เมื่อร่างกายต้องการความหวาน ชวนมาแวะพักเติมพลังที่ 10 ร้านขนมสุดฮิตในย่านอาซากุสะ!

หากพูดถึงประเทศญี่ปุ่น "อาซากุสะ" คงเป็นสถานที่แรกๆ ที่ทุกท่านนึกถึงกันใช่มั้ยล่ะคะ แน่นอนว่าแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมนั้นมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจมากมาย แต่ถ้าต้องเดินอยู่ท่ามกลางคนมากๆ ก็ต้องมีแอบหมดแรงกันบ้าง หากได้เติมความหวานให้ร่างกายสักหน่อยก็คงจะดีไม่น้อย วันนี้เราเลยรวบรวมร้านขนมหวานยอดฮิต 10 แห่งในอาซากุสะมาแนะนำให้ทุกท่านได้แวะเติมพลังกันค่ะ

อาซากุสะ

อาหารการกิน

1. ร้าน Kimuraya สาขาหลัก [อาซากุสะ]

ขนมนิงเกียวยากิ (Ningyo Yaki) เป็นขนมที่ทำจากแป้งสาลี ไข่ และน้ำตาล นำมาอบในเตาหลุมหลากหลายรูปทรง ด้านในมีทั้งแบบสอดไส้ถั่วแดงหวานเนียนนุ่ม และแบบไม่มีไส้ให้ได้เลือกสรรกันค่ะ ว่ากันว่าที่มาของชื่อนิงเกียวยากินี้ มาจากแหล่งกำเนิดของเจ้าขนมนี้ที่ย่านนิงเกียวโจ (Ningyo-cho) ในโตเกียวนั่นเองค่ะ ซึ่งร้าน Kimuraya สาขาหลักนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นร้านที่เก่าแก่ที่สุดในย่านอาซากุสะเลยทีเดียว มีเมนูยอดฮิตเป็นนิงเกียวยากิรูปทรงนกพิราบอย่างในรูปด้านบนค่ะ

ขนมนิงเกียวยากิของร้าน Kimuraya นั้น มีรูปทรงให้เลือกรับประทานถึง 4 แบบด้วยกัน นอกจากรูปทรงนกพิราบแล้ว ก็ยังมีรูป "เจดีย์ 5 ชั้นแบบญี่ปุ่น" และ "เทพไรจิง (เทพเจ้าแห่งสายฟ้าของลัทธิชินโต)" อีกด้วยค่ะ 

ขนมนิงเกียวยากิของที่ร้านขายเป็นแพ็ค 8 ชิ้น มาในขนาดมินิไซส์ที่รับประทานได้อย่างพอดีคำ เหมาะสำหรับการรับประทานขณะเดินเที่ยวชมย่านอาซากุสะเป็นอย่างมากเลยล่ะค่ะ

ที่ร้านจะทำขนมให้ชมกันสดๆ เลย จริงอยู่ที่ว่านิงเกียวยากินั้นถึงจะรับประทานตอนขนมหายร้อนแล้วก็ยังอร่อยอยู่ แต่แนะนำว่า ถ้าได้ชิมเนื้อสัมผัสเนียนนุ่มขณะพึ่งอบเสร็จใหม่ๆ ร้อนๆ จะยิ่งอร่อยเป็นพิเศษเลยค่ะ นอกจากนี้แล้ว นิงเกียวยากิยังสามารถเก็บได้นานถึง 1 สัปดาห์ ที่ระดับอุณหภูมิห้อง ดังนั้นหากจะซื้อเป็นของฝากก็เหมาะเป็นอย่างยิ่งค่ะ

2. ร้าน Kagetsudo สาขาหลัก [อาซากุสะ]

ในบรรดาขนมปังญี่ปุ่นที่มีหลากหลาย "คาชิปัง" เป็นประเภทของขนมปังที่สามารถรับประทานเป็นของหวานได้ โดย "เมล่อนปัง" เองก็เป็นหนึ่งในนั้น มีจุดเด่นเป็นลวดลายที่คล้ายกับลูกเมล่อนนั่นเองค่ะ ซึ่งร้าน Asakusa Kagetsudo แห่งนี้มีเมล่อนปังที่โด่งดังมาก ว่ากันว่าในหนึ่งวันมียอดขายมากถึง 3,000 ลูกเลยทีเดียวล่ะค่ะ!

ถ้าจะพูดถึงเมนูอันเป็นเอกลักษณ์ของที่ร้าน ก็ต้องเป็น "จัมโบ้เมล่อนปัง" ที่มาในไซส์ใหญ่พิเศษ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 15 เซนติเมตร รสชาติที่ผสมผสานกันลงตัวระหว่างผิวขนมปังกรุบกรอบกับเนื้อครีมอันเนียนนุ่ม ทำให้เผลอรับประทานหมดโดยไม่รู้ตัว และหากอยากลองเมนูที่ไม่เหมือนใคร สามารถเปลี่ยนไส้ในเป็นไอศกรีมวานิลลาหรือชาเขียวก็ได้นะคะ

ชั้น 2 ของทางร้านเป็นคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่น ที่นอกจากเมนูขึ้นชื่ออย่างเมล่อนปังแล้ว ก็ยังมีน้ำแข็งใสและชาเขียวให้ได้ลิ้มลองกันอีกด้วย แม้จะเป็นชั้นที่ปูด้วยเสื่อตาตามิ แต่ก็มีที่โต๊ะที่นั่งรองรับอย่างเพียงพอ ท่านใดที่ไม่ถนัดนั่งคุกเข่าก็สามารถผ่อนคลายได้อย่างสบายใจแน่นอนค่ะ

3. ร้าน Asakusa Amezaiku Ameshin สาขาหลัก [อาซากุสะ]

"อะเมะไซคุ" หรือขนมน้ำตาลปั้นญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในขนมโบราณที่ต้องใช้ทั้งทักษะฝีมือและความประณีตในการสรรสร้างเป็นอย่างมาก โดยเริ่มจากให้ความร้อนกับลูกอมที่อุณหภูมิ 90 องศา เมื่อเนื้ออ่อนนุ่มจนดัดได้แล้วจึงตกแต่งด้วยมือเปล่าหรือกรรไกรตัดแต่ง ค่อยๆ บรรจงประดิษฐ์ให้เป็นรูปทรงอันสวยงามต่างๆ ซึ่งท่านสามารถสัมผัสประสบการณ์ดังกล่าวได้ที่  Asakusa Amezaiku Ameshin แห่งนี้ค่ะ

ภายในตัวร้านที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีผลงานน้ำตาลปั้นที่รังสรรค์โดยช่างฝีมือจัดแสดงอยู่มากมาย ไม่ว่าจะประเภทงานเสมือนจริง หรือแบบที่น่ารักจนทานไม่ลง ก็ล้วนถูกบรรจงสร้างขึ้นด้วยเทคนิคชั้นสูงของช่างมากฝีมือที่จะทำให้ทุกท่านทึ่งเมื่อได้รับชมใกล้ๆ แน่นอนค่ะ

สำหรับท่านที่สนใจเวิร์คช็อปทำขนมน้ำตาลปั้นแต่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน วางใจได้เลยค่ะ เพราะที่นี่มีช่างฝีมือที่จะคอยสาธิตวิธีการทำและดูแลท่านอย่างใกล้ชิด ถ้ามีโอกาสก็อย่าลืมแวะมาสร้างสรรค์ผลงานที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกที่ Asakusa Amezaiku Ameshin แห่งนี้นะคะ 

4. ร้าน Asakusa Naniwaya [อาซากุสะ]

นอกจาก "ปลาไท" จะเป็นปลาที่มีอายุยืนยาวถึง 40 ปีแล้ว ยังมีชื่อที่พ้องเสียงกับคำว่าสิ่งมงคลในภาษาญี่ปุ่นอีกด้วย สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วจึงเป็นปลาที่เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความมงคลเลยล่ะค่ะ ซึ่งขนมยอดนิยมของร้าน Asakusa Naniwaya แห่งนี้ ก็คือขนม "ไทยากิ" ที่มีรูปร่างเหมือนเจ้าปลาแห่งความโชคดีนี้เองค่ะ ด้านในเนื้อแป้งที่ทำจากแป้งสาลีและน้ำตาลนั้น มีไส้ถั่วแดงหวานๆ ใส่มาอย่างเต็มเปี่ยม ยิ่งถ้าได้รับประทานขณะพึ่งทำเสร็จร้อนๆ ล่ะก็ รับรองว่าอร่อยอย่าบอกใครเลยล่ะค่ะ

หากนั่งรับประทานที่ร้าน แนะนำให้สั่งเซตเครื่องดื่มสุดคุ้มที่มีทั้งชาเขียว กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ มารับประทานคู่กับไทยากิร้อนๆ เข้ากันได้ดีเป็นที่สุด! แถมยังเสิร์ฟมาในจานที่มีรูปร่างเหมือนไทยากิอีกด้วย น่ารักเสียจนรู้สึกอยากถ่ายรูปเก็บไว้เลยล่ะค่ะ แต่ขอเตือนเล็กน้อยว่าขนมไทยากิที่พึ่งอบเสร็จใหม่ๆ นั้นร้อนมาก ระวังกันด้วยนะคะ

เมนูขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของร้านแห่งนี้ คือ "น้ำแข็งไส" ที่เสิร์ฟในปริมาณแน่นล้นถ้วย มีทั้งรสชาติยอดนิยมอย่างรสนมและรสผลไม้ ไปจนถึงรสชาติพิเศษเฉพาะฤดูกาลอย่างรสเนยถั่วและโกโก้ แม้จะเป็นเมนูที่มีอิมเมจเป็นของหวานในหน้าร้อน แต่ท่านสามารถเพลิดเพลินกับน้ำแข็งไสของที่นี่ได้ตลอดทั้งปีเลยล่ะค่ะ

5. ร้าน Asakusa Suzukien สาขาหลัก [อาซากุสะ]

สำหรับรสชาติไอศกรีมและเจลาโต้ยอดนิยมอย่างชาเขียวนั้น สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น แต่หากท่านแวะมาที่ร้าน Asakusa Suzukien รับรองว่าจะได้ลิ้มรสชาติเจลาโต้ชาเขียวเข้มข้นอย่างที่ไม่สามารถหาได้จากร้านอื่น ท่านใดที่ชื่นชอบรสชาติขมของชาเขียวต้นตำรับแท้ ห้ามพลาดเลยนะคะ

เจลาโต้ชาเขียวของที่นี่มีการแบ่งรสชาติตามระดับความเข้มข้นของชาเขียวตั้งแต่ No.1 ไปจนถึง No.7 โดยรสที่เข้มข้นที่สุดคือ No.7 นั่นเองค่ะ ซึ่งนอกจากนี้แล้วยังมีเจลาโต้รสโฮจิฉะ (ชาเขียวคั่ว) รสเก็นไมฉะ (ชาข้าวกล้องคั่ว) และรสชาติชาอื่นๆ อีกมากมาย สมกับที่เป็นร้านชายอดนิยมเลยล่ะค่ะ

ถ้าสั่งรสชาติ No.1 ที่หวานที่สุด กับรส No.7 ที่เข้มข้นที่สุดมาทานพร้อมกัน ก็จะได้รสชาติที่อร่อยตัดกันอย่างลงตัวเลยล่ะค่ะ หรือถ้าเลือกรสที่ชอบไม่ได้ จะลองสั่งเป็นดับเบิลไซส์ที่ให้เลือกได้ถึง 2 รสชาติพร้อมกันก็น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ 

6. ร้าน Umezono Asakusa สาขาหลัก [อาซากุสะ]

สำหรับท่านใดที่อยากลิ้มลองรสชาติความอร่อยดั้งเดิมของขนมญี่ปุ่นอย่าง "อันมิตสึ" (ขนมหวานเย็นรวมมิตรสไตล์ญี่ปุ่น) หรือ "คุซึโมจิ" (ขนมหวานคล้ายวุ้น) ขอแนะนำให้แวะมาที่ร้าน Umezono ร้านขนมหวานญี่ปุ่นเก่าแก่ที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1854 และที่สำคัญ แม้ร้านขนมหวานญี่ปุ่นทั่วไปมักจะปิดร้านตั้งแต่หัววัน แต่ที่นี่เปิดให้บริการยาวจนถึง 20.00 น. หากรู้สึกอยากของหวานขึ้นมาในช่วงค่ำก็สามารถแวะมาได้ตลอดเลยค่ะ

ขอแนะนำ "อะวะเซ็นไซ" เมนูยอดนิยมที่มีให้บริการมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งร้าน โดยตัวขนมประกอบด้วย "โมจิคิบิ" หรือแป้งโมจิที่ทำจากธัญพืช โปะด้านบนด้วยถั่วแดงกวนรสหวาน ซึ่งรสชาติอ่อนละมุนของโมจินั้น เมื่อรับประทานคู่กับถั่วแดงเข้มข้นที่เสิร์ฟมาแน่นจนล้นถ้วยแล้ว จะผสมผสานเข้ากันเป็นรสชาติที่อร่อยลงตัว แม้จะเป็นเมนูที่หน้าตาเรียบง่ายแต่รับรองได้ว่าเป็นเมนูขนมหวานชั้นเลิศที่ได้รับความนิยมมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยล่ะค่ะ

นอกจากเมนูสำหรับรับประทานที่ร้านแล้ว ยังมีขนมสำหรับซื้อกลับบ้าน หรือขนมไซส์เล็กที่เหมาะสำหรับการเดินรับประทานขณะเที่ยวชมเมืองอยู่มากมายเลยล่ะค่ะ นอกจากนี้แล้ว ทางร้านยังมีเมนูเฉพาะฤดูที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงของปี ท่านจึงสามารถเพลิดเพลินกับเมนูพิเศษของแต่ละฤดูกาลได้อย่างไม่ซ้ำกันเลยค่ะ

7. ร้าน Asakusa Courage [อาซากุสะ]

ขนมปังทรงสี่เหลี่ยมที่ประทับด้านบนด้วยคันจิคำว่า "อาซากุสะ" นี้ มีชื่อเรียกว่า "อันปัง" ค่ะ โดยทั่วไปเจ้าขนมนี้จะมีถั่วแดงกวนสอดไส้อยู่ข้างใน แต่ที่ร้าน Courage แห่งนี้ นอกจากจะมีไส้ถั่วแดงแน่นๆ แล้ว ยังมีครีมสดเนื้อเนียนนุ่มเป็นจุดขายที่แตกต่างจากร้านอื่นๆ ด้วยค่ะ

ทั้งไส้ถั่วแดงและครีมสดที่อัดแน่นมาในขนมปังคำใหญ่ เมื่อกัดเข้าไปแล้วจะสัมผัสได้ถึงความหวานของถั่วแดงกับเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนของครีมสด ผสมผสานเป็นรสชาติที่อร่อยลงตัวจนเผลอรับประทานหมดโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะค่ะ

นอกจากขนมปังไส้หวานแล้ว ที่ร้านยังมีขนมปังอีกหลากหลายให้ท่านได้เลือกสรร อย่างขนมปังไส้คาวก็เหมาะสำหรับทานเป็นมื้อกลางวันไม่น้อย แถมยังมาในราคาเบาๆ เพียง 100 - 200 เยน จะหยิบกี่ชิ้นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาเลยล่ะค่ะ

8. ร้าน Angelus [อาซากุสะ]

ร้านกาแฟสไตล์เรโทรแห่งนี้เปิดให้บริการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1946 มีเมนูยอดนิยมเป็นขนมที่มีชื่อเดียวกับชื่อร้านอย่าง Angelus ทำจากบัตเตอร์ครีมรสกาแฟ นอกจากนี้ที่ร้านยังมีขนมที่ทำจากไวท์ช็อคโกแลต หรือเมนูพิเศษเฉพาะฤดูกาลอีกด้วย แม้เมนูจะหลากหลาย แต่รับรองได้ว่าทุกชิ้นมีรสชาติหวานกำลังดี และรับประทานง่ายแน่นอนค่ะ

ภายในร้านประดับประดาด้วยภาพวาดและของตกแต่งสวยๆ ที่ทำจากไม้ จึงเหมาะกับการมานั่งพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุด ตัวร้านประกอบไปด้วยพื้นที่ 3 ชั้น โดยชั้น 1 และชั้น 2 นั้นเป็นชั้นที่เปิดโล่งที่เชื่อมถึงกัน จึงให้ความรู้สึกสบายใจมาก ในขณะที่ชั้น 3 นั้นให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวด้วยขนาดที่เล็กทว่าก็อบอุ่น ให้ท่านได้เลือกว่าจะนั่งชั้นไหนตามความรู้สึกในแต่ละวันได้เลยค่ะ

เนื่องจากเป็นร้านที่มีประวัติมายาวนานกว่า 70 ปี จึงไม่แปลกที่คนมีชื่อเสียงจะแวะเวียนมาอยู่บ่อยๆ หนึ่งในนั้นคือนักเขียนการ์ตูนชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง Osamu Tezuka ที่มักจะแวะมาที่ร้านอยู่เรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันหากท่านแวะมาที่ร้าน ก็จะได้เห็นภาพของเขาในสมัยนั้น และยังได้เห็นลายเซ็นของเขาอีกด้วยนะคะ

·ที่นี่ได้ปิดทำการแล้วเมื่อเดือน 3 ปี 2562

9. ร้าน Cafe Tsumuguri [อาซากุสะ]

Cafe Tsumuguri แห่งนี้ ได้รับการบูรณะจากบ้านหลังเก่า ปรับปรุงตกแต่งใหม่ให้กลายเป็นคาเฟ่อันแสนอบอุ่น มีเมนูยอดนิยมคือ "แซนด์วิชผลไม้" ที่นำผลไม้สดตามฤดูกาล และโยเกิร์ตครีมเนื้อเนียน มาประกบกันด้วยขนมปังแผ่นหนานุ่ม แม้หน้าตาอาจดูหวานเลี่ยน แต่ที่จริงมีรสชาติสดชื่นอย่าบอกใครเลยค่ะ

ภายในตัวร้านยังคงสภาพเหมือนเมื่อ 70 กว่าปีที่แล้ว แขกที่แวะมาจึงสามารถสัมผัสกับสภาพความเป็นอยู่ของบ้านเรือนญี่ปุ่นในสมัยก่อน อย่างเพดานไม้เก่าหรือเตาอิโรริ (เตาฝังภายในตัวบ้านซึ่งใช้เพื่อให้ความร้อน) ที่บอกได้เลยค่ะว่าไม่ได้หาดูกันง่ายๆ แน่นอน

เพราะตัวร้านอยู่ห่างจากสถานีรถไฟเล็กน้อย จึงมีผู้คนผ่านไปมาไม่มากนัก เรียกได้ว่าเป็นคาเฟ่ที่ให้บรรยากาศเงียบสงบอย่างแท้จริงเลยค่ะ ทางร้านมีที่นั่งหลากหลายรูปแบบคอยต้อนรับลูกค้าที่แวะเวียนมา ทั้งเคาน์เตอร์และโต๊ะเล็กสำหรับแขกที่มาไม่กี่ท่าน และโต๊ะยาวสำหรับแขกที่มากันเป็นกลุ่ม เลือกพักผ่อนกันได้ตามอัธยาศัยเลยค่ะ

·ที่นี่ได้ปิดทำการแล้วเมื่อเดือน 3 ปี 2563

10. ร้าน Funawa Cafe Asakusa [อาซากุสะ]

ในย่านอาซากุสะ มีร้านขนมหวานญี่ปุ่นเก่าแก่อันเป็นที่รู้จักกันดีชื่อ Funawa Cafe มีจุดขายเป็น "ขนมอิโมะโยคัง" (ขนมคล้ายวุ้นรูปทรงสี่เหลี่ยม) ที่ทำจากมันเทศญี่ปุ่นรสดีค่ะ ร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้กับประตูคามินาริ (Kaminari Gate) ที่สำคัญคือมีประวัติความเป็นมายาวนานถึง 110 ปี! ซึ่งนอกจากเมนูยอดนิยมอย่างอิโมะโยคังแล้ว ยังมีขนม "อังโกะดามะ" ที่มีหน้าตาสวยงามคล้ายเครื่องประดับอีกด้วยค่ะ

นอกจากขนมอิโมะโยคังแล้ว ก็ยังมีเมนูขนมอื่นๆ ที่ทำจากมันเทศอย่างแพนเค้กและพุดดิ้งด้วยนะคะ โดยแพนเค้กมันเทศของที่ร้านนั้นมีหน้าตาน่ารักน่ารับประทาน แถมหน้ายิ้มที่ประทับอยู่ด้านบนชิ้นแพนเค้กก็น่าเอ็นดูสุดๆ ไปเลยค่ะ  

แม้ความจริงที่นี่จะเป็นร้านขนมหวานญี่ปุ่นที่มีประวัติมายาวนาน แต่การตกแต่งทั้งภายนอกและภายในก็ดูทันสมัยจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นร้านเก่าแก่เลยล่ะค่ะ ในวันที่อากาศแจ่มใส ถ้าได้ออกมานั่งรับประทานขนมอร่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ด้านนอกก็คงรู้สึกดีไม่น้อยเลยนะคะ

ในย่านอาซากุสะที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยเอโดะแห่งนี้ แม้จะมีร้านขนมหวานญี่ปุ่นเก่าแก่ที่ส่งต่อความอร่อยดั้งเดิมมาจากรุ่นสู่รุ่นอยู่เสียมาก ทว่าร้านขนมสมัยใหม่อย่างแพนเค้กก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างไม่แพ้กันเลย หากมีโอกาส อยากขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านได้มาตามหาขนมที่ถูกปากและถูกใจ ณ ย่านอาซากุสะแห่งนี้ให้ได้เลยนะคะ

 

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

 

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร