สัมผัสธรรมชาติและเรื่องราวแห่งศรัทธาใน "อุทยานแห่งชาติคันไซ"! แนะนำครบทั้งไฮไลท์และวิธีเที่ยว!

ในครั้งนี้ เราจะมาแนะนำ 3 อุทยานแห่งชาติที่อยู่ในภูมิภาคคันไซ (ประกอบไปด้วยจังหวัดโอซาก้า, เกียวโต, เฮียวโกะ, นารา, ชิกะ, วากายาม่า) คุณจะได้สัมผัสกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นพร้อมๆ กับการเดินเที่ยวและดื่มด่ำไปกับธรรมชาติอันกว้างใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเดินเขาที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า หรือวัดและศาลเจ้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หากคุณมีแผนจะมาเที่ยวเกียวโตหรือโอซาก้าอยู่แล้วล่ะก็ ลองเอาสถานที่น่าเที่ยวที่อยู่ห่างไกลจากฝูงชนเหล่านี้ใส่ลงในแพลนดูสิ

คันไซ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

อุทยานแห่งชาติญี่ปุ่น: สถานที่ที่ผ่านการคัดสรรด้วยวิวธรรมชาติ!

อุทยานแห่งชาติญี่ปุ่น (日本の国立公園) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการแนะนำโดยรัฐบาลญี่ปุ่นหลังผ่านการรับรองด้วยมาตรฐานการคัดกรองอันเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ หรือความสะดวกสบายในการเข้าถึงและชมธรรมชาติ ถึงแม้ว่าพื้นที่เหล่านี้จะอยู่ภายใต้การคุ้มครองดูแลของรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทำให้พื้นที่เหล่านี้ยังมีคนท้องถิ่นอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก นับเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้แตกต่างจากสหรัฐอเมริกาที่มีรัฐบาลกลางถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและคอยดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่อุทยาน

อุทยานแห่งชาติญี่ปุ่นมีกิจกรรมให้คุณทำมากมาย ทั้งบ่อออนเซ็น เส้นทางปีนเขา และทิวทัศน์ธรรมชาติที่ได้รับความคุ้มครอง แถมคุณยังจะได้ใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย ดังนั้น บทความนี้จะมาแนะนำ 3 อุทยานแห่งชาติคันไซ ให้คุณได้รู้จักจุดเด่นของแต่ละสถานที่ เพื่อให้คุณใช้เป็นข้อมูลสำหรับการท่องเที่ยวในทริปต่อไปได้!

"ทางเดิน" สุดแปลก! มรดกโลกในอุทยานแห่งชาติโยชิโนะ-คุมาโนะ

พื้นที่ 61,406 เฮกตาร์ / นักท่องเที่ยวประมาณปีละ 14 ล้านคน

อุทยานแห่งชาติโยชิโนะ-คุมาโนะ (吉野熊野国立公園) ครอบคลุมพื้นที่ภูเขาในจังหวัดนารา ตั้งแต่ภูเขาโยชิโนะ, ภูเขาโอมิเนะ, ภูเขาโอไดงาฮาระ, ชายฝั่งทะเลในจังหวัดวากายาม่าที่มีปะการังแสนสวย ไปจนถึงภูเขาและแม่น้ำของจังหวัดมิเอะ ที่นี่จึงเป็นอุทยานแห่งชาติที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย

ทางเดินที่ทอดยาวจากภูเขาโยชิโนะไปตามเทือกเขาโอมิเนะนั้น เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเส้นทางแสวงบุญในเทือกเขาคิอิ" (紀伊山地の霊場と参詣道) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมไปในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2004 แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีผู้เลื่อมใสศรัทธาสวมชุดคลุมสีขาวมาเดินปีนเขากันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีสถานที่ปฏิบัติธรรมอยู่มากมายด้วย ในจำนวนนี้ จะมีเส้นทางที่ชื่อ "ไดมงซากะ" (大門坂) ซึ่งนำไปสู่มีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บนภูเขานะชิ (那智山) เป็นทางเดินหินสุดแปลกระยะทางกว่า 650 เมตร ซึ่งทาง UNESCO ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก และเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกตื่นตาตื่นใจ

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีน้ำตกนะชิที่มีความสูงกว่า 133 เมตรจากยอดถึงแอ่งที่อยู่ด้านล่าง เป็นทิวทัศน์ที่คุณสามารถชมได้จากชั้นบนสุดของ "เจดีย์สามชั้นของวัดเซงันโตะ" (青岸渡寺三重塔) แห่งภูเขานะชิ ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งเช่นกัน

หากคุณมาในฤดูใบไม้ผลิ สิ่งที่ไม่ควรพลาดอีกอย่างเลยก็คือ การชมซากุระป่า (Yama-sakura) ที่ใจกลางภูเขาโยชิโนะ เมื่อย่างเข้าเดือนเมษายน ต้นซากุระโบราณกว่า 200 สายพันธุ์ จำนวน 30,000 ต้นจะเบ่งบานเต็มที่ ย้อมสีภูเขาทั้งลูกเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าอุทยานโยชิโนะ-คุมาโนะจะมีภูเขาสุดลึกลับให้คุณชมมากมาย แต่ทิวทัศน์ใต้ทะเลของคาบสมุทรคิอิก็สวยงามไม่แพ้กัน เพราะที่นี่ได้รับอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่นคุโรชิโอะทำให้มีปะการังหินและปลาเขตร้อนอยู่เต็มไปหมด จึงเหมาะสำหรับการดำน้ำเอามากๆ 

"พิพิธภัณฑ์ภูมิประเทศชายฝั่ง" ในอุทยานแห่งชาติซันอินไคกัง!

พื้นที่ 8,783 เฮกตาร์ / นักท่องเที่ยวประมาณปีละ 6.5 ล้านคน

พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติซันอินไคกัง (山陰海岸国立公園) ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเล มีระยะทางรวมกว่า 75 กิโลเมตร จากเมืองเคียวตังโกะไปทางทิศตะวันตกจนถึงเมืองทตโตริ (จังหวัดทตโตริ) พื้นที่ภูเขาบรรจบกับทะเลที่บริเวณ "ชายฝั่งใต้น้ำรีอา" (Ria Coast) พอดี ทำให้มีภูมิประเทศชายฝั่งหลากหลายประเภท ทั้งหน้าผาสูงริมทะเล, ถ้ำทะเล, แนวปะการังใต้ทะเล ฯลฯ  

บนชายฝั่งของพื้นที่แนวปะการังบนหาดทาเคโนะ มี "หินฮาซาคาริ" (はさかり岩) ซึ่งเป็นก้อนหินที่ตกลงมาจากเพดานถ้ำทะเล แล้วติดอยู่ระหว่างหินสองก้อนที่ตั้งขนาบกันเป็นกำแพงถ้ำ ชื่อของหินมาจากภาษาท้องถิ่นที่แปลว่า "คั่นอยู่ตรงกลาง" และเนื่องจากหินก้อนนี้อยู่ในสภาพที่เหมือนจะตกแต่ไม่ตก จึงเป็นจุดขอพรเกี่ยวกับการสอบและการหางานที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นด้วย

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ "เนินทรายทตโตริ" (鳥取砂丘) ซึ่งเกิดจากการก่อตัวของทรายที่ถูกกัดเซาะด้วยคลื่นทะเลและเม็ดทรายที่พัดมาจากปากแม่น้ำ! เนินทรายแห่งนี้นับว่าใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นด้วยระยะทาง 16 เมตรจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก และ 2.4 กิโลเมตรในแนวเหนือใต้ อีกทั้งยังมีลวดลายที่เกิดจากแรงลมและหลุมแอ่งขึ้นๆ ลงๆ ที่ไล่ระดับกันอย่างสวยงามด้วย

หากคุณต้องการที่พักค้างคืนล่ะก็ เราขอแนะนำ Kinosaki Onsen จังหวัดเฮียวโกะซึ่งอยู่ในพื้นที่อุทยาน เป็นออนเซ็นรีสอร์ทที่มีจุดเด่นเป็นวิวของต้นหลิวที่สั่นไหวอยู่ริมแม่น้ำ คุณสามารถทานปูสดๆ ได้ที่นี่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจนถึงมีนาคมของปีถัดไป เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีการยกเลิกการห้ามตกปลา ใครมาเที่ยวในช่วงฤดูหนาวก็ลองหาโอกาสทานกันให้ได้นะ!

เพลิดเพลินกับมรดกโลกและความงามของหมู่เกาะในอุทยานแห่งชาติเซโตะไนไค!

พื้นที่ 66,934 เฮกตาร์ / นักท่องเที่ยวประมาณปีละ 42.92 ล้านคน

อุทยานแห่งชาติเซโตะไนไค (瀬戸内海国立公園) ประกอบด้วยพื้นที่ใน 10 จังหวัด ได้แก่ โอซาก้า, เฮียวโกะ, วากายาม่า, โอคายาม่า, ฮิโรชิม่า, ยามากุจิ, โทคุชิม่า, คากาว่า, เอฮิเมะ, ฟุกุโอกะ และโออิตะ นับว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อาณาเขตของอุทยานแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่บนเกาะต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่ในทะเลของภูมิภาคฮอนชู ชิโคคุ และคิวชูซึ่งสามารถเห็นได้จากหอชมวิวที่อยู่บนฝั่ง

นอกจากนี้ พื้นที่บริเวณทะเลเซโตะไนไค (瀬戸内海) ทั้งหมดยังมีวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่ผู้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบสุขด้วย มีสถาปัตกรรมแบบญี่ปุ่นที่สร้างให้เหมาะกับการพักอาศัยริมทะเลอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมืองท่าที่ต้องรอกระแสน้ำในการออกเรือ วัด หรือศาลเจ้าริมทะเลซึ่งคุณสามารถเที่ยวชมได้ตามใจชอบ

จุดเที่ยวยอดนิยม 2 แห่งในอุทยานแห่งชาตินี้ คือ "ศาลเจ้าอิตสึกุชิมะ" (嚴島神社 / 厳島神社) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม กับ "ป่าดึกดำบรรพ์มิเซ็น" (弥山原始林) ที่อยู่ด้านหลัง ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 593 และเมื่อถึง ค.ศ. 1168 ก็ได้กลายเป็นศาลเจ้าชินโตที่ตั้งอยู่กลางทะเลไปเรียบร้อย ว่ากันว่าสาเหตุที่เอาไปตั้งในพื้นที่ที่มีน้ำขึ้นน้ำลงแทนที่จะตั้งบนบกเช่นนี้ เป็นเพราะชาวมิยาจิม่าเชื่อว่าพื้นที่ของเกาะทั้งหมดเปรียบเสมือนร่างกายของเทพเจ้า ดังนั้น การตัดต้นไม้หรือแม้แต่การขูดผิวดินก็จะถือเป็นการทำร้ายร่างกายเทพเจ้านั่นเอง

ภูเขามิเซ็น (弥山) ที่อยู่หลังศาลเจ้าอิตสึกุชิมะของเกาะมิยาจิม่าอันห่างไกลนี้ เป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้สักการะภูเขามาตั้งแต่สมัยโบราณ เส้นทางเดินเขาแห่งนี้จึงได้รับการปรับสภาพและดูแลอย่างดี แม้แต่มือใหม่ก็สามารถปีนได้ไม่ยาก บอกเลยว่าทิวทัศน์สุดตระการตาของทะเลเซโตะไนไคและเกาะมิยาจิม่าที่คุณจะได้เห็นจากจุดชมวิวนั้น คุ้มค่ากับการเดินทางมาชมแน่นอน

หากคุณชอบปั่นจักรยานล่ะก็ เราขอแนะนำ "เส้นทางชิมานามิไคโด" (しまなみ海道) ซึ่งเป็นสะพาน 7 แห่งที่เชื่อมเกาะต่างๆ ในทะเลเซโตะไนไคเข้าด้วยกัน ระยะทางทั้งหมดจะเชื่อมระหว่างเมืองโอโนมิจิในจังหวัดฮิโรชิม่าและเมืองอิมาบาริในจังหวัดเอฮิเมะ (ประมาณ 60 กิโลเมตร) นับเป็นเส้นทางจักรยานชั้นยอดที่จะทำให้คุณได้ชมหมู่เกาะอันสวยงามพร้อมกับรับลมทะเลอันแสนสดชื่น

จุดท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ "วังน้ำวนนารูโตะ" (鳴門の渦潮) ที่อยู่ในช่องแคบนารูโตะ ระหว่างเกาะอาวาจิในจังหวัดเฮียวโกะและจังหวัดโทคุชิม่า สภาพภูมิประเทศอันมีเอกลักษณ์ของช่องแคบแห่งนี้ทำให้เกิดกระแสน้ำขึ้นน้ำลง และวังน้ำวนขนาดใหญ่เล็กจำนวนมาก ในฤดูใบไม้ผลิ วังน้ำวนที่ใหญ่ที่สุดอาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 20 เมตรเลยก็ได้ แถมคุณยังสามารถนั่งเรือชมวิวเข้าไปดูวังน้ำวนใกล้ๆ ได้อีกด้วย

ที่นี่ไม่ได้มีแค่ทิวทัศน์ริมทะเลเท่านั้น แต่ยังมี "ภูเขาร็อคโค" (六甲山) ความสูงกว่า 931 เมตรที่ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองโกเบ จังหวัดเฮียวโกะด้วย คุณสามารถเดินทางwfhด้วยรถยนต์ (ประมาณ 30 นาที) ที่นี่มีเส้นทางเดินป่าที่เหมาะสำหรับมือใหม่และผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงทุ่งหญ้าร็อคโคซังที่คุณจะได้สัมผัสกับสัตว์ต่างๆ นับเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับครอบครัวในทุกฤดูกาล และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ก็มีการเปิดพื้นที่ในส่วนของ Shared Office สำหรับพักค้างคืนในป่าด้วย เป็นสถานที่พักผ่อนที่กำลังมาแรงเลยล่ะ

ส่งท้าย

อุทยานแห่งชาติในภูมิภาคคันไซนั้นเต็มไปด้วยความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ลึกเข้าไปในภูเขา หรือแหล่งธรรมชาติใกล้ตัวเมือง หากคุณได้แวะไปเที่ยวคันไซล่ะก็ ลองหาเวลาแวะไปให้ได้นะ

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมได้เลย !

มนต์เสน่ห์คันไซ

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

เกี่ยวกับนักเขียน

ikumiwatanabe
ikumiwatanabe

ค้นหาร้านอาหาร