ปั่นสบายไปกับจักรยานไฟฟ้า! เที่ยวชมทิวทัศน์ชนบทในย่านนิชิเกียวของเกียวโต!

เขตนิชิเกียวตั้งอยู่บนทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเกียวโต บริเวณนี้นอกจากจะเป็นที่ตั้งของ อาราชิยามะ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเกียวโตแล้ว ยังมีสถานที่ลับๆ ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น สวนสาธารณะราคุไซจิคุรินที่แผ่กว้างไปด้วยป่าไผ่ ศาลเจ้าโอฮาราโนะที่มีใบไม้เปลี่ยนสีแสนสวย หรือร้านขนมตะวันตกขวัญใจผู้คนในท้องที่ ในบทความนี้เราจะขอแนะนำให้คุณรู้จักกับบริการเช่าจักรยาน ที่จะช่วยให้เที่ยวชมย่านนิชิเกียวดังกล่าวได้อย่างสะดวกสบาย ร้านที่เราหยิบยกมาในบทความนี้เป็นร้านที่สามารถเช่า "E-Sports Bike" พาหนะที่นำระบบช่วยปั่นไฟฟ้าเข้ามาใส่ไว้ในจักรยานสำหรับแข่งกีฬา ลองปลีกตัวออกห่างความวุ่นวายของตัวเมือง และมาสนุกไปกับการเที่ยวเกียวโตในแบบที่ไม่เหมือนใครกันเถอะ

เกียวโต

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ร้านสำหรับสัมผัสประสบการณ์ E-Sports Bike โดยเฉพาะ

มาปั่นจักรยานเที่ยวย่านนิชิเกียวกันเถอะ!

TauT Hankyu Rakusaiguchi (トート 阪急洛西口) เปิดตัวขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2018 เป็นห้างสรรพสินค้าบริเวณใต้ทางรถไฟของสถานีราคุไซกุจิรถไฟสายฮันคิว เรียงรายไปด้วยร้านค้า 13 ร้านที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นร้านอาหาร เป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งในเมืองเกียวโต
สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเริ่มทริปปั่นของเราก็คือแวะมาที่ TauT แห่งนี้ และเช็คป้าย "แผนที่การเดินทาง"!

ภายใน TauT แห่งนี้เป็นที่ตั้งของ Cycle Base Asahi (サイクルベースあさひ) ร้านจักรยานที่มีสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่จักรยานสามล้อไปจนถึงจักรยานไฟฟ้า เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะร้านที่สามารถมาลองสัมผัสประสบการณ์ E-Sports Bike ได้

นอกจาก E-Sports Bike แล้ว ยังมีถุงมือและหมวกกันน็อคให้เช่าอยู่อีกด้วย จึงสามารถแวะมาลองได้โดยไม่ต้องเตรียมอะไรมากมาย สำหรับวิธีการใช้งาน E-Sports Bike นั้น พนักงานของทางร้านจะอธิบายให้คุณฟังอย่างละเอียด
ในส่วนของทัวร์ E-Sports Bike พร้อมไกด์นำทางนั้น คุณจะได้สนุกไปกับการปั่นพลางชมป่าไผ่ที่เป็นของขึ้นชื่อประจำของราคุไซ และทัศนียภาพของอาราชิยามะยามค่ำคืน นอกจากจะได้ร่วมทางไปกับไกด์ที่มากประสบการณ์แล้ว ยังมีการทำประกันไว้ให้อีกด้วย จึงน่าอุ่นใจเป็นอย่างมาก

* พนักงานร้านและไกด์สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ ได้ หากทางเรามีล่ามหรือคนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นไปด้วย ก็สามารถใช้บริการไกด์ท่องเที่ยวภาษาญี่ปุ่นได้

ทิวทัศน์ชนบทของนิชิเกียวที่สัมผัสได้ง่ายๆ ด้วย E-Sports Bike

คุณทานิกุจิ ผู้เป็นเจ้าของร้าน Cycle Base Asahi สาขาราคุไซกุจิ ได้กล่าวถึงข้อดีของการปั่น E-Sports Bike เที่ยวชมจุดต่างๆ ไว้ว่า "E-Sports Bike นั้นต่างกับจักรยานไฟฟ้าทั่วไปเนื่องจากพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้แข่งกีฬา ทำให้แม้แต่คนแรงน้อยก็สามารถปั่นเป็นระยะยาวได้ การได้เสียเหงื่อนิดๆ หน่อยๆ ก็ถือเป็นความสนุกอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ E-Sports Bike ยังสามารถซอกแซกไปตามทางลัดแคบๆ ที่มีอยู่หลายจุดในราคุไซได้อีกด้วย"

คุณทานิกุจิกล่าวต่อพร้อมกับรอยยิ้มว่า "แม้ว่าวิวของอาราชิยามะยามค่ำคืนและวัดศาลเจ้าต่างๆ จะสวยงามก็จริง แต่ทิวทัศน์ชนบทของโรคุไซที่รับชมได้ในระหว่างปั่น E-Sports Bike นั้นก็ยอดเยี่ยมไปอีกขั้น ผมอยากให้ทุกคนได้ลองสัมผัสดูสักครั้งจริงๆ ครับ"

การปั่น E-Sports Bike แหวกผ่านไปตามป่าไผ่นั้นให้ความรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างยิ่ง! เส้นทางที่เราขอแนะนำที่สุดคือบริเวณสวนสาธารณะราคุไซจิคุริน (洛西竹林公園) เนื่องจากมีคนน้อยและมีแสงแดดที่อบอุ่นกำลังดี

ประวัติศาสตร์ของไผ่ที่ถูกเล่าขานในราคุไซ (洛西) บ้านเกิดของไผ่เกียวโต

จุดหมายถัดไปของเราก็คือพิพิธภัณฑ์ไผ่ที่อยู่ภายในสวนสาธารณะราคุไซจิคุริน

เปิดให้บริการขึ้นเมื่อปีโชวะที่ 56 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่โด่งดังไปทั่วโลกภายใต้ชื่อ "Rakusai Bamboo Park" แม้ว่าไผ่จะเป็นพืชที่ใกล้ชิดอยู่กับคนญี่ปุ่น ทั้งในด้านวิถีชีวิต อุตสาหกรรม วัฒนธรรม และศิลปะ แต่ในขณะเดียวกันก็มีไม่กี่คนนักที่รู้ถึงสภาพทางนิเวศวิทยาของมัน พิพิธภัณฑ์ไผ่นี้จึงจัดแสดงเอกสารที่มีความสำคัญมากมาย เพื่อเผยแพร่ข้อดีและมนต์เสน่ห์ของไผ่ ไปจนถึงความเกี่ยวข้องของไผ่ที่มีต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

ห้องจัดแสดงสิ่งของเกี่ยวกับไผ่ และห้องเรียนที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถเข้าร่วมได้

ในส่วนของห้องจัดแสดงนั้นมีการจัดแสดงสิ่งของจำพวกหลอดไฟเอดิสันและท่อน้ำทิ้งจากไผ่ที่ขุดพบจากนากาโอกะเกียว (เมืองหลวงของญี่ปุ่นเมื่อปี 784-794) ทำให้เรารู้ได้ว่ามีการใช้ประโยชน์จากไผ่มาตั้งแต่สมัยโบราณ

คุณวาตานาเบะ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การเกษตรผู้รับตำแหน่งเจ้าหน้าที่พิเศษประจำสวนสาธารณะราคุไซจิคุริน ได้อธิบายไว้ว่า "ทุกปีในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนจะมีการจัดห้องเรียนให้ความรู้เกี่ยวกับไผ่ขึ้น (ภาษาญี่ปุ่น) หลังจากเสร็จการอธิบายเกี่ยวกับวิธีที่ไผ่ถูกนำไปใช้และระบบนิเวศวิทยาของไผ่โดยวีดีโอแล้ว ทั้งเด็กและผู้ปกครองจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับไผ่อย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมต่างๆ ตัวอย่างเช่น การสร้างนกหวีดและกังหันไม้ไผ่"

ชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ไผ่นั้นเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี เนื่องจากประเทศในแถบยุโรปนั้นไม่มีไผ่ นักท่องเที่ยวจากประเทศดังกล่าวจึงให้ความสนใจในของจัดแสดงต่างๆ และห้องชาทรงญี่ปุ่นดั้งเดิม "จิคุฟูเคน (竹風軒)" มากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ราคุไซยังเป็นถิ่นกำเนิดของ "เกียวทาเคโนโกะ (京たけのこ)" หรือ "หน่อไม้เกียวโต" ที่เป็นหนึ่งในของขึ้นชื่อประจำเกียวโตอีกด้วย คุณวาตานาเบะได้กล่าวในฐานะคนรักไผ่ไว้ว่า "ราคุไซเปรียบได้กับบ้านเกิดของไผ่เกียวโต จากนี้ไปผมก็อยากถ่ายทอดความวิเศษของไผ่ให้ผู้คนรู้จักกันไปเรื่อยๆ"

จากเอกลักษณ์ที่สืบทอดกันมาสู่เอกลักษณ์ของราคุไซเอง

แวะพักเหนื่อยที่ร้านขนมตะวันตกขวัญใจคนท้องถิ่น!

คุณทาคาชิมะ ผู้เป็นทั้งเจ้าของร้านและหัวหน้าเชฟ ได้เดินทางไปฝึกฝนฝีมือขนมตะวันตกที่สวิตเซอร์แลนด์ 3 ปี ฝรั่งเศส 2 ปี และแคนาดา 2 ปี

หลังจากกลับมาที่ญี่ปุ่น เธอก็ได้เปิดร้านขนมตะวันตก "Madame Chou Creme (マダムシュークレーム)" ขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปีโชวะที่ 63 (ค.ศ.1988) ขนมสวิตสูตรต้นตำรับที่อัดแน่นไปด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากถิ่นกำเนิดนี้ เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากในหมู่ของผู้คลั่งไคล้ขนมตะวันตก และกำลังจะเข้าสู่ช่วงครบรอบ 31 ปีในปีนี้

ยึดมั่นในต้นตำรับและไม่วิ่งตามกระแส

ปัจจุบันเหล่าขนมตะวันตกที่อบอวนไปด้วยกลิ่นไอของต่างแดนนี้ได้รับการสืบทอดโดยคุณมาซายูกิ ผู้เป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 นอกจากจะส่งต่อรสชาติแบบสวิต ฝรั่งเศส และแคนาดาที่เจ้าของรุ่นแรกโปรดปรานแล้ว ยังคิดค้นสินค้าสูตรออริจินัลที่ทำจากผลิตผลท้องถิ่นอย่าง โอฮาระบูลเบอร์รี่และพลับโอเอะ ออกมาอีกด้วย

ชูครีมที่เป็นสินค้าขายดีของร้านนี้ "Chou à la crème (シュー アラ クレーム)" ทำขึ้นจากการนำครีมสดไปผสมกับคัสตาร์ดครีม และมีจุดเด่นเป็นผิวนอกที่นุ่มนิ่มตามแบบต้นตำรับ คุณมาซายูกิได้บอกอย่างมั่นใจไว้ว่ามันมีรสชาติที่สามารถเพลิดเพลินได้ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุเลยทีเดียว

ในวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีผู้คนมาใช้บริการที่ร้านมากมาย และเพื่อแสดงถึงความเป็น Madame Chou Creme ที่ด้านนอกของร้านจะปักธงฝรั่งเศสและสวิสไว้คู่กัน เพื่อให้ทุกคนได้ทราบว่ายังคงเป็นร้านที่สืบทอดกันมาจนมาถึงรุ่นที่ 2 ในราคุไซ

เกียวคาซุกะ (京春日) ศาลเจ้าชื่อดังแห่งราคุไซที่เคยปรากฏอยู่ในบทกลอนยุคเฮอัน

จุดหมายสุดท้ายของเราก็คือ ศาลเจ้าโอฮาราโนะ (大原野神社)
มาปลีกตัวออกจากวันธรรมดาที่วุ่นวาย และเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาที่แสนผ่อนคลายกันเถอะ

ศาลเจ้าโอฮาราโนะสร้างขึ้นในปี 784 ในช่วงเหตุการณ์ย้ายเมืองหลวงมายังนากาโอกะเกียว เนื่องจากเป็นศาลเจ้าที่สักการะเหล่าเทพแห่งคาซุกะ ซึ่งเป็นเทพคุ้มครองประจำตระกูลฟุจิวาระ ศาลเจ้านี้จึงถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า "เกียวคาซุกะ" ในปี 850 มีการสร้างอาคารศาลที่โอ่อ่าขึ้น และเกิดคำสอนว่าหากตระกูลฟุจิราวะมีผู้หญิงเกิดขึ้น ให้มาเข้าสักการะศาลนี้เพื่อขอพรให้ได้เป็นสนมหรือมเหสีขององค์จักรพรรดิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของ อาคิโกะ (彰子) ลูกสาวของ ฟุจิวาระ โนะ มิจินางะ (藤原道長) ที่ มุราซากิ ชิคิบุ (紫式部) ผู้เขียน "ตำนานเก็นจิ" เคยรับใช้อยู่นั้น กล่าวกันว่ามีขบวนแห่ที่สวยงามอลังการเป็นอย่างมาก

จากการได้เข้าไปพูดคุยกับคุณซุกิฮาระแห่งศาลเจ้าโอฮิราโนะ เราก็ได้ทราบว่าศาลเจ้าโอฮิราโนะได้รับการสักการะทั้งในฐานะเทพแห่งความรู้ เทพแห่งการป้องกันภัย และเทพแห่งการเมือง ทั้งยังถูกเคารพในฐานะเทพที่คอยคุ้มครองและมอบโชคดีให้กับสตรีอีกด้วย ถึงขนาดที่ได้ไปปรากฏอยู่ในหนังสือต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ริคโคคุชิ โอคากามิ หรือตำนานเก็นจิ มุราซากิ ชิคุบุนั้นหลงรักดินแดนโอฮิราโนะเป็นอย่างมาก และเคารพบูชาศาลเจ้าโอฮิราโนะในฐานะเทพคุ้มครองประจำตระกูลของตน ในตำนานเก็นจิก็ได้เขียนบรรยายถึงขบวนแห่ของจักรพรรดิเรเซที่มุ่งหน้าไปยังโอฮิราโนะไว้อย่างสวยงามเช่นกัน

สัมผัสช่วงเวลาแสนผ่อนคลายที่ส่งต่อมาตั้งแต่ยุคเฮอัน

ศาลเจ้าโอฮิราโนะโด่งดังในฐานะจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีมาตั้งแต่สมัยเฮอัน ดังที่นักกวีในยุคเฮอัน ฟุจิวาระ โนะ โคเรอิเอะ (藤原伊家) ได้เขียนบทกลอนไว้ เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ทางเดินหน้าศาลเจ้ายาว 200 เมตรจะเปลี่ยนสภาพเป็นอุโมงค์ใบไม้เปลี่ยนสี และคึกคักไปด้วยผู้คนจำนวนมาก อีกด้านหนึ่งในกรณีของฤดูใบไม้ผลิ ก็ยังเป็นที่รู้จักจาก "เซนกังซากุระ (千眼桜)" ต้นซากุระที่จะบานให้รับชมได้เพียง 2-3 วันเท่านั้น

คุณซุกิฮาระได้บอกกับเราว่า ในขณะที่เกียวโตเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแวะมาเที่ยวชมมากมาย แต่ก็มีไม่กี่คนนักที่จะแวะมายังศาลเจ้าโอฮาราโนะ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่ผ่อนคลายและทิวทัศน์ที่มีกลิ่นอายของวันวานของที่นี่นั้น ก็คู่ควรแก่การลองมาสัมผัสดูสักครั้งจริงๆ

จุดถ่ายรูปป่าไผ่ที่น้อยคนจะรู้จัก

หากเดินไปตามถนนบนทิศเหนือของศาลเจ้าโอฮิราโนะสักพัก ก็จะพบกับสถานที่ที่เรียกว่า ถนนทาเคโฮกาคิโนะมิจิ (竹穂垣の道) ซึ่งที่ต้นไผ่ปลูกไว้อย่างสวยงาม เป็นสถานที่ที่เงียบสงบอย่างมาก และเหมาะกับการถ่ายรูปป่าไผ่อีกด้วย!

ทางด้านเส้นทางจากศาลเจ้าโอฮาราโนะไปยังวัดโชจิจิ (勝持寺) เองก็มีทิวทัศน์ที่แสนวิเศษอยู่เช่นกัน
ให้บรรยากาศราวกับว่าหลงเข้ามาในป่าเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้เป็นเส้นทางการเดินทางด้วย E-Sports Bike ที่เราได้คัดเลือกมานำเสนอในครั้งนี้! มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 15 กิโลเมตร หากปั่นอย่างชิวๆ แล้วก็จะกินเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง แม้ว่าในระหว่างทางจะมีทางลาดขึ้นลงอยู่บ้าง แต่เมื่อเป็น E-Sports Bike แล้วก็สามารถปั่นได้อย่างสบายแน่นอน ลองมาดื่มด่ำไปกับบรรยากาศที่แสนสดชื่นในนิชิเกียว พื้นที่ที่อุดมไปด้วยป่าไผ่และทิวทัศน์แบบชนบทแห่งนี้กันเถอะ!

(วันที่เผยแพร่: 26 เมษายน 2019, เรียบเรียงโดย: นักเขียน วาตานาเบะ เรียวเฮ (渡邉良平))

แผนที่การเดินทาง

จุด A, C, D, E, และ H ในบทความนี้คือจุด A, C, D, E, และ H ในแผนที่ด้านล่าง

จุด A  Cycle Base Asahi Rakusaiguchi
จุด B  ถนนนิชิโนะโอกะจิคุรินโด (西ノ岡竹林通)
จุด C  พิพิธภัณฑ์ไผ่
จุด D  Madame Chou Creme
จุด E  ศาลเจ้าโอฮาราโนะ
จุด F  ถนนจากศาลเจ้าโอฮาราโนะไปวัดโชจิจิ
จุด G  ศาลเจ้าโอฮาราโนะ ถนนทาเคโฮกาคิโนะมิจิ
จุด H  Cycle Base Asahi Rakusaiguchi

ข้อความและภาพถ่ายในบทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ「Hidden Gems of KYOTO Project」(ภาษาญี่ปุ่น)

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร