[รีวิว] Sushiro เปิดใหม่ในไทย สอนจองคิว รีวิวเมนูพื้นฐานและแนะนำเมนูแปลกใหม่น่าสนใจ สายกินไม่ควรพลาด!

หากพูดถึงร้านซูชิที่กำลังได้รับความนิยมในไทย ก็คงหนีไม่พ้น “ซูชิโร่” (Sushiro) ร้านซูชิสายพานชื่อดังจากญี่ปุ่นที่มีจุดเด่นอยู่ตรงการสั่งอาหารจากทางแท็บเล็ตได้ด้วยตัวเอง นอกจากความสนุกจในการสั่งซูชิให้วิ่งมาเสิร์ฟถึงโต๊ะได้ด้วยตัวเองแล้ว ยังราคาสบายกระเป๋าและมีเมนูซูชิแปลกใหม่น่าลองอีกมากมายด้วย หากคุณอยากรู้ว่าซูชิโร่ในไทยจองคิวอย่างไร? รสชาติสู้ญี่ปุ่นได้ไหม? คุณภาพคุ้มราคาหรือเปล่า? มีเมนูแปลกใหม่ประจำสาขาแบบ Thailand Only บ้างหรือไม่? บทความนี้มีคำตอบ!

ทั่วประเทศ

อาหารการกิน

วิธีจองเวลาล่วงหน้า

สำหรับคนที่ไม่อยากไปยืนรอหน้าร้านเพื่อรับบัตรคิวก็สามารถจองผ่านแอพพลิเคชันล่วงหน้าได้ โดยอันดับแรกจะต้องดาวน์โหลดแอพฯ ซูชิโร่ มาไว้ในเครื่องก่อน (มีทั้งระบบ iOS และ Android) จากนั้นก็เปิดแอพพลิเคชันเพื่อลงทะเบียน

เมื่อเปิดขึ้นมาก็จะเจอหน้าจอนี้ค่ะ ปุ่มสีแดงทางด้านซ้ายเอาไว้สำหรับจองร้าน ส่วนปุ่มทางด้านขวาจะเอาไว้ตรวจสอบวันเวลาที่เราทำการจองไป ในกรณีที่คุณ Walk-In เข้าไปรับบัตรคิวก็สามารถเช็กสถานะคิวและเวลาที่เหลืออยู่ผ่านตัวเลือกนี้ได้เช่นกัน
 

เมื่อกดปุ่มรับเรื่อง/จองที่แล้วก็จะมาเจอกับหน้าในภาพด้านซ้ายค่ะ ตอนนี้ซูชิโร่ยังมีอยู่สาขาเดียว เราก็กดเลือก จะไปภายหลัง (จอง) ได้เลย

จากนั้น แอพฯ ก็จะพาเรามาลงทะเบียนค่ะ คนที่เคยสมัครไว้แล้วก็สามารถล็อคอินได้เลย แต่หากยังไม่เคยทำก็ให้กด ลงทะเบียนสมาชิกใหม่ (ภาพขวา)
 

จากนั้นก็จะต้องกรอกอีเมล ตั้งรหัสผ่าน และใส่ชื่อ - นามสกุล สุดท้ายก็กดติ๊กช่องสี่เหลี่ยมหน้าคำว่า “ตกลง” หลังรับทราบเงื่อนไขการใช้งานเรียบร้อยแล้ว (ภาพซ้าย)

เมื่อมีข้อความแบบในภาพขวาขึ้นมา ก็ขอให้ทุกคนไปเช็กในอีเมลของตัวเองค่ะ เพราะทางซูชิโร่จะมีลิงก์ส่งไปให้ พอกดที่ลิงก์ก็จะถือว่าการลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อย สามารถไปจองโต๊ะกันได้เลย
 

เมื่อเลือกจะไปภายหลัง (จอง)แล้ว ต่อไปก็ต้องใส่จำนวนคนที่จะไปด้วยกัน โดยแตะที่เครื่องหมาย + / - เพื่อปรับจำนวน จากนั้นก็เลือกวันที่และเวลาที่จะไปทาน (ภาพขวา)

แต่เนื่องจากช่วงนี้ซูชิโร่ได้รับความนิยมมากและเวลาที่จองได้ก็เต็มหมดแล้ว วันนี้เราเลยส่งทีมงาน tsunaguJapan ไปกดบัตรคิวที่ร้านเพื่อมารีวิวให้ทุกคนได้ชมกันค่ะ!

วิธีจองคิวแบบ Walk-In

ร้านซูชิโร่ตั้งอยู่บนชั้น 7 ของ Central World อยู่ในโซน Beacon ซึ่งหากใครนึกไม่ออก ก็คือตรอกร้านอาหารเล็กๆ ที่อยู่แถวบันไดเลื่อนใกล้ๆ ร้านเนื้อย่าง AKA และ LeTAO Pancake ที่หลายๆ คนคุ้นเคยนั่นเอง
 

เมื่อเดินมาที่บริเวณบันไดเลื่อนแล้วก็จะเห็นป้าย Sushiro ตั้งอยู่ชิดขอบเพื่อบอกทางไปต่อทันที ตรงนี้ก็เลี้ยวเข้าตรอกที่อยู่มีน้องหัวซาลาเปายืนอยู่ และตรงอย่างเดียวไปจนสุดทางได้เลย

ระหว่างทางจะผ่านร้านขนมต่างๆ ทั้งพาน-พบ, Meet Fresh, ร้านเครปญี่ปุ่นตามในภาพด้านบนนี้ค่ะ

และนี่ก็คือโฉมหน้าของร้านซูชิโร่สาขาประเทศไทยค่ะ! ฉลองเปิดสาขาใหม่มาได้ไม่นาน ยังมีดอกไม้แสดงความยินดีจากบริษัทญี่ปุ่นมากมายตั้งประดับอยู่เลย

เมื่อมาถึง เราขอแนะนำให้คุณตรงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อรับบัตรคิวก่อนเป็นอันดับแรก เพราะไม่อย่างนั้นก็อาจจะต้องรอนานขึ้นอีก เดินไปรับได้ที่เคาน์เตอร์ในภาพเลยค่ะ
 

เจ้าหน้าที่จะถามจำนวนคนที่มาด้วยกัน จากนั้นเราก็จะได้ใบพร้อมหมายเลขมา วันนี้เรามาตอน 11:14 น. รับบัตรคิวก็ได้คิวที่ 90 ซึ่งต้องรออีก...165 นาที!! นานมาก!! แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพื่อซูชิ รอได้เสมอ
 

ข้อดีอย่างหนึ่ง คือ เมื่อได้บัตรคิวแล้ว เราก็สามารถไปเดินเล่นรอเวลาที่อื่นได้เลยค่ะ โดยเราสามารถเช็กสถานะผ่านทางแอพฯ ของทางซูชิโร่ได้ว่าทางร้านเรียกคิวของเราหรือยัง ในกรณีที่เรียกแล้วแต่คุณไม่ได้อยู่ที่ร้านก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะคุณจะมีเวลาเดินกลับไปที่ร้านได้ภายใน 30 นาทีหลังโดนเรียก (แต่หากไปไม่ทันก็จะถือว่าสละสิทธิ์ค่ะ)
 

และนี่ก็คือหน้าตาการเช็กสถานะบนแอพฯ ซูชิโร่ค่ะ ให้ใส่หมายเลขบัตรคิวลงในช่องหมายเลข 1 แล้วกดลงทะเบียน ทีนี้เราก็จะเห็นตัวเลขเวลารอที่เหลือและคิวที่กำลังจะถูกเรียก หากวางแผนดีๆ ก็จะสามารถกลับมาได้ทันเวลา ไม่ต้องห่วงเลย

ไปทานซูชิโร่ในสถานการณ์โควิด-19 น่ากังวลไหม?

แน่นอนว่าทำรีวิวในช่วงนี้ เราก็ต้องพูดถึงความปลอดภัยในเรื่องโควิด-19 กันด้วย ซึ่งทางร้านก็ดูระมัดระวังในระดับหนึ่งค่ะ โชคดีที่มีแอพฯ ติดตามสถานะทำให้คนไม่ต้องมายืนออกันอยู่หน้าร้าน แต่ตรงบริเวณพื้นที่นั่งรอคิวและเคาน์เตอร์จ่ายเงินอาจจะมีคนเยอะอยู่สักหน่อย แต่ก็คิดว่าพอจะหลีกเลี่ยงได้บ้างด้วยการออกไปเดินเล่นนอกร้านระหว่างรอ และไปจ่ายค่าอาหารในจังหวะที่ไม่มีคิวตรงเคาน์เตอร์ค่ะ

เมื่อได้เข้าร้านไปตามคิวที่เรียก ก็จะมีการแจกทิชชู่เปียกให้คนละชิ้นตั้งแต่เดินเข้า (ไม่ต้องไปหยิบร่วมกันในตะกร้าเหมือนที่ญี่ปุ่น) พร้อมกับแผ่นบาร์โค้ดสำหรับใช้จ่ายเงินในภายหลังมาให้ทันที

นอกจากนี้ กล่องใส่ตะเกียบบนโต๊ะก็จะมีการจำนวนตะเกียบเท่าผู้ที่มาทานพอดีด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่สะอาดเลย! พนักงานของทางร้านก็สวมแมสก์กันทุกคน และเมื่อเราเข้ามานั่งแล้วก็จะมีพนักงานมาอธิบายวิธีสั่งอาหารให้ โดยพนักงานก็มีการรักษาระยะห่างแบบ Social Distancing พอสมควร ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดค่ะ
 

ความพิเศษของซูชิโร่ประเทศไทย

สารภาพว่าเราเองก็เป็นแฟนคลับคนหนึ่งของซูชิโร่และทานบ่อยๆ ตอนที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นค่ะ เมื่อมาทานที่สาขานี้เลยเห็นว่ามีความแตกต่างอยู่บ้าง คาดว่าเป็นการปรับบริการให้เข้ากับคนไทย

อย่างแรกเลยก็คือ สาขาประเทศไทยก็มีบริการ Drinking Counter สำหรับเครื่องดื่มแบบรีฟิล ซึ่งราคาเพียง 40 บาทเท่านั้น! มีทั้งน้ำอัดลมหลายรสชาติ ชาเขียวมะลิ น้ำเก็กฮวย และน้ำพั้นช์ ถือว่าคุ้มมากๆ เลยทีเดียว

อีกหนึ่งความมีเอกลักษณ์ของซูชิโร่ไทย คือ การมีถ้วยน้ำจิ้มให้ค่ะ! เป็นสิ่งที่ไม่มีในญี่ปุ่นเลย เพราะตามปกติแล้วทุกคนจะต้องหยิบซูชิมาทานก่อน 1 จาน แล้วใช้จานใบนั้นแทนถ้วยน้ำจิ้ม เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ทางร้านได้เพิ่มเข้ามาเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมการรับประทานของคนไทย เป็นความใส่ใจเล็กๆ ที่น่าประทับใจทีเดียวค่ะ

ในส่วนของเมนูอาหาร ที่นี่ก็มีเมนูซูชิและอาหารญี่ปุ่นประยุกต์แบบไทยๆ ให้ทานกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นซูชิไก่ทอดสไปซี่, ซูชิกุ้งและผักชี, ซูชิหมูตุ๋น, น้ำจิ้มซีฟู้ด, ยำแซลมอน ฯลฯ ใครอยากรู้ว่ารสชาติเป็นยังไง ตามไปอ่านต่อในบทความได้เลยค่ะ
 

มารยาทการรับประทานซูชิแบบคนญี่ปุ่น

ถึงแม้ว่าร้านนี้จะเป็นซูชิโร่สาขาประเทศไทย แต่การรับประทานซูชิสายพานอย่างถูกวิธีก็จะทำให้เราทุกคนสนุกสบายใจไปกับมื้ออาหารได้มากขึ้น แถมยังทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับประทานซูชิอยู่ในประเทศญี่ปุ่นด้วย! วันนี้เราเลยรวบรวมคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานซูชิสายพานแบบญี่ปุ่นมาให้ทุกคนได้รู้จักกัน:

  • เมื่อหยิบจากสายพานแล้ว ไม่ควรวางกลับลงไปในสายพานอีก
  • ไม่ควรวางฝาพลาสติกในบริเวณอื่นของสายพาน นอกจากบริเวณที่ทางร้านกำหนดไว้
  • หยิบซองวาซาบิหรือเครื่องปรุงอื่นๆ ตามความจำเป็น เพื่อความสะอาดสำหรับผู้มาเยือนท่านอื่น
  • ตอนเรียกพนักงานมาเช็คบิล ควรนำจานทั้งหมดมาวางที่ขอบโต๊ะ พร้อมแยกสีจานเพื่อให้นับได้สะดวก
  • หากเป็นช่วงที่มีลูกค้าเยอะ เมื่อทานเสร็จก็ควรสละที่นั่งให้ผู้อื่นได้รับประทานต่อ

 

ได้รู้จักข้อปฏิบัติในการรับประทานซูชิกันไปแล้ว ต่อไป เรามาดูเมนูซูชิบางส่วนของซูชิโร่สาขาแรกในไทยกันเลย!

รีวิวเมนูซูชิพื้นฐาน

วันนี้เราได้เลือกเมนูซุชิแบบเบสิกที่หลายๆ คนน่าจะต้องสั่งเวลาไปทานซูชิมารีวิวให้เห็นกันแบบชัดๆ เพื่อวัดกันว่าคุณภาพจะดีเท่าที่ญี่ปุ่นไหม ซึ่งทั้ง 6 จานในภาพด้านบนนี้ก็เป็นซูชิราคาจานละ 40 บาทค่ะ จากภาพจะเห็นได้ว่าดูดีไม่น้อยเลย แต่รสชาติล่ะ จะเป็นยังไง?
 

แซลมอนคัดพิเศษ

แซลมอนถือว่าคุณภาพดีเลยค่ะ เนื้อปลาชิ้นใหญ่ชนิดที่ปิดข้าวได้แทบมิดคำ สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้เลย คือ ข้าวจะค่อนข้างเหนียวค่ะ เวลาคีบจะติดจานพอสมควร ต้องอาศัยการขยับๆ เล็กน้อยเพื่อให้ขยับออกจากตัวจานก่อนยกขึ้นทาน และรสชาติของข้าวซูชิก็ค่อนข้างจืดกว่าซูชิโร่ที่ญี่ปุ่นพอสมควร แต่เนื้อปลาถือว่าน่าประทับใจดีเดียว สีส้มสดใส ไม่ช้ำ ไม่คาว แถมยังมีเส้นมันสีขาวแทรกมาอย่างสวยงาม ราคานี้ถือว่าคุ้มใช้ได้
 

แซลมอนย่างกับหัวไชเท้าขูด

อีกหนึ่งเมนูแซลมอนยอดนิยมของคนไทย คือ แซลมอนอาบุริ หรือ แซลมอนลนไฟ โดยส่วนตัวเรารู้สึกว่าหนังออกจะหนาไปหน่อย แต่ก็ลนไปมาได้กำลังดี มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากการย่าง และน้ำมันก็ออกมาเล็กน้อย เข้าปากไปแล้วก็ละลายอยู่บนลิ้น และก็มีกลิ่นของไชเท้าขูดและต้นหอมแทรกมาเล็กน้อย ไม่โดยรวมไม่ถึงกับว้าว แต่ก็เป็นเมนูน่าลองสำหรับคนรักแซลมอนค่ะ

แซลมอนย่างชีสซอสเบซิล

เมนูนี้เป็นเมนูโปรดของผู้เขียนเลยค่ะ ตอนอยู่ญี่ปุ่นนี่กินครั้งละหลายๆ จานเลย แซลมอนลนไฟ ออนท็อปด้วยชีสและราดด้วยซอสชีสผสมเบซิล โดยส่วนตัวรู้สึกว่ายังเผาชีสได้ไม่ทั่วถึงพอ ทำให้ไม่รู้สึกว่าละลายในปากเท่าตอนไปทานที่ญี่ปุ่น และข้าวก็จืดกว่าที่ญี่ปุ่นอยู่เล็กน้อยเลยไม่ฟินเท่าไร แต่กลิ่นของซอสเบซิลก็ยังถือว่าหอมและช่วยให้หายคิดถึงซูชิโร่ญี่ปุ่นไปได้บ้างค่ะ

โอโทโระ

โอโทโระ อีกหนึ่งเมนูที่คนไทยชอบทาน จานนี้ต่างจากจานอื่นเพราะมีเพียงคำเดียวค่ะ (โปรโมชั่นเฉพาะช่วงเปิดร้าน) เนื้อปลาก็สดดี เมื่อทานเข้าไปก็ละลายบนลิ้นเล็กน้อย รสชาติสดชื่น และยังคงมีเนื้อสัมผัสให้ได้เคี้ยวอยู่เล็กน้อย เทียบกับราคาแล้วถือว่าประทับใจเลย
 

กุ้งหวาน

โดยส่วนตัวเราคิดว่ากุ้งหวานของที่นี่อร่อยมากเลยค่ะ ราคา 40 บาทนี่ถือว่าดีมากๆ เลย เนื้อกุ้งสด ดูเป็นประกายวิบวับ เมื่อทานเข้าไปก็ได้รสหวานอ่อนๆ ของเนื้อกุ้งจริงๆ เข้ากับข้าวซูชิ ซอสโชยุและวาซาบิได้ดีมาก ใครชอบทานกุ้งญี่ปุ่น ขอแนะนำให้ลองเลยค่ะ

ปลาหมึกกับเลมอนโรยเกลือ

ทานกุ้ง หอย ปลากันไปแล้ว ก็ต้องลองปลาหมึกกันบ้าง! สำหรับจานนี้เป็นหมึกกล้วยที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอิกะ เนื้อมันวาวแบบนี้บ่งบอกถึงความสดได้ดี มีการโรยเกลือและวางเลมอนชิ้นเล็กๆ ลงมาด้วย ตรงนี้หากใครจะจิ้มโชยุ เราขอให้ระวังเรื่องปริมาณให้ดี ไม่อย่างนั้นอาจจะเค็มเกินไปได้ เนื้อหมึกไม่เหนียวและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเลมอนแฝงมาด้วย เป็นเมนูที่ทานเพิ่มความสดชื่นได้ดีเลยล่ะค่ะ

หอยโฮดาเตะ

โฮดาเตะ หรือ หอยเชลล์ของซูชิโร่นี้มาในราคาจานละ 60 บาทค่ะ แพงกว่าที่ญี่ปุ่นเล็กน้อยแต่ถือว่าชิ้นใหญ่ใช้ได้ทีเดียว ที่สำคัญคือ เนื้อสดหวาน ใช้ได้เลยค่ะ

ปลาไหลอานาโกะ

ปลาไหลอานาโกะก็เป็นอีกหนึ่งเมนูที่มาในจานสีขาว (ราคา 60 บาท) ความจริงแล้วจะมาในรูปแบบข้าวและปลาเปล่าๆ ค่ะ และเราต้องมาราดซอสเองโดยใช้ซอสทาเระรสอมหวานที่วางไว้ให้บนโต๊ะ เนื้อปลาไหลก็ถือว่าดีเลยสำหรับราคานี้ เนื่องจากรสชาติของข้าวไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไร เมื่อทานคู่กับซอสทาเระก็ทำให้ได้กลิ่นหอมและรสของทั้งปลาและซอสอย่างเต็มที่ทีเดียว

รีวิวซูชิแบบกุนกัง

เราเชื่อว่าคนไทยหลายๆ คนน่าจะงงกับคำว่า “กุนกัง” ที่ติดมากับชื่อซูชิบางจาน และอาจจะคิดว่าเป็นวัตถุดิบพิเศษอะไรหรือเปล่า? ซึ่งคำตอบคือ ไม่ใช่ค่ะ กุนกังเป็นชื่อซูชิแบบที่นำสาหร่ายมาพันรอบข้าวแล้วใส่หน้าที่เป็นปลา หรือวัตถุดิบอื่นๆ เอาไว้ด้านบน ซึ่งสาเหตุที่เรียกว่า “กุนกัง” ที่แปลว่า “เรือรบ” ในภาษาญี่ปุ่นก็มาจากหน้าตาหลังทำเสร็จที่ดูเหมือนเรือนั่นเอง

วันนี้เราก็ได้เลือกซูชิกุนกัง 5 แบบมารีวิวรสชาติให้ทุกคนดูกัน บอกเลยว่าบางหน้าก็ไม่มีขายในซูชิโร่ประเทศญี่ปุ่นด้วย ใครมาทานสาขานี้ต้องลองเลย!
 

อิคุระ

อิคุระ หรือ ไข่ปลาแซลมอนเป็นเมนูที่คนไทยปลื้มปริ่มกันมาก ซูชิโร่ก็ไม่พลาดจัดมาให้เช่นกัน และยังมีแตงกวาญี่ปุ่นมาให้ด้วย นอกจากจะให้สีสันที่ตัดกันอย่างสวยงามแล้ว ยังเพิ่มความสดชื่นและกลิ่นหอมเย็นๆ ให้กับซูชิด้วย รสชาติก็ถือว่าตรงตามมาตรฐานของอิคุระและคุ้มกับราคา 40 บาทอยู่พอสมควร
 

มากุโระกับมันยามะอิโมะ

เนื้อปลามากุโระสับหยาบ คงสัมผัสของเนื้อปลาเอาไว้ได้ดี รวมกับรสมันๆ เย็นๆ ของยามะอิโมะและกลิ่นต้นหอมอ่อนจางแล้วถือว่าไม่แย่เลยค่ะ ใครชอบวาซาบิก็สามารถเติมลงไปด้วยได้ 

ปลาหมึกคลุกซอสอุนิ

ทางเราได้พยายามมองหาเมนูอุนิมารีวิวให้ทุกคนดู ซึ่งก็พบว่ามีแค่เมนูเดียวที่มีส่วนผสมของอุนิค่ะ เป็นปลาหมึกยักษ์ (ทาโกะ) สดๆ คลุกซอสอุนิ ก่อนทานแอบทำใจเล็กน้อยว่าถ้าไม่สดนี่คงจะคาวน่าดู แต่เมื่อทานไปแล้วก็แปลกใจค่ะ เพราะไม่คาวเลย และยังมีรสชาติที่น่าสนใจด้วย ได้กลิ่นอุนิจางๆ รสออกหวานแต่มีความเปรี้ยวตัดมาเล็กน้อย และแตงกวาที่ปักมาด้วยก็ช่วยเพิ่มความสดชื่นและกลิ่นหอมที่เข้ากันได้ดีด้วย ใครสนใจก็สามารถสั่งมาลองทานกันได้ค่ะ

ทาโกะวาซาบิ

เมนูนี้ไม่มีที่ญี่ปุ่นค่ะ เพราะในประเทศญี่ปุ่น ผู้คนจะนิยมทานทาโกะวาซาบิเป็นเครื่องเคียงหรือกับแกล้มกันมากกว่า และเราก็ไม่เคยคนที่นำมาทำหน้าข้าวปั้นมาก่อน เลยจัดมาลองสักจาน ซึ่งก็ไม่ผิดหวังค่ะ เป็นรสชาติทาโกะวาซาบิแบบมาตรฐานที่ทานตัดมู้ดได้ดี และสำหรับคนไทยหลายๆ คนที่ชอบทานเมนูนี้ ก็จะทำให้รู้สึกว่าอาหารญี่ปุ่นมื้อนี้ ‘ครบรส’ มากขึ้นด้วย
 

ไข่ปลาทาราโกะกับมายองเนส

เมนูนี้อาจเป็นเมนูแปลกสำหรับบางคน และจินตนาการไม่ค่อยออกว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร ไข่ปลาทาราโกะนี้จะมีรสเค็มปนเผ็ดนิดๆ (น้อยมากๆ) ส่วนมายองเนสจะมีความมัน บวกกับรสอมเปรี้ยวเล็กน้อยที่เข้ากันได้ดีพอสมควร ทานเป็นข้าวปั้นห่อสาหร่ายแบบกุนกังก็อร่อยดี หากจิ้มโชยุสักเล็กน้อยก็จะทำให้ได้รสชาติอีกแบบหนึ่งด้วยค่ะ

รีวิวเมนูพิเศษ : ซูชิที่แปลกใหม่และซูชิแบบไทยๆ

นอกจากซูชิญี่ปุ่นที่มีให้เลือกมากมายแล้ว ซูชิโร่สาขานี้ก็ยังมีเมนูพิเศษ รวมถึงเมนูที่มีการประยุกต์อาหารไทยเข้ามาด้วย ดังนั้น ถึงแม้คุณจะพาเพื่อนคนญี่ปุ่นหรือชาวต่างชาติมาทานซูชิด้วยกัน ทุกคนก็จะเอนจอยกับเมนูที่แปลกใหม่ได้แน่นอน ถ้าอยากรู้ว่ารสชาติจะเป็นยังไงบ้าง ก็ตามมาเลยค่ะ!

กุ้งกับผักชี

อย่างที่หลายๆ คนน่าจะทราบกันว่า "ผักชี" เป็นวัตถุดิบอาหารไทยที่ฮิตกันในหมู่คนญี่ปุ่นมากๆๆๆ ดังนั้น เมนูนี้จะทำให้พวกเขาตื่นเต้นแน่นอน และบอกเลยว่ารสชาติก็อร่อยเกินคาดเช่นกัน กลิ่นผักชีหอมอ่อนๆ เข้ากับรสชาติของกุ้งและข้าวซูชิของสาขานี้ได้ดีมากๆ เรียกว่า ไม่จำเป็นต้องจิ้มอะไรเลยล่ะค่ะ

สเต็กไก่ย่าง

อันนี้อร่อยค่ะ! ทีแรกเราเข้าใจว่าเป็นไก่ย่างรสเข้มข้นแบบไทยๆ แต่พอทานแล้วก็พบว่าไม่ใช่ เพราะจานนี้เป็นไก่ย่างที่หอมกลิ่นถ่าน เนื้อสุกแต่นุ่มกำลังดีเป็นรสสัมผัสที่น่าประทับใจเลยล่ะค่ะ (ส่วนตัวเรารู้สึกว่ามันแอบละลายบนลิ้นเบาๆ ด้วย) รสไม่จัด เข้ากันได้ดีกับข้าว แถมยังมีซอสรสเค็มอ่อนๆ ราดมาด้วย ติดปลายลิ้นกำลังดี ถือว่าน่าประทับใจทีเดียวค่ะ

ไก่กรอบ

จานนี้เหมือนไก่ทอดแบบที่คนไทยทานกันทั่วไปค่ะ ส่วนตัวคิดว่าพอเอามาทานกับข้าวซูชิก็น่าสนใจดี แต่รสชาติไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไร เนื้อค่อนข้างแห้งและใหญ่ ทำให้เคี้ยวยาก แต่ถ้าพาเพื่อนต่างชาติไปก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีในการนำเสนอรสชาติแบบไทยๆ

ไก่กรอบ ซอสสไปซี่

ไก่กรอบตัวนี้ใช้แป้งคนละแบบกับจานที่แล้วค่ะ เป็นแป้งกรอบฟูซึ่งให้สัมผัสที่ดีกว่า ส่วนซอสสไปซี่ดูออกจะคล้ายซอสพริกแต่ไม่ใช่ซอสศรีราชาค่ะ ตัวนี้รสชาติออกหวานและมีกลิ่นแบบซอสพริกแบบไทยๆ ทานกับข้าวซูชิแล้วก็รู้สึกว่าแปลกแต่ก็น่าสนใจค่ะ

หมูสามชั้นตุ๋น

อีกหนึ่งเมนูน่าสนใจที่ไม่มีในญี่ปุ่น เนื้อหมูชิ้นใหญ่พอสมควร แห้งเล็กน้อยแต่ทานไม่ยาก รสชาติออกหวานเข้ากับข้าวซูชิได้ดี หากต้องการความเค็มก็สามารถจิ้มโชยุเล็กน้อยได้

กุ้งแดงใหญ่ซอสหม่าล่า

เมนูนี้เราเพิ่งเห็นที่สาขานี้เป็นครั้งแรกค่ะ แต่ทานแล้วติดใจเลยเพราะอร่อยมาก! กุ้งสดเนื้อแน่นมีรสออกหวานเล็กน้อย เข้ากับซอสหม่าล่ารสเผ็ดนิดๆ มีกลิ่นหอมขึ้นจมูกที่รวมกับรสชาติของกุ้งแล้วบอกได้เลยว่ามันดีมากกก ส่วนเส้นสีน้ำตาลมีกลิ่นคล้ายหอมเจียวที่มีกลิ่นบางเบามากๆ ทุกองค์ประกอบเสริมกันได้ดีมากจริงๆ เป็นเมนูที่อยากแนะนำมากๆ เลยค่ะ

ยำแซลมอน

อีกหนึ่งเมนูที่เพิ่มมาให้ในสาขาประเทศไทยนี้ ก็คือ “ยำแซลมอน” ค่ะ (ขาดไม่ได้จริงๆ ฮา) ซึ่งสำหรับเมนูนี้ ทางซูชิโร่ก็ได้นำมาดัดแปลงโดยการใส่รวมมากับสลัด ส่วนตัวเราคิดว่าเนื้อปลาน้อยและชิ้นก็ค่อนข้างเล็ก เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยคุ้มราคาเท่าไร น้ำยำรสชาติใช้ได้ คล้ายน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ทางซูชิโร่เปิดให้ขอฟรีได้ค่ะ 
 

ดังนั้น หากคุณรู้สึกว่าน้ำยำน้อยเกินไป ก็สามารถสั่งเป็นถ้วยมาราดเพิ่มเองได้ค่ะ น้ำจิ้มซีฟู้ดของที่นี่รสไม่จัดเท่าไร (เข้าใจว่าเน้นเสิร์ฟชาวต่างชาติที่มาทานด้วย) ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ ก็คงเป็น ‘เผ็ดพอประมาณ เปรี้ยวโดด เน้นเค็ม หวานตามเล็กน้อย’
 

นอกจากน้ำจิ้มซีฟู้ดแล้วก็ยังมีน้ำจิ้มอื่นๆ อีกมากมายให้เลือก เมื่อสั่งแล้วจะมีพนักงานเดินมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะค่ะ
 

ขนมหวาน

ในวันที่เราไป เมนูขนมหวานที่น่าสนใจกำลังอยู่ในช่วงจัดเตรียมไปมากพอสมควร แต่โชคดีที่เมนูดีๆ อย่าง “ฮอกไกโดมิลล์เครปเมลบา” สามารถสั่งได้! โดยส่วนตัวเราคิดว่ารสชาติดีใช้ได้ และคล้ายกับที่เคยทานในญี่ปุ่นพอสมควร (แต่อันนี้จะมีความเป็นน้ำแข็งมากกว่าเล็กน้อยและมีการราดนมข้นหวานมาด้วย)

ไอศกรีมรสวานิลลาตัดกับซอสสตอเบอร์รี่ เนื้อผลไม้ไม่มากเท่าไร แต่ก็พอจะให้กลิ่นหอมๆ และรสหวานอมเปรี้ยวที่ตัดกับตัวมิลล์เครปสอดไส้ครีมได้ดีพอสมควร แต่ส่วนที่อร่อยที่สุด คือ ครีมสดที่ราดมาค่ะ หอมมัน และไม่เป็นฝ้าติดเพดานปาก เลยคิดว่าน่าประทับใจพอสมควร

การชำระเงิน

เมื่อทานจนอิ่มกันแล้ว ก็สามารถกดปุ่มสีเหลืองที่เขียนเอาไว้ว่า “เรียกพนักงาน / เช็คบิล” บนจอแท็บเล็ต และเมื่อแจ้งว่าเช็คบิล พนักงานก็จะนับจำนวนจานและสแกนบาร์โค้ดในแผ่นสีขาวเพื่อให้เรานำไปใช้จ่ายเงินที่แคชเชียร์หน้าร้าน

ตรงนี้อาจจะมีคนแน่นพอสมควร ดังนั้น เราขอให้ทุกคนรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยจากโควิด-19 กันด้วยนะคะ นอกจากนี้ เราก็จะเห็นว่าตรงหลังเคาน์เตอร์มีตุ๊กตาและสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวกับร้านซูชิโร่อยู่มากมายด้วย ซึ่งของเหล่านี้จะเป็นของสมนาคุณสำหรับคนที่มาทานและสะสมสแตมป์ของร้านได้ครบค่ะ ใครอยากรู้ว่ากี่สแตมป์แลกอะไรได้บ้าง ก็สามารถสอบถามจากพนักงานได้เลย

ซูชิโร่เมืองไทย อร่อยได้เหมือนอยู่ญี่ปุ่น!

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักอาหารญี่ปุ่น หลงใหลในรสชาติซูชิที่แปลกใหม่ในราคาสบายกระเป๋า หรือกำลังคิดถึงประเทศญี่ปุ่นอยู่ เราก็อยากให้ลองมาทานซูชิจานหมุนของซูชิโร่ สาขา Central World ดูค่ะ ถึงแม้จะไม่สามารถจองเวลาล่วงหน้าได้ ก็ยังมาแบบ Walk-In โดยไม่ต้องนั่งรออยู่หน้าร้านตลอดเวลาได้เช่นกัน

มาทานซูชิอย่างสนุกสนานสบายใจให้หายคิดถึงญี่ปุ่นกันนะคะ :)
 

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร