25 จุดเที่ยวในเกียวโต : เดินชมดงไผ่ที่อาราชิยามะ, สักการะศาลเจ้าเทพจิ้งจอก, สนุกกับเทศกาลกิองในฤดูร้อน และอื่นๆ อีกมากมาย!

"เกียวโต" เคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นอยู่กว่า 1,000 ปี จึงเปรียบเสมือนคลังประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เก็บรักษาประเพณีอันงดงามมีเอกลักษณ์ไว้จนถึงทุกวันนี้ หากคุณวางแผนจะไปเที่ยวเกียวโตก็อาจจะต้องหัวหมุนไปกับแหล่งท่องเที่ยวที่มีมากมายจนเลือกไม่ถูก ทั้งวัด, ศาลเจ้า, ทัวร์, ทริปแบบไปเช้าเย็นกลับ ในบทความนี้ เราได้รวบรวม 25 จุดเที่ยวที่น่าสนใจและแพลนทริปเกียวโตแบบสั้นๆ มาให้คุณแล้ว ตามไปค้นหาจุดชมวิวสวยๆ และกิจกรรมน่าสนใจเพื่อนำไปใส่ในทริปของคุณได้เลย!

เกียวโต

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเมืองเกียวโต

เกียวโต ตั้งอยู่ในภูมิภาคคันไซซึ่งอยู่ทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่นและเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เนื่องจากที่นี่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นมาก่อนจึงมีสถานที่ท่องเที่ยวจำพวกวัด ศาลเจ้า สถานที่ทางประวัติศาสตร์และสวนญี่ปุ่นอยู่มากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็มีย่านที่เป็นเมืองทันสมัย เต็มไปด้วยแหล่งช็อปปิ้ง ร้านอาหารและสถานบันเทิงมากมายเช่นกัน

การเดินทางจากโตเกียวมาเกียวโตสามารถทำได้อย่างสะดวกสบายโดยใช้รถไฟหัวกระสุน หรือหากคุณนั่งรถไฟไปจากโอซาก้าก็จะใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ที่นี่เป็นเมืองที่เหมาะสำหรับใช้เป็นจุดตั้งต้นในการท่องเที่ยวเมืองต่างๆ ในภูมิภาคคันไซเพราะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่รายล้อมไปด้วยเมืองท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญต่างๆ มากมาย เช่น โอซาก้า, นารา, โกเบ รวมถึงทะเลสาบบิวะ (Lake Biwa ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น) คุณสามารถเดินทางไปยังสถานที่เหล่านั้นได้อย่างสะดวกสบายจากตัวเมืองเกียวโต

ในส่วนของสภาพภูมิอากาศ เกียวโตอาจมีอากาศร้อนมากในฤดูร้อนและค่อนข้างเย็นในฤดูหนาว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยวเกียวโต คือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิต้นเดือนเมษายน, ฤดูใบไม้ร่วงปลายเดือนพฤศจิกายน และช่วงเทศกาลกิองในเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ ช่วงวันหยุดยาวของญี่ปุ่นก็เป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวล้นหลามเช่นกัน อย่างช่วงโกลเด้นวีค (วันที่ 29 เมษายน - ต้นเดือนพฤษภาคม) และเทศกาลโอบ้ง (กลางเดือนสิงหาคม) ดังนั้นหากคุณมีแผนจะไปท่องเที่ยวในช่วงเวลาดังกล่าวก็ควรจองที่เที่ยวและที่พักเอาไว้ล่วงหน้า

เราขอแนะนำบทความเรื่อง 【คู่มือเที่ยวเกียวโตฉบับสมบูรณ์!】รวมข้อมูลที่เที่ยว กิน ช็อป ที่พัก การเดินทาง เทศกาล และสภาพอากาศ ฉบับล่าสุดปี 2019 เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการวางแผนเที่ยวในเกียวโตของคุณ บทความนี้มีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับที่กิน ที่เที่ยว ที่พักและข้อมูลอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ รอบเมือง รวมถึงคำแนะนำที่จะช่วยให้คุณเดินทางท่องเที่ยวในเกียวโตได้อย่างปลอดภัยด้วย

ตะลุยเมืองหลวงเก่าญี่ปุ่น

ทัวร์ปราสาทนิโจ (Nijo Castle)

ด้วยความที่เกียวโตเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นมานานกว่า 1,000 ปี ที่นี่จึงเคยเป็นที่พำนักของบรรดาเชื้อพระวงศ์ญี่ปุ่นมาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นราชวงศ์ก็ไม่ใช่ผู้กุมอำนาจเพียงฝ่ายเดียวในเกียวโต เพราะที่นี่ยังมีระบบโชกุน ซึ่งเป็นการปกครองโดยข้าราชการทหารที่เรืองอำนาจและขึ้นปกครองประเทศในช่วงปี 1185 - 1868

ปราสาทนิโจ ถูกสร้างขึ้นในปี 1603 เคยถูกใช้เป็นที่พำนัก สำนักงานและที่อยู่ของโชกุนโทคุกาว่า และในปี 1867 "โทคุกาว่า โยชิโนบุ" (Tokugawa Yoshinobu) ซึ่งเป็นโชกุนคนสุดท้ายก็ได้ประกาศยกเลิกการปกครองระบบโชกุนและคืนอำนาจให้แก่ราชวงศ์ในปราสาทแห่งนี้ หลังจากนั้นปราสาทนิโจก็ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของราชสำนักก่อนที่จะเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้ในปี 1940

ตำหนักนิโนมารุ (Ninomaru Palace) ที่อยู่ในปราสาทนิโจแห่งนี้มี "พื้นไนติงเกล" (Nightingale Floors) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ ชื่อของมันถูกตั้งตามเสียงใสๆ ที่จะดังขึ้นจากพื้นไม้เวลามีคนเดินผ่าน แต่ปราสาทนิโจไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับคนรักประวัติศาสตร์เท่านั้น เพราะที่นี่ยังมีงานศิลปะที่ใช้ตกแต่งภายในอยู่อีกมากมาย ทั้งศิลปะบนฉากกั้นและบานพับต่างๆ รวมถึงภาพวาดบนฝาผนังและเพดานที่ถูกคงสภาพไว้ให้เหมือนกับตอนที่ปราสาทแห่งนี้ยังเป็นของโชกุนในอดีต

ปราสาทนิโจมีประวัติที่ซับซ้อนยาวนานและเป็นสถานที่เกิดเหตุของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น หากคุณอยากเข้าถึงวัฒนธรรม งานศิลปะและประวัติศาสตร์ของที่นี่ให้มากขึ้น เราขอแนะนำให้เข้าร่วม ทัวร์ปราสาทนิโจ (Nijo Castle Kyoto Tour) ซึ่งเป็นทัวร์ 60 นาที ที่จะพาคุณไปรู้จักกับเรื่องราวความเป็นมาของสถานที่ที่องค์กรยูเนสโก (UNESCO) ยกให้เป็นมรดกโลกแห่งนี้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป็นวิธีที่สะดวกและคุ้มค่าในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหากคุณจองผ่าน Voyagin ก็จะได้รับส่วนลด 10% ด้วย ตามไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในลิงก์ด้านล่างได้เลย!

พระราชวังหลวงเกียวโตและสวนพระราชวัง (Kyoto Imperial Palace and Imperial Palace Park)

เกียวโตหรือที่รู้จักกันในนาม "เฮอันเคียว" (Heian-Kyo) เคยเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นมานานกว่า 1,000 ปี และในช่วงเวลานั้นก็เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ภายหลังได้มีการสถานปนาโตเกียวให้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ในปี 1868 จากนั้นพระราชวังหลวงเกียวโตก็ถูกอนุรักษ์ไว้ในฐานะโบราณสถานแห่งหนึ่ง 

เมื่อก้าวผ่านประตูวัง คุณจะได้พบกับอาคารอนุรักษ์ของวังหลวงและสวนญี่ปุ่นที่สวยงาม ซึ่ง บริเวณสวนญี่ปุ่นและพื้นที่รอบพระราชวังนี้เปิดให้สาธารณะชนเข้าเยี่ยมชมได้

เมื่อก่อนผู้เข้าชมจะต้องจองทัวร์ล่วงหน้าถึงจะเข้าไปในเขตพระราชวังได้ แต่ทุกวันนี้คุณสามารถเข้าชมได้โดยไม่ต้องจองล่วงหน้าแล้ว นอกจากนี้ ยังมีทัวร์ที่ให้บริการกันแบบฟรีๆ อีกด้วย เป็นทัวร์แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของที่นี่ให้มากยิ่งขึ้น ทัวร์ภาษาอังกฤษมีให้บริการทุกวันในช่วง 10:00 น.และ 14:00 น. หากคุณสนใจก็สามารถไปติดต่อได้ที่ซุ้มทางขวามือของประตูทางเข้าก่อนเวลาเริ่มทัวร์ คลิกที่นี่ เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ในอดีต บริเวณรอบๆ พระราชวังเคยเป็นที่พักของบรรดาขุนนางและมีกำแพงกั้นระหว่างที่นี่กับพื้นที่สาธารณะ แต่ในปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้ได้เปิดเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ซึ่งกินพื้นที่กว่า 1.3 กิโลเมตร ในแนวเหนือใต้ เป็นพื้นที่สีเขียวที่สำคัญของชาวเกียวโต ภายในมีศาลเจ้าขนาดเล็ก วัดและอาคารประวัติศาสตร์มากมายให้เยี่ยมชม ทางทิศเหนือของสวนก็มีต้นซากุระพันธุ์ระย้าที่จะเบ่งบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เป็นจุดชมดอกไม้ที่กว้างขวางและเงียบสงบแห่งหนึ่งของเมือง

หากคุณได้เข้าร่วมทัวร์ เราขอแนะนำให้แวะไปชมสวนของ พระราชวังเซนโต (Sento Imperial Palace) ที่ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะแห่งนี้ด้วย พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เพื่อมอบให้กับจักรพรรดิโกะ-มิซุโน (Emperor Go-Mizunoo) ที่เกษียณอายุไป แม้ว่าอาคารเดิมจะถูกทำลายไปแล้วแต่สวนญี่ปุ่นของที่นี่ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นสวนญี่ปุ่นที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองเกียวโตเลยทีเดียว นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชม 

วัดและศาลเจ้า

ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimi Inari - Taisha Shrine)

ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ หรือ "ศาลเจ้าเทพจิ้งจอก" เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของประเทศญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาด ศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองและมีจุดเด่นเป็นเสาประตูสีส้มที่เรียกว่า "โทริอิ" (Torii) นับพันต้นตั้งเรียงกันเป็นเส้นทางที่ทอดยาวไปสู่ภูเขาอินาริยามะ (Mt. Inariyama) รวมระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ระหว่างทางมีป่าสีเขียวชอุ่มและศาลเจ้าเล็กๆ ที่มีเสน่ห์มากมายให้คุณไปสำรวจ หากเดินไปจนสุดทางจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนั้นหากคุณวางแผนไปเที่ยวที่นี่ก็ควรเตรียมรองเท้าสำหรับเดินไปด้วย

ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากคุณต้องการไปในช่วงเวลาที่คนน้อย เราขอแนะนำให้ไปตอนเช้าตรู่หรือตอนเย็นไปเลย

ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของ "เทพอินาริ" หรือ "เทพเจ้าจิ้งจอก" ที่ว่ากันว่าช่วยประทานพรเกี่ยวกับการทำธุรกิจหรือการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร ใครต้องการขอพรเรื่องนี้ก็ตรงไปหารูปปั้นสุนัขจิ้งจอกสุดน่ารักได้เลย

วัดคิโยมิสึเดระ (Kiyomizu - Dera Temple)

วัดคิโยมิสึเดระ ตั้งอยู่ในเขตฮิกาชิยามะ (Higashiyama) ทางตอนใต้ของเกียวโต เป็นวัดที่มีชื่อเสียงและมีนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของที่นี่ โถงหลักของวัดมีระเบียงขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า "เวที" เป็นส่วนที่ดูยื่นออกมาจากตัวภูเขาและเป็นจุดชมวิวเมืองเกียวโตรวมถึงบริเวณป่าภูเขาที่อยู่รอบๆ และในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใบสีแดงสดของต้นเมเปิ้ลที่ปกคลุมไปทั่วป่าจะทำให้เกิดเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามจับตา

เวทีขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในโถงหลักเคยถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานประเพณีแสนอันตรายในสมัยเอโดะ ซึ่งก็คือ ประเพณีกระโดดลงจากเวทีที่มีความสูง 13 เมตร ว่ากันว่าคนที่รอดชีวิตจากการกระโดดจะได้รับพรที่ขอเอาไว้ แน่นอนว่าในปัจจุบันได้มีการยกเลิกประเพณีดังกล่าวนี้ไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น คนญี่ปุ่นยังนิยมใช้วลี "กระโดดลงจากเวทีคิโยมิสึ" ในการพูดถึงคนที่ทำอะไรบางอย่างด้วยศรัทธาอันแรงกล้า

โชคดีที่วัดแห่งนี้ยังมีสถานที่ขอพรที่ไม่อันตรายอยู่ด้วย! หากคุณเดินออกจากโถงหลักและขึ้นไปตามบันไดหินก็จะถึง ศาลเจ้าจิชุ (Jishu Shrine) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของ "โอคุนินุชิ โนะ มิโคโตะ" (Okuninushi-no-Mikoto) เทพเจ้าแห่งความรักและการหาคู่ คุณสามารถไปขอพรได้โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเสี่ยงตายและสำหรับใครที่อยากมีแฟน ก็มาหาซื้อเครื่องรางความรักหรือคำทำนายที่นี่ได้ด้วย

ตรงทางเดินกลางของศาลเจ้า มีหิน 2 ก้อนที่ตกแต่งด้วยเชือกสำหรับทำพิธีที่ตั้งห่างจากกัน 18 เมตร ว่ากันว่าหากคุณปิดตาเดินจากหินก้อนหนึ่งไปยังหินอีกก้อนได้สำเร็จก็จะพบรักแท้ ฟังดูเหมือนไม่ยาก แต่หากคุณรู้ว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีคนมาสักการะกันมากแค่ไหน คุณจะรู้เลยว่ามันยากกว่าที่คิด!

วัดเท็นริวจิ (Tenryu - Ji Temple)

วัดเท็นริวจิ เป็นมรดกโลกและเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในอาราชิยามะ (Arashiyama) สวนบ่อโซเกน (Sogenchi Teien) ที่อยู่ในวัดแห่งนี้แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากที่เคยถูกออกแบบไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนเลย และที่นี่ยังเป็นสถานที่แห่งแรกที่รัฐบาลญี่ปุ่นสถาปนาให้เป็น "สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และทัศนียภาพ" (Site of Special Historic and Scenic Importance)

ภายในวัดมีงานศิลปะชิ้นสำคัญอยู่มากมาย เราแนะนำให้คุณจ่ายค่าเข้าชมเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อจะได้เข้าไปเดินชมสวนจากอีกมุมหนึ่งของวัดและสัมผัสกับบรรยากาศอันเงียบสงบซึ่งต้องบอกเลยว่า เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าสุดๆ

หากคุณเข้าวัดไปทางประตูที่ใกล้กับสถานีฮันคิวอาราชิยามะ (Hankyu Arashiyama) และออกทางประตูทิศเหนือ จะสามารถเดินตรงไปยังป่าไผ่ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของอาราชิยามะได้ พื้นที่ส่วนนี้เรียกว่า สวนเฮียกคะเอ็น (Hyakka'en) หรือ "สวนดอกไม้ 100 ดอก" เป็นสถานที่ที่คุณสามารถแวะมาชมความงามของดอกไม้ในแต่ละฤดูกาลได้ นอกจากนี้ บริเวณใกล้ประตูฝั่งทิศเหนือยังมีที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจที่สามารถมองออกไปเห็นวิวป่าไผ่ได้ด้วย เมื่อมีลมพัดผ่านคุณก็จะได้ยินเสียงเสียดสีกันของท่อนไม้ไผ่ที่ไหวไปตามแรงลมและสัมผัสถึงบรรยากาศของความเงียบสงบได้อย่างชัดเจน 

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารญี่ปุ่นแบบมังสวิรัติชื่อ ชิเก็ตสึ (Shigetsu) ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดด้วย อาหารชุดมีราคาเริ่มต้นที่ 3,300 เยน เหมาะสำหรับจัดไว้ในทริปให้เป็นอาหารมื้อพิเศษ หรือสำหรับคนที่ต้องการลิ้มลองรสชาติอาหารประเภทโชจินเรียวริ (Shojin Ryori อาหารที่รับประทานในวัดนิกายเซน) 

วัดเบียวโดอิน (Byodoin Temple)

วัดเบียวโดอิน ตั้งอยู่ในเขตอุจิ (Uji) ทางใต้ของเกียวโต เป็นที่ที่ควรไปเที่ยววันเดียวกับศาลเทพเจ้าจิ้งจอก เพราะสามารถนั่งรถไฟสาย JR หรือ Keihan ต่อไปทางใต้อีกไม่กี่สถานี

ภายในวัดเบียวโดอินมี "ห้องโถงฟีนิกซ์" (Phoenix Hall) ที่สร้างขึ้นในปี 1053 และเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมไม้โบราณจากยุคเฮอันเพียงไม่กี่แห่งในเกียวโตที่ยังหลงเหลืออยู่และไม่เคยถูกบูรณะหรือสร้างใหม่หลังเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้และภัยพิบัติต่างๆ ที่นี่จึงถือเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นจนถึงขั้นถูกนำไปใช้เป็นภาพบนเหรียญ 10 เยน การเข้าชมด้านในห้องโถงฟีนิกซ์จะต้องจองทัวร์ล่วงหน้า แต่หากคุณจองไม่ทัน เราก็ขอแนะนำให้จ่ายค่าเข้าชมเล็กน้อย เพื่อเข้าไปเยี่ยมชมบริเวณบ่อน้ำ "อาจิ โนะ อิเคะ" (Aji-no-Ike) ซึ่งสามารถชมภาพสะท้อนอันสวยงามของห้องโถงฟีนิกซ์ได้

วัดเบียวโดอินยังเป็นจุดชมดอกไม้ตามฤดูกาลที่สวยงามควรค่าแก่การมาเยือน บริเวณรอบสระอาจิ โนะ อิเคะ ในช่วงต้นเดือนเมษายนของฤดูใบไม้ผลิเป็นเวลาที่ต้นซากุระกำลังบานสะพรั่ง และ ช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมก็เป็นเวลาของต้นวิสทีเรียและดอกอาซาเลีย ส่วนในฤดูร้อนนั้นจะเป็นช่วงเวลาของดอกบัวหลากหลายสายพันธุ์ที่ผลัดกันเบ่งบานอยู่ในสระ

ความพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ ที่นี่มีบัวที่เรียกว่า "บัววัดเบียวโดอิน" (Byodoin Temple Lotus) บัวชนิดนี้เป็นพืชที่เติบโตมาจากเมล็ดที่มีอายุ 200 ปี เพียงเมล็ดเดียวที่ขุดพบระหว่างสำรวจพื้นที่ เป็นสายพันธุ์ที่มีให้ชมเฉพาะที่นี่เท่านั้น

วัดซันเซ็นอิน (Sanzen - In Temple)

วัดซันเซ็นอิน เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในโอฮาระ (Ohara) ซึ่งเป็นเมืองชนบททางตอนเหนือของเกียวโต วัดแห่งนี้เป็นวัดนิกายเทนไดในศาสนาพุทธ และเป็นวัดมนเซกิ (Monzeki วัดที่มีสมาชิกของราชวงศ์ญี่ปุ่นเป็นนักบวชอยู่ด้วย) ภายในมีสิ่งปลูกสร้างและสวนมากมายให้เยี่ยมชม รวมทั้งเป็นที่เก็บสมบัติประจำชาติจากสมัยเฮอันชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือ รูปปั้นพระอมิตาภพุทธะ (Amida Nyorai) ที่ขนาบข้างด้วยผู้ติดตามทั้งสอง

จากห้องโถงหลักคุณสามารถมองออกไปเห็นวิวของ สวนชูเฮกิเอ็น (Shuheki-En Garden) ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพมากๆ และยังเป็นจุดแวะพักที่คุณสามารถไปดื่มด่ำกับชาเขียวและขนมหวานแสนอร่อยพลางชมวิวของสระน้ำและภูมิทัศน์โดยรอบไปพร้อมๆ กันด้วย

ที่นี่เป็นจุดชมดอกไฮเดรนเยียที่มีชื่อเสียงในฤดูใบไม้ผลิและเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามฤดูใบไม้ร่วง ทั้งดอกไม้และใบไม้เปลี่ยนสีของที่นี่จะเข้าสู่ช่วงที่สวยที่สุดก่อนบริเวณเขตเมืองประมาณ 1 สัปดาห์ ในฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้สีเหลืองและแดงจะถูกขับให้โดดเด่นและดูสวยงามขึ้นเป็นพิเศษเมื่อตัดกับสีเขียวสดของต้นมอสใน สวนมอสยูเซเอ็น (Yusei-En Moss Garden)

หากคุณอยากเดินเที่ยวในเมืองโอฮาระแบบสบายๆ เราขอแนะนำทัวร์ครึ่งวันที่จะพาคุณเดินทางจากใจกลางเมืองเกียวโตไปเยี่ยมชมวัดซันเซ็นอินและสถานที่อื่นๆ ที่เป็นไฮไลท์เด็ดของเมืองโอฮาระ

ตะลุยกินในเกียวโต

ทัวร์ฟูชิมิ เมืองหลวงแห่งการผลิตสาเก

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ฟูชิมิ (Fushimi) เป็นแหล่งผลิตสาเกที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น คือ คุณภาพของแหล่งน้ำในท้องถิ่น น้ำในเมืองฟูชิมิได้ชื่อว่าเป็นน้ำที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการผลิตสาเกที่สุด เนื่องจากมีปริมาณธาตุเหล็กต่ำกับแร่ธาตุที่สมดุล ซึ่งเป็นผลมาจากชั้นหินแกรนิตใต้ดินที่น้ำเหล่านี้ไหลผ่านขึ้นมา

ไม่ว่าจะเป็นนักดื่มตัวยงหรือมือใหม่หัดดื่ม การมาเยือนเกียวโตคงจะไม่สมบูรณ์หากคุณไม่ได้ลองชิมสาเกพื้นเมืองของที่นี่ และวิธีการที่ง่ายที่สุดในการเที่ยวพื้นที่บริเวณนี้ก็คือ ซื้อบริการ ทัวร์ฟูชิมิเมืองหลวงแห่งการผลิตสาเก (Fushimi Sake District Tour)

ทัวร์ 2 ชั่วโมง 30 นาทีนี้จะพาคุณไปชม คิซาคุระ ฟุชิมิกุระ (Kizakura Fushimigura) โรงหมักสาเกที่มีชื่อเสียงที่สุดในฟูชิมิ คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตสาเกคุณภาพสูงและได้ลองดื่มสาเกควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารชนิดต่างๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและอธิบายรายละเอียดให้คุณฟังเป็นภาษาอังกฤษ รับรองว่าคุณจะสั่งสาเกมาดื่มได้อย่างง่ายดายและราบรื่นตลอดทั้งทริป!

ทัวร์นี้ยังรวมการเที่ยวชมบริเวณรอบโรงกลั่นที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่และต้นไม้ที่ปลูกเรียงกันอยู่ริมคลองอย่างสวยงาม เหมาะจะจัดไว้เป็นทัวร์ช่วงบ่ายควบคู่ไปกับแพลนเที่ยวศาลเจ้าเทพจิ้งจอกในช่วงเช้า แล้วจบด้วยการล่องเรือชมวิวในคลองฟูชิมิเป็นการปิดท้ายวันอย่างสวยงาม

ทัวร์ไร่ชาในเกียวโต สัมผัสกับวัฒนธรรมการดื่มชาอุจิ

เมืองอุจิ (Uji) ทางตอนใต้ของเกียวโตเป็นเมืองที่มีการผลิตชาเขียวมัทฉะที่แพงที่สุดในญี่ปุ่น และยังเป็นหนึ่งในพื้นที่แรกๆ ของประเทศที่เริ่มมีการเพาะปลูกต้นชาเขียวที่นำเข้ามาจากจีน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านประเพณีการดื่มชาได้แผ่ขยายจากแวดวงของชนชั้นสูงไปสู่สาธารณะชน และกลายมาเป็นวัฒนธรรมอาหารหลักอย่างหนึ่งของเกียวโตอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

ทุกวันนี้อุจิเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่ สะพานอุจิ (Uji Bridge) ซึ่งเป็นหนึ่งในสะพานที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ, วัดเบียวโดอินและวัฒนธรรมการดื่มชาที่มีอยู่มากมายในเมืองนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะชอบเดินชมบรรยากาศแถวๆ ริมแม่น้ำอุจิและชิมอาหารที่ทำจากชาในท้องถิ่น เช่น ไอศกรีมมัทฉะและโซบะ

หากคุณต้องการหนีจากความวุ่นวายในเมืองก็สามารถซื้อบริการ ทัวร์ไร่ชาในเกียวโต (Beautiful Kyoto Tea Farm Walking Tour) เพื่อไปชมไร่ชาและพื้นที่รอบๆ เมืองอุจิได้ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะไปสัมผัสกับบรรยากาศของชานเมืองที่ชาวบ้านใช้ปลูกชากันจริงๆ คุณจะได้เยี่ยมชมไร่ชาส่วนตัว ชิมรสชาติของชาสดๆ และสัมผัสประสบการณ์ที่น่าสนใจต่างๆ ด้วยตัวคุณเอง! ตามไปดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทัวร์ไร่ชาอุจิได้ ที่นี่

ทัวร์ร้านอิซากายะในเกียวโต

เกียวโตเป็นเมืองที่มีร้านอาหารหรูๆ อยู่มากมาย แต่ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่คุณไม่ควรพลาดเมื่อไปเที่ยวเกียวโต นั่นก็คือ การรับประทานอาหารในร้านอิซากายะแบบท้องถิ่น อิซากายะ (Izakaya) เป็นผับสไตล์ญี่ปุ่นที่มีบรรยากาศชวนผ่อนคลายและมีบริการอาหารเครื่องดื่มในราคาย่อมเยา แต่สำหรับคนที่ไปเที่ยวเกียวโตเป็นครั้งแรก การเลือกร้านอิซากายะหรือการสั่งอาหารและสาเกให้ถูกใจก็อาจเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร

ดังนั้นเราจึงขอแนะนำ ทัวร์ร้านอิซากายะในเกียวโต (Japanese Izakaya 101 Tour) ที่จัดโดย Voyagin เป็นทัวร์ 2 ชั่วโมง ที่จะมีไกด์ชาวท้องถิ่นพาคุณไปร้านอิซากายะที่ดีที่สุดในเกียวโตเพื่อชิมอาหารและเหล้าสาเกพื้นเมือง ทัวร์นี้ไม่ใช่ทัวร์ที่จะพาคุณไปดื่มจนเมาหัวราน้ำแบบทัวร์อื่น แต่จะมีไกด์ที่ช่วยสอนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีสั่งอาหารและการเลือกสาเกที่ถูกต้อง รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่คุณควรรู้ในการเที่ยวเกียวโตด้วย เมื่อจบทัวร์ รับรองว่าคุณจะสามารถออกสำรวจอิซากายะด้วยตนเองต่อได้อย่างมั่นใจ!

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมทัวร์ ราคาและวิธีจองได้ในลิงก์ด้านล่าง 

เดินชมบรรยากาศและวิวแสนสวยในเกียวโต

ป่าไผ่อาราชิยามะ (Arashiyama Bamboo Forest)

อาราชิยามะ (Arashiyama) เป็นเมืองทางตะวันตกของเกียวโต เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม ป่าไผ่อาราชิยามะ ก็เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของเกียวโตที่คุณควรไปให้ได้สักครั้งไม่ว่าจะเป็นช่วงเดือนไหนของปี ทางที่เดินผ่านป่าไผ่มีอยู่หลายเส้นทางแต่ที่คนนิยมใช้กันมากที่สุด คือ เส้นที่เริ่มตรงทางออกทิศเหนือของวัดเท็นริวจิที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เป็นทางที่ทอดยาวไปจนถึงทางเข้า สวนโอโคจิซันโซ วิลล่าการ์เด้น (Okochi Sanso Villa Garden)

สะพานโทเก็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge)

สะพานโทเก็ตสึเคียว เป็นสัญลักษณ์ของอาราชิยามะมานานหลายร้อยปี สะพานแห่งนี้ได้รับการบูรณะและสร้างใหม่อยู่หลายครั้งนับตั้งแต่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 843 สะพานที่อยู่ในปัจจุบันนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1934 เป็นการนำรูปแบบของสะพานตอนปี 1606 มาสร้างใหม่

ชื่อ "โทเก็ตสึเคียว" ของสะพานนี้แปลว่า "พระจันทร์ข้ามสะพาน" มาจากบทกวีที่แต่งโดยพระจักรพรรดิคาเมยามะ (Emperor Kameyama ครองราชสมบัติในช่วงปี 1260 - 1274) จักรพรรดิผู้นี้ชื่นชอบการล่องเรือใต้แสงจันทร์ และได้แต่งบทกวีนี้ขึ้นตอนที่พระองค์เสด็จไปร่วมงานเลี้ยงบนเรือในคืนพระจันทร์เต็มดวงแล้วรู้สึกประทับใจกับทัศนียภาพที่ได้เห็น ในบทกวีกล่าวไว้ว่า ดูราวกับพระจันทร์กำลังข้ามแม่น้ำ เป็นการเปรียบเปรยที่ทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนและสะท้อนอยู่ความทรงจำของชาวเมืองเกียวโตมาในทุกยุคทุกสมัย จึงถูกนำมาตั้งเป็นชื่อของสะพานแห่งนี้และเป็นที่รู้จักมาถึงปัจจุบัน

สะพานโทเก็ตสึเคียวมีฉากหลังเป็นภูเขาที่แต่งแต้มไปด้วยต้นซากุระในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้สีเหลืองสลับแดงในฤดูใบไม้ร่วง เป็นหนึ่งในทิวทิศน์ที่โดดเด่นที่สุดของเมืองเกียวโตในปัจจุบัน

* ในเดือนมีนาคมของทุกปีจะมีการจัดงานประดับไฟ "เกียวโตอาราชิยามะ ฮานะโทโร" (Kyoto Arashiyama Hanatouro) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมืองอาราชิยามะจะประดับประดาไปด้วยแสงไฟอย่างสวยงาม

ปั่นจักรยานเที่ยวราคุไซในเกียวโตฝั่งตะวันตก (West Kyoto Electric Bicycle Tours of Rakusai)

สำหรับคนที่ต้องการหนีจากความวุ่นวายในเมืองอาราชิยามะ เราขอแนะนำ ทัวร์ปั่นจักรยานเที่ยวราคุไซในเกียวโตฝั่งตะวันตก ทัวร์นี้จะพาคุณไปเยี่ยมเยียนสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ ในแถบนี้ ได้แก่ ป่าไผ่ราคุไซ (Rakusai Bamboo Park) ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งความรู้เกี่ยวกับต้นไผ่และบทบาทความสำคัญของมันในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ภายในประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑ์ เส้นทางเดินป่าไผ่และสวน ซึ่งรวมๆ กันแล้วก็มีต้นไผ่ให้ชมกว่า 200 สายพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลกเลยทีเดียว

นอกจากป่าไผ่แล้ว ทัวร์นี้ก็จะพาคุณไปเยี่ยมชม ศาลเจ้าโอฮาราโนะ (Oharano Shrine) และ วัดนิชิยามะโยชิมิเนะ (Nishiyama Yoshimine-Dera Temple) ศาลเจ้าโอฮาราโนะเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในปี 784 มีจุดเด่นตรงสวนที่สวยงามโดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง ส่วนวัดโยชิมิเนะเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเนินเขา มีจุดเด่นอยู่ที่ต้นสนขาว อายุกว่า 600 ปีที่เรียกว่า "ยูริโนะมัตสึ" (Yuryu no Matsu หรือ ต้นสนมังกร) ความพิเศษมัน คือ เป็นต้นไม้เก่าแก่ที่มีขนาดใหญ่โตและแผ่กิ่งก้านสาขาไปในแนวนอนจนดูคล้ายกับร่างของมังกรญี่ปุ่น ว่ากันว่าเป็นต้นไม้ที่มีกิ่งก้านยาวที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว

โอฮาราโนะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เปรียบเสมือนอัญมณีที่แฝงเร้นอยู่ในเกียวโต แต่การเดินทางมาท่องเที่ยวในย่านนี้ด้วยตัวเองอาจจะยุ่งยากอยู่สักหน่อย ดังนั้นหากคุณต้องการเที่ยวชมประวัติศาสตร์ ธรรมชาติและวัฒนธรรมของย่านเล็กๆ แห่งนี้แล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้ใช้บริการทัวร์ด้านล่างนี้เลย!

เส้นทางแห่งปรัชญา (Philosopher’s Path)

เส้นทางแห่งปรัชญา เป็นถนนที่มีเสน่ห์และน่าหลงใหล จุดเริ่มต้นอยู่ตรงบริเวณ วัดเอคังโด (Eikan-Do Temple) ไปจนถึง วัดกินคาคุจิ (Ginkaku-Ji Temple) ทางตอนเหนือของฮิกาชิยามะ เส้นทางนี้ทอดยาวไปตามคลองของทะเลสาบบิวะ (Lake Biwa Canal) และได้รับขนานนามว่า "เส้นทางแห่งปรัชญา" เนื่องจาก "นิชิดะ คิทาโร่" (Nishida Kitaro) นักปราชญ์ชื่อดังของเกียวโตเคยมาเดินทำสมาธิระหว่างที่เดินไปบนถนนสายนี้

บน 2 ฝั่งของเส้นทางแห่งปรัชญานี้เรียงรายไปด้วยต้นซากุระ เป็นภาพที่สวยงามเหมาะที่จะมาเดินเล่นในฤดูใบไม้ผลิ แต่ก็อย่างที่ชื่อมันบอก ภาพของใบไม้ที่ร่วงหล่น บ้านและสวนในท้องถิ่นที่แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลประกอบกับเสียงลำธารที่ไหลเอื่อยก็ทำให้การเดินบนถนนเส้นนี้มีบรรยากาศที่เหมาะแก่การทำสมาธิเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของปี การเดินไปจนสุดทางจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที แต่หากคุณอยากจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ให้นานขึ้น ก็สามารถแวะตามร้านของกระจุกกระจิกและร้านขนมหวานเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตามรายทางได้เช่นกัน

หากคุณได้มาเที่ยวที่เส้นทางแห่งปรัชญานี้ เราขอแนะนำให้ไปเยี่ยมชม วัดนันเซนจิ (Nanzen-Ji Temple) วัดนิกายเซนที่มีจุดเด่นอยู่ตรง "ประตูซันมง" (Sanmon Gate) ประตูระบายน้ำที่ไหลสู่ทะเลสาบบิวะขนาดใหญ่ วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือถัดจากวัดเอคังโด

ถนนฮานะมิโคจิ (Hanami Koji)

ถนนฮานะมิโคจิ หรือ "ถนนชมดอกไม้" เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ ถนนสายนี้ตั้งอยู่ในย่านกิองเมืองเกียวโต โดยส่วนหลักของถนนสายนี้ตั้งอยู่ในบริเวณ ถนนชิโจ (Shijo Street) ที่อยู่ระหว่าง สะพานชิโจ (Shijo Bridge) กับ ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) ทอดตัวยาวไปจนถึง วัดเคนนินจิ (Kennin-Ji Temple)

ที่นี่เหมาะสำหรับการเดินเล่นชมเมืองหรือแวะรับประทานอาหารที่คาเฟ่หรือบรรดาร้านอาหารในบ้านโบราณที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมถนน และเนื่องจากถนนสายนี้ตั้งอยู่ในเขต กิองโคบุเกอิชา (Gion Kobu Geisha) ทำให้คุณอาจมีโอกาสได้เห็นเกอิชาที่กำลังมุ่งหน้าไปทางโรงน้ำชากันในช่วงเย็นด้วย เกอิชาเหล่านี้เป็นเหมือนกับศิลปินมืออาชีพ เราจึงอยากขอให้คุณรักษาระยะห่างเอาไว้และโปรดเคารพความเป็นส่วนตัวของพวกเขาด้วย

หนึ่งในไฮไลท์ของถนนสายนี้ คือ อิชิริกิชายะ (Ichiriki Chaya) โรงน้ำชาสุดหรูระดับไฮเอนด์ที่ให้บริการอาหารมื้อพิเศษ โดยมีการต้อนรับแบบญี่ปุ่นและการแสดงของเกอิชาที่สืบทอดกันมานานกว่า 300 ปี ชาวตะวันตกอาจคุ้นเคยกับชื่อของโรงน้ำชาแห่งนี้กันอยู่บ้าง เพราะมันถูกใช้เป็นฉากในหนังสือและภาพยนตร์เรื่อง Memoirs of a Geisha

แม้ว่าสิทธิ์ในการเข้าใช้บริการของโรงน้ำชาแห่งนี้จะสงวนไว้สำหรับแขกที่ได้รับเชิญเท่านั้น แต่สถาปัตยกรรมภายนอกของโรงน้ำชาที่ตั้งอยู่บนถนนฮานะมิโคจิแห่งนี้ก็ทำให้เรารับรู้ถึงวัฒนธรรมของชนชั้นสูงได้แล้ว ที่นี่จึงกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่สำคัญของเกียวโต

ย่านกิองชิราคาวะ (Gion Shirakawa Area)

ชิราคาวะ (Shirakawa) เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในเขตกิอง ตั้งอยู่บริเวณเลียบคลองชิราคาวะและมีจุดเด่นอยู่ตรงทางเดินที่ปูด้วยหินอย่างสวยงาม มีบ้านสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมและต้นหลิวที่ปลูกเรียงรายอยู่บน 2 ข้างทาง คุณสามารถเดินทางมาจากสถานที่ท่องเที่ยวหลักอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย เป็นที่ที่เหมาะสำหรับการแวะรับประทานอาหารหรือร้านน้ำชาเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศน่ารักๆ ของบรรดาบ้านหลังน้อยในเขตกิอง เราขอแนะนำให้มาเดินเล่นกันในช่วงเย็นเพราะบรรยากาศแถวนี้จะดูสวยงามเป็นพิเศษ เนื่องจากท้องถนนจะถูกประดับไปด้วยโคมไฟอย่างสวยงาม

ศาลเจ้าทัตสึมิไดเมียวจิน (Tatsumi Daimyojin) เป็นศาลเจ้าเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงสี่แยกของถนน 2 สาย ได้แก่ ถนนชิราคาวะมินามิโดริ (Shirakawa Minami-Dori) และ ถนนชิมบาชิโดริ (Shimbashi-Dori) ว่ากันว่าเป็นจุดที่เกอิชามักจะมาสวดภาวนากันด้วย

ทริป 1 วัน ในเกียวโต

โอฮาระ (Ohara) วัดซันเน็นอิน วัดไรโกอิน และ วัดโฮเซนอิน

โอฮาระ เป็นเมืองชนบทเล็กๆ ตั้งห่างจากใจกลางเมืองเกียวโตไปทางเหนือ หากไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง มีจุดเด่นอยู่ที่วิวฤดูใบไม้ร่วงและวัดที่สวยงาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวในแถบชนบทของเกียวโต

เนื่องจากโอฮาระตั้งอยู่ในเขตชนบทที่ค่อนข้างห่างไกลและไม่มีรถไฟที่เชื่อมต่อกับเมืองหลักโดยตรง เราขอแนะนำ ทัวร์โอฮาระเกียวโต (Ohara Kyoto Tour) จาก Voyagin เป็นทัวร์ 5 ชั่วโมง ที่จะพาคุณไปเที่ยวในโอฮาระด้วยรถแท็กซี่แบบเช่าเหมาคันพร้อมด้วยไกด์ส่วนตัว ซึ่งโปรแกรมทัวร์จะมีทั้ง วัดซันเซ็นอิน (Sanzenin Temple), วัดไรโกอิน (Raigoin Temple) และ วัดโฮเซนอิน (Hosenin Temple)

วัดซันเซ็นอินและสวนชูเฮกิเอ็นที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโอฮาระ ส่วนวัดไรโกอินที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนั้นถูกสร้างเป็นสถานที่ให้พระภิกษุใช้ในการฝึกภาวนาแบบโชเมียว (Shomyo) และวัดโฮเซนอินก็เป็นที่ตั้งของต้นสนอายุกว่า 700 ปี และยังเป็นที่รู้จักกันในนาม "วัดสีเลือด" เนื่องจากเพดานของวัดทำด้วยกระเบื้องที่มีรอยคราบเลือดซึ่งนำมาจาก ปราสาทฟูชิมิ (Fushimi Castle)

ทัวร์นี้จะพาคุณไปสำรวจวัดและสวนที่สวยงามหลายๆ แห่งในเมืองโอฮาระ รวมถึงได้ลองทำกิจกรรมต่างๆ เช่น คัดลอกพระสูตรและลองสวดมนต์ คุณจะได้ปิดท้ายทัวร์ด้วยการดื่มชาเขียวและดื่มด่ำไปกับวิวของสวนในวัดโฮเซนอินที่ประดับประดาด้วยแสงไฟในตอนเย็น

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทัวร์โอฮาระได้ในลิงก์ด้านล่าง

หมู่บ้านหลังคามุงจากแห่งมิยามะ (Miyama Thatched House Village)

หลายคนคงคุ้นเคยกับ "หมู่บ้านชิราคาวาโกะ" (Shirakawa-Go) ในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ซึ่งเป็นหมู่บ้านหลังคามุงจากที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นกันดี แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่จะรู้ว่ามีหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งที่มีความสวยงามและสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ดั้งเดิมแบบเดียวกันตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเกียวโตด้วย!

มิยามะ (Miyama) เป็นหมู่บ้านหลังคามุงจาก หรือที่เรียกว่า "คายาบุกิโนะซาโตะ" (Kayabuki no Sato) อยู่ห่างจากตัวเมืองเกียวโตไปประมาณ 50 กิโลเมตร บ้านส่วนใหญ่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์กับร้านอาหารให้คุณได้ไปสนุกกับการเดินสำรวจวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และอาหารของมิยามะได้อย่างเต็มที่ คนที่ตกหลุมรักบรรยากาศของที่นี่และยังไม่อยากเดินทางกลับเข้าเมืองก็สามารถหาที่พักแรมกันในบริเวณนี้ได้ มีบริการบ้านเช่าทั้งหลังสำหรับผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวเป็นกลุ่มด้วยนะ!

อามาโนะฮาชิดาเตะ (Amanohashidate)

อามาโนะฮาชิดาเตะ (Amanohashidate) เป็นสะพานทรายธรรมชาติที่ทอดตัวอยู่บริเวณอ่าวมิยาสุ (Miyazu Bay) ทางตอนเหนือของเกียวโต ขึ้นชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 จุดชมวิวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น พื้นทรายที่ปกคลุมไปด้วยต้นสนสีเขียวทำให้เกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม ยิ่งถ้ามองลงมาจากจุดชมวิวของ สวนคาสะมัตสึ (Kasamatsu Park) ก็จะเห็นเป็นภาพที่สวยจนแทบลืมหายใจเลยทีเดียว กิจกรรมยอดนิยมอย่างหนึ่งของที่นี่ คือ การชมวิวแบบกลับหัวโดยมองลอดหว่างขาของตัวเองไป เมื่อมองจากมุมนี้จะทำให้ผืนทรายดูเหมือนมังกรที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

เราได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในเกียวโตที่เหมาะจะไปเยือนในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงกันไปบ้างแล้ว แต่สำหรับอามาโนะฮาชิดาเตะ ที่นี่ถือเป็นจุดท่องเที่ยวที่เหมาะจะมาในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการว่ายน้ำหรือกีฬาทางน้ำประเภทต่างๆ และในทุกๆ ปี แต่ละเดือนของช่วงฤดูร้อนก็จะมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น พายเรือคายัค เล่นโยคะบนชายหาดและพายเรือแบบยืน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจองกิจกรรมหรือทัวร์ต่างๆ สามารถตรวจสอบได้ในลิงก์ของสมาคมการท่องเที่ยวอามาโนะฮาชิดาเตะที่อยู่ด้านล่าง

กิจกรรมยอดนิยมในการท่องเที่ยวริมฝั่งทะเลของเกียวโต ได้แก่ การขี่จักรยานไปตามสันทราย ผ่อนคลายในบ่อน้ำพุร้อนและลิ้มลองอาหารทะเลสดใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีให้คุณทำได้ตลอดทั้งปี!

คุรามะ (Kurama) และ คิบุเนะ (Kibune)

หากคุณต้องการไปสัมผัสกับประสบการณ์ บรรยากาศและวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่บนภูเขาในบริเวณรอบๆ เมืองเกียวโต เราขอแนะนำให้คุณลองไปที่เมืองคุรามะและคิบุเนะดูสักครั้ง ที่นี่เหมาะสำหรับตั้งเป็นทริปครึ่งวันหรือทริป 1 วันเต็ม คุณสามารถเดินทางไปยังคุรามะได้โดยนั่งรถไฟสาย Kurama Line ของ Eizan Electric Railway ซึ่งออกเดินทางจากสถานีเดมาชิยานากิ (Demachiyanagi) ไปลงที่คุรามะ ส่วนการเดินทางระหว่าง 2 เมืองก็สามารถไปได้โดยรถไฟหรือไม่ก็ใช้เส้นทางเดินเขาที่ยาวประมาณ 4 กิโลเมตร ซึ่งเป็นทางที่เชื่อมอยู่ระหว่างเมืองสองเมือง

สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในคุรามะ คือ วัดคุรามะ (Kurama-Dera Temple) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาคุรามะและอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟคุรามะ ทางเดินขึ้นไปบนวัดเป็นเส้นทางที่สวยงาม มีศาลเจ้าที่ดูน่าหลงใหล รูปปั้นและน้ำตกมากมายให้คุณไปสำรวจ หากคุณไม่อยากเดินก็สามารถใช้บริการกระเช้าขึ้น - ลงเขาได้เช่นกัน

นอกจากวัดแล้วที่นี่ยังมี คุรามะออนเซ็น (Kurama Onsen) บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งที่มีทัศนียภาพงดงามซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกแห่งในย่านนี้

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในคิบุเนะ คือ ศาลเจ้าคิฟุเนะ (Kifune Shrine) เป็นศาลเจ้าที่มีโคมไฟสีแดงตั้งเรียงอยู่ตามบันไดหินที่ทอดขึ้นไปสู่ตัววัด และยังเป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงในเรื่องความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับน้ำด้วย มีธรรมเนียมการดื่มน้ำจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า "โกชินซุย" (Goshinsui) และการทำนายโชคชะตาด้วยการลอยกระดาษ "มิตสึอุระมิกุจิ" (Mizu-Ura Mikuji) ลงไปในน้ำและรอดูคำทำนายปรากฎขึ้นบนแผ่นกระดาษ

คิบุเนะยังมีชื่อเสียงในเรื่องอาหารญี่ปุ่นคุณภาพดีอีกด้วย ในฤดูร้อนจะมีประเพณีที่เรียกว่า "คาวะโดโคะ" (Kawa-Doko) หรือบางครั้งก็เรียกว่า "คาวะยูกะ" (Kawa-Yuka) เป็นการรับประทานอาหารบนแคร่ที่สร้างขึ้นกลางแม่น้ำ คุณจะได้รับประทานอาหารอยู่ในสายลมเย็นสบายที่ลอยขึ้นมาจากสายน้ำของภูเขาที่ไหลผ่าน

แหล่งช็อปปิ้งละลายทรัพย์

ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market)

ตลาดนิชิกิ หรือที่คนเรียกกันเล่นๆ ว่า "ครัวของเกียวโต" เพราะที่นี่มีร้านอาหารอยู่มากมายเต็มไปหมด เหมาะสำหรับผู้ที่อยากลิ้มลองสตรีทฟู้ดหรือต้องการสัมผัสกับวัฒนธรรมการรับประทานอาหารพื้นเมืองของเกียวโต รับรองว่าความหลากหลายของอาหารที่ขายอยู่ที่นี่จะทำให้คุณตื่นตาตื่นใจได้อย่างแน่นอน อาหารแนะนำประจำตลาด คือ ผักดอง หรือ "สึเกะโมโน" (Tsukemono) สไตล์เกียวโตที่ทำจากผักในท้องถิ่นและมีให้คุณเลือกมากมายหลายชนิด ทั้งที่ใช้ผักและวิธีหมักดองที่แตกต่างกัน ลองชิมผักดองหลายๆ แบบเพื่อค้นหาสไตล์ที่คุณชอบก่อนซื้อได้เลย!

* ถนนในตลาดนิชิกินั้นค่อนข้างแคบ ดังนั้นโปรดระมัดระวังในการเดินและไม่ควรหยุดหรือยืนนิ่งๆ อยู่กับที่นานเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีคนพลุกพล่าน

ถนนช็อปปิ้งคาวาระมาจิ (Kawaramachi Shopping Streets)

คาวาระมาจิ เป็นแหล่งช็อปปิ้งหลักของเมืองเกียวโต รับรองว่าที่นี่จะมีทุกอย่างที่คุณตามหาไม่ว่าจะเป็นของฝาก เสื้อผ้าแฟชั่น หรือสินค้าพื้นเมือง หากให้แนะนำกันแบบคร่าวๆ ก็คือ ร้านค้าหรูๆ และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ส่วนมากจะตั้งอยู่ริม ถนนชิโจ (Shijo-Dori) ที่อยู่ระหว่างสถานีคาวาระมาจิและคาราสุมะ (Karasuma) ส่วน ย่านเทรามาจิ (Teramachi) จะเป็นถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยสินค้าแฟชั่นและของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ 

สำหรับผู้ชื่นชอบวัฒนธรรมโอตาคุ ถนนชินเคียวโกคุ (Shinkyogoku) ที่ตั้งขนานไปกับถนนเทรามาจิก็เป็นย่านที่มีร้านขายของที่เกี่ยวกับเกม อนิเมะ มังงะและวีดีโอเกมต่างๆ มากมาย ลองอ่านคู่มือเกี่ยวกับร้านค้าในคาวาระมาจิ ของเราได้ ที่นี่

นิเนนซากะ (Ninen - Zaka) และ ซันเนนซากะ (Sannen - Zaka)

นิเนนซากะ และ ซันเนนซากะ เป็นชื่อของถนนสายอนุรักษ์บนเนินเขาซึ่งเป็นเส้นทางที่เดินไปสู่วัดคิโยมิสึ ถนนสายนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกราวๆ ปี 800 และในปัจจุบัน ย่านอนุรักษ์แห่งนี้ก็ยังคงมีบรรยากาศของถนนแบบเกียวโตดั้งเดิมที่ถูกรักษาไว้ให้สมบูรณ์แบบที่สุด

ที่นี่มีร้านค้าอยู่มากมายเต็ม 2 ฝั่งถนน ตั้งแต่ร้านขายอาหารท้องถิ่นคุณภาพสูง, งานฝีมือ, เครื่องเซรามิก ไปจนถึงร้านสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีของฝากราคาย่อมเยากองพะเนินที่สูงไปจนถึงเพดาน อย่าลืมเก็บพื้นที่ในกระเป๋าไว้ใส่ของฝากจากวัดคิโยมิสึด้วยนะ!

ดื่มด่ำกับงานศิลป์และวัฒนธรรม

โรงละครมินามิซา (Minamiza Theater)

โรงละครคาบุกิแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1610 และเพิ่งกลับมาเปิดใหม่ได้ไม่นานหลังการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ ที่นี่เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการชมการแสดงคาบุกิ กล่าวกันว่าประเพณีการแสดงคาบุกินี้เกิดขึ้นครั้งแรกบนเวทีชั่วคราวที่ถูกจัดขึ้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำคาโมกาวะ (Kamogawa River) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่โรงละครแห่งนี้ตั้งอยู่ในปัจจุบัน 

คาบุกิ เป็นการแสดงที่ดูห้าวหาญและโดดเด่นน่าดูชม มีการออกแบบเวทีและเครื่องแต่งกายที่น่าสนใจ ในอดีต คาบุกิถือเป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และในปัจจุบันก็ถือเป็นละครแบบดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น นั่นเป็นเพราะความมีชีวิตชีวาและความสนุกสนานของการแสดงที่สามารถสร้างความบันเทิงให้กับผู้คนได้ในทุกยุคทุกสมัย และถึงแม้ว่าผู้ชมจะไม่เข้าใจบทสนทนาในการแสดง แต่ก็ยังสามารถเพลิดเพลินไปกับการชมด้วยประสาทสัมผัสภายนอกอย่างหูและตาได้อย่างลื่นไหลไม่ติดขัด

นอกจากนี้ โรงละครมินามิซา ยังมีการแสดงแบบอื่นๆ รวมถึงการแสดงดนตรีด้วย แต่การได้มาชมละครคาบุกิก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อได้มาเยือนเกียวโต

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโต (Kyoto National Museum)

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโต เป็น 1 ใน 4 พิพิธภัณฑ์ประจำชาติอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่น ที่นี่จัดแสดงผลงานศิลปะ งานฝีมือและสิ่งประดิษฐ์โบราณจากยุคก่อนสมัยใหม่ (Pre-Modern) ทั้งของญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย มีทั้งการจัดแสดงนิทรรศการแบบหมุนเวียน นิทรรศการถาวรและนิทรรศการเนื่องในโอกาสพิเศษต่างๆ อยู่เสมอ

สำหรับคนที่ไม่ค่อยอินหรือไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับงานศิลปะของญี่ปุ่น หากคุณได้มาที่นี่ รับรองว่าจะได้พบกับผลงานระดับคลาสสิกที่มีความสวยงามและน่าชื่นชมอยู่ในตัวเอง เนื่องจากทริปเกียวโตส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์กันอยู่แล้ว หากคุณได้แวะมาที่นี่ก็จะทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับภูมิหลังทางศิลปะและวัฒนธรรมของสถานที่ที่กำลังจะเดินทางไปท่องเที่ยวได้มากยิ่งขึ้น แต่หากคุณตั้งใจจะมาเที่ยวที่นี่ก็อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลนิทรรศการที่น่าสนใจในเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์กันก่อนด้วยนะ!

พิพิธภัณฑ์งานฝีมือเกียวโตฟุเรไอคัน (Kyoto Museum of Traditional Crafts Fureaikan)

พิพิธภัณฑ์งานฝีมือเกียวโตฟุเรไอคัน เป็นที่จัดแสดงตัวอย่างงานฝีมือ 74 อย่าง ที่อยู่ในวงอุตสาหกรรมพื้นบ้านของเกียวโต ตั้งแต่สิ่งทอไปจนถึงเครื่องเซรามิกและกระเบื้องมุงหลังคา มีการจัดเวิร์กช็อปและสาธิตการทำงานฝีมือต่างๆ เกือบทุกวัน ผู้เข้าชมสามารถซื้อชิ้นงานฝีมือที่ถูกใจกลับบ้านได้ หรือจะไปชมความหลากหลายของผลงานศิลปะและวัฒนธรรมการผลิตงานฝีมือในเกียวโตที่นี่ก็ได้เช่นกัน

สำหรับผู้ที่สนใจและอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานฝีมือเฉพาะอย่าง ทางพิพิธภัณฑ์ก็มีให้บริการจับคู่ผู้เข้าชมกับทางผู้ผลิตที่ต้องการเปิดสตูดิโอให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชมด้วย หากใครรู้สึกอินกับการงานฝีมือชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นพิเศษ ก็สามารถไปใช้บริการจับคู่ของทางพิพิธภัณฑ์เพื่อเข้าชมการผลิตงานฝีมือนั้นๆ ดูได้

"เกียวโต" เมืองดีๆ ที่คุณไม่ควรพลาด!

เกียวโตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คุณควรหาโอกาสไปเยือนให้ได้สักครั้ง แต่ด้วยความที่เมืองนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมน่าสนใจมากมายเต็มไปหมด จึงอาจทำให้การวางแผนท่องเที่ยวในเกียวโตเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับคนบางคน เราหวังว่าคู่มือฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแพลนทริปเกียวโตของคุณ!

สถานที่ทั้ง 25 แห่ง ที่เรานำมาแนะนำในครั้งนี้เป็นเพียงน้ำจิ้มเท่านั้น หากคุณรู้สึกว่ายังไม่พอก็สามารถตามไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเกียวโตในบทความอื่นๆ ของเราได้ ที่นี่ และหากคุณเดินทางไปเที่ยวเกียวโตในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวอย่างช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ปลายเดือนมีนาคม - ต้นเมษายน) ฤดูใบไม้ร่วง (ปลายเดือนพฤศจิกายน - ต้นธันวาคม) หรือช่วงเทศกาลกิอง (เดือนกรกฎาคม) ก็น่าจะทำให้คุณได้เที่ยวอย่างสนุกสนานมากขึ้นด้วย!

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร