ชมธรรมชาติสี่ฤดูกาล พร้อมเข้าชมเทศกาลศิลปะระดับโลกที่「เอชิโกะสึมาริ-ไดจิ」(ตอนที่ 1 : แนะนำเทศกาลและที่เที่ยว)

งานเทศกาล "Echigo-Tsumari Art Triennale (越後妻有 大地芸術祭)" คืองานเทศกาลศิลปะขนาดใหญ่ที่จัดเพียง 1 ครั้งในรอบ 3 ปี โดยมีการจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ให้เข้าชมครั้งล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2018 แม้ว่างานเทศกาลนี้จะเพิ่งปิดฉากลง แต่ก็เชื่อว่ามีหลายคนที่ยังไม่เคยได้ยิน หรือไม่สามารถหาจังหวะเวลาไปเข้าร่วมได้ แต่วางใจได้เลยเพราะผลงานจัดแสดงในโซนปกตินอกจากช่วงเทศกาลก็เพียงพอที่จะให้คุณเพลิดเพลินได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ คุณยังมั่นใจได้ว่าจะไม่ต้องเบียดเสียดกับฝูงชนเพราะเป็นช่วงที่ไม่มีเทศกาลใหญ่ และสามารถค่อยๆ ชื่นชมและซึมซับบรรยากาศสี่ฤดูของชนบทจังหวัดนีกาตะได้อย่างสบายใจ !

นีงาตะ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

เกี่ยวกับพื้นที่เอชิโกะสึมาริ (越後妻有)

"เอชิโกะสึมาริ" เป็นพื้นตอนหนึ่งในทางใต้ของจังหวัดนีกาตะ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 6 พื้นที่ย่อย ได้แก่ โทกะมาชิ (十日町) คาวะนิชิ (川西) นากะซาโตะ (中里) มัตสึฮิโระ (松代) มัตสึโนะยามะ (松之山) และสึนัน (津南) โดยในพื้นที่นี้มีเอกลักษณ์คือไร่นาแบบขั้นบันได้ที่ไล่ระดับไปตามเชิงเขา และปริมาณหิมะที่ตกและปกคลุมสูงมากในฤดูหนาว

อย่างไรก็ตาม จากการที่ผู้คนต่างหลั่งไหลและย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำงานในเมือง ประกอบกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่น ทำให้ประชากรของที่นี่เริ่มลดลง มีบ้านร้างและโรงเรียนที่ถูกปิดเพิ่มจำนวนขึ้นและมีท่าทีว่าปัญหาจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

เพื่อแก้ปัญหานี้ ในปี 2000 ทางพื้นที่จึงได้มีการเริ่มจัดงานเทศกาลศิลปะ "Echigo-Tsumari Art Triennale" ขึ้นภายใต้คอนเซป "มนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ" โดยจะมีการจัดงานเทศกาลทุกๆ 3 ปี งานเทศกาลศิลปะนี้ได้นำความคึกคักกลับมาสู่พื้นที่และได้ช่วยให้ตัวเมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

การเดินทางไปยังเอชิโกะสึมาริ

ทันทีที่ขบวนรถไฟจอดถึงที่หมายที่อุโมงค์เอชิโกะยุซาวะ บรรยากาศรอบๆ อาจทำให้หลายคนนึกถึงบทพรรณนาต้นเรื่องของนวนิยายชื่อดัง “เมืองหิมะ (Snow Country 雪国)” ของยาสุนาริ คาวาบาตะ (川端康成) ที่ว่า

“ทันทีที่ขบวนรถไฟโผล่ผ้นอุโมงค์ยาวข้ามเขตประเทศเข้าสู่เมืองหิมะ ทิวทัศน์รอบนอกที่ปรากฏขึ้นคือเมืองหิมะสีขาวภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน รถไฟหยุดลงที่ป้ายบอกสัญญาณ...”

งานเทศกาลนี้มีโลเคชั่นสำคัญสองจุดคือที่โทคะมาชิ (Tokamachi 十日町) และมัตสึได (Matsudai 松代) ซึ่งทั้งสองที่ต่างเดินทางไปโดยรถไฟได้ หากคุณเริ่มเดินทางจากโตเกียว ให้ขึ้น JR Joetsu Shinkansen จากสถานีโตเกียวหรืออุเอโนะ ไปยังสถานีเอชิโกะยุซาวะ (Echiko Yuzawa Station 越後湯沢駅) โดยจะใช้เวลาประมาณ 80 นาที จากนั้นเปลี่ยนขบวนไปขึ้นสายโฮคุโฮคุ (Hokuhoku line ほくほく線) ซึ่งจะพาคุณไปถึงยังสถานีทั้งสองได้ในเวลาประมาณ 40 นาที

หากคุณต้องการไปยังสถานที่อื่นๆ ในเทศกาลที่อยู่นอกเหนือจากสองที่นี้ คุณสามารถซื้อทัวร์จากทางผู้จัดงานหรือจะเดินทางมาโดยรถยนต์ก็ได้เช่นกัน

แลนด์มาร์กสำคัญที่ห้ามพลาดในเอชิโกะสึมาริ

1. พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเอชิโกะสึมาริ (Echigo-Tsumari Satoyama Museum of Contemporary Art, KINARE)

พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้มีระเบียงทางเดินกึ่งเปิดโล่ง ซึ่งถือเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่หาได้ยากในพื้นที่ที่มีหิมะตกหนัก รวมไปถึงสระน้ำกลางอาคารขนาดยักษ์ สถาปัตยกรรมอันแปลกตาทั้งสองนี้ถูกออกแบบโดยฮิโรชิ ฮาระ (Hiroshi Hara 原広司) สถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อดังเจ้าของผลงานการออกแบบสถานีเกียวโตและซัปโปโรโดม

สถาปัตยกรรมทั้งสองถูกออกแบบขึ้นมาโดยการใช้รูปทรงเรขาคณิตพื้นฐานอย่างสี่เหลี่ยมจัตุรัส แล้วเพิ่มลูกเล่นเข้าไปด้วยการประยุกต์ใช้คอนกรีตดิบและกระจกอย่างหลากหลายแพรวพราว ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นที่กว้างและตัวอาคารที่เข้ากันได้ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ

เมื่อมองแวบแรก คุณอาจคิดว่าน้ำในสระขนาดใหญ่ที่ถูกล้อมรอบด้วยระเบียงกึ่งเปิดโล่งนี้สะท้อนภาพของท้องฟ้า ก้อนเมฆ และอาคารรอบๆ แต่หากคุณเดินขึ้นไปที่ชั้นสองและมองลงมา คุณจะค้นพบว่าที่จริงแล้วมีกระจกบานมหึมาจมอยู่ภายใต้สระน้ำแห่งนี้! ด้วยเหตุนี้หากคุณมองลงมาที่สระในมุมที่ต่างกัน คุณก็จะได้เห็นภาพสะท้อนที่แตกต่างกันไป และหากคุณลองหามุมดีๆ คุณจะเจอมุมที่ภาพสะท้อนในกระจกและภาพสะท้อนจากน้ำในสระโดยธรรมชาติเรียงต่อกันพอดิบพอดี!

“Palimpsest” คือชื่อของงานสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ซึ่งหมายถึงหนังสือโบราณที่ต้องนำไปล้างตัวหนังสือที่เขียนอยู่ออกก่อนเพื่อนำไปจดบันทึกสิ่งใหม่ๆ เหมือนกับภาพสะท้อนในสระน้ำที่จะสะท้อนภาพที่ไม่ซ้ำเดิมอยู่เสมอนั่นเอง

งานศิลปะชิ้นนี้ถูกออกแบบโดย Leandro Erlich ศิลปินชาวอาร์เจนติน่าผู้เคยออกแบบสระว่ายน้ำอันโด่งดังในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยศตวรรษที่ 21 (21st Century Museum of Contemporary Art) ในคานาซาว่า จุดเด่นของ Leandro คือการออกแบบผลงานที่มีเอกลักษณ์ในด้านการใช้ภาพสามมิติ การใช้ภาพลวงตา และการออกแบบผลงานให้แต่ละคนสามารถเพลิดเพลินไปกับงานศิลปะของเขาได้ในแบบฉบับของตัวเอง

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากสถานีโทคะมาชิเพียงเดินเท้า 10 นาที และนอกจากจะเป็นโลเคชั่นสำคัญในงานแล้ว บริเวณรอบๆ ยังเรียงรายไปด้วยจุดจัดแสดงนิทรรศการ ออนเซ็น คาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก และอื่นๆ อีกมากมาย การมาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกดีที่จะเอนจอยพื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นได้ในหลากหลายสไตล์

  • เอชิโกะชินาโนะกาวะบาร์ (Echigo Shinanogawa Bar)

เอชิโกะชินาโนะกาวะบาร์ ตั้งอยู่ที่ชั้นสองของตัวพิพิธภัณฑ์ บาร์นี้ถูกออกแบบขึ้นโดย Massimo Bartolini ร่วมกับ Lorenzo Bini ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานศิลปะที่ถูกออกแบบขึ้นโดยการใช้รูปทรงเรขาคณิตวงกลม

ชื่อผลงานชิ้นนี้คือ "○ in □" มีที่มาจากพื้นที่วงกลมที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ตั้งอยู่ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์สี่เหลี่ยมที่ให้ความรู้สึกตรงและแข็งนั่นเอง

ชั้นหนังสือภายในบาร์แห่งนี้จะถูกฝังเข้าไปในกำแพงที่มีความโค้งเล็กน้อย ทำให้เกิดดีไซน์แบบซิกแซกซ้อนเหลื่อมกันคล้ายแม่น้ำ เพดานของบาร์เต็มไปด้วยโมบายล์ทรงกลมจำนวนนับไม่ถ้วนที่ส่งแสงสะท้อนระยิบระยับคล้ายพื้นผิวมหาสมุทร โคมไฟที่ห้อยลงมาจากเพดานดูคล้ายกับแนวหินที่ถูกกัดกร่อนไปตามเวลา และเมื่อโต๊ะทั้งหมดถูกนำมาต่อกัน ลายบนโต๊ะจะเรียงตัวกันเป็นรูปแม่น้ำชินาโนะ

บาร์นี้ถือเป็นสถานที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมาเอนหลังพักผ่อนพร้อมจิบเครื่องดื่มอย่างกาแฟที่ถูกหมักบ่มในถ้ำหิมะ เบียร์ฮักไคซาน (Hakkaisan beer) และชาที่ต้มจากใบชานีกาตะ

  • ออนเซ็น อะคาชิโนะยุ (Akashi no Yu)

ออนเซ็นอะคาชิโนะยุ แห่งนี้ตั้งอยู่ตัดกับพิพิธภัณฑ์ โดยแม้ว่าจะไม่ได้เป็นออนเซ็นที่ใหญ่โตนัก แต่ที่นี่มีอ่างอาบน้ำที่ถูกออกแบบมาอย่างโมเดิร์น และมีพื้นที่กว้างขวางเมื่อเทียบกับโรงอาบน้ำทั่วไป อ่างไฮไลท์ที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษของที่นี่คืออ่างคาวาริยุ (Kawari-yu) ที่ส่วนผสมของน้ำภายในอ่างจะแปรไปตามฤดูกาล คุณจะพบกับอ่างน้ำจากโรสแมรี่ในฤดูใบไม้ผลิ น้ำผสมกลีบดอกไอริซในฤดูร้อน และน้ำผสมเปลือกส้มยูซุในฤดูหนาว บางครั้งคุณอาจจะโชคดีได้เจอกับอ่างตุ๊กตาเป็ดอีกด้วย !

ที่นี่มีอ่างน้ำสองอ่าง ชายและหญิงจะได้สลับวันกันใช้ตามวันคู่วันคี่ อย่างไรก็ตาม ที่ห้องอาบน้ำทั้งสองอ่างจะมีสวนเขียวขจีให้คุณได้สูดอากาศบริสุทธิ์ให้ฉ่ำปอดพลางแช่น้ำร้อนให้สบายตัว หลังอาบน้ำ คุณยังสามารถออกมาพักผ่อนร่างกายและหาของกินเล่นง่ายๆ ได้ที่ห้องพักของออนเซ็นอีกด้วย

2. ศูนย์วัฒนธรรมการเกษตรในพื้นที่ปกคลุมหิมะ มัตสึได (NOHBUTAI Snow-Land Agrarian Culture Center, Matsudai)

อาคารสีขาวรูปทรงเหมือนสถานีอวกาศแห่งนี้มีชื่อว่า NOHBUTAI ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญในเทศกาลศิลปะ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีมัตสึได (Matsudai Station 松代駅) เดินทางได้อย่างสะดวกไร้กังวล ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคที่แตกต่างจากการก่อสร้างแบบทั่วไป เช่น การมีบันไดอยู่รอบตัวอาคาร จึงสามารถขึ้นลงอาคารได้จากทุกทิศทาง

มัตสึไดเป็นเมืองเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึกของจังหวัดนีกาตะ ฤดูร้อนที่นี่ร้อนอบอ้าวด้วยความชื้นสูง ส่วนในฤดูหนาวตัวเมืองจะถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาหลายเซนติเมตร

MVRDV บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ผู้ออกแบบอาคารศูนย์วัฒนธรรมนี้จงใจออกแบบตัวอาคารให้ลอยเด่นตั้งตระหง่านอยู่ในอากาศ เพื่อให้ผู้มาเยี่ยมชมสามารถชมความงามของสถาปัตยกรรมได้แม้ในฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวหรือในฤดูหนาวที่มีหิมะทับถม ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญกับพื้นที่มัตสึไดเป็นอย่างมาก

ที่นี่ ผู้มาเยี่ยมเยียนสามารถเพลิดเพลินงานศิลปะที่ผสมผสานอย่างลงตัวไปกับธรรมชาติรอบๆ และงานศิลปะบางชิ้นยังเป็นงานแบบอินเทอร์แรคทีฟที่ให้ความสนุกสนานกับผู้มาเยือนไม่ว่าจะมาคนเดียว มาเป็นคู่ หรือเป็นครอบครัวได้อย่างน่าประทับใจ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้จึงถือเป็นสถานที่ที่คุณจะได้เรียนรู้และเข้าใจพื้นที่แห่งนี้ได้ผ่านงานจัดแสดง อีเวนต์ อาหารท้องถิ่น และอื่นๆ อีกมากมาย

ทันทีที่คุณเข้าไปในตัวอาคาร คุณจะรู้สึกราวกับว่าตัวเองอยู่ภายในห้องเรียน จากทั้งพื้นยกสูงสำหรับเลกเชอร์ โต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งเรียน ไปจนถึงลูกโลกที่เรียงรายบนชั้น และทุกสิ่งที่ติดตั้งอยู่ในบริเวณนี้ต่างทำมาจากวัสดุอุปกรณ์และส่วนต่างๆ ของกระดานดำที่คุณสามารถหยิบชอล์กขึ้นมาและลงลวดลายไปตามจินตนาการของคุณได้เลย!

มาถึงจุดนี้ คุณอาจเริ่มเกิดข้อสงสัยว่าสิ่งนี้ก็เป็นหนึ่งในงานศิลปะหรือไม่ ขอตอบว่าคุณคิดถูกแล้ว บริเวณนี้เป็นผลงานศิลปะของทัตสึโอะ คาวากุจิ (Tatsuo Kawaguchi) ชื่อว่า “Relation - Blackboard Classroom” ที่ศิลปินต้องการจะสื่อสารว่าห้องเรียนไม่ว่าจะที่ไหนก็สามารถแปลงรูปเป็นผลงานศิลปะได้ทั้งนั้น และจะกระตุกคุณให้ฉุกคิดว่าศิลปะ การศึกษา และพื้นที่เหล่านี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้รายรอบไปด้วยผลงานศิลปะทุกแห่งหน แม้แต่ห้องน้ำก็ด้วย!

เมื่อคุณหันหลังจะออกจากห้องหลังคุณเสร็จกิจ คุณจะพบว่าประตูทางออกจากห้องน้ำได้หายไปแล้ว... จนกระทั่งคุณมองอีกรอบแล้วคุณก็จะรู้ว่าประตูทางออกถูกออกแบบมาให้มีหน้าตาเหมือนกันกับประตูห้องย่อยทุกห้องนั่นเอง! ลองเล็งทางออกให้ดีๆ แล้วเอื้อมมือไปเปิด คุณก็จะออกมาได้ในที่สุด ถือเป็นกิมมิคงานศิลปะเล็กๆ ที่จะทำให้คุณได้หลุดหัวเราะอย่างแน่นอน

  • ห้องอาหารเอชิโกะมัตสึไดซาโตะยามะ (越後まつだい里山食堂)

ห้องอาหารสีฟ้าอ่อนในภาพข้างบนนี้เป็นห้องอาหารภายในตัวอาคารศูนย์วัฒนธรรมที่ถูกออกแบบมาให้เป็นทั้งพื้นที่รับประทานอาหารและผลงานศิลปะในเวลาเดียวกัน พื้นผิวของโต๊ะแต่ละตัวในห้องนี้จะสะท้อนภาพทิวทัศน์ในแต่ละฤดูของเมืองมัตสึไดที่ติดไว้ที่เพดานห้อง และแสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาผ่านกระจกหน้าต่างจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้

นอกจากการบริการระดับห้าดาวจากเหล่าพนักงาน ห้องอาหารแห่งนี้ยังถือเป็นแหล่งพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกลุ่มผู้มีใจรักในศิลปะอีกด้วย ที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับมัตสึไดในแบบที่หาสัมผัสได้ยากผ่านอาหารท้องถิ่นที่ปรุงสดๆ ด้วยวัตถุดิบท้องถิ่น พร้อมกับกวาดสายตามองวิวทิวทัศน์ที่จะค่อยๆ เปลี่ยนจากทุ่งนาและต้นข้าวไปเป็นปุยหิมะหนาสีขาวในฤดูหนาว

3. โรงเรียนอนุบาลป่าไม้ เคียวโรโระ (Forest School: Kyororo)

ที่นี่ถือเป็นจุดหลักของงานเทศกาลศิลปะในพื้นที่มัตสึโนะยามะ (Matsunoyama 松之山) และเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งสำคัญในละแวกใกล้เคียง โดยชื่อเคียวโรโระ มีที่มาจากเสียงร้องนกกระเต็นอพยพซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ หากคุณมีโอกาสได้แวะมาแถวนี้ในช่วงฤดูร้อน อย่าลืมเงี่ยหูฟังเสียงพวกมันล่ะ! เสียงร้อง “เคียวโรโร่~” เป็นเสียงที่แสดงว่าพวกมันกำลังสร้างรังอยู่ในละแวกนั้นนั่นเอง

ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่ตัวสถาปัตยกรรมของอาคารพิพิธภัณฑ์ก็ยังเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ หากมองโครงสร้างตัวอาคารลงมาจากบนฟ้า ตัวอาคารจะมีรูปร่างคล้ายกับลำตัวงูที่กำลังขดงอลำตัว และความยาวของเจ้าอาคารงูนี้สามารถยืดหดได้ถึง 20 เซนติเมตร ระหว่างช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว เนื่องจากความต่างของอุณหภูมิระหว่างสองฤดู

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีจุดชมวิวที่ความสูงประมาณตึก 10 ชั้น (34 เมตร) และคุณจะต้องค่อยๆ ปีนบันไดวนผ่านความมืดภายในตัวอาคารขึ้นไป แต่ทันทีที่คุณขึ้นถึงยอด คุณจะมองลงมาเห็นลานจอดรถโค้งเป็นรูปพัดอันเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ พร้อมทั้งวิวทิวทัศน์อันตระการตาที่จะทำให้คุณหายเหนื่อยและปลดเปลื้องความเครียดและความกังวลจากชีวิตในเมืองใหญ่ ถ้าคุณกำลังต้องการที่จะรีเฟรชสมองให้ปลอดโปร่งอย่าลืมลองไปขึ้นดูสักครั้ง !

หากคุณเดินทางมาที่นี่ในช่วงฤดูหนาว นี่คือภาพของพิพิธภัณฑ์ที่คุณจะพบ

ตัวอาคารทั้งหมดจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน มีเพียงหอชมวิวที่จะโผล่พ้นหิมะขึ้นมา ดูคล้ายกับเรือดำน้ำขนาดย่อมๆ ที่กำลังลอยแหวกน้ำในสระ “เรือดำน้ำ” ลำนี้ถูกออกแบบมาอย่างแข็งแรงให้สามารถรับน้ำหนักของหิมะได้ถึงกว่า 5 เมตร (หนัก 1.5 ตัน) เลยทีเดียว !

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีงานจัดแสดงหลากหลายตลอดทั้งปี ซึ่งรวมทั้งนิทรรศการแบบถาวรและชั่วคราว แต่สองอีเวนต์ที่คุณจะพลาดไม่ได้คืองานจัดแสดงผีเสื้อ “Usuke Shiga's Butterfly Collection” และงานจัดแสดงด้วง “Beetle Room” ในช่วงหน้าร้อน คุณจะสามารถชมด้วงแรดมะพร้าว (Rhinoceros beetle) และด้วงกว่างตัวเป็นๆ ได้ที่นี่

แมลงทุกตัวจะถูกเปิดให้บินไปทั่วได้อย่างอิสระ ทำให้บางครั้งคุณอาจพบเห็นพวกเขาอยู่นอกกรงได้ ที่นี่ถือเป็นแหล่งที่ทุกคนสามารถมาศึกษาพฤติกรรมของเหล่าแมลงและเข้าใกล้ธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

หลังจากศึกษาและเรียนรู้ธรรมชาติอย่างเต็มอิ่มแล้ว คุณสามารถมาพักทานอาหารที่ Satoyama Kitchen ซึ่งนอกจากจะจำหน่ายอาหารแล้ว ที่นี่ยังเป็นเวิร์กช็อปสำหรับให้ทุกคนได้มาเรียนรู้ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมทางด้านอาหารของพื้นที่นี้ (เวลาเปิดปิดจะแตกต่างไปตามแต่ละช่วงของปี แต่ที่นี่เปิดให้บริการทุกวันในช่วงเทศกาลโอบ้งในช่วงฤดูร้อน) ใกล้ๆ กันนี้คุณยังสามารถออกไปเดินที่ป่าชายหาด (Beach Forest) อีกหนึ่งในสถานที่สำคัญในพื้นที่มัตสึโนะมายะได้อีกด้วย

มาศึกษาและค้นพบเอชิโกะสึมาริด้วยตัวคุณเอง!

บทความนี้ได้พาคุณไปทำความรู้จักกับสามสถานที่ท่องเที่ยวหลักในเอชิโกะสึมาริ และในบทความที่จะตามมาหลังจากนี้ คุณจะได้รู้จักกับที่พักในพื้นที่ และอีเวนต์มากมายที่จะให้คุณได้สัมผัสกับศิลปะในแบบที่คุณไม่เคยพบมาก่อน !

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทัวร์นี้ได้ที่ http://www.echigo-tsumari.jp/eng/tour/

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา คุณสามารถติดต่อและติดตามเราได้ผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร