10 แหล่งท่องเที่ยวไปกลับห่างจากโตเกียวไม่ถึง 2 ชั่วโมง!

แม้ว่าภายในโตเกียวจะเต็มไปด้วยสิ่งน่าสนใจมากมาย แต่มีน้อยคนที่จะรู้ว่าหากนั่งรถไฟออกจากตัวเมืองไปเพียง 1-2 ชั่วโมง ก็จะพบกับธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์และตึกรามบ้านช่องที่เก่าแก่ ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 10 แหล่งท่องเที่ยวไปกลับยอดนิยม ซึ่งแผ่กว้างไปด้วยทิวทัศน์ที่หาชมไม่ได้ในโตเกียว!

คันโต

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

1. คามาคุระ (จังหวัดคานากาว่า)

คามาคุระ จุดยอดนิยมเดินทางสะดวกที่ห่างจากโตเกียวเพียง 1 ชั่วโมง เป็นสถานที่อุดมไปด้วยธรรมชาติที่ห้อมล้อมไปด้วยภูเขาและทะเล สามารถเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์และดอกไม้ใบหญ้าในทั้งสี่ฤดูกาล

เนื่องจากคามาคุระเคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น จึงมีวัดและศาลเจ้ากว่า 100 แห่งหลงเหลือมาจนปัจจุบัน จุดที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งคือ "ศาลเจ้าซึรุกาโอกะฮาจิมังกู" ที่ศักดิ์สิทธิ์เรื่องโชคลาภด้านการงานและการแข่งขัน และ "วัดโฮโคคุจิ" ที่โด่งดังอย่างสูงจากป่าไผ่อันน่าหลงใหล นอกจากนี้ "ถนนโคมาจิโดริ" ที่เชื่อมระหว่างสถานีคามาคุระกับศาลเจ้าซึรุกาโอกะฮาจิมังกู ยังเป็นจุดที่เรียงรายไปด้วยร้านค้ากว่า 250 ร้าน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชอบเดินไปกินไป นอกจากสิ่งก่อสร้างเก่าแก่แล้ว คาเฟ่เก๋ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวก็มีเพิ่มตัวให้เห็นมากขึ้นเช่นกัน กล่าวได้ว่าเสน่ห์ของคามาคุระคือ ไม่ว่าจะเป็นคนวัยไหนก็สามารถเพลิดเพลินได้ทั้งนั้น

การเดินทางจากสถานีโตเกียว: นั่ง JR Yokosuka Line 12 สถานี (ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสาย)
ระยะเวลา: ประมาณ 1 ชั่วโมง
ค่าโดยสาร: 935 เยน
จุดห้ามพลาด: ศาลเจ้าซึรุกาโอกะฮาจิมังกู วัดโฮโคคุจิ ถนนโคมาจิโดริ พระพุทธรูปคามาคุระไดบุตสึ และรถไฟเอโนเด็น


ข้อควรระวัง: แม้ว่าส่วนกลางของคามาคุระจะไม่ใหญ่มากและสามารถเดินเที่ยวได้ง่ายๆ แต่หากต้องการชมทะเลของเกาะเอโนชิม่าแล้วล่ะก็ จำเป็นต้องนั่งรถไฟเอโนเด็นออกจากสถานีคามาคุระไปประมาณ 25 นาที สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มด่ำทั้งประวัติศาสตร์และอาหารอร่อยๆ ของคามาคุระ ไปจนถึงสุดยอดวิวทิวทัศน์ของเกาะเอโนชิม่าแล้ว เราขอแนะนำให้เดินทางไปถึงตั้งแต่เช้าๆ
 

2. นิกโก้ (จังหวัดโทชิกิ)

นิกโก้ เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาในจังหวัดโทชิกิ มากไปด้วยสิ่งก่อสร้างอายุเก่าแก่ เป็นที่ตั้งของวัดสามแห่งที่ได้ถูกระบุเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "วัดและศาลเจ้าแห่งนิกโก้" หนึ่งในนั้นที่โด่งดังเป็นพิเศษก็คือ "ศาลเจ้านิกโก้โทโชกู" ที่หรูหราโอ่อ่า ภายในพื้นที่ศาลเจ้าเรียงรายไปด้วยอาคาร 55 หลัง ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมี 8 หลังที่ถูกระบุเป็นสมบัติชาติ และ 34 หลังที่ถูกระบุเป็นมรดกทางวัฒนธรรม สวยงามอลังการไปด้วยการตกแต่งจากแลคเกอร์ สีสันที่เจิดจรัส และรูปสลักจำนวนมาก

ทางด้านธรรมชาติเองก็อุดมสมบูรณ์ มีทั้งน้ำตกและบึง จุดที่เห็นจะได้รับความนิยมเป็นพิเศษก็คือ น้ำตกเคงอนโนะทากิ ทะเลสาบชูเซนจิโกะ และภูเขานันไท นอกจากนี้ แม่น้ำคินุกาวะของนิกโก้ยังเป็นแหล่งออนเซ็นที่มีชื่อเสียงของภูมิภาคคันโตอีกด้วย

การเดินทางจากสถานีโตเกียว: นั่ง JR Tohoku Shinkansen ต่อ JR Nikko Line ที่สถานี Utsunomiya
ระยะเวลา: ประมาณ 2 ชั่วโมง
ค่าโดยสาร: 5,150 เยน
จุดห้ามพลาด: ศาลเจ้านิกโก้โทโชกู น้ำตกเคงอนโนะทากิ ทะเลสาบชูเซนจิโกะ และคินุกาวะออนเซ็น


ข้อควรระวัง: นิกโก้อากาศเย็นกว่าโตเกียว 3-7 องศา แม้จะเป็นฤดูร้อนก็ขอแนะนำให้พกเสื้อคลุมไปด้วยเนื่องจากอากาศจะเย็นลงในช่วงเช้าและเย็น ในฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นเป็นพิเศษจนติดลบ จึงควรที่จะเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมไปด้วย

3. ภูเขาไฟฟูจิ (จังหวัดชิซูโอกะและยามานาชิ)

เมื่อพูดถึงญี่ปุ่น หลายคนก็คงนึกถึงภูเขาไฟฟูจิ ภูเขาไฟฟูจิเป็นภูเขาสูงที่สุดในญี่ปุ่นด้วยความสูง 3,776 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และได้รับการระบุเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกอีกด้วย

เราสามารถเดินทางจากโตเกียวไปภูเขาไฟฟูจิได้โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง บริเวณรอบๆ ภูเขาไฟฟูจิเต็มไปด้วยจุดท่องเที่ยวชื่อดังมากมาย นอกจากการปีนเขาแล้ว การเที่ยวชมทิวทัศน์โดยรอบก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

ภูเขาไฟฟูจิจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามฤดูกาล ช่วงเวลา และตำแหน่งที่รับชม ไม่ว่าจะเป็น "ฟูจิกลับหัว" ที่รับชมได้บนผิวน้ำของวันที่ลมสงบ หรือ "ฟูจิแดง" ที่หิมะบนภูเขาไฟฟูจิถูกย้อมไปด้วยแสงแดดในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตก
 

การเดินทางจากสถานีโตเกียว: นั่ง JR Chuo Line Rapid ต่อ Fuji Kyuko สาย Kawaguchiko ที่สถานี Otsuki
ระยะเวลา: ประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที
ค่าโดยสาร: 2,560 เยน
จุดห้ามพลาด: ห้าทะเลสาบฟูจิ (ยามานากะโกะ คาวากุจิโกะ โมโตซุโกะ ไซโกะ และโชจิโกะ)

ข้อควรระวัง: แนะนำให้ใช้บริการที่พักหากต้องการค้างคืนบนเขา แม้ว่าจะมีคนที่ออกปีนแต่เช้ามืดโดยใช้เวลาทั้งวัน แต่ก็ไม่ขอแนะนำเนื่องจากปัญหาต่างๆ เช่นการเมาระดับความสูง นอกจากนี้ยังควรเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไปให้พร้อมด้วย

4. ฮาโกเน่ (จังหวัดคานากาว่า)

ฮาโกเน่ แหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังในฐานะเมืองออนเซ็นมาแต่โบราณ มากไปด้วยเสน่ห์อันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ สถานที่ที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ มีกิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นตลอดปี เช่น งานวิ่งแข่งฮาโกเน่ ที่เป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ประจำปีใหม่ของคนญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีพาหนะในการเดินทางที่สะดวกสบาย ทั้งรถไฟขึ้นเขา รถกระเช้า และรถบัส ทำให้สามารถเที่ยวสถานที่ที่มีอยู่มากมายได้อย่างสบายๆ
ที่สถานีฮาโกเน่ยูโมโตะซึ่งเป็นเหมือนกับประตูหน้าของฮาโกเน่นั้น ล้อมรอบไปด้วยย่านออนเซ็นที่เรียงรายไปด้วยร้านของฝากและร้านอาหารมากมาย ออนเซ็นแบบไปกลับก็มีอยู่มากเช่นกัน สะดวกอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่มีเวลาพอค้างคืนหรือต้องการแช่ออนเซ็นสักครั้งก่อนกลับ

จุดท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดของฮาโกเน่คือ "หุบเขาโอวาคุดานิ" ซึ่งมีทิวทัศน์อันน่าตื่นตาของผืนดินที่พวยพุ่งไปด้วยควันสีขาว ของขึ้นชื่อของที่นี่คือ "คุโระทามาโกะ" หรือที่คนไทยเราเรียกกันว่า "ไข่ดำ" เป็นไข่ต้มเปลือกดำสนิทที่ทำขึ้นโดยนำไข่สดไปต้มในบึงออนเซ็นประมาณ 60 นาที เนื่องจากโอวาคุดานิเป็นที่ตั้งของ "เอนเมจิโซซง" หรือเทวรูปจิโซที่ศักดิ์สิทธิ์เรื่องการต่ออายุและเลี้ยงดูเด็ก จึงมีคำกล่าวกันว่า "หากกินคุโรทามาโกะแล้วจะทำให้อายุยืน"

การเดินทางจากสถานีโตเกียว: นั่ง JR Tokaido Shinkansen ต่อ Odakyu Romancecar ที่สถานี Odawara
ระยะเวลา: ประมาณ 1 ชั่วโมง
ค่าโดยสาร: 3,800 เยน


จุดห้ามพลาด: ละแวกสถานีฮาโกเน่ยูโมโตะ หุบเขาโอวาคุดานิ และรถกระเช้าฮาโกเน่
 

5. อิซุ (จังหวัดชิซูโอกะ)

อิซุ เป็นพื้นที่ที่มีอากาศอบอุ่นตลอดปี อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติ มีทั้งทะเลอันสวยงามที่มองไปเห็นถึงภูเขาไฟฟูจิ สุดยอดทิวทัศน์อาทิตย์ตกดิน และที่ราบสูงอิซุที่แสนสดชื่น เป็นสถานที่ที่มีดอกไม้ให้รับชมตลอดสี่ฤดู ไม่ว่าจะเป็นคาวาสึซากุระที่บานเร็วสุดในเกาะหลักญี่ปุ่น ดอกซุยเซน หรือดอกนะโนะฮานะ ทั้งยังมีชื่อเสียงจากทะเลสาบอิปเปกิโกะ สวนสาธารณะอิสุกุรันปารุ และ "วัดชูเซนจิ" ที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านออนเซ็นและเป็นที่มาของชื่ออิสุ ไม่ว่าจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชิโมดะกับครอบครัว สัมผัสประสบการณ์เก็บใบชา หรือเดินเล่นย่านประวัติศาสตร์และย่านออนเซ็นที่เหล่านักประพันธ์ญี่ปุ่นชื่นชอบ ก็สามารถทำได้ทั้งนั้น หรือจะไปขอพรเรื่องเงินที่ "เหมืองทองโทอิ" ก็ดูน่าสนใจเช่นกัน  

เนื่องจากทั้งทะเลและภูเขาต่างก็อุดมสมบูรณ์ ทำให้มีนักท่องเที่ยวไม่น้อยที่เดินทางมาเพื่ออาหารอร่อยๆ จากวัตถุดิบสดใหม่เช่นกัน

การเดินทางจากสถานีโตเกียว: นั่ง JR Shinkansen ต่อ JR Ito Line ที่สถานี Atami
ระยะเวลา: ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
ค่าโดยสาร: 4,070 เยน
จุดห้ามพลาด: วัดชูเซนจิ สวนสาธารณะอิซุกุรันปารุ ทะเลสาบอิปเปกิโกะ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชิโมดะ และเหมืองทองโทอิ


ข้อควรระวัง: อิสุแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ "ฮิกาชิอิซุ" "มินามิอิซุ" "นิชิอิซุ" และ "นากะอิซุ" เนื่องจากอาจไม่สามารถเที่ยวชมให้ครบได้ภายในวันเดียว จึงควรกำหนดเป้าหมายและเส้นทางการเดินทางไว้ก่อนล่วงหน้า

6. อะตามิ (จังหวัดชิซูโอกะ)

อะตามิ ตั้งอยู่ทางทิศใต้สุดของจังหวัดชิซูโอกะ ทำหน้าที่เหมือนกับประตูสู่คาบสมุทรอิสุ เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่โด่งดังในเรื่องรีสอร์ทและหมู่บ้านออนเซ็นมาแต่โบราณ ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และมีผืนทะเลแผ่กว้างอยู่ด้านหน้า นอกเหนือจากการว่ายน้ำในฤดูร้อน ชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง หรือดอกอุเมะและซากุระที่มีให้ชมตั้งแต่ฤดูหนาวไปจนถึงใบไม้ผลิ ก็ยังมีอีเวนต์จัดขึ้นในทุกฤดูกาล เช่น เทศกาลดอกไม้ไฟที่จัดขึ้นบ่อยครั้งภายในหนึ่งปี

อะตามิออนเซ็น กล่าวกันว่าเป็นออนเซ็นโปรดของตระกูลโทคุกาวะผู้ก่อตั้งรัฐบาลเอโดะ เป็นออนเซ็นเก่าแก่ที่เชื่อกันว่าขุดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล เคยเป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักประพันธ์ในอดีต แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังมีชาวญี่ปุ่นมากมายนิยมมาเยี่ยมชมเพื่อแช่น้ำพุคุณภาพดี บริเวณด้านหน้าของสถานีอะตามิเป็นที่ตั้งของออนเซ็นธรรมชาติสำหรับแช่เท้าที่ได้รับการขนานนามว่า "อิเอยาสุโนะยุ" หรือน้ำพุของอิเอยาสุ ซึ่งไม่ว่าใครๆ ก็สามารถใช้บริการได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และคึกคักไปด้วยผู้คนมากมายอยู่ทุกวัน
 

การเดินทางจากสถานีโตเกียว: นั่ง JR Shinkansen 4 สถานี (ไม่จำเป็นต้องต่อสายอื่น)
ระยะเวลา: ประมาณ 45 นาที
ค่าโดยสาร: ที่นั่งสำรองล่วงหน้า 4,270 เยน, ที่นั่งทั่วไป 3,740 เยน
จุดห้ามพลาด: อะตามิออนเซ็น สวนบ๊วยอะตามิ และอะตามิซันบีช

7. โยโกฮาม่า (จังหวัดคานากาว่า)

โยโกฮาม่า เมืองที่ผสมผสานไปด้วยวัฒนธรรมญี่ปุ่น ตะวันตก และจีน เป็นสถานที่ยอดนิยมของคนญี่ปุ่นจนได้รับเลือกให้เป็น "เมืองน่าอยู่อันดับหนึ่ง" เมื่อปี 2018 เดินทางถึงได้สะดวกจากโตเกียว เนื่องจากใช้เวลาเพียงประมาณ 30 นาทีในการไปสถานีชินจูกุ สถานีโตเกียว และสถานีชินากาว่า จึงมีคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่ทำงานในโตเกียวแต่อาศัยอยู่ในโยโกฮาม่า

มีทั้งโกดังอิฐแดงโยโกฮาม่าที่เรียงรายไปด้วยอาคารย้อนยุคในสไตล์โมเดิร์น ย่านโยโกฮาม่าไชน่าทาวน์ที่มีอาหารจีนต้นตำรับให้ลิ้มรส พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ และช็อปปิ้งมอลล์ จึงเหมาะแก่การมาเที่ยวในวันหยุดอย่างยิ่ง นอกจากนี้ บริเวณอ่าวยังมีไฟไลท์อัพแสนโรแมนติกให้รับชมในตอนกลางคืน จึงเป็นจุดออกเดทยอดนิยมอีกด้วย

การเดินทางจากโตเกียว: นั่ง JR Tokaido Main Line 4 สถานี (ไม่จำเป็นต้องต่อสายอื่น)
ระยะเวลา: ประมาณ 25 นาที
ค่าโดยสาร: 480 เยน
จุดห้ามพลาด: มินาโตะมิไร สวนสาธารณะยามาชิตะ โกดังอิฐแดง และโยโกฮาม่าไชน่าทาวน์
 

8. ภูเขาทาคาโอะ

ภูเขาทาคาโอะ ดินแดนแห่งธรรมชาติใกล้เมืองใหญ่ ใช้เวลาเดินทางโดยนั่งรถไฟจากสถานีชินจูกุเพียง 50 นาที เหมาะมากสำหรับการเดินเขา มีหลากหลายเส้นทางให้เลือกเดินไปยังยอดเขาที่สูงถึง 599 เมตร เนื่องจากมีรถกระเช้าให้บริการขึ้นไปยังบริเวณกลางๆ เขา จึงทำให้มันเป็นที่นิยมของนักเดินเขามือใหม่อีกด้วย บริเวณกลางเขาที่ว่านี้เป็นที่ตั้งของ "วัดทาคาโอะซังยาคุโออิน" อายุกว่า 1,200 ปี เป็นสถานที่ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสามวัดเจ้าสำนักแห่งคันโต เคียงคู่ไปกับวัดนาริตะซังชินโชจินและวัดคาวาซากิไดชิเฮเกนจิ

ด้วยเหตุที่สามารถเดินทางไปกลับได้ในวันเดียว ในวันหยุดสุดสัปดาห์จึงพลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากมาย หากต้องการเดินเขาอย่างสบายๆ แล้ว ขอแนะนำให้แวะมาในวันธรรมดา ในกรณีที่อากาศปลอดโปร่ง ยังสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้จากบนยอดเขาอีกด้วย

บริเวณตีนเขาเป็นที่ตั้งของออนเซ็นที่ชื่อ "โกราคุยุ" สามารถแวะมาแช่ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินเขาได้

การเดินทางจากโตเกียว: นั่ง JR Chuo Line ต่อ Keio Takao Line ที่สถานี Takao
ระยะเวลา: ประมาณ 1 ชั่วโมง
ค่าโดยสาร: 1,070 เยน
จุดห้ามพลาด: ยอดเขา วัดทาคาโอะซังยาคุโออิน และโกราคุยุ


ข้อควรระวัง: แม้ว่าจะเป็นภูเขาที่เดินง่ายเหมาะสำหรับมือใหม่ แต่ก็ขอแนะนำให้เตรียมรองเท้าที่เดินสะดวกไปด้วย ทั้งนี้ระหว่างทางจะไม่มีถังขยะ จึงขอให้เก็บกลับมาทิ้งที่ด้านล่าง

9. จิจิบุ (จังหวัดไซตามะ)

จิจิบุ ตั้งอยู่บนทิศตะวันตกเฉียงเหนือของไซตามะ เป็นเขตหมู่บ้านที่กว้างที่สุดของจังหวัด มากไปด้วยอาหารพื้นบ้าน สถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมสัมผัสธรรมชาติ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ก็มีอยู่มากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลเจ้าจิจิบุ ศาลเจ้าจิจิบุอิมามิยะ และศาลเจ้ามิสึมิเนะ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสถานที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ในส่วนของศาลเจ้ามิสึมิเนะนั้น ก็ยังโด่งดังในฐานะศาลเจ้าแห่งโชคด้านการงานด้วยเช่นกัน

จุดสัมผัสธรรมชาติของจิจิบุที่เราขอแนะนำเป็นพิเศษคือ "สวนสาธารณะฮิสึจิยามะ" สวนสาธารณะยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวและชมดอกไม้ ตั้งอยู่บนเนินสูงมองเห็นวิวบ้านเมืองจิจิบุอย่างทั่วถึง ซากุระในสวนนี้จะบานเต็มที่ในเดือนเมษายน และจะมีไอริสญี่ปุ่นกว่า 10,000 ต้นให้รับชมในช่วงปลายมิถุนายนไปจนถึงต้นกรกฎาคม

การเดินทางจากสถานีโตเกียว: นั่ง JR Ueno-Tokyo Line ต่อ Chichibu Railway ที่สถานี Kumagaya
ระยะเวลา: 2 ชั่วโมง 45 นาที
ค่าโดยสาร: 2,050 เยน
จุดห้ามพลาด: ศาลเจ้าจิจิบุ ศาลเจ้าจิจิบุอิมายะ ศาลเจ้ามิสึมิเนะ และสวนสาธารณะฮิสึจิยามะ

10. คาวาโกเอะ (จังหวัดไซตามะ)

คาวาโกเอะ เฟื่องฟูมาตั้งแต่ยุคเอโดะในฐานะเมืองรอบปราสาท มีเสน่ห์เป็นบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นในสไตล์คุระสึคุริ (บ้านทรงโกดัง) จนได้รับการเรียกว่าเป็น "โคเอโดะ" หรือเอโดะขนาดย่อมๆ แค่เดินเล่นไปเรื่อยๆ ก็จะได้พบกับจุดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ทั้ง "โทคิโนะคาเนะ" หรือ "ระฆังแห่งเวลา" ที่เป็นสัญลักษณ์ของคาวาโกเอะ ตรอกซอยที่ดูมีเสน่ห์ และถนนการค้าต่างๆ เนื่องจากคาวาโกเอะมีร้านเช่ากิโมโนอยู่มาก การสวมกิโมโนเดินไปรอบๆ บ้านเมืองบรรยากาศเอโดะก็เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจเช่นกัน

ทางด้านจุดของอร่อยเองก็มีอยู่มากมาย มีทั้งถนนที่เรียงรายไปด้วยร้านขนมเก่าแก่ยาวกว่า 800 เมตร หากมีโอกาสก็ไม่ควรพลาดที่จะสัมผัสประสบการณ์เดินไปกินไปด้วยเช่นกัน

การเดินทางจากสถานีโตเกียว: นั่ง Tokyo Metro Marunouchi Line ต่อ Tokyo Metro Fukutoshin Line ที่สถานี Ikebukuro
ระยะเวลา: ประมาณ 1 ชั่วโมง
ค่าโดยสาร: 610 เยน
จุดห้ามพลาด: โทคิโนะคาเนะ ย่านคาวาโกเอะอิจิบังไก และถนนไทโชโรมันยูเมะโดริ

ทั้งหมดนี้เป็น 10 สถานที่ที่สามารถเดินทางไปกลับระหว่างโตเกียวได้โดยรถไฟที่เราได้คัดสรรมาให้คุณ หากมีโอกาสแล้ว ลองเลือกให้มันเป็นหนึ่งในจุดหมายในทริปญี่ปุ่นของคุณดูสิ

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร