยังเป็นหนึ่งในร้านบุกเบิกให้กับเครปในญี่ปุ่นอีกด้วย มีกว่า 80 สาขาทั่วประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะเห็นร้านนี้อยู่ตามจุดที่คุณไปเที่ยว คุณสามารถที่จะเลือกไส้เครปกว่า 70 แบบได้เองตามใจชอบ มีทั้งชีสเค้ก วิปครีม บราวนี่ ซอสคาราเมล ฯลฯ

ร้านเครปชื่อดังอื่นๆ ที่คุณอาจเห็นคือร้าน Angel Crepes และ Santa Monica Crepes แถมถ้าคุณไม่ชอบกินของหวาน คุณก็สามารถสั่งไส้ที่เป็นของคาวแทนได้อีกด้วย

หากคุณสนใจที่จะลองเครปที่หรูหราขึ้นมาอีกหน่อย ขอแนะนำให้ลองแวะไปที่ร้าน MOMI&TOY'S ดู เนื้อเครปของที่นี่ทำจากแป้งอัลมอนด์ คุณจะได้อร่อยไปกับรสชาติและสัมผัสที่แปลกและแตกต่างจากเครปทั่วไปอย่างสิ้นเชิง แถมที่ฮาราจูกุไม่ได้มีขายแค่ CREMIA Ice Cream (500 เยน) ที่เป็นซอฟต์ครีมยอดฮิตชื่อดัง แต่ยังสามารถสั่ง CREMIA Crepe (670 yen) ที่มี CREMIA เป็นไส้เครปได้ด้วย! หรูหราขนาดนั้นเลยล่ะ

หรือคุณจะอยากเลือกเป็นไส้เครปสุดคลาสสิกอย่าง สตรอว์เบอร์รี่กับกล้วย ราดด้วยช็อกโกแลตกับวิปครีม (หรือเปลี่ยนจากวิปครีมเป็นคัสตาร์ด) ก็ย่อมได้ หรือจะเลือกไส้เป็นของคาวอย่างสลัดแฮมชีส หรือถึงขั้นเป็นเครปทีรามิสุที่อัดแน่นไปด้วยวิปครีมมาสคาโปนก็ย่อมได้อีกเช่นกัน

หรือถ้าคุณอยากกินเครปที่หรูหรากว่านั้นอีกจริงๆ ล่ะก็ ร้าน Parla พร้อมให้บริการ! แท่นวางเครปสุดเก๋และมีสไตล์นี้ให้จัดเสิร์ฟเครปสุดหรูหราด้วยวัตถุดิบอย่างคาเวียร์ ลูกมะเดื่อ บลูชีสและทรัฟเฟิล โดยเครปของที่นี่จะพุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้ใหญ่ที่ต้องการรสชาติละเอียดอ่อน ราคาก็เลยจะจัดไปทางสูง ตั้งแต่ 800 เยน ถึง 2,200 เยน แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบกิน คุณจะต้องอยากลองชิมดูสักครั้งอย่างแน่นอน! เครปในภาพด้านบนคือ Sicilian Emerald (1,300 เยน) เป็นเครปแบบคลาสสิกของทางร้านที่ใส่มาสคาโปนพิสตาชิโอ และน้ำผึ้งวานิลา

กระโดดลงไปในแดนมหัศจรรย์ของครีมสด

ครีมสดอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดว่าจะสามารถเป็นคอนเซ็ปต์ของทุกอย่างในร้านได้ แต่ไม่ใช่กับคาเฟ่แห่งนี้! ร้าน Milk Craft Cream เป็นร้านที่เน้นขายเฉพาะครีมสดร้านแรกในญี่ปุ่น ซึ่งทางร้านได้พัฒนาครีมสดขึ้นไปในอีกระดับด้วยการดูแลเป็นพิเศษตลอดการขนส่ง เลือกใช้นมจากวัวอารมณ์ดีเลี้ยงในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นอย่างฮอกไกโด และจะทำการตีครีมสดนี้อย่างระมัดระวังเพื่อให้ได้ฟองครีมละเอียดและฟูนุ่มพร้อมกับ "รสชาติเข้มข้น" และ "ความสดชื่นหลังได้ลิ้มลอง"

เมนูยอดนิยมจะมีทั้ง Fluffy and Moist Chiffon Cake (780 เยน ซื้อกลับบ้าน 600 เยน) ที่จะโปะครีมสดลงบนเนื้อเค้กชิฟฟ่อนชุ่มฉ่ำ Soft Cream Shake ( 780 เยน ซื้อกลับบ้าน 600 เยน) ครีมสดแบบดื่มได้ เหมาะสำหรับคนที่อยากจะดื่มครีมให้เกลี้ยง Milk Parfait (780 เยน ซื้อกลับบ้าน 600 เยน) ที่เป็นขนมสุดหรูไล่เรียงไอศกรีมนม ครีมนมสุดพิเศษ พุดดิ้งนมและไข่มุกขึ้นมาเป็นชั้นๆ และไอศกรีมนม (500 เยน) สุดคลาสสิก ที่เป็นไอศกรีมโคนหน้าตาเรียบง่าย สามารถเลือกได้ระหว่ารสนมฮอกไกโด หรือรสนมครีมสด

Milk Craft Cream เป็นร้านดังที่ขยายสาขาไปทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านแบบซื้อกลับเสียส่วนมาก มีเพียง 3 สาขาเท่านั้น (รวมถึงร้านในฮาราจูกุ) ที่ออกแบบร้านมาให้เป็นคาเฟ่ที่สามารถนั่งกินที่ร้านได้ เมนูของร้านที่ฮาราจูกุบางเมนูจะเป็นเมนูพิเศษที่ไม่มีขายที่สาขาอื่น ที่นี่จึงควรค่าแก่การแวะมาอย่างแน่นอน! เมนูสุดพิเศษมี Ultimate Fresh Cream French Toast (980 เยน) Fresh Cream Cheese Cake (980 เยน) Milk Cream Coffee (500 เยน) และถึงขั้นมีโดเรีย* (1,380 เยน) ที่มีให้เลือกถึง 15 หน้าด้วย!

*โดเรียคือข้าวอบไวท์ซอสกับเนื้อสัตว์และผักต่างๆ โรยหน้าด้วยชีสสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งโดเรียของร้าน Milk Craft Cream นี้จะใช้ชีส 3 ชนิด (มอสซาเรลลาชีส พาร์มีซานชีส และเชดดาชีส) เสิร์ฟพร้อมซุปและสลัด

ล้อมรอบไปด้วยความมีชีวิตชีวาของฮาราจูกุ!

หากคุณต้องการที่จะสัมผัสกับประสบการณ์ความงามในสีสันอันบาดตาของฮาราจูกุ อย่าพลาด Kawaii Monster Cafe โดยเด็ดขาด! ชื่อร้านอธิบายความเป็นตัวร้านได้ดีเลยทีเดียว ลองนึกภาพห้องที่ตกแต่งด้วยสัตว์ประหลาดอยู่ในฉากแฟชั่นของฮาราจูกุดูสิ คุณจะเห็นภาพบรรยากาศของร้านได้ทันที! การตกแต่งภายในร้านอันฉูดฉาดบาดตาเหมือนฝันร้ายอาจจะทำให้คุณตกใจ แต่คุณจะต้องประหลาดใจยิ่งกว่าเมื่อได้เห็นอาหารของทางร้าน สีสันสดใสไปหมดทุกอย่างตั้งแต่ก๋วยเตี๊ยวยันสลัดเลยล่ะ! 

ให้รางวัลกับตัวเองด้วยบุฟเฟ่ต์ของหวาน

สาวกของหวานทั้งหลายเชิญทางนี้! ร้าน Maison Able Cafe Ron Ron เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อปีที่แล้วด้วยคอนเซ็ปต์บุฟเฟ่ต์ของหวานสำหรับเวลา 40 นาที (ราคา 1,800 เยน) ซึ่งส่วนใหญ่เราจะได้เห็นกันแต่ซูชิบนสายพาน แต่ที่คาเฟ่แห่งนี้จะมีแต่ของหวานที่หมุนไปทั่วห้อง!

ภายในร้านตกแต่งด้วยสีชมพูพาสเทลสุดน่ารัก แต่ดาวเด่นของร้านยังไงก็ต้องเป็นของหวานอยู่แล้ว ด้วยความที่แต่ละจานนั้นไม่ใหญ่จนเกินไป คุณเลยสามารถลิ้มลองของหวานได้หลากชนิดโดยไม่อิ่มจนเกินไป แต่บางครั้งคนก็อาจจะเยอะได้ คุณเลยอาจจะต้องแวะไปรับบัตรคิวก่อนล่วงหน้า (เริ่มแจกบัตรคิวตั้งแต่เวลา 10:00 น.)

นอกจากนี้ คุณยังสามารถแวะไปที่ร้านบุฟเฟ่ต์ของหวานอีกแห่งชื่อ Sweets Paradise ได้เช่นกัน! ร้านนี้มีสาขาทั่วญี่ปุ่น และมีหลายราคาให้เลือก แบบเบสิก 1,080 เยน สำหรับ 50 นาที หรือแบบสแตนดาร์ด 1,300 เยน สำหรับ 70 นาที (รวมบุฟเฟ่ต์เครื่องดื่ม) และราคาที่แนะนำที่สุดก็คือ เพียง 1,500 เยน สำหรับ 80 นาที (รวมบุฟเฟ่ต์เครื่องดื่มและบุฟเฟ่ต์ไอศกรีมฮาเก้น-ดาส) ที่ร้านมีของหวานแทบจะทุกอย่าง รวมไปถึงน้ำพุช็อกโกแลต และถึงขั้นมีอาหารคาวอย่างพาสต้าและแกงกะหรี่ ที่ช่วยเปลี่ยนรสชาติไม่ใช้รู้สึกจำเจด้วย

จ้วงลงไปในแพนเค้กแสนนุ่มนิ่ม

แพนเค้กเป็นเมนูยอดฮิตในญี่ปุ่น และมีร้านแพนเค้กหลายร้านเลยที่มีบรรยากาศเก๋ๆ มีสไตล์และเป็นจุดถ่ายภาพสำหรับอินสตาแกรม! คุณสามารถหาร้านแพนเค้กได้เกือบทุกที่ โดยในย่านฮาราจูกุและโอโมเตะซันโดจะเน้นไปที่แพนเค้กซูเฟล่ที่มีความหนาและฟูนุ่มที่จะทำให้คุณประหลาดใจเมื่อได้เห็น!

ในย่านนี้จะมีร้านแพนเค้กอยู่หลายร้าน แต่ถ้าคุณกำลังมองหาแพนเค้กซูเฟล่เนื้อนุ่มบางเบาแล้วละก็ ต้องไปที่ร้าน Rainbow Pancake เลย! (แพนเค้กที่นี่ไม่มีสีรุ้งตามชื่อร้าน) โดยแพนเค้กของที่นี่จะผ่านกระบวนการทำ 2 ขั้นตอน ครั้งแรกจะเป็นการทอดกับกระทะเหล็ก ส่วนครั้งที่ 2 คือการเอาไปอบเพื่อให้ได้แพนเค้กเนื้อหนาแต่สุดแสนจะนุ่มหยุ่น! แต่คุณอาจจะต้องรอสักหน่อย เพราะว่าคิวจะค่อนข้างยาว ส่วนร้านแพนเค้กชื่อดังอื่นๆ ที่อยู่ไม่ไกลคือร้าน "bills" ที่เป็นร้านจากออสเตรเลีย ขึ้นชื่อเรื่องแพนเค้กริคอตต้ากับ Shiawase no Pancake (แพนเค้กสุขสันต์) ที่เป็นแพนเค้กชิ้นหนาสุดนุ่ม

ตบท้ายทริปนี้ด้วยขนมขบเคี้ยวรสเลิศ!

ฮาราจูกุเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีโดยเฉพาะในด้านของขนมหวาน แต่เราก็ยังต้องอะไรเค็มๆ มาช่วยตัดรสชาติกันบ้าง! Calbee เป็นแบรนด์ดังที่เป็นที่รู้จักกันจากขนมขบเคี้ยวต่างๆ จำนวนมาก ทั้งมันฝรั่งทอดและมันฝรั่งแท่ง Jagarico หรือ Jagabee ที่ร้าน Calbee Plus มีสินค้าหลายอย่างให้คุณได้ลองชิม แถมยังสามารถสั่งมันฝรั่งทอดแบบสดๆ ใหม่ๆ ที่ร้านได้ด้วย!

สำหรับมันฝรั่งทอดนั้น สามารถเลือกได้ 5 รสชาติ คือ รสฮอตแอนด์สไปซี่ รสเมเปิ้ลไซรัปกับครีมชีส รสเนยฮอกไกโด รสดับเบิ้ลชีส และรสช็อกโกแลตแอนด์ช็อกโกแลต ซึ่ง รสฮอตแอนด์สไปซี่และรสเมเปิ้ลไซรัปกับครีมชีสจะสามารถหาซื้อได้แค่ที่ Calbee Plus สาขาฮาราจูกุเท่านั้น แถมใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าความหวานเค็มมันเข้ากันได้ดีขนาดไหน เพราะฉะนั้นก็อย่าได้แปลกใจไปถ้าคุณสามารถสั่งมันฝรั่งทอดกับไอศกรีมมากินคู่กันได้!

สำหรับมันฝรั่งแท่งจะมีขายเป็นรสสลัดหรือรสชีส สามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ตหรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ แต่มันจะอร่อยกว่าถ้าเพิ่งเอาลงทอดใหม่ๆ แบบตามสั่ง!

มีของหวานมากมายให้คุณลิ้มลองในฮาราจูกุ ตั้งแต่สตรีทฟู้ดอย่างเครปและสายไหม ไปจนถึงขนมเค้กสุดน่ารักและพาสต้าสุดแปลก หากคุณได้มีโอกาสมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นครั้งหน้า อย่าพลาดสถานที่สุดล้ำนำเทรนด์แฟชั่นสดใสอย่างฮาราจูกุ และเพลิดเพลินไปกับขนมที่ไม่เหมือนใคร!

 

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร