9 สิ่งที่ควรนำติดตัวไปด้วยตอนเที่ยวญี่ปุ่น

หลังจากที่เตรียมหาข้อมูลที่เที่ยวและที่กินเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาจัดสัมภาระ แน่นอนว่ากระเป๋าสตางค์ สมาร์ทโฟน และพาสปอร์ตเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่พอจะได้ไปเที่ยวเข้าจริงๆ ก็น่าจะมีหลายคนที่กังวลว่าควรเอาอะไรไปอีกดี ถ้าไม่ได้เตรียมการล่วงหน้าแล้วเกิดลืมของขึ้นมา ก็อาจทำให้ต้องเสียเวลาสำหรับทริปการท่องเที่ยวอันมีค่าได้ ดังนั้นมาเรียนรู้ลักษณะเฉพาะของประเทศญี่ปุ่นไว้ล่วงหน้า แล้วมาสนุกไปกับการเดินทางท่องเที่ยวที่สะดวกสบายกันเถอะ

ทั่วประเทศ

เคล็ดลับ

1. เงินสด (ประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมแห่งเงินสด!)

สำหรับการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นนั้น การพกเงินสดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย เพราะว่าถ้าไม่นับร้านสะดวกซื้อและศูนย์การค้าขนาดใหญ่แล้วล่ะก็ ร้านค้าที่รองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตมีอยู่น้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือพวกร้านขายปลีก แม้ว่าหลายคนอาจจะรู้สึกกังวลเวลาที่ต้องพกเงินสดเดินไปเดินมาในต่างประเทศ แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นที่มีระบบความปลอดภัยเป็นเลิศนั้น ท่านคงไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก

ท่านสามารถถอนเงินด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเงินสดที่ออกโดยสถาบันการเงินของต่างประเทศเป็นเงินเยนได้ที่ตู้ ATM ของที่ทำการไปรษณีย์หรือตู้ ATM ของร้าน 7-Eleven อีกทั้งปัจจุบันทั่วประเทศญี่ปุ่นก็มีการติดตั้ง "Smart Exchange" หรือเครื่องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่รองรับ 12 สกุลเงินทั่วโลกกว่า 400 สาขา ท่านสามารถค้นหาตำแหน่งที่ตั้งเครื่องผ่าน Google Map ได้ ทำให้สะดวกอย่างยิ่งต่อการค้นหาเครื่องที่ตั้งอยู่ใกล้ตัวท่านมากที่สุด

นอกจากนี้ บัตรเครดิตที่สามารถใช้งานที่ประเทศญี่ปุ่นได้ส่วนใหญ่จะเป็นบัตร JCB, Visa และ Mastercard แต่ในช่วงหลังๆ มานี้ร้านค้าร้านอาหารหลายแห่งก็กำลังดำเนินการให้รับรองบัตรเครดิตของบริษัทอื่นๆ ด้วย

ที่ทำการไปรษณีย์
ภาษาอังกฤษ:https://www.jp-bank.japanpost.jp/en/ias/en_ias_index.html
(มีหน้าเว็บที่เป็นภาษาจีนตัวย่อ ภาษาจีนตัวเต็ม และภาษาเกาหลีด้วย)

ตู้ ATM ของ Japan Post Bank 
ภาษาอังกฤษ:https://www.jp-bank.japanpost.jp/en/ias/en_ias_app.html

ตู้ ATM ของ 7-Eleven 
ภาษาอังกฤษ:https://www.sevenbank.co.jp/intlcard/index2.html
(มีหน้าเว็บที่เป็นภาษาจีนตัวย่อ ภาษาจีนตัวเต็ม ภาษาเกาหลี ภาษาไทย และภาษาเวียดนามด้วย)

Smart Exchange
ภาษาอังกฤษ:https://smartexchange.jp/
(มีหน้าเว็บที่เป็นภาษาไทย ภาษาจีนตัวย่อ ภาษาจีนตัวเต็ม และภาษาเกาหลีด้วย)

2. บัตรโดยสาร Japan Rail Pass

Japan Rail Pass คือบัตรโดยสารโครงการพิเศษสุดคุ้มที่วางจำหน่ายโดย JR บริษัทรถไฟในญี่ปุ่น ซึ่งถ้าจะกล่าวตรงๆ  บัตรนี้ก็คือ "บัตรสำหรับเที่ยวญี่ปุ่นได้ไม่อั้นในราคาคงที่สำหรับชาวต่างชาติ" นั่นเอง ท่านสามารถใช้บัตรใบเดียวนี้โดยสารพาหนะที่ทาง JR ให้บริการได้ไม่อั้น ไม่ว่าจะเป็นรถไฟชินคันเซ็น รถไฟทุกสายในเครือ JR รถบัส JR หรือเรือ JR West Miyajima Ferry

JR เป็นบริษัทรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเปิดเส้นทางสัญจรทั่วทั้งญี่ปุ่นตั้งแต่ฮอกไกโด (ทางเหนือ) ไปจนถึงคิวชู (ทางใต้) ถ้าท่านรู้หลักในการใช้ประโยชน์จากมัน ท่านก็จะสามารถเที่ยวทั่วญี่ปุ่นได้ในราคาที่ถูกแสนถูกเลยล่ะ

เงื่อนไขในการซื้อบัตรนี้ ได้แก่
(1) เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อการท่องเที่ยว โดยได้รับสถานะการเข้าเมือง "พำนักระยะสั้น" มาจากต่างประเทศ
(2) เป็นคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศและเป็นผู้ที่มี "หนังสือเดินทางของประเทศญี่ปุ่นและเอกสารที่สามารถยืนยันว่าพำนักอาศัยอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปซึ่งได้รับมาจากสถานฑูตญี่ปุ่นในต่างประเทศ"

ราคาของบัตรมีดังนี้ 
บัตรที่ใช้งานได้ 7 วัน : 29,110 เยน (ผู้ใหญ่) / 14,550 เยน (อายุ 6 - 11 ปี)
บัตรที่ใช้งานได้ 14 วัน : 46,390 เยน (ผู้ใหญ่) / 23,190 เยน (อายุ 6 - 11 ปี)
บัตรที่ใช้งานได้ 21 วัน :  59,350 เยน (ผู้ใหญ่) / 29,670 เยน (อายุ 6 - 11 ปี)

ลองมาดื่มด่ำไปกับการเที่ยวญี่ปุ่นในราคาที่สมเหตุสมผลกันเถอะ

JAPAN RAIL PASS (JR Pass)
ภาษาญี่ปุ่น: http://japanrailpass.net/index.html
ภาษาอังกฤษ: http://japanrailpass.net/en/index.html
ภาษาจีนตัวเต็ม: http://japanrailpass.net/zh/index.html
ภาษาจีนตัวย่อ: http://japanrailpass.net/cn/index.html

3. SIM การ์ด / Pocket Wi-Fi (ที่ญี่ปุ่นยังมี Wi-Fi ฟรีให้ใช้บริการไม่ทั่วถึง!)

แม้ว่าท่านจะสามารถใช้ Wi-Fi ฟรีได้ตามสถานีรถไฟ สนามบิน ร้านสะดวกซื้อ ร้านฟาสต์ฟู้ด คาเฟ่ ที่พัก พื้นที่สาธารณะ ฯลฯ แต่สภาพความเป็นจริงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ญี่ปุ่นยังถือว่ามีความล่าช้าในการติดตั้ง Wi-Fi ฟรีอยู่ ทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยยกประเด็น "Wi-Fi ฟรีสาธารณะ" ว่าเป็นเรื่องลำบากเวลามาเที่ยวญี่ปุ่น

เพราะเหตุนี้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศญี่ปุ่นจึงควรพิจารณาการซื้อ SIM การ์ดหรือเช่า Pocket Wi-Fi มาใช้ ซึ่งถ้าเป็น Pocket Wi-Fi ก็จะใช้งานได้ตามปริมาณที่กำหนดให้ในแต่ละวัน แต่ถ้าเป็น SIM การ์ดจะสามารถใช้งานได้ตามปริมาณที่ซื้อ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องจ่ายค่าบริการจำนวนมหาศาลสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศ เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถเพลิดเพลินไปกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ตามชอบใจ โดยไม่ต้องสนใจว่าจะมีหรือไม่มี Wi-Fi ฟรีให้ใช้

อย่างไรก็ตาม ประเทศญี่ปุ่นที่คาดการณ์ได้ว่าหลังจากนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากแผนการจัดงาน Rugby World Cup ในปี 2019 งาน Tokyo Olympic ในปี 2020 และงาน Osaka-Kansai Japan Expo 2025 ฯลฯ ก็กำลังดำเนินการขยายขอบเขตการติดตั้ง Wi-Fi ฟรีเป็นการเร่งด่วนอยู่ นอกจากนี้แล้วยังมีการเปิดตัว "แอปพลิเคชัน Japan Connected-free Wi-Fi" ที่สามารถเข้าถึงจุดติดตั้ง Wi-Fi ฟรีทั่วญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดายและช่วยให้การเชื่อมต่อเครือข่ายในญี่ปุ่นเป็นไปอย่างลื่นไหลเพียงแค่ท่านลงทะเบียนกับแอปฯ แอปพลิเคชันนี้เปิดให้ท่านใช้งานได้ฟรีๆ และรองรับถึง 16 ภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ฯลฯ สะดวกขนาดนี้เราจึงอยากให้ท่านเตรียมติดตั้งแอปฯ นี้ไว้เมื่อจะมาเที่ยวญี่ปุ่น

Japan Connected-free Wi-Fi
ภาษาญี่ปุ่น: http://www.ntt-bp.net/jcfw/ja.html
ภาษาอังกฤษ: http://www.ntt-bp.net/jcfw/en.html
ภาษาจีนตัวเต็ม: http://www.ntt-bp.net/jcfw/tw.html
ภาษาจีนตัวย่อ: http://www.ntt-bp.net/jcfw/cn.html

4. แบตเตอรี่สำรองสำหรับสมาร์ทโฟน

ในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว การพกพาแบตเตอรี่สำรองไปด้วยก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะว่ามีหลายกรณีที่ท่านไม่สามารถวางมือจากสมาร์ทโฟนได้ ไม่ว่าจะเป็นการเช็คข้อมูลต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต เปิดแอปฯ แผนที่ ตรวจสอบข้อมูลการจราจร หรือแม้แต่การเล่นโซเชียลมีเดีย อย่างไรก็ตามในประเทศญี่ปุ่นแม้จะเป็นเขตเมืองใหญ่อย่างโตเกียวหรือโอซาก้า หรือแม้แต่ตามคาเฟ่ก็ยังมีหลายที่ที่ท่านไม่สามารถเสียบปลั๊กไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ ดังนั้นการคาดการณ์ว่าแบตเตอรี่จะไม่พอแล้วพกแบตเตอรี่สำรองติดตัวไปด้วยก็คงจะทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นได้ไม่น้อย

5. หัวแปลงปลั๊กไฟ

เนื่องจากแรงดันไฟฟ้าในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ทำให้หัวแปลงปลั๊กไฟเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการเดินทาง เพราะไม่ว่าจะเป็นการชาร์จโทรศัพท์มือถือ ชาร์จแบตเตอรี่สำรอง หรือใช้ไดร์เป่าผม การใช้ไฟฟ้าก็เป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งนั้น ดังนั้นเพื่อให้ช่วงเวลาในญี่ปุ่นของท่านสะดวกสบายยิ่งขึ้น แนะนำให้เตรียมหัวแปลงปลั๊กไฟประเภท A มาด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเต้าเสียบปลั๊กไฟของประเทศญี่ปุ่นเป็นประเภท Type A มี 2 รูและมีแรงดันไฟฟ้า 100 โวลต์เหมือนกันหมด ถึงแม้ว่าจะสามารถหาซื้อหัวแปลงเหล่านี้ได้ตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในญี่ปุ่น แต่หลายคนก็คงจะรู้สึกลำบากใจไม่น้อยที่ต้องมาซื้อของใช้ไฟฟ้าในถิ่นที่ไม่คุ้นเคย เพราะฉะนั้นแล้วการเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าจึงเป็นวิธีที่อุ่นใจที่สุด 

6. ร่มพับ

ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตมรสุมของทวีปเอเชียและเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกมาก ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 1,718 มม. ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก 880 มม. เลยทีเดียว แม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะมีสี่ฤดูกาลที่อุดมสมบูรณ์ แต่ความแปรปรวนตามแต่ละฤดูกาลก็หนักหน่วงเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน (เดือนมิถุนายน - กรกฎาคม แตกต่างกันออกไปตามแต่ละพื้นที่) และหน้าไต้ฝุ่น (เกิดบ่อยในช่วงเดือนกรกฎาคม - ตุลาคม) ที่มีฝนตกในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเป็นพิเศษ ทั้งยังเป็นฝนที่ยากต่อการคาดการณ์ว่าจะตก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ระหว่างเที่ยวอยู่ ท่านอาจจะเจอฝนตกหนักแบบฉับพลัน

ในช่วงที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่น ถ้าพกร่มพับไว้สักคันก็คงจะรู้สึกอุ่นใจขึ้น ร่มพับของญี่ปุ่นนั้นโดดเด่นทั้งเรื่องดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน นอกจากนี้ยังเหมาะกับการซื้อกลับไปเป็นของฝากจึงได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมากอีกด้วย 

7. แอปพลิเคชันอำนวยความสะดวก

เวลาไปเยือนประเทศที่ไม่คุ้นเคย ท่านอาจจะเจอกับสภาพอากาศอันเลวร้ายอย่างเช่น ฝนตก หรือเหตุภัยพิบัติที่รุนแรงเช่น พายุไต้ฝุ่น จนทำให้ทริปการท่องเที่ยวที่อุตส่าห์วางแผนมาอย่างดีพังลงแบบไม่เป็นท่า ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการต้องประสบภัยพิบัติโดยบังเอิญจนไม่รู้ว่าจะรับมือยังไงและการได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศหรือปรากฏการณ์ทางพื้นดินต่างๆ ประเทศญี่ปุ่นจึงเตรียมแอปพลิเคชัน "Weather Japan" สำหรับรับมือกับสภาพอากาศ และแอปพลิเคชัน "Safety Tips" ที่รับมือด้านภัยพิบัติไว้ให้ใช้บริการ แอปฯ เหล่านี้รองรับหลายภาษา ก่อนการเดินทางควรติดตั้งแอปเหล่านี้ไว้เผื่อว่าเหตุการณ์อันไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นขณะท่องเที่ยว 

แอปฯ พยากรณ์อากาศ
http://weatherjapan.guide/

แอปฯ รายงานข้อมูลเวลาเกิดภัยพิบัติ Safety Tips
ภาษาญี่ปุ่น: https://www.mlit.go.jp/kankocho/news08_000277.html
ภาษาอังกฤษ: http://www.mlit.go.jp/kankocho/en/index.html
ภาษาจีนตัวเต็ม: http://www.mlit.go.jp/kankocho/zh-tw/index.html
ภาษาจีนตัวย่อ: http://www.mlit.go.jp/kankocho/zh-cn/index.html

8. ผ้าเช็ดหน้า

แม้ว่าห้องน้ำในประเทศญี่ปุ่นจะมีสบู่สำหรับล้างมือไว้ให้หลังทำธุระ แต่ในหลายๆ ที่กลับไม่มีกระดาษให้เช็ดมือเมื่อล้างเสร็จ ด้วยเหตุนี้ผ้าเช็ดหน้าจึงกลายเป็นของจำเป็นเมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่น ผ้าเช็ดหน้านี้ยังมีประโยชน์เวลาที่ท่านไปนมัสการวัดหรือศาลเจ้าต่างๆ ที่มักจะมีธรรมเนียมการล้างมือให้สะอาดที่ Temizuya (手水舎 หรือสถานที่ล้างมือตามวัดหรือศาลเจ้า) ก่อนเข้าสถานที่ด้วย 

แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่นมักจะมีผ้าเช็ดหน้าดีไซน์พิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นั้นๆ วางจำหน่ายอยู่ ถ้าซื้อเก็บไว้เป็นความทรงจำของการเดินทางก็คงจะเป็นความคิดที่ดีไม่น้อย

9. เสื้อผ้า (กันร้อน/กันหนาว)

การคิดไว้ล่วงหน้าว่าต้องใส่เสื้อผ้าแบบไหนถึงจะเหมาะสมที่สุดเมื่อมาเที่ยวญี่ปุ่นเป็นสิ่งสำคัญ พื้นที่ส่วนมากของหมู่เกาะญี่ปุ่นที่มีความยาวจากเหนือจรดใต้นั้นตั้งอยู่ในเขตอบอุ่นและมี 4 ฤดูกาลที่แบ่งออกได้ชัดเจน โดยฮอกไกโดที่อยู่ทางเหนือสุดเป็นเขตกึ่งหนาว ส่วนโอกินาว่าที่อยู่ทางใต้สุดเป็นเขตกึ่งร้อน เขตพื้นที่ที่มีสภาพอากาศต่างกันออกไปนี้แม้จะอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันแต่ก็มีความแตกต่างของอุณหภูมิที่มากถึง 20 - 30 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นในฤดูหนาว ฮอกไกโดจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ในขณะที่บางพื้นที่อย่างเช่นโอกินาว่าจะมีอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ต่างไปจากอุณหภูมิช่วงฤดูใบไม้ผลิในโตเกียวเลย

ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง อุณหภูมิแต่ละพื้นที่มักไม่คงที่นัก มีหลายวันที่อุณหภูมิช่วงกลางวันและอุณหภูมิช่วงกลางคืนต่างกันมาก ดังนั้นถ้ามีพวกแจ็กเก็ต คาร์ดิแกน หรือเสื้อสักหลาดแขนยาวที่ใส่และถอดได้อย่างง่ายดายก็คงจะทำให้ทริปของท่านสะดวกมากขึ้น

ช่วงฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูง ท่านจะใส่เสื้อแขนสั้นหรือเสื้อกล้ามก็ได้ แต่ตามศูนย์การค้าหรือในรถไฟฟ้ามักจะเปิดแอร์เย็น ดังนั้นถ้ามีเสื้อคลุมบางๆ ติดกระเป๋าไว้สักตัวก็คงจะอุ่นใจขึ้น ส่วนในฤดูหนาวที่บางที่มีหิมะตกและพื้นที่ส่วนใหญ่มีอุณหภูมิอยู่ที่หรือต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง (ยกเว้นโอกินาว่า) ท่านก็ควรที่จะเตรียมเสื้อโค้ท ผ้าพันคอ ถุงมือ และหมวกไหมพรมเพื่อป้องกันความหนาวเย็นไว้ด้วย 

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร