คู่มือเที่ยวจังหวัดมิเอะ เพลิดเพลินไปกับประวัติศาสตร์ ศาลเจ้า ทัศนียภาพอันงดงาม รวมถึงส้มญี่ปุ่นและอาหารรสเลิศ!

จังหวัดมิเอะ (Mie) ตั้งอยู่เกือบใจกลางประเทศญี่ปุ่น เป็นดินแดนที่ผสมผสานความงดงามของธรรมชาติ วัฒนธรรมเก่าแก่ และอาหารระดับตำนานไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์อันตระการตาของพื้นที่มรดกโลกโอนิกะโจ รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อมัตสึซากะและกุ้งอิเสะ หรือเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของศาลเจ้าอิเสะจิงงุ ศาลเจ้าที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น บทความนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสเสน่ห์ของมิเอะผ่านสามโซนสุดพิเศษ ได้แก่ อิเสะชิมะ (Iseshima), ฮิกาชิคิชู (Higashikishu) และอิงะ (Iga) พร้อมไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด คือการไปเก็บส้มสดๆ จากสวนที่อยู่ทางตอนใต้ของจังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สามารถเก็บส้มได้ตลอดทั้งปี บอกเลยว่าใครได้มาเยือนซักครั้ง จะต้องหลงรักมิเอะจนอยากกลับมาซ้ำแน่นอนค่ะ

* บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมการท่องเที่ยวมิเอะ

รู้จักจังหวัดมิเอะ

เมื่อมองจากแผนที่จังหวัดมิเอะจะมีลักษณะพื้นที่เป็นดินแดนที่ยาวและแคบ มีรูปร่างคล้ายหวี มีพื้นที่จากตะวันออกไปตะวันตกยาวประมาณ 80 กิโลเมตร และพื้นที่จากเหนือไปใต้ยาวประมาณ 170 กิโลเมตร ใหญ่ประมาณ 5,800 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่เป็นอันดับ 25 ของญี่ปุ่น ทางด้านทิศเหนือติดกับจังหวัดกิฟุและไอจิ ทางด้านตะวันตกติดกับจังหวัดชิงะ เกียวโตและนารา และทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับจังหวัดวากายามะ ด้วยเหตุนี้ในอดีตจังหวัดมิเอะจึงเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางที่คอยเชื่อมการขนส่งและวัฒนธรรมระหว่างดินแดนตะวันออกและดินแดนตะวันตกของญี่ปุ่น

จังหวัดมิเอะแบ่งออกได้เป็น 5 เขต ได้แก่ โฮคุเซอิ อิงะ ชูนันเซอิ อิเสะชิมะ และฮิงาชิคิชู แต่ละพื้นที่ล้วนมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน แล้วแต่ละเขตก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของตัวเองด้วยเช่นกัน แต่ในบทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกลงไป 3 พื้นที่เด่นก่อน เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักกับเสน่ห์ของมิเอะมากขึ้น

การเดินทางมายังจังหวัดมิเอะ

การเดินทางมาที่จังหวัดมิเอะสามารถทำได้หลายวิธี สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ สามารถเดินทางมาลงที่สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือ ท่าอากาศยานนานาชาติชูบุเซ็นแทรร์ นาโกย่า หรือสามารถบินไปลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซในโอซาก้า แล้วต่อรถไฟ รถยนต์ หรือรถบัสทางด่วนมายังพื้นที่ในจังหวัดมิเอะ ซึ่งทั้งสามวิธีการเดินทางใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะ

การเดินทางด้วยรถไฟ

  • จากนาโกย่า สามารถนั่งรถไฟ Kintetsu Limited Express ไปยังสถานีที่ต้องการได้ เช่น สถานี Iseshi ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที
  • จากโอซาก้า สามารถนั่งรถไฟ Kintetsu Limited Express หรือ Ise Shima Liner จากสถานี Osaka-Uehommachi ไปยังสถานี Iseshi ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที

โซนที่ 1 อิเสะชิมะ ทะเลงามอาหารอร่อยในดินแดนศักดิ์สิทธิ์

กระท่อมอามะฮาจิมังคะมะโดะ (Ama Hut Hachiman Kamado) มากินอาหารทะเลที่ย่างโดยหญิงชาวประมง

ที่แรกที่เราจะพาไปสำรวจในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ “อิเสะชิมะ” คือกระท่อมริมทะเล ในจังหวัดมิเอะมีหญิงชาวประมงที่มีชื่อเสียงที่ถูกเรียกว่า “อามะซัง” (Ama san) โดยหญิงชาวประมงเหล่านี้จะรวมตัวกันเป็นชุมชน คอยดำดิ่งลงสู่ทะเลเพื่อลงไปจับหอย สาหร่าย และของทะเลสดๆ ตามแบบวิถีดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสกับวิถีชีวิตของอามะซังได้ที่กระท่อมริมทะเล ซึ่งที่นี่เราสามารถมาทานอาหารทะเลสดใหม่ที่ย่างสดๆ โดยเหล่าอามะซังตัวจริง พร้อมเพลิดเพลินกับการแสดงจากเหล่าอามะซัง และปิดท้ายด้วยกิจกรรมสนุกๆ อย่างการลองสวมชุดดำน้ำของจริงของอามะซังได้อีกด้วย

กระท่อมของอามะซัง เดิมทีเป็นสถานที่พักผ่อนหลังจากที่ขึ้นจากทะเล หลังจากที่ใช้เวลาจับปลา หอยในทะเลมาอย่างยาวนาน ร่างกายของอามะซังก็มักจะรู้สึกหนาวเย็นจากน้ำทะเล จึงต้องมีการพักผิงไฟให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เหล่าอามะซังจึงมักจะมานั่งล้อมผิงไฟในกระท่อม แต่กระท่อมก็ไม่ได้เป็นแค่สถานที่พักผ่อนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังเป็นสถานที่ที่รวบรวมเหล่าอามะซังเพื่อนั่งล้อมวงรอบกองไฟพูดคุย แบ่งปันเรื่องราวในชีวิตกันอย่างสนุกสนาน เป็นภาพวิถีชีวิตริมทะเลที่เรียบง่ายที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อีกด้วย

การจับปลาหอยและสาหร่ายแบบอามะซัง เป็นวิธีการจับปลาที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยผู้หญิงที่ดำน้ำลงไปจะใช้วิธีกั้นหายใจโดยไม่ใช้อุปกรณ์ดำน้ำเลย ใช้เพียงทักษะและความอดทดในการกั้นหายใจเท่านั้น เหล่าอามะซังมักจะดำน้ำลงไปในทะเลเพื่อไปจับพวกปลาหรือหอยที่มีราคาสูง อย่างเช่นหอยเป๋าฮื้อ หอยซาซาเอะ ไข่หอยเม่น รวมไปถึงพวกสาหร่ายทะเล อย่างวากาเมะอีกด้วย

อ่านมาจนถึงตรงนี้มีใครสงสัยเหมือนกันมั้ยคะว่าทำไมถึงเป็นผู้หญิงที่ทำหน้าที่ดำน้ำแบบอามะซัง? เหตุที่ว่าทำไมอามะซังถึงเป็นผู้หญิง เพราะว่าอัตราส่วนไขมันในร่างกายนั่นเอง ในอดีตเรายังไม่มีชุดดำน้ำเวทสูทหรืออุปกรณ์ในการช่วยดำน้ำแบบในปัจจุบัน ทำให้ผู้ชายสามารถอดทนต่อความหนาวเหน็บในใต้ท้องทะเลได้น้อยกว่าผู้หญิง งานแบบอามะซังจึงตกเป็นของผู้หญิง ซึ่งมีไขมันในร่างกายมากกว่า เก็บความอบอุ่นได้ดีกว่านั่นเอง

การมาเยือนกระท่อมของอามะซังครั้งนี้ เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจและหาได้ยาก เราได้มากินอาหารทะเลที่จับจากทะเลอิเสะโดยเหล่าอามะซัง แล้วเมนูแต่ละอย่างที่เสิร์ฟก็ล้วนเป็นเมนูล้ำค่าที่มาจากทะเล เช่น กุ้งอิเสะ หอยเป๋าฮื้อ หรืออาหารทะเลตามฤดูกาล ใครที่มีโอกาสมาเที่ยวจังหวัดมิเอะในโซนอิเสะชิมะ อย่าพลาดที่จะแวะมาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ในกระท่อมอามะฮาจิมังคะมะโดะนะคะ

เกาะไข่มุกมิคิโมโตะ (Mikimoto Pearl Island) เกาะแห่งแรกที่มีการเพาะเลี้ยงไข่มุกได้

จากนั้นเราเดินทางต่อไปยังเกาะไข่มุกมิคิโมโตะ (Mikimoto Pearl Island) เกาะที่เดิมมีชื่อว่า “เกาะโอจิมะ” เป็นเกาะเล็กๆ ที่ลอยอยู่ในอ่าวโทบะ มีการเชื่อมต่อกับแผ่นดินด้วยสะพานข้าม เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดมิเอะ เพราะเป็นเกาะแห่งแรกที่มีการเพาะเลี้ยงไข่มุกได้ ภายในเกาะนักท่องเที่ยวสามารถมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ไข่มุก เรียนรู้เรื่องราวการเพาะไข่มุก และชมการแสดงสุดพิเศษจากชาวประมงหญิง “อามะซัง” โชว์การดำน้ำเก็บไข่มุกได้

สำหรับพิพิธภัณฑ์ไข่มุก ภายในแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นแรกจัดแสดงให้ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงไข่มุกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการแสดงโครงสร้างภายในเปลือกหอย และวิดีโอสาธิตการเพาะไข่มุกให้ชมอย่างละเอียด เมื่อเดินขึ้นไปชั้น 2 จะพบกับนิทรรศการที่แบ่งออกเป็น 2 โซน ด้านหนึ่งจะให้ความรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับไข่มุกธรรมชาติ และอีกด้านจะมีการจัดแสดงศิลปะจากไข่มุกและเครื่องประดับโบราณที่ทำจากไข่มุกกว่า 250 ชิ้น งดงามละลานตามาก บอกเลยว่าไม่อยากให้พลาดเพราะเป็นงานฝีมือที่หาชมที่ไหนไม่ได้ค่ะ

หลังจากชมพิพิธภัณฑ์ไข่มุกด้านในเสร็จ เราเดินออกมาด้านนอกบริเวณศาลาริมทะเล เพื่อชมการแสดงโชว์เก็บไข่มุกแบบดั้งเดิมจากอามะซัง ซึ่งปัจจุบันสามารถหาชมได้แค่ที่เกาะไข่มุกมิคิโมโตะเท่านั้นค่ะ สามารถมาชมโชว์สาธิตได้ในทุกๆ 1 ชั่วโมง โดยเริ่มตั้งแต่ 9:30 ไปจนถึง 16:30 (เวลาการแสดงอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับฤดูกาล กรุณาตรวจสอบเว็บไซต์ทางการล่วงหน้า) นักท่องเที่ยวจะได้ชมเหล่าอามะซังในชุดสีขาวดำน้ำลงทะเลจริงๆ เพื่อสาธิตการเก็บไข่มุกแบบดั้งเดิม นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวจังหวัดมิเอะ

และสุดท้ายเมื่อเยี่ยมชมทุกมุมของเกาะแล้ว อย่าลืมแวะช้อปปิ้งหรือซื้อของฝากกลับบ้านกันนะคะ เพราะที่ Mikimoto Pearl Island มีทั้งผลิตภัณฑ์ไข่มุกจากแบรนด์มิคิโมโตะแท้ๆ รวมไปถึงแบรนด์ไข่มุกนำเข้า และยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ที่สกัดมาจากไข่มุก เรียกได้ว่ามาครบที่เดียวได้ทั้งความรู้ ชมโชว์สุดพิเศษและยังสามารถหิ้วของไปฝากครอบครัวคนที่รักหรือเพื่อนๆ ได้อีกด้วย

โรงแรมโทบะแกรนด์ (Toba Grand Hotel) โรงแรมบนเนินเขาที่มองเห็นอ่าวโทบะและเกาะมิตสึชิมะ

สำหรับโรงแรมในคืนแรกเราเข้าพักที่ “โรงแรมโทบะแกรนด์” (Toba Grand Hotel) ซึ่งเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่บนเนินเขา เราสามารถมองเห็นอ่าวโทบะที่เงียบสงบได้จากห้องพัก ไฮไลท์ของที่นี่อยู่ที่บริเวณล้อบบี้ ซึ่งเราสามารถออกมองไปเห็นเกาะเล็กเกาะน้อยสามเกาะเรียงกันอยู่กลางทะเล เกาะทั้งสามนี้เรียกรวมกันว่า “มิตสึชิมะ” เป็นเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ และมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่หาดูได้ยาก ให้วิวทิวทัศน์ที่มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงเวลาจังหวะน้ำขึ้นและน้ำลง

สามสิ่งที่เราประทับใจกับโรงแรมแกรนด์โทบะเลยคือ หนึ่งวิวจากห้องพัก ห้องพักทุกห้องของโรงแรมจะหันหน้าออกทะเล ทำให้เราสามารถดื่มด่ำกับวิวอันเงียบสงบของอ่าวโทบะได้ตลอดเวลาตั้งแต่ที่เข้าเช็กอิน แล้วห้องพักของที่นี่ยังออกแบบมาอย่างดีเพื่อรองรับแขกผู้เข้าพักหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเดินทางมาคนเดียว มาแบบคู่รัก หรือว่ามาแบบครอบครัว แถมแต่ละชั้นยังออกแบบให้มีดีไซน์แตกต่างไม่ซ้ำกันอีกด้วย มีทั้งชั้นที่เป็นธีมซากุระและชั้นที่ใช้สีขาวเป็นพื้น

ความประทับอย่างที่สองคือ อาหาร ทั้งมื้อเช้าและมื้อค่ำของที่นี่ให้บริการแบบบุฟเฟ่ต์ ที่อัดแน่นไปด้วยของขึ้นชื่อของจังหวัดมิเอะ มีทั้งซุปมิโซะกุ้งอิเสะที่เราสามารถใส่ของทะเลที่ชอบลงไป ซาชิมิปลาสดๆ 5 ชนิด เสต็กเนื้อสันใน อาหารเช้าก็เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของจังหวัดมิเอะ มีทั้งแบบสไตล์ญี่ปุ่นและตะวันตก หรือถ้าใครอยากทานแบบจัดเต็มในห้องพัก ทางโรงแรมก็มีหลากหลายคอร์สสุดพิเศษที่มีทั้งกุ้งอิเสะและเนื้อมัตสึซากะอันแสนภูมิใจของชาวมิเอะให้เลือกทานเช่นกัน

ออนเซ็นของที่นี่คือความประทับใจอย่างที่สาม ภายในโรงแรมมีทั้งออนเซ็นในร่มและออนเซ็นกลางแจ้งที่หันหน้าออกสู่อ่าวโทบะ เราสามารถมาพักผ่อนแช่น้ำร้อนจากความเหนื่อยล้าทอดสายตาไปกับวิวมิตสึชิมะ ส่วนใครที่ไม่สะดวกจะลงออนเซ็นรวมที่นี่ยังมีไพรเวทออนเซ็น (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) เป็นออนเซ็นกลางแจ้งวิวพาโนราม่าให้บริการอีกด้วยค่ะ

ศาลเจ้าอิเสะจิงงุ (Ise Jingu) ศาลเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่น

จากนั้นเช้าวันต่อมาเราเดินทางต่อมาที่ศาลเจ้าอิเสะจิงงุ (Ise Jingu) ศาลเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เมืองอิเสะ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน 2,000 ปี และเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้า “อามาเทราสึ” เทพแห่งดวงอาทิตย์ ผู้เป็นบรรพบุรุษของราชวงศ์ญี่ปุ่น ศาลเจ้าแห่งนี้ถือเป็นศาลเจ้าอันดับหนึ่งของศาลเจ้าทั่วญี่ปุ่น ใครที่มาเที่ยวจังหวัดมิเอะ แนะนำต้องมาสักการะให้ได้ซักครั้งนะคะ

ศาลเจ้าอิเสะจิงงุ ประกอบไปด้วยศาลเจ้าชั้นในซึ่งประดิษฐานเทพ “อามาเทราสึ โอมิคามิ” เทพสูงสุดของชาวญี่ปุ่น และศาลเจ้าชั้นนอกซึ่งประดิษฐานเทพ “โทโยเกะ ไดเมียวจิน” เทพผู้ดูแลเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัยของมนุษย์ รวมถึงเป็นผู้จัดเตรียมเครื่องถวายสำหรับเทพอามาเทราสึ โอมิคามิ

จากจุดจอดรถเมื่อเราเดินเข้ามาจะสะดุดตากับสะพานโค้งที่มีชื่อว่า อุจิบาชิ (Uji-bashi) ซึ่งทอดข้ามแม่น้ำอิซุซุ (Isuzu River) บริเวณนี้เปรียบเหมือนประตูสู่โลกศักดิ์สิทธิ์ ที่คอยเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และเทพเจ้า พอได้เดินผ่านจุดนี้บอกเลยว่ารู้สึกสงบและมีพลังงานบางอย่างที่ลึกซึ้งอย่างบอกไม่ถูกค่ะ

ศาลเจ้าอิเสะจิงงุ สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมโบราณที่มีชื่อเรียกว่า “ยุอิตสึ ชินเม ซึคุริ” เป็นการสร้างโดยใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก และที่สำคัญคือไม่ใช้ตะปูแม้แต่ดอกเดียว เน้นความเรียบง่ายและเคารพกลมกลืนกับธรรมชาติ มองดูแล้วมีความสง่างามสมกับเป็นศาลเจ้าอันดับหนึ่งมากค่ะ

ตัวศาลเจ้าหลักที่เป็นที่ประดิษฐานของเทพอามาเทราสึ ถูกสร้างขึ้นตามหลัก ยุอิตสึ ชินเม ซึคุริ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของศาลเจ้าอิเสะจิงงุ ที่นี่จะมีพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และถือว่าเป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของศาลเจ้าที่เรียกว่า ชิคิเนน เซ็นงุ คือการสร้างศาลเจ้าใหม่ขึ้นทุกๆ 20 ปี และอัญเชิญเทพเจ้าไปประดิษฐานที่ศาลเจ้าใหม่ พิธีกรรมนี้สืบทอดกันมา 1,300 ปีแล้ว “ชิคิเนน เซ็นงุ” ไม่ได้เป็นเพียงการซ่อมแซมหรือสร้างศาลเจ้าใหม่เพื่อทดแทนของเดิมตามอายุการใช้งาน แต่ยังสะท้อนแนวคิด “โทโควากะ” คงความอ่อนเยาว์ความสดใหม่ของศาลเจ้าไว้ตลอดกาล

โอคาเงะโยะโคะโจ (Okage Yokocho) ย่านเก่าแก่ใกล้ศาลเจ้าอิเสะจิงงุ เต็มไปด้วยร้านอาหารท้องถิ่น ของฝาก และขนมอากาฟุกุโมจิชื่อดัง

พอออกจากศาลเจ้าก็ถึงเวลามื้อกลางวันพอดี เราเลยแวะไปที่ โอคาเงะโยะโคะโจ (Okage Yokocho) ย่านเก่าแก่ซึ่งอยู่ใจกลางย่าน โอฮะราอิมาจิ (Oharaimachi) สามารถเดินมาจากได้จากศาลเจ้าอิเสะจิงงุ ภายในมีร้านค้าเรียงรายอยู่สองข้างทางกว่า 50 ร้าน มีทั้งร้านอาหารท้องถิ่น ร้านขายของฝาก ของที่ระลึก บรรยากาศคึกคักเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวอบอุ่นมากค่ะ

เรามาทานอาหารกลางวันที่ร้าน “บุตะสึเตะ” (Butasute) ชื่อร้านจริงๆ แล้วมาจากร้านขายหมูชื่อดังที่ชื่อว่า Sutekichi (แต่ชื่อร้านถ้าแปลตรงตัวจะมีความหมายว่าทิ้งหมู สอบถามได้ความว่า เพราะร้านนี้เนื้อวัวอร่อยมากจนต้องทิ้งหมูเลยทีเดียว) เมนูแนะนำของร้านเลยเป็นข้าวหน้าเนื้อ หม้อไฟเนื้อ และสุกี้ยากี้เนื้อ แต่ของทานเล่นขึ้นชื่อชนิดว่ามีลูกค้าต่อคิวหน้าร้านจนแน่นอย่าง “โคโรเกะ” เป็นเมนูที่เรียบง่าย แต่มีรสชาติหวานละมุนของมันฝรั่ง แถมยังทอดสดๆ ที่หน้าร้าน อร่อยจนอยากไปต่อคิวซ้ำอีกรอบเลยค่ะ

อีกร้านที่เราแวะทานในโอคาเงะโยะโคะโจคือ “อากาฟุกุโมจิ” (Akafuku Mochi) ขนมขึ้นชื่อของเมืองอิเสะที่มีประวัติยาวนานกว่า 300 ปี ทำมาจากแป้งโมจิสีขาวเหนียวนุ่ม ถั่วแดงบดละเอียดจะถูกปาดวางทับด้านบน มีริ้วสามคลื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของอากาฟุกุโมจิ ซึ่งสื่อถึงสายน้ำของแม่น้ำอิซุซุที่ไหลผ่านศาลเจ้าอิเสะจิงงุ ร้านขนมอากาฟุกุโมจิตั้งอยู่บริเวณทางเข้าโอคาเงะโยะโคะโจ บรรยากาศร้านเรียบง่ายแบบญี่ปุ่น เราแนะนำให้นั่งทานในร้านเพราะจะสามารถชมการทำขนมสดๆ จากช่างฝีมือได้ด้วยค่ะ

โซนที่ 2 ฮิกาชิคิชู มรดกโลกและไปเก็บส้มชมวิถีชีวิตทางใต้

ในวันเดียวกันเราได้ออกเดินทางต่อด้วยรถยนต์ข้ามไปที่เขต “ฮิกาชิคิชู” ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดมิเอะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที จากโอคาเงะโยะโคะโจ ฮิกาชิคิชูเต็มไปด้วยพื้นที่ที่สวยงามจากธรรมชาติ มีทั้งเส้นทางแสวงบุญเก่าแก่ พื้นที่มรดกโลก และโดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งที่มีวิวอันสวยงามค่ะ

โอนิกาโจ (Onigajo) จุดชมวิวหินรูปร่างแปลกตาและคลื่นทะเลอันสวยงาม

ที่แรกที่เรามาเยือนในฮิกาชิคิชูคือ “โอนิกาโจ” เป็นอนุสรณ์ทางธรรมชาติและจุดชมวิวที่ตั้งอยู่ในเมืองคุมาโนะ เป็นจุดชมวิวที่ขึ้นชื่อเรื่องโขดหินรูปร่างแปลกตา และถ้ำน้อยใหญ่จำนวนมากระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ที่เกิดจากกัดเซาะของคลื่นและการยกตัวของแผ่นดินเนื่องจากแผ่นดินไหวหลายครั้ง

โอนิกาโจได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกในปี 2004 ในชื่อแหล่งศักดิ์สิทธิ์และเส้นทางแสวงบุญในภูเขาคิอิ ไฮไลท์ของที่นี่คือ เซ็นโจจิกิ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้ทางเข้า เป็นถ้ำสองชั้นขนาดใหญ่ ด้านบนเพดานมีลักษณะการกัดกร่อนจนคล้ายรังผึ้ง ตรงจุดนี้ถ่ายรูปออกมาสวยมาก ยิ่งช่วงเย็นใกล้พระอาทิตย์ตกแสงสวยภาพออกมายิ่งสวยมากค่ะ

โอนิกาโจยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 สถานที่ชมวิวที่สวยงามที่สุดที่หนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย

ชิชิอิวะ (Shishiiwa) หินสิงโตขนาดใหญ่ริมทะเล มุมถ่ายรูปสุดไฮไลท์ของเมือง

จากนั้นขับรถต่อมาเพียง 5 นาที จะพบหินรูปร่างแปลกตาที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่ง “ชิชิอิวะ” (Shishiiwa) ถูกขนานนามว่าเป็น “สฟิงซ์ญี่ปุ่น” เพราะมีรูปร่างคล้ายกับสิงโตที่กำลังคำรามลงสู่ทะเล มีความสูงประมาณ 25 เมตร เส้นรอบวง 210 เมตร นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เกิดโดยธรรมชาติจากการกัดเซาะของคลื่นลมทะเล ทำให้เกิดเป็นหินที่มีรูปร่างแปลกตาเหมาะกับการมาชมวิวยามเย็นและถ่ายรูปมากค่ะ

  • ช่วงเวลาที่แนะนำในการถ่ายภาพ

ช่วงเช้าตรู่ แสงพระอาทิตย์จะมาจากทางตะวันออกทำให้เงาของหินชัดมาก โดยเฉพาะช่วงเช้าหน้าหนาว อาจจะมีทะเลหมอก รูปที่ออกมาก็จะได้บรรยากาศแบบแฟนตาซียิ่งขึ้น ช่วงเย็น เป็นช่วงที่ใกล้พระอาทิตย์ตก ทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดง ภาพของชิชิอิวะและสีของท้องฟ้าที่แปลกตา ภาพที่ได้ออกมาก็จะสวยน่าทึ่งกว่าเดิมค่ะ

นอกจากช่วงเวลาทั้งสองแล้วในทุกๆ ปีช่วงเดือนสิงหาคมจะมีการจัดแสดงเทศกาลดอกไม้ไฟ ซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลมาถ่ายรูปกับชิชิอิวะนี้มาก เรียกได้ว่าเป็นงานที่รวมตัวเหล่าช่างภาพเลยก็ว่าได้ค่ะ

อุมิฮิคาริ (Ryokan Umihikari) เรียวกังบนเนินเขาวิวทะเลคุมาโนะแบบพาโนราม่า

ที่พักสำหรับวันนี้เป็นเรียวกังที่มีชื่อว่า “อุมิฮิคาริ” (Ryokan Umihikari) เป็นเรียวกังที่ตั้งอยู่บนเนินเขาในเมืองคุมาโนะ ทำให้สามารถมองเห็นวิวของทะเลคุมาโนะที่อยู่เบื้องล่างได้แบบพาโนราม่า เรียวกังตั้งอยู่ในทำเลที่ดี ใช้เวลาขับรถจากเมืองคุมาโนะเพียง 10 นาที และยังตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของเมือง รองรับแขกทั้งที่มาคนเดียวหรือมาแบบกลุ่ม นอกจากนี้ยังรองรับการพักแบบ Long Stay หรือการเข้าค่าย การฝึกกีฬา หรือ Company Outing อีกด้วยค่ะ

และที่เรียวกังแห่งนี้ยังมีห้องพักที่คอลแลปกับอนิเมะเรื่อง “นากิ โนะ อาสึคาระ” (Nagi no Asukara) อนิเมะที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชายฝั่งของเมืองคุมาโนะ โดยตกแต่งห้องพักให้แฟนๆ อนิเมะได้มาสัมผัสบรรยากาศจริงๆ ทั้งตัวละครที่อยู่บนผนัง ผ้าห่มที่ออกแบบลายมาเป็นพิเศษเฉพาะงานนนี้ และอาหารเย็นที่เมนูสุดพิเศษที่เรียกได้ว่าใครเป็นแฟนเรื่องนี้ต้องมาพักให้ได้ซักครั้งค่ะ (คอลแลปเป็นการจัดแบบจำกัดเวลา (ยังไม่กำหนดวันสิ้นสุด) สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากทางโรงแรม)

อีกหนึ่งความประทับต่อเรียวกังอุมิฮิคาริคือ อาหารค่ะ มื้อค่ำของที่นี่เราจัดเต็มแบบไคเซกิ (Kaiseki) ในห้องส่วนตัว มีทั้งปลาซาชิมิสดๆ ที่จับได้จากทะเลคุมาโนะ หม้อไฟรวมมิตรเห็ด และยังมีเนื้อไก่ย่างมิโซะหอมๆ และปิดท้ายด้วยข้าวและซุปร้อนๆ ส่วนมื้อเช้าเสิร์ฟเป็นเซตอาหารญี่ปุ่นที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่จัดเต็มทั้งสลัด ไข่ดาว ผักดอง ผลไม้ ที่พิเศษคือ ปลาย่าง เราจะได้ย่างเองในเตาเล็กๆ บนโต๊ะ เรียกได้เริ่มต้นวันแบบจุกๆ เลยค่ะ

สวนส้มคาคิอุจิโนเอน (Kakiuchi Noen) สวนส้มขนาดใหญ่ที่สามารถมาเด็ดส้มสดๆ จากต้นได้

ตื่นเช้ามาวันที่ 3 ของทริป เราออกเดินทางแต่เช้าเพื่อมุ่งหน้าไปยังสวนส้ม “คาคิอุจิโนเอน” (Kakiuchi Noen) ซึ่งเป็นสวนส้มขนาดใหญ่ในเมืองมิฮามะ (Mihama) ใหญ่ถึงขนาดมีความกว้างเป็น 3 เท่าของโตเกียวโดมเลยทีเดียว

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าจังหวัดมิเอะขึ้นชื่อเรื่องส้มมาก เพราะภูมิอากาศพื้นที่ทางใต้ของจังหวัดอบอุ่นตลอดทั้งปี มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี 15-17 องศา ทำให้เหมาะกับการปลูกส้มมาก โดยเฉพาะในแถบเมืองคุมาโนะ มิฮามะ คิโฮะ ถึงกับได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งปลูกส้มที่มีคุณภาพสูงในญี่ปุ่นเลยทีเดียวค่ะ

ไฮไลท์ของสวนส้มคาคิอุจิโนเอนคือ ที่นี่ปลูกส้มอยู่ทั้งหมด 15 สายพันธุ์ (ปลูกสลับสายพันธุ์กันไปในแต่ละฤดู) จึงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ซึ่งถือว่าหาได้ยากในญี่ปุ่น ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ มีวิธีการเก็บเกี่ยวที่แตกต่างจากสวนทั่วไป โดยปกติแล้วส้มจะถูกเก็บก่อนที่ผลส้มจะสุก จากนั้นก็จะไปเก็บไว้ในห้องเย็นเพื่อรอการจัดจำหน่าย แต่สำหรับสวนนี้จะเลือกเก็บเฉพาะส้มที่สุกคาต้นเท่านั้น กรรมวิธีเก็บเกี่ยวแบบนี้ทำให้ได้ผลผลิตส้มที่มีรสชาติดีมาก เราได้ลองชิมสดๆ จากต้นมีความหวานอร่อยมากค่ะ

กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ปลูก ดูแล ไปจนถึงเก็บเกี่ยวของสวนนี้ ล้วนทำโดยเจ้าของสวนเองทั้งหมด ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ทุกขั้นตอน ปลูกเองขายเองรับประกันได้เลยว่าส้มทุกผลที่ออกจากสวนนี้ ทั้งสด ทั้งหวาน และอร่อยสุดๆ ค่ะ

นอกจากนี้ สวนส้มคาคิอุจิโนเอนยังได้รับการรับรองมาตรฐาน ASIA GAP (Good Agricultural Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานการทำเกษตรที่ดีในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉะนั้นสวนส้มที่นี่จึงได้ชื่อว่ามีทั้งความอร่อยและมีทั้งความปลอดภัยค่ะ

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอยากมาสัมผัสประสบการณ์เก็บส้มสดๆ จากต้นแบบนี้ อาจจะต้องวางแผนล่วงหน้านิดหน่อย เพราะทางสวนรับจองผ่านทางอีเมลเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ไม่ต้องกังวลไป เรายังสามารถให้เรียวกังหรือโรงแรมที่เข้าพักช่วยโทรศัพท์ติดต่อจองให้ได้ค่ะ

สำหรับค่าใช้จ่ายในการมาเก็บส้มอยู่ที่ 3,500 เยน/คน ซึ่งจะได้รับส้มสดๆ คุณภาพเยี่ยมจากสวนเป็นที่ระลึก 1 ลังกลับบ้านด้วย ถือเป็นประสบการณ์ที่หวานฉ่ำอีกหนึ่งอย่างในการมาเยือนจังหวัดมิเอะค่ะ

ฮานะ โนะ อิวะยะเท (Hana no Iwayatei) กินอาหารทะเลสดๆ กับบรรยากาศริมทะเล

มื้อกลางวันวันนี้มาถึงเมืองคุมาโนะทั้งทีจะพลาดกินอาหารทะเลได้อย่างไร เราเลือกทานที่ร้าน “ฮานะ โนะ อิวะยะเท” เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ติดกับศาลเจ้าฮานะ โนะ อิวะยะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่สำคัญของเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนบริเวณนี้ต่างแวะเวียนมาทานอาหารไม่ขาดสาย

ปกติแล้วฮานะ โนะ อิวะยะเทมีทั้งเมนูอาหารทะเลสดๆ ที่จับได้ในท้องถิ่น รวมไปถึงอาหารประเภทเนื้อของที่นี่มีเนื้อวัวคุมาโนะ ภายในร้านตกแต่งด้วยบรรยากาศเรียบง่าย แบ่งออกเป็น 2 ชั้น มีที่นั่งหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบโต๊ะและแบบห้องส่วนตัว หรือใครที่ต้องการชมวิวทะเลระหว่างทานอาหาร ทางร้านก็มีที่นั่งระเบียงกลางแจ้งให้บริการด้วยค่ะ

สถานีริมทาง Michinoeki-Park Shichirimihama แวะชิมน้ำส้มเปรียบเทียบหลากหลายสายพันธุ์

หลังจากอิ่มท้องกับอาหารทะเลแล้ว เราเดินทางมาต่อกันที่สถานีริมทาง Michinoeki-Park Shichirimihama จุดพักรถยอดนิยมของเมือง ซึ่งเป็นจุดขายสินค้าทางการเกษตร ภายในมีทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร ร้านขายที่ของที่ระลึก แล้วยังเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตน้ำส้ม 100% อีกด้วย

และจุดหมายของเราก็คือร้าน “สึจิ มาร์เช” ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 เป็นร้านที่จำหน่ายน้ำส้มบรรจุขวดแท้หลากหลายสายพันธุ์ที่ผลิตโดยโรงงานที่ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ภายในบริเวณร้านมีมุมคาเฟ่ที่ให้บริการชิมน้ำส้มเปรียบเทียบด้วย เราสามารถมาลองชิมน้ำส้มแบบต่างๆ ได้ในราคากันเอง 3 สายพันธุ์เพียง 500 เยนเท่านั้น ปกติมีน้ำส้มอยู่ประมาณ 9 สายพันธุ์ แต่วันที่เราไปโชคไม่ค่อยดีน้ำส้มหมดไป 3 แบบ เลยได้ชิมแค่ 6 แบบ แต่บอกได้เลยค่ะว่าทุกแก้วให้ความสดชื่นที่แตกต่างกัน มีทั้งหวาน เปรี้ยว และกลิ่นหอมแบบเฉพาะตัวมาก

โซนที่ 3 อิงะ ดินแดนแห่งนินจาและประวัติศาสตร์

สำหรับพื้นที่สุดท้ายของทริป “อิงะ” เราออกเดินทางจากสถานีริมทาง Michinoeki-Park Shichirimihama ใช้เวลา 3 ชั่วโมงด้วยรถยนต์ก็จะถึงที่พักในคืนสุดท้าย

อิงะโนคาคุเรยะโดะ ไทเซ็นคะคุ (Iga no Kakureyado Taisenkaku) ที่พักออนเซ็นแห่งอากาเมะ (Akame Onsen)

เรียวกังไทเซ็นคะคุ (Taisenkaku Ryokan) เรียวกังออนเซ็นเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยเมจิ ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าหุบเขาอากาเมะ ซึ่งอยู่ใกล้กับน้ำตกอากาเมะ 48 ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 น้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น และยังเชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่นินจาอิงะเคยมาฝึกวิชา

จุดเด่นของที่นี่คือ อาหารเย็นแบบไคเซกิที่จะมีการเปลี่ยนเมนูทุกเดือน โดยใช้วัตถุดิบหลักในท้องถิ่นของอิงะ รวมไปถึงเนื้อวัวอิงะ แบรนด์เนื้อวัวชื่อดังของจังหวัดมิเอะ วันที่เราเข้าพักในมื้อค่ำก็ได้ลิ้มรสกับชาบูเนื้ออิงะที่ละลายในปาก ควบคู่ไปกับสาเกท้องถิ่นของอิงะ รสชาติถูกปากประทับใจมากสมกับเป็นที่พักในคืนสุดท้ายของทริปนี้

ส่วนออนเซ็นก็เด่นไม่แพ้กัน เพราะเป็นออนเซ็นที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดินลึก 1,000 เมตร ว่ากันว่าช่วยให้ผิวนุ่น ชุ่มชื่น และยังช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าให้นินจาจากการฝึกวิชาอีกด้วย ที่นี่มีทั้งออนเซ็นในร่มขนาดใหญ่ที่เพิ่งรีโนเวทในปี 2024 และออนเซ็นกลางแจ้งที่สร้างจากไม้สน ห้องเปิดโล่งให้เราได้สัมผัสกับความงามของแต่ละฤดูที่เข้าใช้ด้วยค่ะ

งานแสดงไฟที่น้ำตกอากาเมะ 48 ที่มีน้ำตกเป็นพระเอกของงาน

หุบเขาอากาเมะ 48 เป็นหุบเขาที่มีความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยน้ำตกขนาดเล็กขนาดใหญ่อยู่หลายจุด นักท่องเที่ยวสามารถมาชมความงามของหุบเขาแห่งนี้ได้ตลอดทั้งปีทุกฤดู อีกทั้งในลำธารยังเป็นที่อยู่อาศัยของซาลาแมนเดอร์ยักษ์ญี่ปุ่น

ในปีนี้ช่วงเวลา 26 ตุลาคมไปจนถึง 25 มกราคม มีการจัดแสดงไฟประจำปีสุดอลังการ โดยโคมไฟที่ทำมาจากไม้ไผ่ 2,000 อัน มาเรียงรายให้แสงส่องโรแมนติกมากๆ เนื่องจากงานจัดในหุบเขาตอนกลางคืนจึงค่อนข้างหนาว และบางช่วงอาจจะมีหิมะ แนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาวและอุปกรณ์กันหนาวมาให้พร้อมนะคะ

ช่วงที่ 1 : 26 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2025 เวลา 17:00-20:00 น.

ช่วงที่ 2 : 6 ธันวาคม - 25 มกราคม 2026 เวลา 17:00-19:30 น.

ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป งานจะจัดขึ้นเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น (มีงานพิเศษจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 ธันวาคม ในช่วงคริสต์มาส) และหยุดวันที่ 29 ธันวาคมถึง 3 มกราคม 2026

ปราสาทอิงะอุเอโนะ (Iga Ueno Castle) ปราสาทนกฟินิกซ์สีขาวที่มีกำแพงหินสูงที่สุดที่หนึ่งในญี่ปุ่น

เดินทางมาถึงเช้าวันสุดท้ายของทริปที่เมืองอิงะ เป็นเมืองในจังหวัดมิเอะที่มีชื่อเสียงในฐานะบ้านเกิดของนินจา เราสามารถมาสัมผัสเกี่ยวกับวัฒนธรรมของนินจาผ่านพิพิธภัณฑ์ การแสดงโชว์ และการแต่งกายคอสเพลย์เป็นนินจา นอกจากนี้ก็ยังมีปราสาทอิงะอุเอโนะที่เป็นสีขาวชอล์กซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ให้เราสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านปราสาทแห่งนี้ได้

ปราสาทอิงะอุเอโนะ เป็นปราสาทเก่าแก่ที่สร้างขึ้น 400 ปีก่อน ตั้งอยู่ในเมืองอิงะ เป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า “ปราสาทฮาคุโฮ” อันเนื่องมาจากหอคอยสามชั้นสีขาวชอล์กของปราสาทที่สวยงามดั่งนกฟินิกซ์ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นเป็นกำแพงสูง 30 เมตร นับเป็นปราสาทที่มีกำแพงสูงที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

ตัวหอคอยปราสาทที่เห็นในปัจจุบันได้รับการบูรณะขึ้นใหม่โดยใช้ไม้ในปี 1935 มีนิทรรศการจัดแสดงมากมาย และคุณสามารถชมวิวแบบพาโนรามาได้จากชั้นบนสุด และในปี 1967 อุทยานซากปราสาทแห่งนี้ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติของประเทศอีกด้วย นอกจากนี้บริเวณข้างหอคอยปราสาทยังมี พิพิธภัณฑ์นินจาอิงะ (Iga-ryu Ninja Museum) ที่จำลองหมู่บ้านนินจาและจัดแสดงอาวุธ เครื่องมือ รวมถึงประวัติศาสตร์ของนินจาไว้อย่างน่าสนใจ ใครที่ชอบประวัติศาสตร์ นินจาและบรรยากาศแบบเก่าๆ แนะนำไม่อยากให้พลาดบริเวณนี้เลยค่ะ

พิพิธภัณฑ์นินจาอิงะ (Iga-ryu Ninja Museum) เข้าสู่ไปเรียนรู้โลกนินจาและชมโชว์ที่สนุกจนนั่งไม่ติด

พิพิธภัณฑ์นินจาอิงะ ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทอิงะอุเอโนะ เป็นพิพิธภัณธ์ที่แสดงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของนินจา ภายในมีสื่อ โมเดล และจัดแสดงอาวุธของนินจาที่ใช้ไว้มากมาย รวมทั้งข้าวของและอาวุธกว่า 400 ชิ้น อย่างชูริเก็น อาวุธที่นินจาใช้อีกด้วย

นอกจากนี้ก็ยังมีบ้านนินจาจำลองที่เราสามารถเข้าไปท่องโลกนินจาในสมัยก่อนว่ามีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ยังไง ใช้กลไกอะไรในการป้องกันตัวเมื่อศัตรูบุกเข้าในพื้นที่ เรียกได้ว่าเป็นนินจานี่ชีวิตไม่ได้ง่ายเลย

*การแสดงโชว์นินจาได้รับการอนุญาตให้ถ่ายภาพเป็นกรณีพิเศษ

แต่ไฮไลท์จริงๆ เห็นจะเป็นการชมโชว์การต่อสู้ของนินจา การแสดงโชว์ของที่นี่จะใช้เทคนิคและอาวุธที่ใช้ในยุคเซ็นโกคุ สมัยเอโดะ (ยุคสงคราม) โดยนักแสดงเป็นคณะที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นผู้สืบทอดนินจาอิงะอย่างแท้จริง การแสดงมีความตื่นเต้นเร้าใจสนุกจนบัตรขายหมดเกลี้ยงทุกวันเลยค่ะ

สเต็กเฮ้าส์ Grazie จากฟาร์มสู่ร้านชิมเนื้ออิงะคุณภาพสูง

มื้อสุดท้ายในจังหวัดมิเอะก่อนกลับเราฝากท้องที่ร้าน Grazie ร้านสเต็กที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานี อุเอโนะชิ (Uenoshi) ไฮไลท์ของร้านอยู่ที่เนื้ออิงะ โดยที่ร้านมีฟาร์มวัวของตัวเอง จึงได้เนื้ออิงะวากิวคุณภาพสูง วัวทุกตัวได้รับการเลี้ยงอย่างดี มีการเอาใจใส่ไปจนถึงอาหารที่ให้กิน เนื้อของที่นี่จึงอร่อย หอม นุ่มและมีรสชาติที่พิเศษ

เมนูที่เราอยากแนะนำ กิวซาชิ (เนื้อดิบ) และโทโรซาชิ (เนื้อนุ่มละลายในปาก) เนื้อสดที่ทั้งอร่อยและปลอดภัย เลี้ยงเองควบคุมคุณภาพเองเลยได้เนื้ออิงะวากิวที่หวานและมีสัมผัสพิเศษมากๆ

บรรยากาศของที่ร้านตกแต่งแบบสบายๆ มีที่นั่งทั้งแบบโต๊ะและเคาน์เตอร์เทปปัง ใครที่นั่งมุมนี้แน่นอนว่าจะได้ดูการแสดงปรุงสเต็กโชว์แบบสดๆ เลย

แวะซื้อของฝากสุดกิมมิกก่อนกลับ

เซมเบ้ที่ขึ้นชื่อว่าแข็งที่สุดในญี่ปุ่น “คาตายากิ” อดีตมีต้นกำเนิดมาจากการเป็นอาหารที่นินจาพกติดตัวไว้ ก่อนจะวิวัฒนาการมาเป็นขนมญี่ปุ่นในปัจจุบัน ส่วนผสมหลักทำมาจากแป้ง น้ำตาลและน้ำ เป็นขนมที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงและยังสามารถเก็บไว้ได้นาน เวลาทานจะต้องใช้ค้อนที่แถมมาหรืออุปกรณ์อย่างอื่นในการช่วยเคาะก่อนกิน สามารถหาซื้อได้ที่ร้าน Iga Kaan Yamamoto ใกล้สถานี Igashi ค่ะ

ร้านขนมเก่าแก่ Okashitsukasa Oonishi

ร้านขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ในบ้านเก่า ขายขนมขึ้นชื่ออย่าง “นินจาโมนากะ” ขนมเวเฟอร์แป้งกรอบด้านในสอดไส้ถั่วแดงกวน ทำเป็นรูปร่างนินจาและนินจาสาวด้วยมือแบบชิ้นต่อชิ้น รสชาติหวานละมุน เรียกได้ว่าเป็นของฝากที่น่ารักและมีรสชาติแห่งอิงะที่เหมาะแก่การซื้อเป็นของฝากมากๆ ค่ะ

บทส่งท้าย

จังหวัดมิเอะที่เราได้นำเสนอไปในบทความนี้ ล้วนเต็มไปด้วยเสน่ห์ที่หลากหลาย มีตั้งแต่อิเสะชิมะ ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์และอาหารทะเลสดๆ, ฮิกาชิคิชู ดินแดนมรดกโลกและชายฝั่งที่สวยงาม, อิงะ บ้านเกิดของนินจา ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยประสบการณ์สุดพิเศษที่เราไม่อยากให้ทุกคนพลาด ใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นครั้งหน้าอย่าลืมนึกถึงจังหวัดมิเอะนะคะ

มนต์เสน่ห์ชูบุ

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ช้อปปิ้งญี่ปุ่นแบบประหยัดสุดคุ้ม! ดูคูปองส่วนลดที่นี่เลย

เกี่ยวกับนักเขียน

tsunagu
tsunagu Japan
นี่คือแอ็คเคาท์ทางการของ tsunagu japan