ไปเก็บสตอเบอรี่ กินไม่อั้น ที่ฟาร์มสตอเบอรี่ในโตเกียว เดินทางง่ายแค่ "1 ชั่วโมงจากชินจูกุ"

คนที่ชอบสตอเบอรี่คงจะเคยมีความฝันกันใช่ไหมคะ ว่าถ้าได้กินสตรอเบอรี่แบบไม่อั้นจะฟินขนาดไหน วันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับสถานที่ในฝันที่สามารถกินสตอเบอรี่หวานๆ ฉ่ำๆ เท่าไหร่ก็ได้ นั่นก็คือฟาร์มสตอเบอรี่นั่นเอง! ในบทความนี้เราจะพาไปแนะนำฟาร์มสตอเบอรี่ในโตเกียว เดินทางสะดวกสุดๆ เพียง 1 ชั่วโมงจาก ชินจูกุ แถมบอกวิธีการเก็บและมารยาทในการเก็บสตอเบอรี่ให้เพื่อนๆ ได้รู้กัน!

ภูเขาทาคาโอะ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

เข้าหน้าหนาวแบบนี้ เที่ยวญี่ปุ่นจะไปไหนก็หน๊าวหนาว แถมดอกไม้สวยๆ แบบซากุระก็ยังไม่ถึงเวลาบานแบบนี้ หลายคนอาจจะคิดหนักว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี แต่ในวิกฤตินั้นก็ยังมีโอกาส เพราะหน้าหนาวแบบนี้แหละที่ผลไม้ที่เป็นที่โปรดปรานของหลายๆ คนอย่างสตอเบอรี่ กำลังออกผลให้ได้กินกัน แต่จะกินแบบธรรมดาๆ ก็คงไม่ฟิน มาญี่ปุ่นทั้งทีมาเก็บสตอเบอรี่กินแบบไม่อั้น ที่ฟาร์มสดๆ กันไปเลย! จะรอช้าอยู่ไย เตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปเก็บสตอเบอรี่กันเลย!

การเตรียมตัวไปเก็บสตอเบอรี่

การไปเก็บสตอเบอรี่ส่วนใหญ่จะต้องจองล่วงหน้าไว้ก่อน โดยมักจะเริ่มเปิดให้จองกันในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม และฤดูที่สามารถเก็บสตอเบอรี่ได้จะเป็นช่วงเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมิถุนายน แต่ว่ากันว่าช่วงที่ดีที่สุดในการเก็บจะเป็นช่วงปลายเดือนมกราคม เพราะเดือนธันวาคมจะมีเทศกาลคริสต์มาสที่ต้องใช้สตอเบอรี่เป็นจำนวนมาก ทำให้สวนอาจจะเลือกขายสตอเบอรี่ให้กับร้านขนมต่างๆ มากกว่า ช่วงปลายเดือนมกราคมจะเป็นช่วงที่สตอเบอรี่ล็อตใหม่ออกผลและสุกจนเต็มที่นั่นเอง!

สำหรับการเตรียมตัวในวันที่ไปเก็บสตอเบอรี่ ควรจะเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสม เพราะอากาศภายในและภายนอกเรือนเก็บสตอเบอรี่จะต่างกันมากโดยเฉพาะช่วงกลางฤดูหนาว (เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) อากาศภายในอาจมีอุณหภูมิ 22-25 องศาเซสเซียส ซึ่งอาจจะต่างจากอากาศด้านนอกเป็นสิบองศาเลยทีเดียว ดังนั้นอาจจะใส่เสื้อผ้าแบบหลายๆ ชั้น เพื่อให้ถอดได้หากรู้สึกร้อนเกินไป สำหรับรองเท้า ไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูงเพราะใต้พื้นที่ปูด้วยพลาสติกอาจจะมีหลุมดินเล็กๆ หากเดินไม่ระวังอาจทำให้สะดุดล้มได้

แนะนำฟาร์มสตอเบอรี่ Yasai no Ie

ฟาร์มสตอเบอรี่ที่เราพาไปเก็บสตอเบอรี่กันในวันนี้มีชื่อว่า Yasai no Ie (やさいの家) ตั้งอยู่ที่สถานี Aihara (相原) บริเวณชานเมืองโตเกียว

การเดินทางมาที่นี่นั้นก็ไม่ยากเลย หากมาจากในตัวเมืองอย่างสถานีชินจูกุก็แค่นั่งรถไฟสาย Chuo Line แล้วเปลี่ยนไปนั่งสาย JR Yokohama Line ที่สถานี Hachioji (八王子) จากนั้นเปลี่ยนไปนั่งรถไฟ หรือจะนั่งรถไฟสายอื่นๆ อย่าง Keio หรือ สาย Odakyu ที่มีราคาถูกกว่าก็ได้ เมื่อถึงแล้วให้ออกทางทางออกทิศตะวันตก (West Exit)

จุดเด่นของฟาร์มนี้อยู่ตรงที่ความสะดวกในการเดินทาง โดยปกติแล้วฟาร์มสตอเบอร์รี่นั้นจะอยู่ค่อนข้างห่างจากสถานีทำให้ต้องขับรถไปหรือไม่ก็ต้องนั่งรถแท็กซี่ แต่สำหรับฟาร์มนี้เพียงเดินแค่ 5 นาทีจากสถานีก็ถึงแล้ว! เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้เช่ารถสุดๆ!

เมื่อเดินใกล้จะถึงฟาร์มก็จะเจอกับป้ายบอกทางแสนน่ารักแบบนี้ ทำเอาอดใจไม่ไหวอยากจะไปเก็บสตรอเบอรี่ไวๆ แล้วล่ะ! 

 

 ถึงที่หมายของพวกเรากันแล้ว! มีป้ายยินดีต้อนรับเป็นภาษาไทยด้วยนะเนี่ย!

เมื่อมาถึงแล้วก็จะเจอคุณลุงคนหนึ่งคอยต้อนรับอยู่ เมื่อบอกชื่อที่จองไว้ คุณลุงก็จะฉีดน้ำยาล้างมือให้แล้วนำพวกเราเข้าไปติดต่อและฝากกระเป๋าที่ด้านใน แม้แต่จุดที่ต้องมาติดต่อก็ยังมีป้ายแปลภาษาไทยให้ด้วย ใจดีจริงๆ เลย! ถึงแล้วก็เริ่มเก็บสตอเบอรี่เลยดีกว่า!

วิธีการเก็บสตอเบอรี่

เมื่อเข้ามาด้านในก็จะพบกับที่วางกระเป๋า เมื่อวางเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะได้ฟังกฏและวิธีการเก็บสตอเบอรี่กัน โดยที่นี่จะมีกฏสำคัญๆ คือ ห้ามใช้มือจับลูกสตอเบอรี่โดยตรง เพื่อความสะอาดและปลอดภัย หลายคนอาจจะสงสัยว่าถ้าไม่ให้จับลูกสตอเบอรี่แล้วจะเก็บได้ยังไง สำหรับวิธีการเก็บนั้นทางฟาร์มจะแจกถ้วยให้ หากเจอสตอเบอรี่ลูกที่ถูกใจก็ให้วางบนถ้วยนั้นแล้วตัดก้านออก เพียงเท่านี้มือของเราก็จะไม่โดนลูกสตอเบอรี่แล้ว

และเนื่องจากสตอเบอรี่เหล่านี้เป็นสตอเบอรี่ที่คนในฟาร์มเลี้ยงมาด้วยความตั้งใจ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เหลือทิ้ง ให้ตัดสตอเบอรี่และรับประทานให้หมดทีละลูกแล้วค่อยตัดใหม่อีกครั้ง และควรรับประทานสตอเบอรี่ให้หมดทั้งลูก  
 

วิธีเลือกสตอเบอรี่ที่สุกพร้อมรับประทาน

สำหรับการเลือกสตอเบอรี่นั้นทางฟาร์มขอให้เลือกสตอเบอรี่ที่มีสีแดงสดจนถึงโคน ไม่มีเนื้อส่วนที่เป็นสีขาวเหลืออยู่แล้ว ถ้าเป็นสตอเบอรี่สีขาวให้เลือกลูกที่เป็นสีอมชมพูเต็มที่แล้ว

สำหรับวิธีเลือกเก็บสตอเบอรี่เพิ่มเติมเราสามารถดูได้ว่าสตอเบอรี่ผลนั้นสุกหรือไม่ยังสุกจากผิว ขั้วและสี หากขั้วเป็นสีเขียวเข้มและดูไม่แห้ง แปลว่าสตอเบอรี่ยังสดอยู่ เมล็ดจะแข็งขึ้นและเห็นเป็นเมล็ดอย่างชัดเจน ผิวรอบหลุมเมล็ดของสตอเบอรี่แข็ง ผิวต้องไม่ช้ำ เป็นประกาย สีสด และมีกลิ่นหอมลอยออกมา ถ้าเลือกตามนี้ก็จะได้สตอเบอรี่ที่สุกเต็มที่ หวานอร่อยมากินแน่ๆ!


 

ฟังคำอธิบายแล้วก็ถึงเวลาเคลื่อนย้ายไปเก็บสตอเบอรี่กันแล้ว! แต่เดี๋ยวก่อน ก่อนจะไปเก็บสตอเบอรี่กัน เราแวะมาซื้อนมข้นหวานกันก่อนดีกว่า! หลายคนอาจจะนึกภาพไม่ค่อยออกว่า เอ๊ะ ทำไมต้องกินสตอเบอรี่กับนมข้นหวาน มันจะเข้ากันไหมเนี่ย? แต่ขอบอกก่อนว่าสตอเบอรี่ที่ญี่ปุ่นนั้นรสชาติไม่เหมือนที่ไทย และนมข้นหวานของที่นี่ก็รสชาติไม่เหมือนที่ไทยอีกเช่นกัน

สตอเบอรี่ของที่นี่จะหวาน หอม และฉ่ำ ส่วนนมข้นหวานก็หอมกลิ่นนมและมีรสหวานแค่อ่อนๆ พอมากินรวมกันแล้วรสชาติจะนุ่มๆ นัวๆ เหมือนนมข้นหวานมันเกิดมาเพื่อจิ้มกินกับสตอเบอรี่ยังไงยังงั้น อ่านที่บรรยายอาจจะยังไม่เห็นภาพ อยากชวนให้เพื่อนๆ มาลองชิมดูสักครั้ง รับรองว่าจะติดใจ!

นอกจากเจ้านมข้นหวานแสนอร่อยนี้ ทางฟาร์มยังแยมสตอเบอรี่ทำเอง วางขายในราคาแค่ 450 เยน (ประมาณ 130 บาท โดยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563) ใครที่ชอบกินแยมก็แวะมาซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกก่อนกลับกันได้

เมื่อเตรียมอาวุธพร้อมแล้วก็มาเก็บสตอเบอรี่กันเลย! คุณลุงคนเดิมเดินนำพวกเรามายังเรือนเพาะสตอเบอรี่อีกหลังหนึ่ง ทำให้เราได้พบกับสตอเบอรี่หลากหลายพันธุ์ทั้ง เบนิฮปเปะ (紅ほっぺ) อามาเอคุโบะ (あまえくぼ) มาโกฮิเมะ (まこひめ) สตอเบอรี่สีขาวและพันธุ์อื่นๆ รวมทั้งหมด 8 ราง ดูละลานตาละลานใจเป็นที่สุด คุณลุงยังใจดีชี้ให้เราดูสตอเบอรี่ลูกที่น่าจะอร่อยอีก ทำเอาเก็บเพลินจนลืมเวลาไปเลย

จากที่ชิมมาแล้วที่รู้สึกว่าเด็ดสุดคือเบนิฮปเปะที่นอกจากจะมีรสหวานแล้วยังมีกลิ่นหอมต่างจากพันธุ์อื่นๆ เนื้อก็นุ่มแทบจะละลายในปากและชุ่มคออีกด้วย แถมสตอเบอรี่พันธุ์นี้วันที่ไปก็มีแต่ลูกใหญ่ๆ ทำเอาเราปักหลักกินไม่ไปไหนอยู่นานเหมือนกัน!

อีกพันธุ์หนึ่งที่ทำเราแปลกใจคือสตอเบอรี่สีขาว หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าสตอเบอรี่สีขาวมันดูเหมือนไม่สุกนะ จะอร่อยเหรอ ขอบอกเลยว่าอร่อยมากๆ เพราะสตอเบอรี่ชนิดนี้มีรสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ แบบพอดิบพอดี กินเข้าไปแล้วถึงขั้นตกใจว่าเราพลาดของดีมานานขนาดนี้ได้ยังไงกันเนี่ย

หมดเวลาสามสิบนาที ไวเหมือนโกหก ถึงเวลาต้องกลับแล้ว ก่อนจากกันคุณลุงที่คอยแนะนำพวกเรายังให้ของที่ระลึกมาเป็นพวงกุญแจสุดน่ารัก แถมยังโชว์รูปที่มาเที่ยวเมืองไทย แล้วพูดภาษาไทยโชว์พวกเราอีก เชื่อแล้วว่าชอบเมืองไทยมากจริงๆ


สำหรับคนที่อยากมาเก็บสตอเบอรี่ในฟาร์มน่ารักๆ แบบนี้บ้าง สามารถโทรติดต่อสอบถามและจองได้ตามรายละเอียดด้านล่างเลย! ขอแนะนำนิดนึงว่าให้โทรมาจองล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน ไม่อย่างนั้นจะจองค่อนข้างยาก

 

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง

ไหนๆ ก็มาเที่ยวเก็บสตอเบอรี่ในเมืองฮาจิโอจิของจังหวัดโตเกียวกันทั้งที เราก็แวะไปเที่ยวภูเขาทาคาโอะ (高尾山) ด้วยซะเลย!

ภูเขาทาคาโอะเป็นภูเขาที่ได้รับรางวัลสถานที่ท่องเที่ยว 3 ดาวจากมิชลิน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนนิยมไปชมใบไม้เปลี่ยนสี แต่ถึงช่วงที่เราไปเก็บสตอเบอรี่จะเป็นฤดูหนาว เราก็ยังสามารถเดินขึ้นเขาไปชมวิวที่สวยงามของเมืองโตเกียว สักการะวัด Yakuou-in รับประทานดังโงะและโซบะอุ่นๆ แสนอร่อยได้

ภูเขาทาคาโอะเหมาะสำหรับทั้งคนที่ชอบออกกำลังกายปีนเขาและคนขี้เกียจที่แค่อยากจะชมวิว เพราะมีหลากหลายเส้นทางเดินเขาที่มีระดับความยากง่ายต่างๆ กันให้เลือก แต่ถ้าขี้เกียจสุดๆ (แบบเรา) ก็สามารถขึ้นรถเคเบิลคาร์หรือลิฟท์เก้าอี้ขึ้นเขาไปได้ โดยจะขึ้นไปได้ถึงจุดชมวิว ซึ่งหากเดินต่ออีกหน่อยก็จะถึงยอดเขาแล้ว วันที่อากาศดีๆ ก็จะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิจากบนยอดเขาได้ด้วยนะ!

หลังจากปีนเขาเสร็จ (หรือสำหรับคนที่ขี้เกียจปีน) สามารถมาแช่ออนเซ็นกันได้ที่ Keio Takaosan Onsen Gokurakuyu (京王高尾山温泉 極楽湯) ออนเซ็นขนาดใหญ่ที่มีบ่อให้เลือกมากมายทั้งในร่มและกลางแจ้ง แถมยังมีร้านอาหารที่มีเมนูหลากหลายอยู่ภายในอีก ทั้งอุ่นสบายตัวอิ่มสบายท้องแบบนี้พลาดไม่ได้แล้ว!

 

ไปเก็บสตอเบอรี่กันเถอะ!

อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องจ่ายเงินตั้งแพงมาเก็บสตอเบอรี่ สู้เก็บเงินค่าเดินทางค่าเก็บไปซื้อสตอเบอรี่ที่แพ็คไว้แล้วตามซุปเปอร์มากินไม่ดีกว่าเหรอ จริงๆ แล้วจะทำแบบนั้นก็ได้ แต่เรารู้สึกว่าสตอเบอรี่ที่ฟาร์มกับที่ซื้อตามซุปเปอร์มาเก็ตมามันต่างกันมากจริงๆ

สตอเบอรี่ที่ฟาร์มเราเก็บแล้วกินสดๆ ทันที นอกจากจะทำให้สตอเบอรี่มีโอกาสสุกได้เต็มที่บนต้นแล้ว การที่ไม่ต้องขนส่งยังทำให้สตอเบอรี่ไม่ช้ำอีกด้วย ดังนั้นการกินที่ฟาร์มจะได้กินสตอเบอรี่ที่หวานฉ่ำเต็มที่ในขณะที่ยังสดๆ อยู่ ซึ่งสำหรับเราก็รู้สึกว่ามันอร่อยกว่าแบบที่ซื้อจากซุปเปอร์จริงๆ ดังนั้น คนที่ชอบกินสตอเบอรี่ทั้งหลายไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร