5 ปราสาทสุดอลังการที่ได้รับเลือกเป็นสมบัติชาติของญี่ปุ่น

เทนชุ (天守) หรือ เทนชุคากุ (天守閣) เป็นป้อมปราการปราสาทญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นเป็นหอคอยสูงเพื่อใช้เป็นปราการสุดท้ายในยามสงคราม และในบรรดาปราสาทมากมายที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบันนั้น ก็มีเพียง 12 แห่งที่ยังคงมีเทนชุแบบดั้งเดิมเหมือนที่สร้างขึ้นเป็นครั้งแรก วันนี้เราจะพาคุณไปชมปราสาททั้ง 5 แห่งที่ได้รับเลือกให้เป็นสมบัติชาติของญี่ปุ่นกันค่ะ

ทั่วประเทศ

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

1. ปราสาทมัตสึโมโตะ (松本城)

ปราสาทมัตสึโมโตะตั้งอยู่ในเมืองมัตสึโมโตะ จังหวัดนากาโนะ สร้างเสร็จราวปี 1593 และมีจุดเด่นอยู่ที่การเป็นหนึ่งในสองป้อมปราการเทนชุแบบดั้งเดิมที่มีหลังคา 5 ชั้น สำหรับอาคารทั้งหมด 6 ชั้น (อีกแห่งหนึ่งคือปราสาทฮิเมจิ) พร้อมขุดคูน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบ

ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคเซนโกกุที่เป็นยุคสงครามระหว่างแคว้นของญี่ปุ่น หลังจากที่สงครามสงบลงในช่วงต้นยุคเอโดะก็ได้มีการต่อเติมหอคอยชมจันทร์ "สึคิมิ ยากุระ" (月見櫓) ที่มีลักษณะเป็นระเบียงสีแดงสดเพิ่มขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาท เกิดเป็นการผสมผสานที่งดงามระหว่างสิ่งก่อสร้างสีดำทะมึนที่สร้างขึ้นเพื่อการสงครามและสิ่งก่อสร้างสีแดงสดใสที่สร้างขึ้นเพื่อความสุนทรีย์ในยามสงบสุข นอกจากนี้ ภายในปราสาทก็เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดแสดงเรื่องราวและสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปราสาทด้วย

ปราสาทอินุยามะ (犬山城)

ปราสาทอินุยามะตั้งอยู่ในเมืองอินุยามะ จังหวัดไอจิ ถูกสร้างขึ้นในปี 1537 โดยโนบุยาสึผู้เป็นอาของ "โอดะ โนบุนากะ" ขุนพลชื่อดังแห่งยุคเซนโกกุ ปราสาทแห่งนี้มีหลังคา 3 ชั้น จากทั้งหมด 4 ชั้น และตั้งอยู่บนเนินเขาที่มีแม่น้ำคิโสะอยู่ด้านหลังจึงไม่มีการสร้างคูน้ำป้องกันปราสาท เนื่องจากบริเวณนี้เป็นชายแดนของแคว้นโอวาริ (จังหวัดไอจิในปัจจุบัน) ปราสาทแห่งนี้จึงมีหน้าที่สำคัญในการเป็นปราการปกป้องแคว้นอีกด้วย 

เมื่อขึ้นไปถึงยอดปราสาทแล้วมองไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะสามารถมองเห็นปราสาทกิฟุของแคว้นมิโนะ (จังหวัดกิฟุในปัจจุบัน) ที่อยู่บนยอดเขาอยู่ไกลๆ ได้ด้วยตาเปล่า ปราสาทอินุยามะเคยเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหว แต่ก็ได้รับการซ่อมแซมเนื่องจากตระกูลนารุเสะผู้เป็นอดีตเจ้าของปราสาทขอให้จังหวัดไอจิคืนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของปราสาทที่ยึดไปกลับมาให้ โดยแลกกับการตกลงจะเป็นผู้บำรุงรักษาต่อไป

ปราสาทฮิโกเนะ (彦根城)

ปราสาทฮิโกเนะตั้งอยู่ในเมืองฮิโกเนะ จังหวัดชิกะ ถูกสร้างขึ้นในปี 1604 มีโครงสร้างเป็นอาคาร 3 ชั้น หลังคา 3 ชั้น ที่ตีนเขามีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุอันเป็นสมบัติของเจ้าปราสาทในสมัยก่อนอยู่แล้ว ภายในตัวปราสาทจึงไม่ได้มีข้าวของจัดแสดงมากนัก พื้นที่รอบ ๆ ปราสาทมีคูน้ำล้อมรอบ 2 ชั้น และนอกจากตัวเทนชุแล้ว ก็ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ประตูสังเกตการณ์และคอกม้าที่เป็นของดั้งเดิมและได้รับการกำหนดให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ (Important Cultural Property) ด้วย 

ปราสาทฮิโกเนะนั้นมีปาฏิหาริย์อยู่ถึง 2 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกคือปราสาทเคยโดยรัฐบาลเมจิสั่งให้รื้อถอน แต่จักรพรรดิเมจิมีคำสั่งให้รักษาเอาไว้ในภายหลังจึงรอดพ้นจากการรื้อถอนมาได้ จากนั้นในปี 1945 กองทัพสัมพันธมิตรก็เคยมีแผนการจะทิ้งระเบิดเมืองฮิโกเนะในคืนวันที่ 15 สิงหาคม แต่ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามในตอนเที่ยงตรงของวันเดียวกันเสียก่อน ปราสาทจึงรอดจากการทิ้งระเบิดไปด้วย

ปราสาทฮิเมจิ (姫路城)

ปราสาทฮิเมจิตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโกะ เริ่มสร้างในช่วงปี 1601 และเสร็จสิ้นในปี 1609 โครงสร้างมีหลังคา 5 ชั้น จากอาคารทั้งหมด 6 ชั้น นอกจากเทนชุหลักแล้วยังมีเทนชุรองรอบๆ อีกด้วย นับเป็นปราสาทดั้งเดิมที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ยังมีอีกชื่อหนึ่ง คือ ปราสาทนกกระยางขาว เพราะผนังและรอยต่อของกระเบื้องหลังคายังถูกฉาบด้วยปูนขาวจนดูขาวโพลนไปหมดนั่นเอง ซึ่งประโยชน์ของปูนขาวนี้ก็คือช่วยป้องกันการเกิดไฟไหม้ได้นั่นเอง

นอกจากนี้ การที่ปราสาทฮิเมจิไม่ได้ใช้ไม้กระดานสีดำที่ทาด้วยถ่านหรือลงรักอย่างปราสาทอื่นๆ ก็เป็นเพราะ "อิเคดะ เทรุมาสะ" ผู้สร้างปราสาทนั้นเล็งเห็นว่าปราสาทถูกสร้างขึ้นในช่วงที่สงครามจบแล้ว จึงคิดจะสร้างปราสาทเพื่อความสวยงามมากกว่าความน่าเกรงขามอย่างที่เคยทำกันในยุคก่อน

ความขาวของปราสาทนั้นดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเมืองจึงนำตาข่ายย้อมสีดำมาคลุมบางส่วนของปราสาทเอาไว้เพื่อไม่ให้เครื่องบินของสัมพันธมิตรมองเห็นได้โดยง่าย และในการทิ้งระเบิดที่เมืองฮิเมจินั้นก็มีระเบิดตกลงมาในบริเวณปราสาทบ้าง แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับตัวปราสาทมากนัก และในปี 1993 องค์การ UNESCO ก็ได้ขึ้นทะเบียนปราสาทฮิเมจิเป็นมรดกโลก

ปราสาทมัตสึเอะ (松江城)

ปราสาทมัตสึเอะตั้งอยู่ในเมืองมัตสึเอะ จังหวัดชิมาเนะ สร้างเสร็จในปี 1611 โดยมีโครงสร้างหลังคา 4 ชั้น สำหรับอาคาร 5 ชั้น รอบปราสาทเป็นคูน้ำซึ่งปัจจุบันมีบริการล่องเรือเพื่อชมบริเวณรอบๆ ด้วย ถึงแม้ภายนอกจะดูไม่ใหญ่นักแต่ความจริงแล้วเทนชุของปราสาทแห่งนี้ก็จัดว่ากว้างเป็นอันดับที่ 2 ของบรรดาปราสาทที่มีเทนชุแบบดั้งเดิมเลยทีเดียว

ในสมัยเมจิ ปราสาทมัตสึเอะเคยโดนสั่งให้มีการรื้อถอน แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง การรื้อถอนจึงไม่คืบหน้าเท่าไร และถึงแม้อาคารอื่นจะถูกรื้อถอนไปแล้วแต่ชาวเมืองก็สามารถรวบรวมเงินมาซื้อส่วนเทนชุกลับคืนมาจากรัฐบาลได้ อีกทั้งยังมีการจำลองอาคารอื่นๆ บางส่วนขึ้นมาใหม่เพื่อให้เราได้ชมกันในปัจจุบันด้วย

ไปชมความอลังการของปราสาทสมบัติชาติญี่ปุ่นกันนะ

เป็นอย่างไรบ้างคะกับปราสาทที่เป็นสมบัติชาติทั้ง 5 แห่ง นอกจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานแล้ว สิ่งหนึ่งที่พบได้เหมือนกันหมดในปราสาทเหล่านี้คือ มีบันไดขึ้น-ลงที่ชันมาก เนื่องจากสร้างขึ้นเพื่อเป็นป้อมปราการมากกว่าที่อยู่อาศัย บันไดชันๆ เหล่านี้จะทำให้ศัตรูปีนขึ้นมาได้ยาก

นอกจากนี้ ปราสาทญี่ปุ่นหลายๆ แห่งก็ยังสร้างบนภูเขาที่ทำให้ต้องเดินขึ้นเนินเป็นระยะทางที่ค่อนข้างยาวเลยทีเดียว เราจึงอยากแนะนำให้ผู้ที่สนใจไปเยี่ยมชมให้แต่งกายด้วยชุดที่สามารถเดินและขึ้นบันไดชันๆ ได้สะดวก (ขอย้ำว่าบันไดชันมากจริงๆ ) รวมทั้งสวมถุงเท้ากันลื่นด้วย เพราะคุณจะต้องถอดรองเท้าเดินภายในเทนชุแบบดั้งเดิมเหล่านี้ แต่ก็ห้ามเดินเท้าเปล่าด้วยเพราะเหงื่อจากเท้าจะทำให้ไม้เสียหายเร็วขึ้นนั่นเองค่ะ

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

เกี่ยวกับนักเขียน

rinrin
rinrin

ความสนใจที่เกี่ยวข้อง

ค้นหาร้านอาหาร