กล้องพร้อม เลนส์พร้อม! 16 จุดเก็บภาพสุดเด็ดในโยโกฮาม่า ถ้าได้เห็นเป็นต้องกดชัตเตอร์!

จากโตเกียว นั่งรถไฟลงใต้เพียง 40 นาที ก็จะถึงโยโกฮาม่า - เมืองใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่นที่มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามตระการตามากมาย เป็นโอกาสให้เหล่าช่างภาพได้มากดชัตเตอร์ แชะภาพสวยๆ กลับไปอย่างจุใจ ในบทความนี้ เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับจุดถ่ายภาพเด็ดๆ ในโยโกฮาม่า ให้ได้เห็นเสน่ห์ของเมืองใหญ่นี้กันอย่างเต็มตา ไม่ว่าจะเป็นตากล้องมือโปรหรือเพียงแค่อยากได้รูปเก๋ๆ ไปลงอินสตาแกรมก็จะได้ภาพสวยๆ กลับไปอย่างแน่นอน!

โยโกฮาม่า

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

1. Yokohama Cosmoworld (Minatomirai)

ชิงช้าสวรรค์ The Cosmo Clock 21 ของสวนสนุก Cosmoworld นั้นมีความสูงถึง 112.5 เมตรจากพื้นดิน มีการประดับไฟสีสันสดใสที่เปลี่ยนสีไปมาตลอดเวลา ยิ่งตั้งอยู่ริมอ่าวโยโกฮาม่าแบบนี้ยิ่งดูน่าประทับใจ ไม่ว่าจะถ่ายจากมุมไหนก็สวยทั้งนั้น!

ที่ชิงช้าสวรรค์นี้ชื่อ "Cosmo Clock 21" เป็นเพราะมีนาฬิกาอยู่ตรงกลาง และก็เพราะที่ตั้งของเจ้าชิงช้านี้อยู่ในย่านธุรกิจหลักของโยโกฮาม่า ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Minato Mirai 21 นั่นเอง

นอกจากชิงช้าสวรรค์แล้ว ใน Cosmoworld ยังมีเครื่องเล่นอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านผีสิง รถไฟเหาะ หรือตู้เกมต่างๆ และในช่วงกลางคืนก็จะมีการประดับประดาไฟทั่วทั้งสวนสนุก รับรองว่าคุณจะได้ภาพน่าตื่นตาตื่นใจกลับไปอีกหลายช็อตแน่นอน

2. Pukarisanbashi Pier (Minatomirai)

อาคารสุดตระการตานี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1991 สำหรับใช้เป็นท่าเรือสำหรับขึ้นเรือส่วนบุคคลและเรือสำราญต่างๆ อาคารแห่งนี้มีชื่อทางการว่า Minatomirai Pier Terminal แต่คนในพื้นที่มักจะชอบเรียกกันว่า "Pukarisanbashi" ซึ่งแปลว่า "สะพานลอยน้ำ" 

วิวของที่นี่จะสวยงามโดดเด่นเป็นพิเศษในช่วงกลางคืน เพราะจะมีการประดับไฟหลากหลายสีสัน เป็นจุดที่เหมาะแก่การชื่นชมบรรยากาศเมืองมหานครริมอ่าวโยโกฮาม่าเป็นที่สุด

3. The Nippon Maru (Minatomirai)

ที่ Nippon Maru Memorial Park ใน Minatomirai มีสิ่งน่าสนใจหลายอย่างให้คุณได้เยี่ยมชม ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ งานนิทรรศการ รวมถึงอีเว้นท์พิเศษต่างๆ แต่สิ่งที่เป็นไฮไลท์เด็ดของที่นี่ก็เห็นจะเป็นเจ้าเรือใหญ่ที่ชื่อ Nippon Maru นี่เอง

เมื่อก่อน Nippon Maru เป็นเรือทางทหารซึ่งใช้ในการฝึกนักเรียนนายร้อย ตัวเรือค่อนข้างโดดเด่นสะดุดตา เพราะมีสีขาวตลอดทั้งลำ ถือเป็นวัตถุที่แสดงถึงประวัติศาตร์ความเป็นมาของโยโกฮาม่าในฐานะเมืองท่าเก่าแก่ได้เป็นอย่างดี

4. Rinko Park (Minatomirai)

สวนสาธารณะแห่งนี้เป็นพื้นที่สีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในเขต Minatomirai และสำหรับเมืองที่แออัดอย่างโยโกฮาม่าแล้ว ที่นี่ก็เป็นเหมือนที่หลบภัยสำหรับผู้ที่ต้องการหนีจากความวุ่นวายของตัวเมืองเลยทีเดียว

เมื่อมาถึงแล้ว สิ่งที่เราแนะนำให้ทำมากที่สุดก็คงจะเป็นการเดินเล่น ในสวน Rinko Park นี้จะมีทางเดินทอดยาวให้เราได้เดินชมวิวท่าเรือของโยโกฮาม่ากันชิลล์ๆ และไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นยังไง ที่นี่ก็ยังเหมาะกับการเก็บภาพเอามากๆ

5. Kishamichi Promenade (Minatomirai)

ทางเดินขึ้นชื่อแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1911 โดยครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของรางรถไฟ แต่ในปัจจุบันได้กลายเป็นทางเดินที่ตัดข้ามอ่าวโยโกฮาม่า ซึ่งรูปแบบการก่อสร้างของทางเดินและตัวสะพานจะทำให้คุณหวนคิดถึงบรรยากาศในยุคนั้นได้เลยทีเดียว

ที่นี่เป็นจุดที่ดีที่สุดในการเก็บภาพ Yokohama Skyline (ชื่อเรียกรวมวิวของตึก Landmark Tower, Queen's Towers และชิงช้าสวรรค์ของ Cosmo World ตั้งเรียงกันอยู่ริมน้ำ) และยังเป็นเส้นทางที่ดีที่สุดในการเดินทางจาก Sakuragicho ไปยังห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อย่าง Yokohama World Porters และสวนสนุก Yokohama Cosmoworld อีกด้วย

6. Yokohama Red Brick Warehouse (Bashamichi)

โกดังอิฐแดงสุดโดดเด่นแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1913 หรือในช่วงปลายยุคเมจิซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกและเริ่มพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรม มองไปก็ดูคล้ายกับมียุโรปตะวันตกเล็กๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบญี่ปุ่นๆ ของโยโกฮาม่าเลย

ตัวโกดังได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 1994 ใช้เวลาไปเกือบ 10 ปี จนมาเสร็จสมบูรณ์ในปี 2002 พร้อมกับเปิดตัวในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมและพื้นที่สำหรับธุรกิจท้องถิ่น ในช่วงกลางคืนจะมีการประดับไฟ ทำให้ตัวอาคารดูโดดเด่นออกมาจากสิ่งก่อสร้างอื่นๆ และภายในก็มีร้านอาหารอยู่มากมายหลายหลาก ถ้ามีโอกาสได้แวะมาในช่วงเย็นๆ แล้วล่ะก็ รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน

7. MARINE & WALK YOKOHAMA (Bashamichi)

MARINE & WALK YOKOHAMA เป็นห้างชิคๆ ที่ตั้งอยู่ริมน้ำ มีร้านอาหารให้ได้เลือกทานอยู่มากมาย และถ้าใครอยากได้มุมแชะภาพเจ๋งๆ ล่ะก็ ลองมองหาภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปปีกนางฟ้าแบบในภาพด้านบนดูสิ!

เดินดูร้านรวงต่างๆ ไปก็แทบจะลืมไปเลยว่ายังอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เพราะมีการประดับไฟถนนอยู่ทั่วบริเวณทำให้มีบรรยากาศดูล้ำสมัยไปมากๆ

ในช่วงเย็นที่นี่ก็ยังคงคึกคัก แต่พวกบาร์แถวนี้จะปิดกันค่อนข้างเร็ว ถ้าใครอยากอยู่ต่อยาวๆ อาจจะต้องย้ายไปที่ Sakuragicho แทน และในช่วงคริสต์มาสห้างนี้จะมีการนำต้นไม้และพุ่มดอกไม้ต่างๆ มาตกแต่ง ถ้ามีโอกาสแวะมาที่โยโกฮาม่าในช่วงนั้นก็อย่าลืมแวะไปชมกันด้วยนะ

8. Bankoku Bridge (Bashamichi)

Bankoku Bridge เป็นสะพานที่พาดผ่านแม่น้ำในเขต Minatomirai  เป็นอีกที่หนึ่งสถานที่ที่เหมาะแก่การเก็บภาพ Yokohama Skyline เป็นที่สุด โดยจุดที่เด่นที่ทำให้ที่นี่ต่างจากที่อื่น คือภาพของป้ายนีออนและแสงไฟที่สะท้อนลงบนผิวน้ำ มองไปแล้วเหมือนได้เห็น Minatomirai อีกเมืองตั้งกลับหัวอยู่คู่กันเลยล่ะ

แม้จะเป็นที่รู้จักในฐานะจุดชมวิว Minatomirai Skyline แต่ถ้าลองมองไปรอบๆ ก็จะพบว่าตัวสะพานเองก็สวยน่าถ่ายรูปไม่แพ้กัน สำหรับใครที่สนใจก็ลองไปสัมผัสด้วยตัวเองได้เลย สะพานนี้ตั้งอยู่ข้างๆ ห้าง Yokohama World Porters

9. Yokohama's Three Towers (Nihon-Odori)

Three Towers หรือ 3 หอคอยแห่งโยโกฮาม่าที่เราพูดถึงนี้ ที่จริงแล้วเป็นสำนักงานบริหารจังหวัดคานากาว่า สำนักงานใหญ่กรมศุลกากรโยโกฮาม่า และ Yokohama Port Opening Hall โดยมีชื่อเรียกว่า King's Tower, Queen's Tower และ Jack's Tower ตามลำดับ

อาคารที่ใหญ่ที่สุดในบรรดา 3 หอคอยนี้ คือสำนักงานบริหารจังหวัดคานากาว่า จึงได้ชื่อว่าเป็น King's Tower หรือหออคอยของราชา ตัวอาคารเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ และถ้ามองจากหลังคาของตึกก็จะสามารถมองเห็น Red Brick Warehouse และ Landmark Tower ได้ด้วย

หอคอยที่ 2 หรือ Queen's Tower มีจุดเด่นอยู่ที่โดมสีเขียว เมื่อมองภาพรวมก็จะเห็นเป็นโดมกลมตั้งเด่นอยู่บริเวณกลางอาคารซึ่งออกแบบให้สมมาตรในทุกด้านทำให้ดูสวยยิ่งขึ้นไปอีก

ส่วนหนึ่งของสำนักงานเปิดให้เข้าชมเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยจัดแสดงสินค้าที่ถูกลักลอบนำเข้า สินค้าลอกเลียนแบบ ไปจนถึงตารางงานประจำวันของผู้ตรวจสินค้า แถมยังไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชมอีกด้วย! ถ้าไปเก็บภาพ Queen's Tower แล้วก็อย่าลืมแวะไปสักหน่อยล่ะ

หอคอยสุดท้ายหรือ Jack's Tower ตั้งอยู่เหนือ Yokohama Port Opening Hall ตัวอาคารสร้างขึ้นในปี 1917 เพื่อฉลองการเปิดท่าเรือโยโกฮาม่า มีการเปิดไฟประดับในช่วงกลางคืน เห็นเป็นแสงสีตัดกับท้องฟ้ามืดๆ เหมาะแก่การเก็บภาพเป็นที่สุด

ถ้าหากเข้าไปในตัวอาคารก็จะพบกับพนักงานจิตอาสาในท้องที่ที่จะมาพาเราเดินชมรอบๆ พร้อมบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของโยโกฮาม่าและหอคอยทั้ง 3 ให้ฟังไปด้วย

10. Yokohama Port Osanbashi International Passenger Terminal (Nihon-Odori)

ที่ใจกลางท่าเรือโยโกฮาม่าจะมี Osanbashi ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือสำหรับเรือสำราญนานาชาติที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ นอกจากนี้ คุณยังสามารถขึ้นไปบนดาดฟ้าอาคารที่เรียกว่า "หลังของปลาวาฬ" เพื่อชมวิวท่าเรือได้อีกด้วย

เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ในโยโกฮาม่า เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลากลางคืนที่นี่ก็จะมีบรรยากาศที่แตกต่างกันออกไป และภาพของเรือลำใหญ่ๆ ประดับไฟสวยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งช็อตที่จะพลาดไม่ได้เลยเช่นกัน

11. Zo no Hana Park (Nihon-odori)

Zo no Hana Park หรือ "สวนงวงช้าง" แห่งนี้ตั้งอยู่ที่บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของ Minatomirai ใกล้ๆ กับไชนาทาวน์ของโยโกฮาม่า โดยได้ชื่อมาจากลักษณะของตัวสวนซึ่งตั้งอยู่บนทางที่ทอดยาวออกไปบนทะเลจนดูเหมือนงวงช้าง

ที่นี่จะแตกต่างจากสวนอื่นๆ ในโยโกฮาม่าอยู่สักหน่อย เพราะไม่เชิงว่าเป็นสวนแบบพื้นที่สีเขียว แต่ที่นี่ออกจะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นลานพลาซ่ามากกว่า ที่นี่เป็นที่รู้จักเพราะเป็นที่ตั้งโชว์งานศิลปะและโปรแกรมจัดแสดงต่างๆ อยู่ตลอด

ที่นี่ คุณจะได้เห็นงานประติมากรรมหลากหลายรูปแบบซึ่งส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับช้าง รวมถึงจอภาพมากมายที่จะเปิด ส่องไฟสว่างไสวในตอนกลางคืนอีกด้วย

และแน่นอน ด้วยทางเดินที่ยื่นออกไปในบริเวณท่าเรือ Zo no Hana Park แห่งนี้จึงถือเป็นจุดชมเรือและทิวทัศน์ริมน้ำที่ดีมากๆ แห่งหนึ่ง

12. Yamashita Park (Motomachi/Chukagai)

สวนสาธารณะแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องดอกกุหลาบ เนื่องจากที่นี่มีดอกกุหลาบอยู่มากกว่า 190 สายพันธุ์ ซึ่งเมื่อถึงฤดูของมันก็จะแข่งกันบานสะพรั่งออกมาอย่างสวยงาม กุหลาบบางส่วนเป็นพันธุ์ที่รู้จักกันอยู่ทั่วไป แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นพันธุ์ใหม่ซึ่งทางสวนเพาะขึ้นมาเองด้วย

ที่ใจกลางสวนสาธารณะจะมีน้ำพุใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยดอกกุหลาบ ตรงกลางของน้ำพุเป็นรูปปั้นเลียนแบบรูปปั้นผู้พิทักษ์น้ำ (Guardian of Water) ที่อยู่ในเมืองซานดิเอโก (San Diego) เป็นของขวัญที่ทางการซานดิเอโก มอบให้แก่โยโกฮาม่า เพื่อแสดงถึงมิตรภาพดีๆ ที่มีต่อกัน

นอกจากนี้ ที่สวน Yamashita ยังมีเรือ Hikawa Maru เรือที่สร้างขึ้นในปี 1930 และโลดแล่นอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนืออยู่หลายปี เรือนี้เป็นเหมือนอนุสรณ์ให้รำลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในยุคนั้น และในปัจจุบัน (ปี 2016) ก็ได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าชมภายในได้อีกด้วย

13. Yamate Historic Western Houses (Motomachi-Chukagai)

ในเขตยามาเตะ (Yamate) เมืองโยโกฮาม่ามีสวนสาธารณะบนเขาที่สามารถมองลงมาเห็นท่าเรือได้ และเป็นที่ตั้งของบ้านสไตล์ยุโรป 7 หลัง บ้านเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของนักการทูตชาวตะวันตกและผู้นำเข้าสินค้าต่างๆ จนถึงปี 1899 ปัจจุบันได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้

หนึ่งในบ้านที่โดดเด่นที่สุดในบรรดา 7 หลังคือ Home of Diplomat หรือ "บ้านของนักการทูต" แต่เดิมเป็นที่อยู่ของทูตชาวญี่ปุ่นเท็ตสึจิ อุจิดะ (Testsuchi Uchida) ผู้ได้รับตำแหน่งหน้าที่มากมาย รวมถึงการเป็นกงสุลใหญ่ในครั้งที่เดินทางไปมหานครนิวยอร์กและเป็นเอกอัครราชทูตในการติดต่อสื่อสารกับประเทศตุรกีด้วย

ที่น่าสนใจคือ แต่เริ่มเดิมทีบ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นที่ชิบูย่าในปี 1910 ก่อนจะถูกแยกส่วนและสร้างขึ้นใหม่ที่โยโกฮาม่าในปี 1997 แต่ก็นับว่าเป็นการเลือกตำแหน่งใหม่ที่เหมาะสมกับท่านทูตผู้เก่งกาจคนนี้มากทีเดียว

Berrick Hall ก็เป็นอีกบ้านหนึ่งที่น่าสนใจ ที่นี่ตั้งชื่อตามพ่อค้าชาวอังกฤษคนหนึ่ง เขาสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นในปี 1930 และอาศัยอยู่จนกระทั่งจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนมันจะถูกบริจาคให้กับโบสถ์คาทอลิกในเวลาต่อมาหลังเขาเสียชีวิตลง ที่นี่ถูกใช้เป็นหอพักของโรงเรียนนานาชาติจนถึงปี 2000

ตัวบ้านออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ JH Morgan เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์สเปนที่มีกลิ่นอายของอังกฤษปนอยู่เล็กน้อย ถ้าใครอยากจะเก็บภาพสถาปัตยกรรมที่ดูแปลกใหม่ก็ต้องมาที่นี่เลย

นอกจาก Berrick Hall ก็ยังมี Yamate Bluff หมายเลข 111 อีกหลังหนึ่งที่เป็นผลงานของ JH Morgan บ้านหลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมสเปนที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับบ้านหลังแรก แต่ Yamate Bluff หมายเลข 111 นี้ จัดว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของมอร์แกเลยทีเดียว และสิ่งที่ทำให้มันดูโดดเด่นที่สุดก็น่าจะเป็นสีที่ตัดกันของกระเบื้องหลังคาสีแดงและผนังสีขาว รวมถึงมีการออกแบบให้แสงส่องถึงตัวบ้านได้ ซึ่งเหมาะสมกับปริมาณต้นไม้ที่มีอยู่ทั่วบ้านเป็นอย่างยิ่ง

14. Harbor View Park (Motomachi-Chukagai)

ชื่อภาษาญี่ปุ่นของสวนแห่งนี้แปลว่าสวนสาธารณะบนเขาที่มองเห็นท่าเรือ ได้ยินอย่างนี้แล้วก็เดากันได้ไม่ยากว่า นี่เป็นจุดชมวิวท่าเรือที่ดีมากแห่งหนึ่ง และถ้าใครอยากได้ช็อตท่าเรือตอนกลางคืนก็จะพลาดที่นี่ไปไม่ได้เลย

อย่างไรก็ตาม จุดขายหลักของที่นี่กลับไม่ใช่วิว...

...แต่เป็นดอกกุหลาบ!

ที่นี่มีการปลูกกุหลาบไว้กว่า 600 สายพันธุ์ และยังมีดอกไม้อื่นๆ ปลูกไว้อีกหลากหลายชนิดด้วย ในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็จะผลัดกันเบ่งบานอย่างสวยงาม ถ้าคุณมาถูกจังหวะก็จะได้เห็นดอกไม้บานกันทั้งสวนเลยทีเดียว

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ท่าเรือโยโกฮาม่าถูกเปิดเป็นครั้งแรก บริเวณยอดเขาถูกยึดเป็นอาณาเขตของกองทัพอังกฤษ และบริเวณตีนเขาเป็นของกองทัพฝรั่งเศส ในสวนนี้มีอาคารโบราณซึ่งเป็นอนุสรณ์ของช่วงเวลานั้นหลงเหลืออยู่ด้วย เช่น อาคารกองทหารรักษาการณ์ของกองทัพฝรั่งเศส ดังนั้น ถ้าพอมีเวลาจะแวะไปดูสักหน่อยก็ดูน่าสนใจไม่เลวเลยล่ะ

15. America Yama Park (Motomachi-Chukagai)

ว่ากันว่าเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกที่สร้างขึ้นบนที่สูง วิธีที่ง่ายที่สุดในการเดินทางไปก็คือขึ้นลิฟต์จากสถานี Motomachi-Chukagai นั่นเอง

ภายในสวนถูกออกแบบอย่างเรียบง่ายทว่าดูดีมีสไตล์ มีสนามหญ้ากว้างๆ และมีทางเชื่อมกับ Harbor View Park ถือเป็นสถานที่ที่เหมาะมากสำหรับใครที่อยากจะหนีจากความวุ่นวายของเขตการค้ามาสัมผัสกับบรรยากาศที่ดูเป็นธรรมชาติและผ่อนคลาย

หรือถ้าใครอยากจะแค่มาดูวิถีชีวิตขอผู้คนท้องถิ่น สวนแห่งนี้ก็นับว่าเป็นจุดที่ดีเช่นกัน ด้วยเป็นหนึ่งในทางที่คนในท้องถิ่นจะใช้เพื่อเดินทางไปยังสถานี นอกจากนี้ก็ยังมีสุสานสไตล์ตะวันตกอยู่ติดกับสวนด้วย หากต้องการจะถ่ายภาพก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่ต้องเคารพสถานที่ด้วยก็เป็นพอ

16. Yokohama English Garden (Hiranumabashi)

Yokohama English Garden นั้นจะอยู่ห่างจากจุดถ่ายภาพอื่นๆ ที่เราได้แนะนำไปอยู่สักหน่อย แต่รับรองว่าไปแล้วไม่เสียเที่ยวแน่นอน

สวนแห่งนี้มีคนสวนคอยดูแลอย่างดีตลอดทั้งปี และไม่ว่าจะไปในช่วงไหนก็จะมีอะไรบางอย่างเบ่งบานให้ชมอยู่เสมอ ถ้ามาในช่วงปลายมีนาคม - ต้นเมษายนคุณจะได้เห็นซากุระที่ร่วงโปรยปราย หรือแม้กระทั่งในฤดูหนาวก็ยังมีดอกไม้ที่ทนต่ออากาศเย็นๆ ได้ดีอย่างดอกกุหลาบหรือดอกแพนซีให้เห็นกัน

สวนนี้เป็นสวนสไตล์อังกฤษที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียวและโยโกฮาม่า แต่ก็ยังเป็นที่ที่จัดว่าค่อนข้างเงียบสงบ จะแวะไปเพื่อเก็บภาพดอกไม้สวยๆ หรือไปหาม้านั่งสักตัวนั่งอ่านหนังสือก็ดีทั้งนั้น

จะเห็นได้ว่าในโยโกฮาม่ามีสถานที่สวยๆ ให้เราได้ทั้งไปสำรวจและไปถ่ายภาพกันมากมาย และลิสต์สถานที่ที่เรารวบรวมมานี้ก็เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น! ลองเปิดตาเปิดใจให้กว้างๆ และหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกสักหน่อย รับรองว่าคุณจะหาจุดถ่ายรูปสวยๆ ไม่ซ้ำใครได้อย่างแน่นอน

 

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

สิ่งที่น่าไปสัมผัส

ที่พัก

ช็อปปิ้ง

ค้นหาร้านอาหาร