10 ที่เที่ยวห้ามพลาดใน"จังหวัดโคจิ" เกาะชิโคคุ เที่ยวได้ไม่มีเบื่อ!

จังหวัดโคจิ (Kochi) ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางใต้สุดของเกาะชิโคคุ (Shikoku) ซึ่งเป็นเกาะที่เล็กที่สุดในบรรดาเกาะหลัก 4 แห่งของญี่ปุ่น เป็นจังหวัดที่เลื่องชื่อเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ ด้วยหาดทรายที่ทอดตัวอยู่ตามแนวเกาะ ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และทิวทัศน์ของเมืองประวัติศาสตร์ และยังเป็นแหล่งกิจกรรมกลางแจ้งยอดนิยม บทความนี้เราจะพาไปสำรวจจังหวัดโคจิผ่าน 10 สถานที่ท่องเที่ยวห้ามพลาดที่เรารวบรวมไว้ให้ที่นี่! ถ้าพร้อมแล้วเตรียมตัวเก็บกระเป๋าแล้วมุ่งหน้าสู่จังหวัดทิศใต้แห่งเกาะที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่นแห่งนี้กันได้เลย!

โคจิ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

1. นิโยโดงาวะ (Niyodogawa)

นิโยโดงาวะ (Niyodogawa) เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำนิโยโดะ มีผลิตภัณฑ์จากใบชาเป็นจุดเด่นและความภาคภูมิใจประจำเมือง แวะเที่ยวชมที่นี่เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองเล็กๆ ของญี่ปุ่น และดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติอันสวยงามโดยรอบ

นิโกบุชิ (Nikobuchi)

ที่นี่คือน้ำตกที่เป็นที่รู้จักในนามว่า "นิโยโดะ บลู (Niyodo Blue)" เนื่องมาจากความสวยงามน่าค้นหาของผืนน้ำสีฟ้าของมัน และเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบผิวน้ำในองศาที่เหมาะสมจะทำให้เกิดภาพที่ดูราวกับเป็นฉากในเทพนิยาย 

หุบเขายาซุอิ (Yasui Valley)

หุบเขายาซุอิ (Yasui Valley) ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางผืนป่าแห่งภูเขา Ishizuchi ภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นตะวันตก แม่น้ำพื้นหินแห่งนี้ทอดยาวออกไปกว่า 10 กิโลเมตร น้ำสีฟ้าสะอาดทำให้รู้สึกราวกับมีท้องฟ้าล่องลอยอยู่รอบตัว ที่นี่มีความสัมพันธ์กับประเพณีโบราณที่ชื่อว่า "Yasui Kagura" ซึ่งเป็นการเล่นละครโนห์ประเภทหนึ่ง (ศิลปะการแสดงดั้งเดิมประเภทหนึ่งของญี่ปุ่น มีการใช้หน้ากากเป็นส่วนประกอบ) และยังสัมพันธ์กับนักเขียนหลายคน ที่นี่มีธรรมชาติสวยงามให้เที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี ทั้งความสดชื่นเขียวขจีในฤดูใบไม้ผลิและความงามของใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง

หุบเขานาคัตสึ (Nakatsu Valley)

หุบเขานาคัตสึ (Nakatsu Valley) งานศิลปะของธรรมชาติที่เกิดจากน้ำฝนที่ไหลผ่านหุบเขาทำให้เกิดทิวทัศน์ที่สวยงาม เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยม และยังเป็นที่ตั้งของน้ำตกโมมิจิ (Momiji Falls) น้ำตกอูริว (Uryu Falls) และน้ำตกริวกูบุชิ (Ryugubuchi Falls) ตลอดทางเดินระยะทาง 2.3 กิโลเมตร ในหุบเขาแห่งนี้มีบรรยากาศน่าสนใจให้ชื่นชมในทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุณหภูมิกำลังดีในฤดูใบไม้ผลิ น้ำที่ใสเหมือนแก้วในฤดูร้อน ใบไม้สีแดงที่ร่วงหล่นในฤดูใบไม้ร่วง หรือธารน้ำแข็งในฤดูหนาว

 

2. แม่น้ำชิมันโตะ (Shimanto River) [เมืองชิมันโตะ]

แม่น้ำชิมันโตะ (Shimanto River) เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดบนเกาะชิโคคุ มีต้นกำเนิดมาจากภูเขา Irazu แห่ง Tsuno แม่น้ำสายนี้ไหลผ่านเมือง Nakatosa Shimanto-cho และ Shimanto City ระยะทางรวม 196 กิโลเมตร ขึ้นชื่อว่าเป็น "แม่น้ำที่มีน้ำใสแห่งสุดท้ายของญี่ปุ่น" และยังเป็นต้นกำเนิดของวิธีการตกปลาแบบ Hiburi-ryo ซึ่งเป็นเทคนิคการตกปลาแบบดั้งเดิมที่ใช้คบไฟช่วยในการจับปลาอายุ (sweetfish) และ Shibazuke ซึ่งเป็นเทคนิคการจับปลาโดยใช้มัดไม้ไผ่วางดักไว้ในน้ำ

3. ปราสาทโคจิ (Kochi Castle) [เมืองโคจิ]

ที่ใจกลางเมืองโคจิ มีปราสาทที่เป็นตัวอย่างสุดคลาสสิกของปราสาทแบบ "ฮิรายามะจิโร่ (hirayama-jiro)" ซึ่งมีลักษณะเป็นปราสาทที่สร้างขึ้นบนเนินเขาล้อมรอบด้วยที่ราบ ที่นี่ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2144 เป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมที่สง่างามในยุคเอโดะ โครงสร้างบางอย่าง เช่น ประตู Ote-mon และหอคอยปราสาทได้รับการประกาศให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น และการที่ปราสาทที่ยังคงตั้งตระหง่านหลังจากผ่านเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายครั้งและสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ที่นี่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่น่าเกรงขามที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย

4. ชายหาดคัทสึราฮามะ (Katsurahama Beach) [เมืองโคจิ]

ชายหาดคัทสึราฮามะ (Katsurahama Beach) เป็นชายหาดที่ทอดตัวเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวระหว่างแหลม Ryuzu และแหลม Ryuo ตั้งอยู่บริเวณปากอ่าว Urado ด้วยชายหาดกรวดที่มีสีสันและมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้มที่ตัดกับฉากหลังของต้นสนสีเขียว เป็นวิวอันสมบูรณ์แบบมุมหนึ่งที่สามารถพบเจอได้ในจังหวัดโคจิ

รูปปั้นซากาโมโต้ เรียวมะ (Sakamoto Ryoma)

ซากาโมโต้  เรียวมะ (Sakamoto Ryoma) เป็นนักปฏิวัติที่มีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดโคจิ เขาเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่โค่นล้มระบอบการปกครองแบบ Tokugawa (ระบบศักดินาของญี่ปุ่นปกครองโดยผู้ที่มีตำแหน่ง "โชกุน") ได้รับความชื่นชมในความพยายามสร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้คนในยุคเอโดะ และถึงแม้จะเป็นนักดาบฝีมือดี แต่ก็ไม่เคยใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เพื่อสิ่งนี้ รูปปั้นของซากาโมโต้  เรียวมะ จึงถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2472 ด้วยการระดมทุนและความพยายามของกลุ่มเยาวชนในจังหวัดโคจิ

ศาลเจ้าริวโอกุ (Ryuogu Shrine) /ศาลเจ้าวาตัทสึมิ (Watatsumi Shrine)

ศาลเจ้าวาตัทสึมิ (Watatsumi Shrine) หรือศาลเจ้าริวโอกุ (Ryuogu Shrine) เป็นศาลเจ้าเล็กน่ารัก สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเทพธิดาแห่งมหาสมุทร 'วาตัทสึมิ (Watatsumi)' คนส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อขอพรเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางทางทะเลและเรื่องความรัก ศาลเจ้าตั้งอยู่ที่ปลายสุดของชายหาดคัทสึราฮามะ วิวจากบนยอดเขานั้นสวยงามมาก

5. ถ้ำอิโอกิ (Ioki Cave) [เมืองอากิ]

ธรรมชาติที่สวยงามแห่งนี้เป็นผลพวงมาจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ล้านปีก่อน ทำให้ชั้นหินเคลื่อนตัวสูงขึ้นและถูกกัดกร่อนโดยน้ำทะเล ด้วยความที่อยู่ห่างจากสนามบิน Kochi Ryoma โดยรถยนต์เพียง 30 นาที พื้นที่เงียบสงบแห่งนี้จึงเป็นที่ซ่อนตัวที่เดินทางสะดวกที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เหมาะสำหรับการปลีกตัวเพื่อพักผ่อนกายใจจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่ หากเดินเข้าไปในถ้ำจะได้รับการต้อนรับด้วยอุณหภูมิที่เย็นสบายตลอดทั้งปีและยังสามารถชื่นชมกับกลุ่มต้นเฟิร์นซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นสมบัติทางธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่นด้วย

6. วัดชิคุริน (Chikurin-ji Temple) [เมืองโคจิ]

ในปี พ.ศ. 1267 พระจักรพรรดิ Shomu มีความฝันว่าได้ไปบูชาพระพุทธรูปที่ภูเขาวูไท่ (Wutai) ของประเทศจีน จึงสั่งการให้นักบวชเดินทางออกตามหาภูเขาลูกที่คล้ายกันนั้นในประเทศญี่ปุ่น หลังจากพระจักรพรรดิได้ตัดสินใจเลือกภูเขาโกได (Godai) แล้ว นักบวชจึงได้ก่อตั้งวัดชิคุรินขึ้นมา วิวที่มองเห็นที่ปลายทางของการเดินทางขึ้นหน้าผาชัน ทำให้ทุกคนเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมจึงต้องเป็นที่นี่ เพราะทิวทัศน์สวยงามของป่าเขาที่สร้างบรรยากาศอันเงียบสงบและคุณภาพอากาศที่ยิ่งดีและสดชื่นขึ้นเมื่อเดินทางสู่ที่สูง ที่นี่ยังเป็นจุดชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีที่ยอดเยี่ยมโดยเฉพาะเมื่อมีฉากหลังเป็นเจดีย์ขนาดสูง 5 ชั้นของวัด 

7. สวนพฤกษศาสตร์มากิโนะ (Makino Botanical Garden) [เมืองโคจิ]

สวนพฤกษศาสตร์มากิโนะเปิดทำการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2501 เพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จของดร. มากิโนะ นักพฤกษศาสตร์ชาวโคจิผู้เป็นที่รู้จักในนาม "บิดาแห่งพฤกษศาสตร์ญี่ปุ่น" ภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่อุทิศให้กับชีวิตของเขา และสวนกลางแจ้งที่สามารถใช้เวลาเดินเล่นไปตามเส้นทางที่หลากหลายได้นานหลายชั่วโมง รวมทั้งยังมีห้องเรือนกระจกที่เต็มไปด้วยกล้วยไม้นานาพันธุ์

8. เกาะคาชิวาจิมะ (Kashiwajima) [เมืองฮาตะ]

คาชิวาจิมะ (Kashiwajima) เป็นเกาะขนาดเล็กอยู่ห่างจากปลายสุดของเมือง Otsuki มาทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร เกาะแห่งนี้เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการตั้งแคมป์และทำกิจกรรมทางน้ำในฤดูร้อน ด้วยความสวยงามของมหาสมุทรแปซิฟิกและปลากว่า 1,000 สายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณ ทำให้เป็นจุดที่เหมาะสำหรับการดำน้ำอย่างมาก นอกจากจะสามารถชมทิวทัศน์ที่สวยงามของเกาะโอกิโนะชิมะ (Okinoshima) และเกาะอูกุริชิมะ (Ugurushima) ได้แล้ว ที่นี่ยังเป็นที่รู้จักในฐานะสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ญี่ปุ่นในปี 2003 เรื่อง "Tsuribaka Nisshi 14" อีกด้วย

9. วัดอิวาโมโตะ (Iwamoto-ji Temple) [เมืองทากาโอกะ]

เหนือจากแม่น้ำชิมันโตะไปเพียง 300 เมตร เป็นที่ตั้งของวัดอิวาโมโตะ (Iwamoto-ji) ที่สามารถมองเห็นวิวของเมืองชิมันโตะและพื้นที่โดยรอบได้อย่างชัดเจน วัดแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพเจ้า 5 องค์ มีความโดดเด่นอยู่ที่ศิลปะบนเพดานวัดที่ซึ่งเป็นการแสดงภาพ 575 ภาพ ไล่เรียงตั้งแต่ภาพธรรมชาติญี่ปุ่นไปจนถึงภาพพระอรหันต์ ซึ่งภาพเหล่านี้ได้รับการคัดเลือกมาจากการแข่งขันทั่วประเทศที่จัดขึ้นในปี พ.ศ. 2521 ในสมัยที่มีการสร้างวัด

10. หมู่บ้านคิตะกาว่า "สวนโมเน่ต์" มาร์โมแต็ง (Kitagawa Village 'Monet's Garden' Marmottan) [เมืองอะกิ]

สวนโมเนต์สร้างโลกในภาพเขียนของจิตรกรชาวฝรั่งเศสชื่อดัง โกลด โมเน่ต์ โดยใช้ความงามของภูเขาโคจิ ทิวทัศน์ของแม่น้ำและมหาสมุทรเป็นส่วนประกอบ ที่นี่มีสวน 3 แห่งที่แตกต่างกัน เริ่มจากสวนดอกไม้สีสันสวยงาม สวนน้ำหรูหราที่มีมีดอกบัวสีฟ้า และสวนที่มีองค์ประกอบของแสงที่ได้แรงบันดาลใจจากความรักของโมเน่ต์ที่มีต่อบรรยากาศของสถานที่ต่างๆ ในคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน

จังหวัดโคจิ เป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำอันเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงและสถาปัตยกรรมที่ยังคงความดั้งเดิมเอาไว้อย่างแท้จริง เป็นที่ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวอันงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น และด้วยทำเลที่ตั้งทางตอนใต้สุดของเกาะชิโคคุ จะทำให้คุณได้เพลิดเพลินกับการสำรวจทั้งภูเขา ชายหาด และป่าไม้ได้ทั้งหมดภายในวันเดียว! 

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร