10 รถไฟสุดแปลกแหวกแนวของญี่ปุ่น

มีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งที คุณก็คงอยากใช้เวลาทุกวินาทีอย่างชาญฉลาดจริงไหมคะ? ข่าวดีก็คือ ญี่ปุ่นมีรถไฟหลากหลายแบบที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันมีสีสันของประเทศนี้ในแง่มุมที่ต่างออกไป หากได้ใช้บริการรถไฟที่โดดเด่นสนุกสนานเหล่านี้ การเดินทางภายในญี่ปุ่นของคุณจะต้องเป็นที่น่าจดจำอย่างแน่นอน!

ทั่วประเทศ

เคล็ดลับ

1. Genbi Shinkansen

สำหรับผู้ที่วางแผนจะท่องเที่ยวภายในจังหวัดนีกาตะ เราขอแนะนำ Genbi Shinkansen รถไฟหัวกระสุนที่ได้รับการรังสรรค์อย่างชาญฉลาดให้กลายเป็นรถไฟศิลปะโดย JR East มีรูปลักษณ์ภายนอกที่น่าตื่นตาซึ่งประดับอย่างงดงามด้วยภาพถ่ายสวยๆ จากงานเทศกาลดอกไม้ไฟนากาโอกะในนีกาตะ เป็นรถไฟสุดอัศจรรย์ที่เหมาะสำหรับการพาเด็กๆ มานั่งเล่นเป็นอย่างมาก!

 

ภายในขบวนรถไฟ คุณจะได้ใกล้ชิดกับผลงานศิลปะและอนิเมชั่นอันน่าตื่นตาของศิลปินชื่อดัง มีส่วนเลาจน์ให้นั่งเอนหลังรับชมงานศิลปะสาดสีอย่างสบายๆ นอกจากนี้ ภายในรถไฟยังมีห้องให้เด็กๆ นั่งเล่นและสัมผัสกับสิ่งจัดแสดงเชิงโต้ตอบซึ่งช่วยให้พัฒนาเซนส์ทางด้านศิลปะด้วย

จะมีอะไรดีไปกว่าการให้เด็กๆ เล่นสนุกไปเองในขณะที่คุณหลบไปจิบกาแฟสึบาเมะ ผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของนีกาตะกันล่ะ?

บอกเลยว่า Genbi Shinkansen จะช่วยหล่อเลี้ยงความเป็นศิลปินในตัวทุกคนได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้เวลาอยู่บน Genbi Shinkansen ให้นานที่สุด เราขอแนะนำให้ซื้อ JR East Pass (พื้นที่นากาโนะและนีกาตะ) ซึ่งคุณสามารถใช้นั่งรถไฟได้อย่างไม่จำกัดเป็นเวลา 5 วันภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์

ส่วนในเรื่องของเวลา เนื่องจากชินคันเซ็นนี้ไม่ได้ออกวิ่งทุกวัน ทางที่ดีที่สุดคือควรเช็กจากเว็บไซต์ของ JR East แล้วยังสามารถจองที่นั่งออนไลน์ได้อีกด้วย

2. Pokémon with You 

โปเกมอน แฟรนไชส์เกมและอนิเมชั่นที่โด่งดังไปทั่วโลกจนไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เหล่าแฟนที่คลั่งไคล้จะต้องดีใจแน่เมื่อได้รู้ว่ามีรถไฟ Pokémon with You ที่จะทำให้คุณรู้สึกราวกับได้เข้าไปอยู่ในโลกของโปเกมอน! รถไฟขบวนนี้วิ่งอยู่ระหว่าง 2 เมืองทางตอนเหนือของอิชิโนเซกิในจังหวัดอิวาเตะ กับเคเซนนูมะในจังหวัดมิยางิ เปิดให้บริการครั้งแรกเพื่อเยียวยาจิตใจของเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่บนภูมิภาคตะวันออกญี่ปุ่นในปี 2011

เอนหลังบนที่นั่งแสนสบายและเพลิดเพลินไปกับส่วนต่างๆ ของรถไฟที่ประดับด้วยรูปภาพปิกาจูอย่างมีสไตล์ ไม่เพียงเท่านั้น ภายในรถไฟยังมีพื้นที่เด็กเล่นอันกว้างขวาง ให้พวกเขาได้กระโดดโลดเต้นและปล่อยพลังไปท่ามกลางฝูงตุ๊กตาปิกาจู แถมเสียงประชาสัมพันธ์ภายในรถไฟก็ยังเป็นเสียงของเหล่าตัวละครที่ไม่ว่าคนวัยไหนได้ยินก็จะต้องอมยิ้มไปด้วยอย่างแน่นอน!

 

สำหรับผู้ที่อยากนั่งรถไฟโปเกม่อนนี้ เราขอแนะนำให้ซื้อ JR East Pass (พื้นที่โทโฮคุ) ซึ่งคุณสามารถใช้นั่งรถไฟได้อย่างไม่จำกัดเป็นเวลา 5 วันภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ สามารถตรวจสอบเวลาเดินขบวนได้จากเว็บไซต์ของ JR East เนื่องจากที่นั่งทุกที่เป็นแบบที่ต้องสำรองล่วงหน้า เพราะฉะนั้นอย่าลืมทำการจองเอาไว้ก่อนด้วยนะ!

3. Toreiyu Tsubasa

ในกรณีที่เดินทางภายใต้ตารางเวลาที่แน่นเอี้ยด คุณคงอยากผ่อนคลายระหว่างการเดินทางจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง อย่างไรก็ตาม การนั่งรถไฟบางครั้งก็อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้ามากกว่าเดิม เพื่อตอบโจทย์นี้ JR East ได้ให้บริการรถไฟในแบบที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งจะช่วยเยียวยาจิตใจของนักเดินทางไปพร้อมๆ กับผสมผสานเอกลักษณ์เฉพาะตัวของวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "Toreiyu Tsubasa" ซึ่ง Toreiyu นี้เป็นคำผสมระหว่าง Train กับ Soleil (พระอาทิตย์ในภาษาฝรั่งเศส) เป็นขบวนรถไฟที่วิ่งให้บริการระหว่างฟุคุชิมะกับยามากาตะ

ชินคันเซ็นขบวนนี้มีจุดน่าดึงดูดอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือบ่อแช่เท้าสีดอกคำฝอยที่คุณสามารถแช่เท้าที่เหนื่อยล้าพลางชื่นชมทิวทัศน์สีเขียวและท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งไปด้วย แต่หากนี่ยังไม่พอเยียวยาประสาทสัมผัสที่ตึงเครียดของคุณ รถไฟ Toreiyu Tsubasa ขบวนนี้ก็ยังมีเสน่ห์อีกอย่างหนึ่ง คือ บาร์แบบเคาน์เตอร์แสนครบครันที่จะมอบโอกาสให้คุณได้ลิ้มลองสาเกและไวน์ที่ผลิตขึ้นภายในจังหวัดยามากาตะ ไม่มีอะไรจะมีความสุขไปกว่าการได้กิน ดื่ม และสนุกสนานไปในรถไฟขบวนนี้อีกแล้ว!

 

JR East Pass (พื้นที่โทโฮคุ) ครอบคลุมถึงรถไฟ Toreiyu Tsubasa เช่นกัน คุณสามารถเช็กตารางเวลาและจองที่นั่งได้ที่เว็บไซต์ของ JR East

4. Sanriku Railroad

ทิวทัศน์ฤดูหนาวของญี่ปุ่นนั้นน่าตื่นตา แต่ความงดงามตามธรรมชาตินี้ก็มาพร้อมกับอุปสรรคอย่างหนึ่ง คือ ความหนาวเย็นที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม ชาวญี่ปุ่นเป็นคนที่ปรับตัวรับมือกับฤดูหนาวได้ดีมาก ดังที่เราจะเห็นได้จากสิ่งประดิษฐ์อย่างโคทัตสึ (โต๊ะติดเครื่องทำความร้อนคลุมด้วยผ้าห่ม)

สำหรับคนที่วางแผนจะเดินทางในฤดูหนาว เราขอแนะนำให้ลองมาสัมผัสประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ดังกล่าวนี้ไปกับ Sanriku Railroad รถไฟที่วิ่งให้บริการระหว่างซาคาริและคามาอิชิในจังหวัดอิวาเตะ

มาสู้กับความหนาวด้วยการสอดเท้าเข้าไปใต้โต๊ะโคทัตสึ สัมผัสกับความอบอุ่นที่จะค่อยๆ ไล่ขึ้นมา หากต้องการเพิ่มบรรยากาศที่อบอุ่นเข้าไปอีก ก็ขอแนะนำให้ลองคุยเล่นกับนักเดินทางคนอื่นๆ ดู ก่อนจะปิดท้ายด้วยข้าวกล่องที่อัดแน่นด้วยวัตถุดิบตามฤดูกาลของอิวาเตะ

อีกสิ่งหนึ่งที่จะพลาดไม่ได้เลยก็คือ ถ่ายรูปคู่กับปีศาจนามาฮาเกะ ปีศาจสวมหน้ากากในชุดพื้นเมืองที่ทำจากฟางซึ่งจะเดินร่อนไปตามขบวนรถไฟ พลางพยายามหลอกให้คุณกลัวหัวหด สิ่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านของญี่ปุ่น รับรองได้ว่าจะทำให้ทริปของคุณน่าจดจำขึ้นอย่างแน่นอน

 

Sanriku Railroad ไม่ได้อยู่ในเครือ JR จึงต้องซื้อตั๋วจากสถานีซาคาริโดยตรง มีให้เลือก 2 แบบขึ้นอยู่กับแผนการเดินทางของคุณว่าเหมาะกับตั๋ว 1 วัน หรือ ตั๋วเที่ยวเดียวที่มีการจอดแวะระหว่างทาง คุณสามารถตรวจสอบตารางเวลาของรถไฟสายนี้ได้ที่เว็บไซต์ของ Sanriku Railway

5. Oykot

หากคุณเต็มอิ่มกับห้างและตึกสูงแล้ว และต้องการหยุดพักจากชีวิตที่วุ่นวายในตัวเมืองหรือเปิดมุมมองทางวัฒนธรรมและรู้จักกับชาวญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด ก็สามารถทำได้ทั้ง 2 อย่างด้วยการนั่งรถไฟ Oykot ที่วิ่งอยู่ระหว่างนากาโนะและโทคามาจิ

ที่มาของชื่อ Oykot คือคำว่า Tokyo ที่สะกดแบบย้อนกลับหลัง มีจุดขายเป็นการเดินทางที่แสนผ่อนคลาย ทันทีที่ก้าวเข้าไปก็จะพบกับการตกแต่งภายในที่เรียบง่ายแต่เก๋ไก๋ อบอวลไปด้วยบรรยากาศสบายๆ จากดีไซน์แนวบ้านชนบทของญี่ปุ่น ความสงบนี้มาพร้อมกับทิวทัศน์สุดอลังการนอกหน้าต่างที่จะทำให้คุณเพลินตาเพลินใจไปกับเนินเขาน้อยใหญ่ นาข้าวเขียวชอุ่ม และภูเขาที่สง่างาม

หากคุณเป็นคนชอบคุย รถไฟขบวนนี้ก็มีพนักงานที่เป็นมิตรในตำแหน่ง Oykot Obasan (หญิงวัยกลางคน) คอยให้บริการคุณเป็นอย่างดี แถมยังจะเล่าเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจของละแวกนี้ให้คุณได้ฟังด้วยนะ

 

ข่าวดีคือ บัตรผ่าน JR East ที่ใช้กับ Genbi Shinkansen สามารถใช้กับรถไฟ Oykot ได้ด้วย! คุณสามารถเช็กที่ว่างและตารางเวลาของรถไฟขบวนนี้ได้ที่เว็บไซต์ของ JR East

6. SL Hitoyoshi

นักเดินทางหลายคนนั่งรถไฟเพื่อชมทิวทัศน์ที่สวยงาม หรือไม่ก็อยากสัมผัสกับธรรมเนียมท้องถิ่น แต่ในกรณีของผู้ที่คลั่งไคล้รถไฟ เราขอแนะนำ SL Hitoyoshi รถหัวจักรไอน้ำเพียงขบวนเดียวที่บริหารโดย JR Kyushu ซึ่งคุณสามารถขึ้นได้ที่สถานีคุมาโมโตะแล้วเพลิดเพลินไปกับการเดินทางสบายๆ เลียบแม่น้ำคุมะ เป็นการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที ที่จะไปสิ้นสุดที่สถานีฮิโตโยชิ

คุณจะได้ตกตะลึงไปกับควันที่พวยพุ่งออกมาจากรถไฟและเสียงหวูดที่ดังเสียดหูซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกราวกับได้ย้อนไปในอดีตช่วงที่รถจักรไอน้ำได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย นับเป็นประสบการณ์หลากหลายมิติอย่างแท้จริง!

นอกจากนี้ ภายในรถไฟนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์รถจักรไอน้ำที่แสนวิเศษเพื่อการเรียนรู้เพิ่มเติมของผู้โดยสาร มีหนังสือและการจัดแสดงทางประวัติศาสตร์มากมายให้สำรวจ เป็นวิธีหาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์รถไฟในญี่ปุ่นที่ดูเท่ไม่น้อยเลยทีเดียว

อีกสิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาด คือ การถ่ายภาพในตู้สำหรับชมวิว (ตู้ที่ 1 และ 3) ตู้เหล่านี้เป็นเลานจ์แสนสบายที่มาพร้อมกับเก้าอี้ที่ทำจากไม้เมเปิลและโรสวูดซึ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศย้อนยุคได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถซื้อตั๋วได้จากเคาน์เตอร์ขายตั๋วของ JR Kyushu ทุกแห่ง

เนื่องจากเป็นรถไฟที่ออกวิ่งวันละ 1 รอบเท่านั้น จึงควรวางแผนการเดินทางเอาไว้ให้ดีๆ ด้วยนะ

- ออกจากสถานีคุมาโมโตะ 9:45 น.
- ถึงสถานีฮิโตโยชิ 12:09 น.

- ออกจากสถานีฮิโตโยชิ 14:38 น.
- ถึงสถานีคุมาโมโตะ 17:14 น.

7. Tohoku Emotion

รถไฟหลายสายที่ให้บริการอาหารกลางวันซึ่งปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูงหลายชนิด แต่หากคุณต้องการประสบการณ์ที่หรูหรายิ่งขึ้นไปอีก เราขอแนะนำ Tohoku Emotion รถไฟนักชิมที่เชื่อมต่อฮาจิโนเฮะในอาโอโมริกับคุจิในอิวาเตะเข้าด้วยกัน

 

Tohoku Emotion มีจุดขายเป็นครัวแบบเปิดในตู้ที่ 2 คุณสามารถรับชมวิธีที่เชฟรังสรรค์อาหารโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและเทคนิคดั้งเดิม ประสบการณ์ที่แสนพิเศษนี้จะทำให้คุณเข้าใจว่าทำไมอาหารญี่ปุ่นถึงได้รับคำชื่นชมไปทั่วโลก การได้เห็นเชฟปรุงอาหารอย่างเอาใจใส่นั้นยังช่วยให้รู้สึกว่าอาหารอร่อยขึ้นด้วย!

นอกจากเรื่องการกินแล้ว รถไฟขบวนนี้ยังมีเสน่ห์ด้านศิลปะอีกด้วย ภายในมีการตกแต่งที่น่าตื่นตะลึงจากงานศิลปะของภูมิภาคโทโฮคุ ไม่ว่าจะเป็นผ้าปักโคกินซาชิของอาโอโมริ ไฟประดับตกแต่งโดยอำพันของอิวาเตะ หรือหินหมึกโอกาสึจากมิยางิ

 

สำหรับผู้ที่สนใจลองนั่ง Tohoku Emotion เนื่องจากไม่รถไฟขบวนนี้ไม่รับจองผ่านช่องทางออนไลน์ คุณจึงจำเป็นต้องจองที่เคาน์เตอร์บริการการท่องเที่ยวของ JR East ใน 5 สถานีต่อไปนี้โดยตรง ได้แก่ สถานีโตเกียว สถานีชิจูกุ สถานีอิเคะบุคุโระ สถานีอุเอโนะ และสถานีเซนได สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวลาออกรถและตารางเวลา คุณสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของ JR East

8. Sagano Romantic Train

เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะพากันเดินทางมายังเกียวโต เมืองที่โด่งดังเรื่องจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม Sagano Romantic Train ที่วิ่งอยู่ระหว่างอาราชิยามะและคาเมโอกะ จึงได้รับความนิยมไปด้วยเช่นกัน รถไฟสายนี้วิ่งผ่านหุบเขาที่เต็มไปด้วยป่าบริสุทธิ์อันกว้างใหญ่ ความงดงามของสีสันสดใสเหล่านี้จะทำให้คุณได้เพลินตาเพลินใจอย่างแน่นอน

หากพูดกันตามจริงแล้ว Sagano Romantic Train นั้นก็เหมาะจะแวะไปชมในฤดูอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่มีซากุระ หรือฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยพืชพรรณสีเชียวชอุ่ม

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Sagano Romantic Train ต่างไปจากรถไฟอื่นๆ คือ มันมาพร้อมกับตู้แบบปิด 4 ตู้ (ที่สามารถเปิดหน้าต่างได้) และตู้ที่เป็นแบบเปิดโล่งอีก 1 ตู้ จึงรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นไปอีก เพราะไม่มีสิ่งใดมากั้นขวาง สายลมที่สัมผัสใบหน้าและอากาศบริสุทธิ์ให้สูดได้เต็มปอด เป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเลยล่ะ

ดังสำนวนที่ว่านกที่ตื่นเช้า ย่อมจับหนอนได้ก่อนใคร ตั๋วของ Sagano Romantic Train นั้นเป็นที่ต้องการสูงมากจึงควรจองตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่านทางเว็บไซต์ของ JR West คุณสามารถเช็กตารางเวลาของรถไฟสายนี้ได้ที่เว็บไซต์ของ Sagano Scenic Railway

9. High Rail 1375

คนที่ชอบชมวิวกลางคืนและแฟนดาราศาสตร์ไม่ควรพลาดรถไฟขบวนนี้เป็นอย่างยิ่ง มาเติมเต็มเซนส์คนกลางคืนของคุณไปกับ High Rail 1375 รถไฟที่วิ่งผ่านนากาโนะบน Koumi Line รถไฟขบวนนี้จะพาคุณขึ้นไปบนระดับความสูง 1,375 เมตรดังที่ชื่อของมันได้บอกไว้ เหมาะสำหรับการชมวิวพาโนราม่าของพื้นที่ภูเขาซึ่งสวยงามราวกับหลุดออกมาจากโปสการ์ดเป็นอย่างยิ่ง

 

High Rail 1375 จะจอดแวะที่สถานีนาเบะยามะประมาณ 1 ชั่วโมง ที่นี่มีการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นรอคอยคุณอยู่ คุณจะได้เข้าร่วมทัวร์ชมดาวกระชากใจพร้อมกับไกด์ท้องถิ่นผู้รอบรู้ เพลิดเพลินไปกับการมองหาหมู่ดาวบนท้องฟ้า ซึ่งหากโชคดี ก็อาจมีดาวตกให้เห็นด้วย! หลังจบทัวร์แสนวิเศษนี้ คุณก็ยังสามารถมาดูดาวต่อในท้องฟ้าจำลองภายในขบวนรถไฟได้อีกด้วย

เช่นเดียวกับรถไฟขบวนอื่นของ JR East คุณสามารถซื้อ JR East pass (พื้นที่นากาโนะและนีกาตะ) และจองที่นั่งผ่านทางเว็บไซต์ของ JR East เว็บไซต์เดียวกันนี้ยังมีตารางเวลาของ High Rail 1375 ให้เช็กได้ด้วย

10. Twilight Express Mizukaze

นอกจากบรรยากาศย้อนยุคแบบบ้านๆ แล้ว ยังมีรถไฟย้อนยุคแบบหรูหราด้วย คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์ดังกล่าวนี้ได้จาก Twilight Express Mizukaze ที่เริ่มการเดินทางจากเกียวโต

รถไฟขบวนนี้จะพาคุณย้อนอดีตไปด้วยสวิตช์ไฟแบบสมัยก่อนที่ดูหรูหรา ทั้งยังมีผลงานศิลปะโบราณตกแต่งอยู่ตามตู้ขบวนทั้งสิบที่จะทำให้คุณรู้จักกับประวัติศาสตร์อันมีสีสันของญี่ปุ่นมากขึ้น

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของรถไฟ ทำให้คุณรู้สึกเหมือนพักอยู่ในโรงแรงสุดหรู แต่ละตู้ขบวนมาพร้อมกับเตียงคู่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นโซฟาได้เพื่อประหยัดพื้นที่ในตอนกลางวัน

คุณอาจสนใจที่จะเข้าพักในห้องสวีทเพียงหนึ่งเดียวของขบวนที่นอกจากจะมาพร้อมกับระเบียงส่วนตัวแล้ว ยังมาพร้อมกับห้องน้ำที่มีอ่างอาบน้ำด้วย ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้ซึมซับบรรยากาศย้อนยุคพลางดื่มด่ำไปกับทิวทัศน์ธรรมชาติของญี่ปุ่นตะวันตกอีกแล้ว

การจองตั๋วรถไฟเป็นสิ่งที่พิเศษมากๆ เพราะคุณจะต้องกรอกข้อมูลเพื่อขอจับฉลาก และสวดมนต์ภาวนาอย่างหนักเพื่อให้ได้รับเลือก! นอกจากนี้ คุณยังจำเป็นต้องอ่านภาษาญี่ปุ่นได้หากต้องการกรอกข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของ Twilight Express Mizukaze ด้วยนะ

อย่างไรก็ตาม การจองตั๋วรอบถัดไปจะเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2020 (สำหรับสำรองที่นั่งในเดือนธันวาคม 2020) จึงมีเวลามากพอให้คุณหาความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ที่รู้ภาษาญี่ปุ่น

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวของรถไฟที่มีเสน่ห์ที่เราได้คัดสรรมาให้คุณได้ทราบ ตั้งแต่แนวศิลปะ อนิเมะ ย้อนยุค ไปจนถึงแนวหรูหรา (นอกจากนี้ยังมี Hello Kitty Shinkansen ที่เราเขียนแยกต่างหากไว้ในบทความนี้อีกด้วย) รถไฟเหล่านี้ไม่เพียงแค่ช่วยตอบโจทย์ความสนใจของคุณ แต่ยังมอบโอกาสอันดีในการติดต่อสื่อสารกับคนท้องถิ่น และสัมผัสถึงวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอีกด้วย!

Header image: Pisitphol / Shutterstock.com

 

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

ค้นหาร้านอาหาร