ญี่ปุ่นของแพง?? พบกับของ 8 อย่างในญี่ปุ่นที่ถูกจนชาวต่างชาติยังต้องตกใจ!

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องของแพง กับค่าครองชีพที่สูงสุดๆ แต่แม้ว่าจะมีของที่ราคาสูงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าของทุกอย่างในญี่ปุ่นจะแพงเหมือนกันไปหมด ในบทความนี้เราจะพาคุณไปพบกับสินค้าและบริการ 8 อย่างในญี่ปุ่นที่นับว่าราคาถูกแสนถูกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ กัน!

แผนการท่องเที่ยวคัดสรรค์โดยนักเขียน tsunagu Japan!

บทความนี้อาจมีลิงก์พาร์ทเนอร์ หากคุณทำการซื้อผ่านลิงก์พาร์ทเนอร์ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับคุณ

1. อิซากายะ (อาหาร 300 - 500 เยน, สาเก 100 - 500 เยน)

อิซากายะ เป็นร้านอาหารรูปแบบหนึ่งของญี่ปุ่น คล้ายบาร์หรือผับที่เสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คู่กับเมนูอาหารให้รับประทานเป็นกับแกล้ม นอกจากเบียร์ซึ่งเป็นของที่ขาดไม่ได้แล้ว หลายแห่งยังมีเครื่องดื่มเฉพาะตัวแบบญี่ปุ่นอยู่หลายรูปแบบ เช่นนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไร้สีไร้กลิ่นอย่างสาเกญี่ปุ่น โชจู หรือวอดก้ามาเป็นเบส เติมน้ำผลไม้และผสมโซดาลงไปเป็นชูไฮ หรือนำวิสกี้มาผสมโซดาเป็นไฮบอล โดยทั่วไปจะเปิดทำการในช่วงกลางคืน ชาวญี่ปุ่นจึงนิยมมาใช้บริการกันหลังเลิกงานหรือในวันหยุด

ราคาของแต่ละร้านก็จะต่างกัน แต่ถ้าพูดถึงอิซากายะแบบร้านสาขาซึ่งกระจายอยู่ทั่วญี่ปุ่น เพียงมีงบสัก 2,000 - 3,000 เยนก็สามารถกินดื่มได้อย่างเต็มอิ่มแล้ว หรือถ้าเป็นร้านที่ถูกลงมาก็อาจได้ซื้อเบียร์ในราคา 100 เยน หรือชูไฮในราคา 200 เยนต่อแก้วกันเลยทีเดียว

ในส่วนของเมนูอาหาร นอกจากกับแกล้มพื้นฐานอย่างถั่วแระญี่ปุ่น สลัดมันฝรั่ง ของทอด และเฟรนช์ฟรายส์แล้ว ก็ยังมีเมนูตุ๋นอย่างเครื่องในตุ๋นและเอ็นเนื้อตุ๋น ไปจนถึงเมนูบ้านๆ แบบญี่ปุ่นอย่างคาราอาเกะ (ไก่ชิ้นชุบแป้งทอด) ซาชิมิ (ปลาสด) ซูชิ ข้าวปั้น โอชะสึเคะ (ข้าวต้มสไตล์ญี่ปุ่น) ยากิโซบะ และราเมงอยู่อีกด้วย ทั้งหมดล้วนซื้อได้ในราคา 100 - 500 เยน สิ่งนี้เองที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นนิยมมาสังสรรค์กันที่อิซากายะแทบจะทุกวัน

เครือร้านอิซากายะที่โด่งดังเป็นพิเศษก็จะมี "Shirokiya" "Hana no Mai" และ "Torikizoku" ในช่วงนี้หลายๆ ร้านเริ่มนำระบบการสั่งอาหารด้วยแท็บเล็ตมาใช้ และบางร้านก็เริ่มปรับเมนูให้มีหลายภาษาเพื่อรองรับลูกค้าชาวต่างชาติเพิ่มอีกด้วย แม้ว่าจะพูดภาษาญี่ปุ่นไม่คล่องก็ใช้บริการได้ไม่มีปัญหา

2. บุฟเฟ่ต์เครื่องดื่ม (1,500 - 3,000 เยน / 2 ชั่วโมง)

ในขณะที่แทบไม่มีใครไม่รู้จักวัฒนธรรมการ "กินไม่อั้น" อย่างบุฟเฟ่ต์ หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่าในญี่ปุ่นนั้นมีสิ่งที่เรียกว่าการ "ดื่มไม่อั้น" อยู่ด้วย

การดื่มไม่อั้นที่ว่าก็มีความหมายตรงตัว คือการกินไม่อั้นโดยเปลี่ยนจาก "อาหาร" เป็น "เครื่องดื่ม" เมื่อจ่ายเงินแล้วจะสามารถดื่มเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีอยู่เท่าไรก็ได้ในระยะเวลาที่กำหนด ประหยัดและคุ้มค่ามากๆ

ปกติแล้วเบียร์ในร้านอิซากายะจะมีราคาอยู่ที่แก้วละ 300 - 400 เยน หรือถ้าเป็นร้านประเภทอื่นก็จะอยู่ที่แก้วละ 400 - 500 เยน ในขณะที่บุฟเฟ่ต์เครื่องดื่มมักจะมาในแพคเกจ "2 ชั่วโมง 1,500 เยน" (บางร้านก็อยู่ที่ 2,000 หรือ 2,500 เยน) หรือพูดให้ง่ายๆ คือ หากเลือกแบบบุฟเฟ่ต์ 1,500 เยน แล้วดื่มสัก 3 - 5 แก้วภายใน 2 ชั่วโมงได้ก็คุ้มแล้ว ถูกใจเหล่านักดื่มแน่นอน

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น  ญี่ปุ่นนับว่ามีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่หลากหลายมากๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ สาเกญี่ปุ่น ไวน์ โชจู ชูไฮ หรือไฮบอล บุฟเฟ่ต์เครื่องดื่มเช่นนี้จึงหมาะกับผู้ที่อยากลองเครื่องดื่มหลายๆ ชนิดอีกด้วย โดยแต่ละร้านก็จะมีเมนูเครื่องดื่มแตกต่างกันไป อย่างไรก็ขอแนะนำให้เช็คดูก่อนสักหน่อยจะเลือกใช้บริการ

3. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (กระป๋อง 350 มิลลิลิตร เริ่มต้นที่ 120 เยน), บุหรี่ (1 ซอง 20 มวน เริ่มต้นที่ 500 เยน)

นอกจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามร้านอิซากายะและบุฟเฟ่ต์เครื่องดื่มแล้ว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่วางจำหน่ายอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อก็ราคาถูกจนน่าตกใจ โดยเครื่องดื่มกระป๋องขนาด 350 มิลลิลิตรจะมีราคาเริ่มต้นที่ 120 เยน และขนาด 500 มิลลิลิตรเริ่มต้นที่ 150 เยน สามารถหาซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งยังสามารถดื่มข้างถนนได้ และการดื่มได้แบบไม่ต้องมากพิธีรีตองเช่นนี้ก็เป็นเสน่ห์หนึ่งของการดื่มในญี่ปุ่นนั่นเอง

โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นหน้าซูเปอร์มาร์เก็ต หน้าร้านสะดวกซื้อ สวนสาธารณะ สถานีรถไฟ หรือแม้แต่ในช่วงที่เดินอยู่บนทางเท้าเราก็สามารถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม การดื่มในรถไฟหรือการกระทำใดๆ ที่รบกวนผู้อื่นก็ยังนับว่าเสียมารยาทและไม่ควรกระทำ

นอกจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว บุหรี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถูกแสนถูก บุหรี่ซองบรรจุ 20 มวนมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 500 เยน และญี่ปุ่นก็มีบุหรี่ยี่ห้อแปลกๆ ของตัวเองอยู่มากมาย ทั้งยังสามารถหาซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับนักสูบแล้ว การลองสูบเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อหายี่ห้อที่ถูกใจก็คงน่าสนุกไม่น้อยเลยทีเดียว

คำเตือนเล็กน้อยคือนอกจากบริเวณที่อนุญาตให้สูบบุหรี่แล้ว บริเวณอื่นๆ ทั้งในและนอกอาคารจะถือว่าเป็นพื้นที่ห้ามสูบทั้งหมด ตัวบทกฎหมายก็มีบทลงโทษสำหรับคนที่สูบบุหรี่ไม่เป็นที่เป็นทางอยู่อย่างเข้มงวด ถ้าจะสูบจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

แผนการท่องเที่ยวคัดสรรค์โดยนักเขียน tsunagu Japan!

4. ซูชิ (2 คำ / จาน เริ่มต้น 100 เยน)

เมื่อพูดถึงญี่ปุ่น จะมีใครบ้างที่ไม่นึกถึง "ซูชิ" ทั่วไปแล้วซูชิจะมีราคาสูงด้วยเป็นเมนูดั้งเดิมของญี่ปุ่น แต่อันที่จริงเราจะสามารถเพลิดเพลินไปกับเมนูสุดหรูนี้ได้ในราคาย่อมเยาหากเป็นใน "ซูชิสายพาน"

ซูชิสายพานเป็นร้านซูชิที่จานซูชิจะถูกวางลงบนสิ่งที่มีลักษณะคล้ายสายพานซึ่งหมุนวนไปรอบๆ ร้านอย่างช้าๆ ในร้านลักษณะนี้ราคาซูชิจะอยู่ที่ประมาณ 100 เยนต่อ 2 คำ นับว่าถูกจนน่าเหลือเชื่อ

เป็นที่รู้กันว่าญี่ปุ่นชอบที่จะทำให้สิ่งต่างๆ สะดวกสบายยิ่งขึ้น ซูชิสายพานเองก็เช่นกัน และในช่วงไม่กี่ปีมานี้พัฒนาการของสายพานในร้านซูชิก็นับว่าไม่ธรรมดาเลย ไม่ว่าจะเป็นการใช้สายพานที่มีรูปร่างเป็นรถไฟ ชินคันเซ็น หรือรถสปอร์ตขนซูชิมาเสิร์ฟให้ถึงที่นั่งหลังจากกดสั่งในหน้าจอสัมผัส รวมไปถึงบริการแบบใหม่ที่จะเก็บจานให้อัตโนมัติเพียงวางจานเปล่าไว้บนจุดที่กำหนดและกดปุ่ม นอกจากจะไม่กระทบต่อคุณภาพสินค้าแล้ว ยังสามารถเสิร์ฟอาหารได้อย่างสะอาดและแม่นยำ ขั้นตอนตั้งแต่เข้าร้านไปจนถึงชำระเงินก็ไหลลื่นขึ้น จะเรียกว่าเป็นสไตล์การบริการที่ให้ความบันเทิงรูปแบบหนึ่งก็ไม่ผิดนัก

โดยทั่วไปเราจะสามารถเลือกหยิบของที่ตัวเองอยากรับประทานจากบนสายพานได้เลย แต่ในกรณีที่ไม่เจอสิ่งที่ต้องการเสียทีก็สามารถเลือกสั่งมาเป็นจานๆ ได้ หากเป็นร้านเก่าแก่หน่อยอาจจะสามารถสั่งกับเชฟที่ยืนปั้นซูชิอยู่ได้โดยตรง ส่วนร้านซูชิสายพานแบบสาขามักจะให้สั่งโดยผ่านหน้าจอระบบสัมผัส

ปัจจุบันมีร้านซูชิสายพานมากมายที่รองรับลูกค้าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มร้านสาขาอย่าง "Kura Sushi" "Sushiro" "Kappa Sushi" และ "Genki Sushi / Uobei" ไหนๆ ก็มาญี่ปุ่นแล้ว ลองมาเพลิดเพลินไปกับซูชิอย่างสะดวก สนุก อร่อย และที่สำคัญที่สุดคือสบายกระเป๋าดูหน่อยไหม?

Klook.com

5. มังงะ (ประมาณ 500 เยน / เล่ม)

มังงะ (การ์ตูน) ญี่ปุ่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายจากทั่วโลก กล่าวได้ว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ได้รู้จักกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านทางมังงะ ในหลายๆ ประเทศมังงะมักตีพิมพ์เป็นฉบับแปลและมีการบวกค่าแปลเข้าไปด้วย ราคาขายในท้ายที่สุดจึงอาจจะสูงไปสักเล็กน้อย แต่หากเป็นในประเทศต้นกำเนิด มังงะเล่มใหม่เอี่ยมจะมีราคาเพียงประมาณ 500 เยน อีกทั้งหากเป็นร้านหนังสือมือสองอย่าง BOOKOFF ก็จะมีตั้งแต่มังงะที่ดูแทบไม่ต่างจากของใหม่ไปจนถึงมังงะที่ดูเก่าจนขลังให้คุณเลือกซื้อในราคาแสนถูกเพียง 100 - 400 เยนเท่านั้น

แน่นอนว่ามังงะที่วางขายในญี่ปุ่นก็มักจะเป็นภาษาญี่ปุ่นเสียส่วนใหญ่ แต่ก็มีแฟนมังงะจำนวนไม่น้อยที่พากันมายังร้านหนังสือเพื่อตามล่าหามังงะต้นฉบับ จะซื้อไปเป็นตัวช่วยในการเรียนภาษาญี่ปุ่นก็ดูน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

6. ร้านอาหารสำหรับครอบครัวและฟาสต์ฟู้ดญี่ปุ่น (ถูกสุด 300 - 400 เยน)

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าอาหารญี่ปุ่นนั้นได้รับความนิยมไปทั่วโลก และยังได้รับการบันทึกเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้โดยองค์การ UNESCO ในปี 2013 เมื่อมีโอกาสได้มาเยือนถึงถิ่นใครๆ ก็คงอยากจะลองทานอาหารญี่ปุ่นดูสักครั้ง แต่ด้วยวัตถุดิบและกระบวนการทำที่พิถีพิถัน หลายๆ ร้านจึงมักตั้งราคาไว้ค่อนข้างสูง ยิ่งผสานกับความคิดที่ว่า "ญี่ปุ่น = ของแพง" จึงมีคนไม่น้อยที่มีภาพจำว่าอาหารญี่ปุ่นราคาแพง

หากในความจริงแล้ว อาหารญี่ปุ่นที่หารับประทานได้อย่างง่ายๆ ตามร้านอาหารสำหรับครอบครัวและร้านฟาสต์ฟู้ดก็มีอยู่มากมายเช่นกัน หากเป็นที่ถูกๆ ก็มีราคาอยู่ที่มื้อละ 300 - 400 เยนเท่านั้น เรื่องรสชาติและคุณภาพเองก็ไม่ได้ขี้เหร่ ทั้งคุ้มค่าเกินราคาและอร่อยจนจับใจผู้คนได้ทุกช่วงวัย

หนึ่งในร้านราคาถูกที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางก็คือ "ร้านกิวด้ง" ร้านดังกล่าวนี้มักจะมีเมนูอาหารญี่ปุ่นให้เลือกอย่างหลากหลาย ตั้งแต่กิวด้ง (ข้าวหน้าเนื้อ) แบบทั่วๆ ไป กิวด้งที่ปรับแต่งเล็กน้อยเช่นที่โปะกิมจิหรือชีสไว้ด้านบน ไปจนถึงเมนูอย่างบุตะด้ง (ข้าวหน้าหมู) อูนางิด้ง (ข้าวหน้าปลาไหล) ไคเซนด้ง (ข้าวหน้าอาหารทะเล) อุด้ง โซบะ ข้าวแกงกะหรี่ ทงคัตสึ โอยาโกะด้ง (ข้าวหน้าไก่และไข่) หรือแม้แต่สุกี้ยากี้ ไม่ว่าจะเป็นเมนูใดก็มีราคาอยู่ที่ประมาณ 500 เยนทั้งสิ้น หากแพงหน่อยก็จะอยู่ประมาณ 700 เยน ซึ่งถือว่าถูกสุดๆ

ร้านกิวด้งมีเครือร้านสาขามากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่มักจะรู้จักกันดีก็เช่น "Yoshinoya" "Sukiya" "Matsuya" และ "Nakau" บางร้านจะสามารถสั่งอาหารผ่านหน้าจอระบบสัมผัสได้ ร้านที่รองรับภาษาต่างชาติก็มีอยู่มากเช่นกัน แม้ว่าจะพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ก็สามารถเข้าใช้บริการได้อย่างสบายใจ

นอกเหนือจากร้านกิวด้งแล้ว ก็ยังมีร้านอุด้ง "Hanamaru Udon" และ "Marugame Seimen" ร้านโซบะ "Fuji Soba" "Komoro Soba" และ "Yudetaro" ร้านเทนด้ง (ข้าวหน้าเทมปุระ) อย่าง "Tendon Tenya" ร้านราเมงชื่อดังอย่าง "Hidakaya" "Kourakuen" "Ippudo" และ "Ichiran" รวมไปถึงร้านอาหารชุดแบบญี่ปุ่นทีมีทั้งข้าวญี่ปุ่น ซุปมิโซะ ปลาหรือเนื้อ ผัดผัก และเครื่องเคียงให้รับประทานอย่าง "Ootoya" และ "Yayoiken" ก็ล้วนแต่เป็นเครือร้านฟาสต์ฟู้ดญี่ปุ่นที่มีสาขาอยู่เป็นจำนวนมาก โดยทั่วไปราคาอาหารก็จะอยู่ที่ประมาณมื้อละ 500 - 1,000 เยน

7. แบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่น! มากไปด้วยสินค้าลิมิเต็ด มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งยังการันตีได้เรื่องความถูก

การหาซื้อเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นในปัจจุบันอาจไม่ใช่เรื่องยากเท่าไรนักแม้จะอยู่ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกันแล้วการซื้อจากร้านในประเทศซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของแบรนด์ก็ยังถูกกว่ามาก นอกจากนี้ ในหมู่แบรนด์ที่ไม่ได้โด่งดังระดับโลกก็ยังมีสินค้าที่ดีไซน์น่ารักๆ ราคาถูกและคุณภาพดีอยู่อีกจำนวนมากอีกด้วย

แบรนด์ญี่ปุ่นที่มีการส่งออกไปยังต่างประเทศและได้รับความนิยมก็อย่างเช่น "UNIQLO" ที่ขายเสื้อผ้าคุณภาพดีในราคาย่อมเยา และ "MUJI" ซึ่งโดดเด่นเรื่องความเรียบง่ายของดีไซน์และอรรถประโยชน์ ในหมู่คนญี่ปุ่นเองสินค้าเหล่านี้ก็ได้รับความนิยมอย่างมากจากลูกค้าหลากเพศหลากวัย ตัวแบรนด์ก็มีร้านสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ถ้าอยากช็อปปิ้งกันให้สะใจก็ให้ลองมองหา "ร้านใหญ่" หรือสาขาที่มีพื้นที่กว้างขวางหน่อยก็จะมีสินค้าให้เลือกหลากหลายเป็นพิเศษ

นอกจากนี้แล้ว สินค้าจากแบรนด์หรูๆ อย่าง COMME des GARCONS หรือ Yohji Yamamoto ก็ยังสามารถหาซื้อที่ญี่ปุ่นได้ในราคาที่ค่อนข้างถูกอีกด้วย

แผนการท่องเที่ยวคัดสรรค์โดยนักเขียน tsunagu Japan!

8. ร้าน 100 เยน (สินค้าคุณภาพสูง ✕ 100 เยน = ความคุ้มค่าที่เหนือราคา)

ร้าน 100 เยน เป็นร้านค้าปลีกที่คุณสามารถซื้อของเกือบทุกอย่างในร้านได้ในราคา 100 เยน (ไม่รวมภาษี) แม้ในต่างประเทศก็มีร้านที่คอนเซปต์คล้ายกันอยู่ไม่น้อย อย่าง "ร้าน 99 เซนต์" ในอเมริกาก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ร้าน 100 เยนสัญชาติญี่ปุ่นที่นำโดย "Daiso" ก็ยังได้ครองใจผู้ซื้อทั่วโลกเรื่อยมา ทั้งมีการขยายสาขามากมายไปตามประเทศในแถบเอเชียและยังขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพ ความคุ้มค่า และความหลากหลายของสินค้าอีกด้วย

นอกเหนือจากสินค้าในชีวิตประจำวันอย่างขนม ลูกอม เครื่องดื่ม เครื่องครัว เครื่องเขียน และภาชนะใส่ของแล้ว ก็ยังมีของตกแต่งเก๋ๆ และเครื่องสำอางมากมายให้เลือกสรร เสน่ห์ของสินค้าเหล่านี้อยู่ที่ราคาสุดสบายกระเป๋า ประสิทธิภาพสูง ใช้งานง่าย และทนทานยาวนาน เกือบทั้งหมดจะสามารถซื้อได้ในราคา 100 เยน (มีบางสินค้าที่ราคา 200 หรือ 300 เยน) และเป็นที่ชื่นชอบของชาวญี่ปุ่นอย่างกว้างขวาง

แม้ร้านอย่าง Daiso จะมีสาขาอยู่ทั่วโลก แต่สินค้าที่หาซื้อได้เฉพาะในญี่ปุ่นก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกของฝากที่ให้ความรู้สึกญี่ปุ่นๆ อย่างพัด ผ้าเช็ดมือลายญี่ปุ่น กระเป๋าผ้าใส่เงิน หรือตะเกียบเคลือบลาย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ก็เริ่มได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ขนาดที่หากพูดถึงของฝากจากญี่ปุ่นแล้วหลายคนก็จะนึกถึงร้าน 100 เยนขึ้นมาทันทีเลยทีเดียว

แถมท้าย: ทิชชู่พกพา (แจกฟรี)

บางคนอาจคิดว่าเอ๊ะ ต้องถ่อมาหาทิชชู่ถึงที่ญี่ปุ่นเลยเหรอ? แต่คุณลองเดินเล่นไปตามตัวเมืองหรือหน้าสถานีรถไฟญี่ปุ่นสักหน่อย พนันได้เลยว่าคุณจะได้พบกับคนที่ยืนแจกทิชชู่พกพาอย่างแน่นอน

ทิชชู่เหล่านี้แจกฟรีโดยมีจุดประสงค์เพื่อโฆษณาธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านคอนแทคเลนส์ สปอร์ตคลับ ร้านเสริมสวย ร้านนวด หรือแม้แต่บริษัทแท็กซี่เองก็ตาม โดยจะใส่ข้อความโฆษณาไว้ในซองทิชชู่และสุ่มแจกให้กับคนจำนวนมาก

แม้ว่าทิชชู่พกพาจะไม่ใช่ของสำคัญถึงขนาดต้องมาซื้อถึงญี่ปุ่น แต่ถ้าเป็นของฟรีแล้วก็คงมีน้อยคนที่จะไม่ยินดีรับ คุณภาพของทิชชู่แจกฟรีเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับของที่ขายแบบยกถุงอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อในราคาประมาณ 100 เยนเลย ว่ากันว่าบางคนก็นำทิชชู่พกพาเหล่านี้ติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝาก เนื่องจากภาพประกอบ ภาษาญี่ปุ่น และเนื้อหาโฆษณาที่ดูน่าสนใจนั่นเอง

ญี่ปุ่นของไม่ได้แพงเสมอไปนะ!

จะเห็นได้ว่าของในญี่ปุ่นนั้นไม่ได้แพงเสมอไป หากทำความเข้าใจวิธีการซื้อและแหล่งของถูกให้ดีๆ ช็อปปิ้งกันให้ได้เพลินๆ ทริปเที่ยวญี่ปุ่นของคุณก็จะน่าจดจำขึ้นอย่างแน่นอน

หากมีคำถาม คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะใดๆ เกี่ยวกับบทความของเรา สามารถติดต่อและติดตามเราผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม ได้เลย !

เนื้อหาในบทความนี้ อัพเดทล่าสุด ณ วันที่เผยแพร่

รับส่วนลดมากมายในญี่ปุ่น ที่นี่!

เกี่ยวกับนักเขียน

Keisuke
Keisuke Tsunekawa
เป็นคนญี่ปุ่นที่ชอบหลีกหนีจากชีวิตในเมืองโตเกียวเป็นครั้งคราว เพื่อค้นพบเส้นทางใหม่ๆ รวมถึงท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ ซึ่งทำให้รู้สึกว่าได้สนุกกับการเชื่อมโยงกับสิ่งที่แตกต่างไปจากที่เคยทำเคยเห็นในชีวิตประจำวัน
  • แผนการท่องเที่ยวคัดสรรค์โดยนักเขียน tsunagu Japan!

ค้นหาร้านอาหาร