รีวิว ‘ส้มตำเด้อ’ โตเกียว ร้านส้มตำไทยดังไกลระดับโลก

กลับมาพบกันอีกครั้งกับ #tsunaguพากิน วันนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “ส้มตำเด้อ (Somtum Der)” ร้านอาหารอีสานที่ไปสร้างชื่อมาทั่วโลก แถมยังมาเปิดสาขาในโตเกียวถึง 2 สาขาอีกด้วย ใครคิดถึงส้มตำแซ่บๆ พร้อมอาหารอีสานรสเด็ด รับประกันเลยว่ามาที่นี่ไม่มีผิดหวังแน่นอน

โตเกียว

อาหารการกิน

 

‘ส้มตำเด้อ’ ร้านส้มตำโกอินเตอร์

Somtumder_counterbar

ร้านส้มตำเด้อ คือร้านอาหารไทยที่เกิดจากแนวคิดที่ว่าอยากนำอาหารอีสานรสชาติแบบต้นตำรับ พร้อมวัตถุดิบคุณภาพดี มาเสิร์ฟให้ลูกค้าในเมืองใหญ่ได้ทานกันในบรรยากาศแบบสบายๆ เป็นกันเอง โดยหลังจากได้เปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ ส้มตำเด้อได้ขยายสาขาไปยังนิวยอร์ก โฮจิมินห์ ปักกิ่ง และโตเกียว

ในปี 2016 ร้านส้มตำเด้อสาขานิวยอร์กได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาว พร้อมได้รับตีพิมพ์ลงในคู่มือ New York Michelin Guide 2016 หลังเปิดให้บริการได้เพียงปีเดียวอีกด้วย

Somtumder_michelin

เอกลักษณ์ของร้านส้มตำเด้อ นอกจากอาหารอีสานรสชาติจัดจ้านแล้ว ทางร้านยังได้เลือกตกแต่งร้านด้วยงานฝีมือที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมชาวอีสาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ้าทอลายพื้นบ้านอีสานมาใช้แทนภาพแขวนผนัง การดัดแปลงเอาสุ่มจับปลามาใช้แทนโคมไฟเพดาน หรือการวางกระติบข้าวเหนียวบนชั้น “ส้มตำบาร์” แทนขวดเครื่องดื่ม เรียกได้ว่ามีความเป็นอีสานให้ได้สัมผัสทุกมุมของร้านจริงๆ

เมนูส้มตำ

ส้มตำ

คงเดาจากชื่อร้านกันได้ไม่ยากว่าเมนูส้มตำถือเป็นเมนูชูโรงของ “ส้มตำเด้อ” ซึ่งในร้านก็มีให้บริการอย่างหลากหลาย ตั้งแต่ตำพื้นฐานอย่างตำไทย (1,080 เยน) ตำไทยไข่เค็ม (1,180 เยน) ตำปูปลาร้า (1,280 เยน) หรือตำมั่ว (1,350 เยน) ตำที่เพิ่มเนื้อต่างๆ เข้ามาอย่างตำคอหมูย่าง (1,280 เยน) ตำปลาทู (1,350 เยน)

ไปจนถึงตำที่เป็นซิกเนเจอร์หรือปรุงด้วยสูตรเฉพาะตัวของทางร้านอย่างตำปลาดุกฟู (1,280 เยน) ตำซั่วเด้อ (1,350 เยน) และซั่วขนมจีนปลาทู (1,450 เยน)

ส้มตำปลาดุกฟู

ที่เราสั่งมาลองวันนี้คือ “ตำปลาดุกฟู” ที่เป็นเมนูส้มตำรสจัดจ้าน โปะทับด้วยปลาดุกฟูทอดใหม่ๆ สีเหลืองทองกลิ่นหอมกรุ่น ด้านรสชาติต้องบอกว่าสมกับเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของที่ร้าน เพราะนอกจากส้มตำที่ใช้มะละกอสดกรอบตำมาครบรสเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ความกรอบฟูของเนื้อปลาดุกยังเข้ามาช่วยเสริมรสชาติให้ “ทานได้ไม่หยุด” เลยอีกด้วย ใครที่มาถึงร้านแต่ยังไม่มีเมนูในใจ เราอยากแนะนำ “ตำปลาดุกฟู” จานนี้สุดๆ เลย

ยำและลาบ

ลาบ

ใครเป็นสายลาบสายยำ ก็ต้องบอกว่าที่นี่ก็มีให้บริการเช่นกัน และความหลากหลายไม่แพ้ส้มตำเลย เมนูเด็ดมีทั้งกุ้งแช่น้ำปลา (1,680 เยน) ลาบหมู (1,080 เยน) ลาบปลาดุกย่าง (1,280 เยน) ซุปหน่อไม้ (1,250 เยน) หรือน้ำตกเนื้อ (1,350 เยน)

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของเมนูเท่านั้น เรื่องรสชาติต้องบอกว่าจัดจ้านถึงเครื่องแบบอีสานแท้ๆ ไม่แพ้ส้มตำแน่นอน ใครสายไหนก็เลือกจัดกันตามที่ถนัดได้เลยทีเดียว

ของย่างและของทอด

อีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่คือของย่างและของทอด ที่ต้องบอกว่า “ของเขาดีจริงๆ” ที่อยากแนะนำเลยคือสะโพกไก่ทอดเด้อ (1,080 เยน) ที่เป็นสะโพกทอดมาแบบหนังกรอบเนื้อฉ่ำ พร้อมโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวหอมกรุ่น เรียกว่าเอามาทานตัดรสเผ็ดของส้มตำหรือยำแล้วเข้ากันสุดๆ

เนื้อร้องไห้

อีกเมนูที่อยากให้ลองกันคือ เนื้อร้องไห้เด้อ (1,400 เยน) ที่ทางร้านหมักเนื้อกับเครื่องเทศสูตรเฉพาะจนเข้าที่ แล้วจึงนำมาย่างให้สุกกำลังพอดี เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มรสแซ่บ คุณจะหายคิดถึงเมืองไทยไปเลยล่ะ

นอกจากนี้ ทางร้านยังมีไส้กรอกอีสาน (1,080 เยน) เนื้อแดดเดียว (1,050 เยน) แหนมสด (980 เยน) คอหมูย่าง (1,050 เยน) หมูปิ้งกะทินมสด (1,250 เยน) และอีกหลากหลายเมนูให้สั่งมาไว้ทานเคียงกับส้มตำได้

อาหารไทยอื่นๆ และอาหารจานเดียวก็มีเช่นกัน

ผัดไทย

นอกจากอาหารอีสาน ส้มตำเด้อยังมีอาหารไทยมาตรฐานให้บริการเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง (1,480 เยน) แกงมัสมั่นไก่ (1,200 เยน) แกงเขียวหวานไก่ (1,280 เยน) ผัดผักบุ้ง (1,180 เยน) เป็นต้น

ส่วนใครที่มากันน้อยคน หรืออยากสั่งทานแบบง่ายๆ จบในจานเดียว ก็อาจเลือกสั่งเป็นอาหารจานเดียว ที่มีให้เลือกทั้งข้าวคลุกกะปิ (1,500 เยน) ผัดไทยกุ้ง (1,380 เยน) ผัดซีอิ๊วหมู/ไก่ (1,180 เยน) ข้าวหมูทอดกระเทียม (950 เยน) และอีกหลากหลายรายการ

ของหวานและเครื่องดื่ม

เฉาก๊วย

ที่นี่ยังได้ยกเอาเครื่องดื่มแบบไทยๆ ทั้งน้ำตะไคร้ กระเจี๊ยบ ชาไทย ชาดำเย็น ชามะนาว และอื่นๆ มาให้บริการถึงที่

สำหรับใครเป็นสายแอลกอฮอล์อาจอยากลองไทยอีสานค็อกเทลหลากหลายแบบ ที่ทางร้านเลือกใช้เหล้าแม่โขงเป็นเบสในการทำอีกด้วย ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ ทั้งกาแฟ น้ำผลไม้ น้ำอัดลม เบียร์ ไวน์ วิสกี้ โชจู ก็มีให้บริการเช่นกัน

หลังมื้ออาหารรสจัดแล้ว คุณอาจอยากตบท้ายด้วยของหวานอย่างจั้มบ๊ะปั่น (650 เยน) บัวลอยเผือก (650 เยน) หรือเฉาก๊วยนมสด (550 เยน) อร่อยส่งตรงจากไทย เพื่อเป็นการล้างปากและปิดมื้ออาหารอย่างสมบูรณ์

มาช่วงเที่ยง สั่งเป็นเซ็ตได้ทานหลากหลายกว่า

หากคุณได้มาช่วงอาหารกลางวัน อาจเลือกสั่งเป็นเซ็ตเพื่อให้ได้ทานหลากหลายเมนูขึ้นในราคาสุดคุ้ม โดยเซ็ตอาหารกลางวันของทางร้านก็มีหลากหลายแบบให้เลือก ได้แก่

เซ็ตอีสาน

  • เซ็ตอาหารจานเดียว (One Dish Lunch) พร้อมแกงจืด เป็นเซ็ตที่ราคาย่อมเยาที่สุด สามารถเลือกสั่งได้เป็น
    ข้าวกระเพราะไก่/หมู (850 เยน เพิ่มไข่ดาว + 100 เยน)
    ข้าวผัดแกงเขียวหวาน (1,100 เยน)
    ข้าวผัดกุ้ง (1,150 เยน)
    ผัดไทย (1,150 เยน)
    * ทุกชุดจะมีแกงจืดหนึ่งถ้วยรวมในเซ็ตด้วย
     
  • เซ็ตมินิส้มตำ (Mini Somtum) เหมาะกับคนที่อยากทานส้มตำและอาหารไทยพร้อมๆ กัน เซ็ตนี้มีให้เลือกสี่แบบได้แก่
    ต้มยำกุ้ง + มินิส้มตำ + ข้าวสวย (1,300 เยน)
    แกงมัสมั่นไก่ + มินิส้มตำ + ข้าวสวย (1,200 เยน)
    แกงเขียวหวาน + มินิส้มตำ + ข้าวสวย (1,200 เยน)
    เส้นเล็กต้มยำ + มินิส้มตำ (1,300 เยน)
     
  • เซ็ตอีสาน (Isan Lunch Set) เหมาะกับคนที่มาเพื่อส้มตำไก่ทอดโดยเฉพาะ มีให้เลือกสองแบบ ได้แก่
    1. อีสานเซ็ต (1,250 เยน) ประกอบไปด้วยข้าวเหนียวหนึ่งกระติบ ไก่ทอด และส้มตำไทย และ
    2. เซ็ตอีสานสเปเชียลเซ็ต (1,500 เยน) ประกอบไปด้วยข้าวเหนียวหนึ่งกระติบ ไก่ทอด ส้มตำไทย และลาบหมู
    ทั้งสองเซ็ตสามารถเพิ่มเงิน 50 เยนเพื่อเปลี่ยนข้าวเหนียวธรรมดาเป็นข้าวเหนียวดำได้ด้วย
     

เบนโตะอาหารกลางวันก็มีนะ

Somtumder_bentobox

ทางร้านยังได้ทำเบนโตะอาหารไทยจำหน่ายในช่วงเที่ยงเช่นกัน โดยเมนูในแต่ละวันจะผลัดเปลี่ยนกันไป วันที่ทีมงาน tsunagu Local ของเราเข้าไปมีเบนโตะสามอย่างได้แก่ข้าวกะเพราะหมูไข่ดาว ข้าวแกงเขียวหวาน และข้าวมันไก่ สนนราคาอยู่ที่กล่องละ 500 เยน เรียกว่าคุ้มค่าและเหมาะกับพนักงานออฟฟิศเอามากๆ

สาขาและการเดินทาง

ปัจจุบัน “ส้มตำเด้อ” มีสาขาในโตเกียวสองแห่ง ได้แก่

  • สาขาโยโยกิ (ソムタム ダー 代々木)

เปิดให้บริการทุกวัน ช่วงเที่ยง 11:00 น. – 14:30 น. ช่วงเย็น 16:30 น. – 22:30 น.

  • สาขาโทระโนะมง (ソムタム ダー 虎ノ門)

Somtumder_storefront

ร้าน “ส้มตำเด้อ” ถือว่าเป็นหนึ่งในร้านอาหารอีสานในดวงใจของคนไทยในญี่ปุ่นหลายๆ คน แต่นอกจากความนิยมในหมู่คนไทยแล้ว ยังเป็นที่ชื่นชอบทั้งในหมู่ชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติอื่นๆ อีกด้วย เรียกได้ว่ารสมือดีแบบที่ใครมาชิมก็ต้องรู้สึกอร่อยกันถ้วนหน้า ใครอยู่ญี่ปุ่นแล้วคิดถึงอาหารอีสานบ้านเฮา อย่าลืมหาโอกาสแวะไปลิ้มลอง tsunagu Local ขอรับประกันว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

ส่วนใครที่อยากรู้จักร้านอาหารไทยอร่อยๆ ในโตเกียวอีก ก็สามารถตามไปอ่านรีวิวจัดเต็มได้ที่บทความนี้กันได้ และคราวหน้า tsunagu Local จะรีวิวร้านไหนก็รอติดตามกันได้เลย

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่


ค้นหาร้านอาหาร