ร้านอาหารอร่อยเด็ด 20 แห่งในเมืองฮิเมจิทั้งร้านชื่อดังและที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก

เมืองฮิเมจิ (姫路) จังหวัดเฮียวโกะ มีมรดกโลกชื่อดังอย่างปราสาทฮิเมจิ (姫路城) ตั้งอยู่ เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศแวะมาเยือนกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ฮิเมจิแห่งนี้มีร้านอาหารแสนอร่อยอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารสุดคลาสสิกไปจนถึงร้านอาหารเกรด B (อาหารที่อร่อยแต่ราคาเป็นมิตร) ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ในบทความนี้เราขอนำเสนอร้านอาหารกลางวันแนะนำในฮิเมจิซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่ซ่อนตัวอยู่ให้ทุกท่านได้รู้จักไปด้วยกัน

ฮิเมจิ

อาหารการกิน

ร้านอาหารกลางวันแนะนำ 5 แห่งในละแวกสถานีฮิเมจิ

1. Yamayoshi (やま義):ของขึ้นชื่อฮิเมจิ เมนูปลาไหลทะเลชั้นยอด

"Yamayoshi" เป็นร้านยอดนิยมที่เคยได้ลงนิตยสารเกี่ยวกับอาหารมาหลายต่อหลายครั้ง กลิ่นหอมของซอสทาเระโฮมเมดช่างชวนให้รู้สึกอยากอาหารขึ้นมาจริงๆ

อาหารกลางวันของที่นี่ ได้แก่ "อาหารชุด Yamayoshi (やま義定食)" ที่จะได้เพลิดเพลินไปกับข้าวหน้าปลาไหลทะเลนึ่งและปลาไหลทะเลย่างถ่านไปพร้อมๆ กัน ขอให้ทุกคนเพลิดเพลินไปกับความอร่อยของปลาไหลทะเลกันอย่างเต็มที่

2. Iccyoura (一張羅):ปลาไหลทะเลฮิเมจิและเหล้าพื้นเมืองเป็นของขึ้นชื่อ

ร้าน "Iccyoura" ที่อยู่ใกล้ๆ กับสถานีฮิเมจิแห่งนี้เป็นร้านอาหารจากปลาไหลทะเลและอาหารเมนูสร้างสรรค์ ด้วยความที่เป็นร้านที่มีบรรยากาศเงียบสงบ จึงเหมาะกับการมากันเป็นครอบครัวและเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

เมนูอาหารกลางวันแนะนำของที่นี่คือ "Shirasagi Gozen (しらさぎ御前)" ซึ่งเป็นเมนูที่มาพร้อม "ซาชิมิปลาไหลเด็นสุเกะ (ปลาไหลทะเลใหญ่พิเศษ)" ซึ่งจำกัดเพียง 15 ที่ต่อวันเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นเมนูที่ลิ้มลองได้จากที่ฮิเมจิซึ่งเป็นแหล่งที่สามารถหาปลาไหลทะเลสดใหม่มาง่ายๆ ลองหาโอกาสมาลิ้มลองปลาไหลสดๆ ที่มีรสชาติอ่อนๆ เนื้อสัมผัสนุ่มนวลแสนอร่อยกันเถอะ!

3. Ekisoba (えきそば):โซบะสไตล์ยืนกินที่อร่อยที่สุดในญี่ปุ่น

"โซบะในสถานีรถไฟ" เป็น 1 ในอาหารที่ได้รับความนิยมของชาวเมืองฮิเมจิ และร้านที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากบรรดาโซบะสไตล์ยืนกินทั่วประเทศก็คือร้าน "Ekisoba" ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สถานี JR ฮิเมจิแห่งนี้นี่เอง ถึงขนาดที่ว่ามีนักท่องเที่ยวบางคนอุตส่าห์ลงรถไฟกลางคันเพื่อแวะมารับประทานกันเลยนะ

เคล็ดลับความนิยมของร้านนี้อยู่ที่เส้นโซบะ ถึงแม้จะเป็นโซบะแต่ก็ไม่ใช่โซบะที่นวดจากแป้งโซบะ แต่เป็นเส้นบะหมี่จีนในน้ำซุปสไตล์ญี่ปุ่น เป็นโซบะสไตล์ยืนกินที่พลิกโฉมรูปแบบเดิมๆ ไปได้อย่างแท้จริง ภายในเมืองฮิเมจิมีหลายร้านที่มีโซบะประเภทนี้ให้ลิ้มลอง ยังไงก็ลองแวะไปชิมกันได้

4. Ju Ju (十・十):ลิ้มลองจัมปงยากิสไตล์ดั้งเดิม

"Ju Ju" เป็นร้านโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) เก่าแก่ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่โบราณ อาหารของร้านนี้โดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ ซึ่งจะเสิร์ฟอาหารมาให้ในปริมาณประมาณ 1.5 - 2 เท่าจากปกติ ด้วยความที่มีความใหญ่กว่าปกติดังนั้นควรเตรียมท้องให้ว่างก่อนจะแวะมาร้านนี้

จัมปงยากิ (ちゃんぽん焼き) เป็นอาหารเกรด B ตามมาตรฐานของฮิเมจิที่เป็นส่วนผสมระหว่างยากิโซบะและยากิอุด้งเข้าด้วยกัน นอกจากนี้เรายังสามารถเลือกส่วนผสมที่ชอบได้ด้วย ซอสปรุงที่ผสมโชยุและซอสยากิโซบะเข้าด้วยกันมีรสชาติไม่เข้มข้นจนเกินไป เป็นความอร่อยที่ทำให้วางมือไม่ลงเลยล่ะ

5. Takopia (タコピア):"ทาโกะยากิสไตล์ฮิเมจิ" อันเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในท้องถิ่นมานานกว่า 50 ปี

ร้าน "Takopia" ที่ตั้งอยู่ในฟู้ดคอร์ทชั้นใต้ดินศูนย์การค้า "แกรนด์เฟสต้า (グランフェスタ)" ที่อยู่ติดกับสถานีฮิเมจิแห่งนี้ มี "ทาโกะยากิสไตล์ฮิเมจิ" ให้ได้มาลิ้มลอง

ทาโกะยากิของร้านนี้เป็นทาโกะยากิ "สไตล์ฮิเมจิ" จึงไม่ใช่เพียงแค่นำทาโกะยากิมาราดซอสแต่ยังสามารถนำมาจุ่มดาชิ (น้ำซุปปลาแห้งและสาหร่ายคอมบุ) แล้วค่อยรับประทานได้ด้วย แต่ไม่ว่าจะเลือกรับประทานด้วยวิธีไหนก็รับรองได้เลยว่าต้องอร่อยแน่นอน แต่ไหนๆ ก็อุตส่าห์เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว การลองทานใน "สไตล์ฮิเมจิ" แบบดั้งเดิมก็น่าสนใจเช่นกัน

ร้านอาหารกลางวันแนะนำ 5 แห่งในฮิเมจิ

1. Tonton (とんとん):ร้านอาหารเกรด B ในฮิเมจิที่มีจัมปงยากิให้ลิ้มรส

"Tonton" เป็นร้านโอโคโนมิยากิที่มีเมนูราคาย่อมเยาอยู่หลากหลาย ท่านสามารถมาลิ้มลองโอโคโนมิยากิสไตล์ฮิโรชิม่า (広島) อร่อยเด็ดละลายในปากได้ที่ร้านนี้เช่นกัน

จากการที่ได้ถูกแนะนำผ่านรายการโทรทัศน์ทำให้ร้านนี้เป็นที่น่าจับตามองในระดับประเทศ "จัมปงยากิ" และ "จัมปงโมเดิร์นยากิ" ที่เป็นอาหารเกรด B สุดคลาสสิกของฮิเมจิที่ผสมยากิโซบะและอุด้งมาพร้อมกันก็มีให้รับประทานด้วย

2. Tamagoya (たまごや):ร้านเฉพาะทางด้านข้าวราดไข่ดิบอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น

"Tamagoya" อยู่หน้าประตูทางเข้าของที่เที่ยวมรดกโลกอย่างปราสาทฮิเมจิ โดยร้านนี้ได้ผลิตไข่ที่มีชื่อเรียกว่า "Yume Sodachi (夢そだち)" ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น รวมถึงเมนู "ข้าวหน้าไข่ดิบ" ที่ทำจากไข่สดใหม่ก็ขึ้นชื่อว่าอร่อยมาก ไข่แดงของ "Yume Sodachi" มีความหนึบถึงขนาดที่ว่าใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาได้เลย แถมยังอัดแน่นไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการทั้งใบ

เมนูแนะนำของร้านนี้ได้แก่ "Monzen Omotenashi Gozen (門前おもてなし御前)" ที่มีไข่ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของทางร้านเสิร์ฟมาพร้อมกับปลาไหลทะเลย่างจากเกาะอาวาจิ (淡路島) ขอเสริมอีกนิดว่าท่านสามารถขอข้าวและไข่เพิ่มได้ตามสะดวกเลยนะ

3. Morishita (森下):"กุจายากิ" อาหารเกรด B ในฮิเมจิที่ลิ้มลองได้ที่นี่เท่านั้น

"กุจายากิ (ぐじゃ焼き)" เมนูอาหารเกรด B ของฮิเมจิที่ใช้มันหมูแทนน้ำมันพืช แล้วนำกะหล่ำปลีกับส่วนผสมอื่นๆ มาย่างบนกระทะเหล็กแบน เมนูกุจายากิเป็นอาหารพื้นเมืองสุดแปลกตาที่มาลิ้มลองได้ที่ร้าน "Morishita" แห่งนี้เท่านั้น

เนื้อแป้งที่กรุบกรอบและเนื้อในที่ชุ่มฉ่ำทำให้เกิดความสมดุลจนวางมือไม่ลง อีกทั้งถ้าออเดอร์ไปทางร้านก็จะสามารถทำ "โอมุกุจายากิ (おむぐじゃ焼き)" หรือกุจายากิห่อไข่ได้เช่นกัน ถ้าท่านมีโอกาสมาเยือนฮิเมจิ ก็แวะมาลิ้มลองอาหารเกรด B เมนูนี้ที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักดูหน่อยไหม?

4. Tonraishun (東来春):ขนมจีบไส้ผักแสนอร่อยแบบไม่อั้น

"Tonraishun" เป็นร้านอาหารจีนเก่าแก่สุดเลื่องชื่อในฮิเมจิที่ยังคงรักษารสชาติมาได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 1946 เมนูยอดนิยมแบบสุดๆ ของร้านนี้ได้แก่ขนมจีบที่ยังคงทำด้วยมืออย่างพิถีพิถันเรื่อยมา ขนมจีบของร้านนี้อัดแน่นไปด้วยผักและมีเนื้อแป้งที่ยืดหยุ่นเป็นเคล็ดลับความนิยม แต่จุดเด่นที่สุดเลยอยู่ที่วิธีกิน ที่นำขนมจีบมากินคู่กับซอส ยังไงก็หาโอกาสมาลิ้มลองกันให้ได้สักครั้งนะ

รสชาติที่รักษามาได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ก่อตั้งร้านขึ้นมานั้นไม่ได้มีเฉพาะขนมจีบเท่านั้น แต่โซบะจีนซึ่งเป็น 1 ในเมนูเด็ดของทางร้านก็น่ามาลิ้มลองเช่นกัน นอกจากนี้ ตันตันเมงของร้านนี้ยังกล่าวกันว่ามีราคาถูกที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย!? 

5. Ittetsu Ramen (一徹ラーメン):ราเมงผักสุดเข้มข้นและกลมกล่อม

เมื่อกล่าวถึงราเมงพื้นเมืองของฮิเมจิ ก็จะนึกถึงน้ำซุปที่ทำจากผัก กระดูกหมู กระดูกไก่ ที่มีส่วนประกอบหลักคือโชยุซึ่งเป็นอุตสาหกรรมในท้องถิ่นของฮาริมะ (播磨) ที่มีเมืองฮิเมจิเป็นศูนย์กลาง ซึ่งซุปของร้าน "Ittetsu Ramen" ที่ผสมผสานผัก หอยและปลา กระดูกหมู รวมถึงกระดูกไก่เข้าด้วยกันนั้น ทำให้เกิดเป็นรสชาติที่กลมกล่อมแบบสุดๆ จนแทบไม่นึกว่ามันเป็นน้ำซุปของราเมงเลยล่ะ

เมนูยอดนิยมอันดับหนึ่งของร้านนี้ได้แก่ "ราเมงผัก" เสิร์ฟเพียง 10 ที่ต่อวัน อัดแน่นไปด้วยผักปลอดสารพิษตามฤดูกาล ไม่ทันไรก็ขายหมดแล้ว ถ้าโชคดีมาถึงร้านก่อนขายหมดก็ลองมาสั่งเมนูนี้กันได้

ร้านอาหารกลางวันประเภทยากินิคุ (เนื้อย่าง) แนะนำในฮิเมจิ

1. Gyuunagi (牛凪):ลิ้มลองเนื้อที่เลือกเฟ้นอย่างดีโดยเจ้าของร้าน 

ที่ร้าน "Gyuunagi" แห่งนี้มีคุโระเกะวากิว (เนื้อญี่ปุ่นคุณภาพดีชนิดหนึ่ง) ที่เจ้าของร้านหญิงเลือกสรรมาอย่างดี เป็นความภาคภูมิใจของทางร้านเลยทีเดียว ภายในร้านมีพื้นที่กว้างขวางทำให้แม้จะพาเด็กๆ มาด้วยก็สามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก

เมนูอาหารกลางวันแนะนำของร้านนี้ได้แก่ "อาหารกลางวันคาราอาเกะ" ที่มีไก่คาราอาเกะ (ไก่ชิ้นชุบแป้งทอด) ให้กินได้ไม่อั้นในราคา 500 เยนเท่านั้น เป็นร้านแนะนำที่เหมาะกับผู้ที่กินจุในช่วงกลางวันเป็นอย่างยิ่ง

2. Karaiwatei (からいわ亭):ร้านยากินิคุยอดนิยมในท้องถิ่น

"Karaiwatei" เป็นร้านยากินิคุที่มีความเป็นกันเองราวกับอยู่บ้านอันเป็นที่ชื่นชอบของชาวท้องถิ่น ในช่วงเวลาอาหารกลางวันจะมีเมนูยากินิคุราคาย่อมเยาให้ได้ลิ้มลองกัน ไม่เพียงยากินิคุเท่านั้น โอโคโนมิยากิก็มีให้รับประทานเช่นกัน

มื้อกลางวันของที่นี่เรียกได้ว่าปริมาณล้นสุดๆ แม้ว่าคุณภาพของเนื้ออาจจะแตกต่างไปบ้างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับเนื้อที่สั่งซื้อเข้ามาในแต่ละวัน แต่ด้วยความที่มีจำนวนจำกัดจึงต้องรีบมาที่ร้านแต่เนิ่นๆ

ร้านอาหารกลางวันแนะนำ 2 แห่งใน Vierra Himeji (ビエラ姫路)

1. Nandaimon (なんだいもん):ลิ้มลองเนื้อวัวญี่ปุ่นในราคาถูกสุดๆ

ร้าน "Nandaimon" ที่อยู่ใต้ทางยกระดับของสถานีฮิเมจิแห่งนี้ ท่านจะได้ลิ้มลองอาหารกลางวันที่ทำจากเนื้อวัวผลิตในประเทศที่เลือกมาอย่างพิถีพิถันในราคาสุดย่อมเยา

ประเภทอาหารกลางวันมีอยู่มากมายจนชวนสับสนเลยทีเดียว เมนูแนะนำได้แก่ "เซ็ตอาหารกลางวันประจำวัน" ในราคา 700 เยน แน่นอนว่าเป็นเมนูที่ขายหมดอยู่ตลอดจึงต้องแวะมาที่ร้านแต่เนิ่นๆ อีกทั้ง สำหรับอาหารกลางวันนั้นไม่ได้มีแต่ข้าวกับซุปเท่านั้น แต่ยังมีนามุรุ (ผักคลุกน้ำมันงา) หรือชิจิมิ (แพนเค้กผักสไตล์เกาหลี) มาให้ด้วย

2. Hirome Sushi (ひろめ寿し):อร่อยกับปลาสดใหม่ตามฤดูกาลในท้องถิ่น

ร้านนี้เป็นร้านที่มีกุ้งหอยปูปลาแสนอร่อยและสดใหม่ให้ลิ้มลอง ที่ขึ้นชื่อถึงขั้นที่มีคนคลั่งไคล้ขนาดบอกว่า "ปลาไหลทะเลในฮิเมจิที่ร้าน Hirome Sushi อร่อยที่สุด!" เลยทีเดียว

สำหรับ "เซ็ตอาหารกลางวันประจำวัน" จะใช้ปลาสดตามฤดูกาลที่ตกได้ในท้องถิ่น เป็นเมนูที่รวมทั้งซูชิ ซุปดาชิแดง และไข่ตุ๋นมาให้ในราคา 1,080 เยนซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

ร้านอาหารกลางวันแนะนำ 3 แห่งในฮิเมจิ

1. Cafe de Muche (カフェドムッシュ):แหล่งกำเนิดเนยอัลมอนด์ ของขึ้นชื่อของฮิเมจิ

ที่นี่เป็นสถานที่ต้นกำเนิดของเนยอัลมอนด์ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของฮิเมจิ นอกจากเนยอัลมอนด์แล้ว ที่ร้าน "Cafe de Muche" แห่งนี้ยังขึ้นชื่อว่ามีอาหารกลางวันที่มีปริมาณเยอะอีกด้วย ยังไงก็ทำท้องให้ว่างแล้วค่อยแวะมาที่ร้านกันนะ

ข้าวไข่เจียวสไตล์กราแตงหรือกราแตงที่เสิร์ฟพร้อมขนมปังอัลมอนด์ปิ้งซึ่งเป็นของขึ้นชื่อ เป็นอีกเมนูแนะนำของร้านนี้ที่พลาดไม่ได้เด็ดขาด

2. Bakery LAMP (ベーカリー燈):ลิ้มลองอเมริกันเบอร์เกอร์แบบแท้ๆ

"Bakery LAMP" เป็นร้านขนมปังยอดนิยมใกล้ๆ ปราสาทฮิเมจิ ซึ่งเคยถูกนำเสนอในรายการโทรทัศน์ด้วย ยังไงก็แวะมาลิ้มลองอเมริกันเบอร์เกอร์แบบแท้ๆ ที่เปี่ยมด้วยปริมาณกันให้ได้นะ

อีกเมนูยอดนิยมไม่แพ้แฮมเบอร์เกอร์ก็คือ ขนมปังเบเกิลสไตล์อเมริกันนั่นเอง ด้วยความที่ขนมปังจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา จึงมีลูกค้าอีกจำนวนไม่น้อยที่คอยมาแวะเวียนเพื่อลุ้นว่าเมนูในวันนี้จะเป็นขนมปังชนิดใด!

3. Himeyama Saryo (姫山茶寮):รับประทานอาหารกลางวันสุดหรูพร้อมชมความงามของปราสาทฮิเมจิ

"Himeyama Saryo" เป็นคาเฟ่ที่ปรับปรุงมาจากบ้านเรือนเก่าที่สร้างมานานกว่า 100 ปี ซึ่งอยู่ติดกับปราสาทฮิเมจิ ให้คุณได้ใช้เวลาผ่อนคลายสบายๆ ที่นี่

อาหารกลางวันแนะนำของที่นี่ได้แก่ "Himetsuzura (姫つづら)" ที่เจ้าของร้านผู้มีประสบการณ์การเป็นหัวหน้าพ่อครัวในเรียวกังและภัตตาคารเก่าแก่เป็นคนแสดงฝีมือเอง เมื่อเปิดกล่องไม้สีขาวออกก็จะพบอาหารหลากสีสันเรียงรายอยู่ เหมาะอย่างยิ่งกับการรับประทานเป็นอาหารกลางวันมื้อหรูระหว่างการเดินทาง

อาหารกลางวันแสนอร่อยมากมายที่มีให้ดื่มด่ำในฮิเมจิ ตั้งแต่อาหารพื้นเมืองไปจนถึงร้านชื่อดังประจำท้องถิ่น

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับฮิเมจิเป็นสถานที่ที่มีของอร่อยๆ และสถานที่น่าสนใจอยู่มากมาย รวมถึงอาหารพื้นเมืองที่รับประทานได้ที่นี่เท่านั้น ยังไงก็ขอให้ลองหาโอกาสมาเพลิดเพลินไปกับการลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ ระหว่างการท่องเที่ยวในฮิเมจิ แล้วเก็บเป็นความทรงจำดีๆ ของการเดินทางกันนะ

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทาง เฟซบุ๊ก  ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

 


บทความนี้ได้รับอนุญาตให้ทำการแปลและเผยแพร่จาก SPIRA (ในอดีตคือ Relux Magazine)
คุณสามารถจองโรงแรมผ่าน Relux (บริหารจัดการโดย SPIRA) ได้ ที่นี่!!

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร